น่าสนใจ, เอาจริง ๆ สำหรับมนุษย์อย่างเรา ๆ ปัญหาหนึ่งเลยคือการตีความความหมายของสิ่งที่รับรู้มันไม่เหมือนกัน กล่าวคือเมื่อมีคนพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” คนที่มีประสบการณ์อย่างหนึ่งจะบอกความหมายอย่างหนึ่ง คนที่มีประสบการณ์อีกแบบจะบอกความหมายอีกแบบ คล้าย ๆ แบบนี้
“บิตคอยน์” : no coiner อ่อ..สแกม
“บิตคอยน์” : cryptonian อ่อ..เหรียญคริปโต
“บิตคอยน์” : bitcoiner อ่อ..เงินสร้างยาก
เช่นกัน “วิญญาณ” ของพุทธ = ธาตุรู้, สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน ‘ภพชาติ’ “วิญญาณ” เปรียบเสมือนกับ ‘ลำแสง’ ที่กำลังตกลงกระทบกับ ‘ฉาก’ [รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร] หรือหากไม่มีฉากกัน แสง (วิญญาณ) ก็ผ่านไปเฉย ๆ ‘ภพจึงไม่เกิด’
สรุปคือ ของทางพุทธ “วิญญาณ” คือกระบวนการ, ไม่ใช่รูปลักษณ์หรือตัวตนที่กำลังทับซ้อนอยู่กับกายเนื้อ ไม่ใช่ของที่เมื่อกายแตกดับไปแล้ว จะมีสิ่งที่เป็นวิญญาณพุ่งออกไปจากกายเนื้อ หรือเมื่อกายตายกระบวนการก็หยุดไปตามกายคือ วิญญาณก็จะตายไปตามกายที่ตายลง
ซึ่งเทียบแบบในต้นท้างกับความเชื่ออื่น ๆ แบบนั้นก็ไม่ถูก เพราะ “วิญญาณ” ในทางศาสนาที่มีพระเจ้าคือสิ่งที่ถูกพระเจ้าให้มา เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง คือพวกเขามองแยกกันเป็น 2 เลเยอร์ ระหว่างร่างกายฝ่ายเนื้อ (ใช้เพื่ออยู่บนโลก) และร่างกายฝ่ายวิญญาณ (ใช้เพื่อกลับสู่พระเจ้า) ‘ไม่ใช่กระบวนการ’ อย่างที่พุทธเข้าใจ แต่มันคือตัวตนอีก 1 ตัวตนของเราจริง ๆ
ในไบเบิล โรม 7:21-25 เปาโลบอกว่า “ตัวของเขาเข้าใจธรรมบัญญัติของพระเจ้าว่าเป็นสิ่งดี แต่ตัวเขาเองก็มีความคิดหนึ่งที่โน้มเอียงให้ตัวเขาไม่อยากทำตามบัญญัติ” สิ่งนี้สะท้อนความเป็นมนุษย์คือ ในเลเยอร์ของความคิดในฝ่ายวิญญาณอยากจะทำในสิ่งที่ดีเพื่อพระเจ้า แต่ในกายฝ่ายเนื้อหนังที่มีความต้องการ มีตันหาราคะ กำลังสร้างความขัดแย้งระหว่างกันและกันในทั้ง 2 เลเยอร์ จากตรงนี้มันจึงกำลังบอกกับเราว่า คนที่เชื่อในพระเจ้ามี 2 สิ่งที่กำลังทับซ้อนกันอยู่จริง ๆ ซึ่งเมื่อตายมันจะแยกออกจากกัน
“วิญญาณ” พุทธ : กระบวนการ
“วิญญาณ” ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า : ตัวตน
เรียกเหมือนกัน แต่เข้าใจไม่เหมือนกัน แล้วใครเข้าใจถูกกว่ากัน? #Siamstr
บางครั้งเราจะต้องแยกมันออกจากกัน เพื่อที่เราจะใช้เครื่องมือแต่ละอันให้ถูกกับวัตถุประสงค์ของมันจริง ๆ

เป็นสัญลักษณ์ "ห้ามชูมือเป็นการห้าม" นะครับ, ลึกมากเลย บางคนชอบคิดไปเองว่าห้ามจับหรือ Don't trust. เอ้ย.. Don't touch.
น่าสนใจมากเลยครับ, มีชื่อของสารคดีตัวนั้นมั้ยครับ อยากจะไปลองดูบ้างเลย
งดงาม #Siamstr

ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ที่ใช้เวลาไปกับการนั่งเฝ้าสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว ในยุคที่ผู้คนอื่น ๆ เอาเวลาในชีวิตไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ส่วนตน เช่น การสะสมทรัพย์สินความมั่งคั่ง การสร้างชื่อเสียงเกียรติยศ ฯลฯ
เราจะไม่มีระบบรอกที่ปัจจุบันใช้ในการสร้างลิฟต์สำหรับตึกสูง, ปั้นจั่นสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่, ระบบอากาศยานสำหรับการเดินทางข้ามโลก, เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำที่ต่อยอดไปเป็นเครื่องมือสำรวจของนักประดาน้ำ และหน่วยจู่โจมใต้น้ำ, เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้เทคนิคของแสง, วิทยาการทางการแพทย์ที่ใช้องค์ความรู้จากภาพวาดอนาโตมี่ของเขา, แรงบันดาลใจให้กับนักวาดภาพศิลปินรุ่นหลัง ฯลฯ
และจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าหากเขาเกิดในยุคของเงินเสื่อมค่า, เขาจะกลายเป็นไอ้บ้าคนหนึ่งที่สังคมตราหน้าว่าเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาวที่ใช้เวลาไปกับสิ่งไร้สาระ ราวกับเด็กที่นั่งสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไปกับการจินตนาการอันเพ้อฝันและไม่เป็นจริง หรือไม่เขาจะต้องออกไปทำงานตรากตรำเพื่อที่จะหาเงินตรามาใช้ให้เพียงพอในแต่ละวัน แล้วปล่อยให้ความคิดหรือไอเดียอันบรรเจิดเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกจินตนาการและจำกัดมันให้อยู่แค่ภายในหัวของเขา
Fuck Fiat...
Gm Gm 🌞 ชาร์จความสุข ความสนุกเต็มที่🔋🚀✨ ตอนนี้เตรียมขับรถกลับ #เชียงราย ถ้าไม่แวะเจอใครหรืออยากค้างจังหวัดไหนอีก น่าจะยิงยาวถึงเชียงราย #แม่สาย ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ แต่ถ้าแวะคงถึงค่ำ ๆ 🌠 แต่เชื่อว่าคนข้าง ๆ ยินดีจะแวะทุกร้านที่มีขนม 🍰 หรือกาแฟ ☕ อร่อย ๆ แน่ 😅 555+
#ระหว่างทาง #roadtrip #siamstr 🛻🏞️🥰😊🌸🌿
https://video.nostr.build/8df5919529580c6fc06230b4efd8d3ca97899c12cabbba7f3f4a21f07e842903.mp4

บรรยากาศดีมากเลยครับ :)
### เมื่อโลกของเรามีเงินซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกักเก็บเวลาที่ดี, ผู้เป็นนักสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยมจึงปรากฏตัว
#### เครื่องจักรกลโยธา
ตลอดชีวิตของเขา เลโอนาร์โดทำงานในโครงการวิศวกรรมหลายประเภท โดยประดิษฐ์เครื่องจักรเพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาออกแบบรอกสำหรับการยกของหนัก เครื่องจักรสิ่งทอ เครน สว่าน และรถขุด และอื่นๆ อีกมากมาย
เลโอนาร์โด นักสังเกตการณ์ผู้ยิ่งใหญ่ พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาของเขาเสมอก่อนเริ่มโครงการใหม่ ในฐานะศิษย์ที่ทำงานในเวิร์คช็อปของ แวร์รอกกิโอ ในฟลอเรนซ์ เขาวาด "กระจกเงา" ที่ใช้ความร้อนเข้มข้นซึ่งเกิดจากการสะท้อนเพื่อหลอมหรือเชื่อมโลหะ เขารู้สึกทึ่งกับการตอบสนองของแสง และการสะท้อนของแสงบนพื้นผิวต่าง ๆ
เลโอนาร์โดสนุกกับการวาดและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องจักรทั่วไป และมักจะค้นพบวิธีปรับปรุงความเร็วและประสิทธิภาพ ภาพวาดเชิงกลที่มีรายละเอียดมากของเขานั้นหลายชิ้นถือเป็นงานศิลปะ ในขณะที่ภาพวาดอื่นนั้นเป็นภาพร่างคร่าว ๆ โดยเน้นไปที่กลไกของอุปกรณ์นั้นมากกว่า ข้อความที่เร่งรีบใน "การเขียนแบบสะท้อน" อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้ระบุข้อสังเกตและแนวคิดเพิ่มเติมในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
เลโอนาร์โดยังคงสนใจในกลศาสตร์ตลอดชีวิตของเขา เมื่อชรา เขาได้กลับมาชมงานของเขาอีกครั้งในด้านโลหะวิทยาเครน เครื่องจักรในไซต์ก่อสร้าง และเครื่องจักรสิ่งทอ โดยแสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด
"ผู้คนมี 3 จำพวก คือ ผู้ที่เห็น ผู้ที่เห็นเมื่อถูกแสดงให้เห็น ผู้ที่ไม่เห็น" - เลโอนาร์โด ดา วินซี #Siamstr
---
#### Da Vinci Alive Bangkok :
https://www.liveimpact-event.com/davinci/

Monster นิหน่า
เห็นด้วยเลยครับ, เป็นอีกเหตุผลที่ผมชอบเขียนนั่นเขียนนี่ บางอย่างเก็บไว้กับตัว รู้เยอะก็มีประโยชน์เฉพาะตัวเอง แต่ถ้าเอามาแบ่งปันมันก็จะได้ประโยชน์ทั้งตัวเองและคนอื่นด้วยกันครับ
ขอบคุณครับพี่ :)
เป็นการตอบ comment กันที่สุดยอดมาก ได้เปิดแง่มุมของการสังเกตในมุมอื่น ๆ ด้วย, วิถีชาว Siamstr ยอดเยี่ยมจริง ๆ
Respect ครับ :)
ดราม่า Talk Show นั่น, เห็นแล้วถ่อมใจลงวางได้ดีเลยนะ มันทำให้กลับไปย้อนคิดถึงคำพูดที่มักจะพูดอยู่เป็นประจำว่า “ความจริงเป็นเรื่องของปัจเจก” เรารู้ความจริงได้เท่าที่เรารู้มา ไม่อาจมากกว่านั่นต่อให้เสาะแสวงหาอย่างสุดกำลังแค่ไหนก็ตาม “เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา” พวกเราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว จากสิ่งที่กลายเป็นอดีตของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และบ่อยครั้งมันไม่ใช่เราที่เป็นคนสร้างให้เหตุการณ์เหล่านั้นกลายไปเป็นอดีตที่เรียกได้ว่าประวัติศาสตร์ และใช่ เรารับรู้มันมาอีกที
สิ่งที่ผมเห็นคือคน ๆ หนึ่งที่มีทักษะการสื่อสารขั้นสูงที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แถมยังเป็นคนที่มีใจรักในเรื่องของประวัติศาสตร์ เห็นการบรรยายแล้วรับรู้ได้เลยว่ามีความหลงไหล อ่านมาเยอะ และตกผลึกกับมันไม่น้อยเลยทีเดียว การเล่าเรื่องแต่ละครั้งที่เราได้ฟังมันแทบจะเป็นการดึงเอาสิ่งที่จำได้จากภายในมันสมองออกมาบรรยายให้ผู้ฟังได้ฟัง ไม่ใช่การบรรยายจากการอ่านข้อความที่เป็นตัวอักษรในหน้าหนังสือให้ผู้ฟังได้รับฟัง แบบนั้นใคร ๆ ก็อ่านกันเอาเองได้จริงมั้ย และนั่นแหละ
มันเรียกว่าอะไรนะ เพอร์เฟ็คต์ชั่นนิสต์? การที่เราคิดว่ามันจะต้องถูกต้องทุกระเบียบ การพูดในการบรรยายในเรื่องราวของประวัติศาสตร์จะต้องมีการอ้างอิง มีแหล่งที่มาระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการบรรยายถูกหยิบยกมาจากไหน เพื่อความถูกต้องของเนื้อหาที่เหล่านักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นแล้วว่าเป็นจริง ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการหากินบนรายได้ที่มาจากการสื่อสารบนความเป็นจริงที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ที่รับฟังการบรรยาย
“อ่า.. สำหรับในเรื่องนี้นะครับ ผู้บรรยายเองได้หยิบยกมาจาก เอกสารอ้างอิง ฉบับนี้...ลงวันที่... โดย... ซึ่งถือเป็นหลักฐานอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับโดยสากล..”
ขอบคุณครับ ผมขอให้นอนหลับฝันดี ผมคนนึงล่ะที่จะไม่เสียเวลานั่งฟังหรืออ่านอะไรแบบนั้น ผมมักจะสนใจเนื้อหาของมันมากกว่าที่จะต้องมารับรู้ว่าเนื้อหามันถูกอ้างอิงเอามาจากที่ไหน เพราะว่าถ้าหากว่าสิ่งที่ได้ฟังหรือได้อ่านมา เนื้อหาของมันถูกบิดเบือนไปและไม่เป็นความจริง เราจะรู้ถึงความเป็นจริงด้วยตัวเองอีกทีในตอนที่ได้ฟังและได้อ่านมันจากแหล่ง ๆ อื่น มนุษย์อย่างเรา ๆ พระเจ้าได้ประทานสติปัญญามาให้เพื่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ คิดและตัดสินใจได้ว่าสิ่งไหนจริงหรือไม่จริงได้จากตัวเอง เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อได้ด้วยตัวเอง มันคือวิธีการที่เราใช้เพื่อที่จะเรียนรู้ไปทั้งชีวิต
สิ่งสำคัญคือตัวทริกเกอร์หรือคอนเซ็ปต์ที่เราได้จากเนื้อหานั้น ๆ ว่ามันมีความสำคัญที่เราจะสนใจเอาไปค้นหาต่อด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะถ้ามันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของเรา ต่อให้มันเป็นความถูกต้องเป็นจริงและถูกพิสูจน์แล้วเชิงประจักษ์ หรือจะเป็นเพียงเรื่องอุปโลกน์ที่ถูกแต่งเติมหรือบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้ก็เป็นเพียงแค่เรื่องที่ไร้สาระ หาได้มีความสำคัญใดไม่ในชีวิตของเรา จะเป็นความจริงหรือเรื่องโกหกแล้วไงต่อ?
ประวัติศาสตร์ก็เช่นกัน ความลึกซึ่งของความเข้าใจในประวัติศาสตร์ที่เพรียบพร้อมด้วยแหล่งอ้างอิง มีข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ถูกพิสูจน์แล้ว เป็นสิ่งที่น่านับถือถึงความพยายามในการแสวงหาและพิสูจน์ความเป็นจริง และการรักษามันไว้ไม่ให้ถูกใครบิดเบือนมันไปเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่มีความต้องการอย่ากที่จะรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จะรู้สึกภาคภูมิใจไปกับความยอดเยี่ยมของการพิสูจน์เหล่านี้ พวกคุณคิดว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูเขาต้องการที่จะรับรู้ความจริงว่าพระเยซูถูกตรึงกางเขน ตายแล้วฟื้นขึ้นในวันที่ 3 จริง ๆ มั้ย? มันมีเอกสารทางวิชาการที่เขียนโดยชาวยิวร่วมสมัยกับพระเยซูแต่นั้นก็ไม่เคยได้ระบุถึงเหตุการณ์การถูกตรึงกางเขนเอาไว้เลย ผมถามหน่อยสิความเป็นจริงของผู้ที่ยึดถือความถูกต้องของการพิสูจน์ได้มีหลักฐานการบันทึก กับความเชื่อที่เป็นความจริงของผู้ที่เชื่อและศรัทธา ความจริงของใครที่เป็นความจริงมากกว่ากัน? เราต่างตัดสินสิ่งต่าง ๆ บนความเป็นปัจเจกของเราใช่มั้ยล่ะ? แล้วทำไมเราถึงต้องการที่จะยัดเยียดความจริงของเราให้กับคนอื่น ๆ ปัญญาของเราสูงส่งกว่าของผู้อื่น ถูกต้อง และเที่ยงธรรมมากกว่าผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? ทำไมจึงตัดสินคนอื่นได้ว่า “สิ่งที่คุณกำลังนำเสนออยู่นั้นมันไม่จริง” ทั้ง ๆ ที่ตัวเราเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น เราเองก็อ่านและรับรู้มาจากผู้อื่นอีกทีไม่ใช่หรือ?
เอาจริง ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ผมเขียนมาทั้งหมดข้างบนนั่น จริง ๆ จะเขียนสั้น ๆ ว่ามันมีคนที่มีสกิลในการสื่อสารที่เก่งมาก ๆ พอที่จะทำเงินสร้างรายได้จากตลาด เป็นที่ยอมรับ และได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในบุคคลที่พูดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้น่าฟังมาก ๆ คนหนึ่ง กับอีกคนที่อาจจะเก่งในระดับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ รู้ลึกรู้จริงแต่ไม่มีใครสนใจอยากจะฟังในสิ่งที่พูด ออกมาแสดงความคิดเห็นเชิงเหน็บแนม ซึ่งไม่ใช่การติเพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข ใครได้เห็นการโพสบนแพลตฟอร์มนั้นถ้าไม่ได้มีใจลำเอียงยังเห็นได้ชัดว่านั่นเป็นเพียงการประชดประชันตัดพ้อว่าคนที่รู้ไม่จริงแต่พูดเก่ง กลับสามารถหารายได้ได้จากสิ่งที่เขานั้นรู้มากกว่า
โอ้นั่นช่างไม่ยุติธรรมเสียนี่กระไร ตลาดทุนนิยมก็เป็นแบบนั้น ไม่ว่าคุณจะรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่คุณเชียวชาญ ตลาดก็ไม่ได้ตอบสนองข้อดีของคุณตรงนั้น แต่กลับเลือกที่จะให้รางวัลกับผู้ที่ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นแบบคุณเพราะอะไรกันนะ? ทำไมคนที่รู้น้อยกว่าคุณถึงได้กล้านำเสนอสิ่งที่คุณเป็นกังวลว่าถ้าเป็นตัวคุณเองคงไม่กล้านำเสนอสิ่งที่รู้ไม่จริงแบบเขาออกไปแบบนั้นแน่ ๆ ได้กันนะ?
อาจจะไม่เกี่ยวกันแต่ผมกลับเห็นความเป็นจริงของพระเจ้าในมนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ว่าไม่มีใครที่ชื่นชอบความเย่อหยิ่งจองหอง แต่กลับเลือกที่จะชื่นชอบผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้รู้น้อยที่กล้าที่จะแบ่งปันสิ่งที่รู้ราวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยากจะอวดในสิ่งที่รับรู้มาให้เพื่อนคนอื่น ๆ ได้รับรู้ แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากความไม่ถูกต้องของสิ่งที่นำเสนอนั้น คำสบประมาทต่าง ๆ นา ๆ ความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้นำเสนอไปแล้วจะเป็นชะงักติดตัวตามเขาไปทุก ๆ ที่ แต่เขาก็มีความกล้าที่จะนำเสนอ
ตลาดทุนนิยมไม่รอให้คุณมั่นใจหรือเพียบพร้อมก่อนการลงมือ การบริโภคเกิดจากความต้องการของผู้คน ผู้ที่สร้างความต้องการได้จะกลายเป็นผู้นำในตลาด มีคนมากมายที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในเชิงลึก มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอยู่กับตัวมากมาย แต่คนที่บุกเบิกให้ผู้คนเกิดความสนใจในตลาดนี้กลับเป็นแค่คน ๆ หนึ่งที่หลงรักในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และกล้าที่จะออกมานำเสนอในสิ่งที่เขานั้นชอบ “เขารู้ว่าตัวเขาชอบอะไร และจะทำให้คนอื่น ๆ ชอบแบบที่ตัวเขาชอบได้ยังไง“ ใครกันแน่ที่สร้างประโยชน์ให้กับตลาด
ผมว่าคนที่ได้ฟังหรือได้อ่าน มีความสามารถมากพอที่จะไปค้นหาแหล่งอ้างอิง หรือข้อมูลเชิงลึกได้ด้วยตัวเองในภายหลังหากว่าเขามีความสนใจจะถือเอาเป็นสาระสำคัญในชีวิตของเขา คนที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเขาต้องการเพียงแค่ “คอนเซ็ปต์” ที่จะไป “ทริกเกอร์” ให้พวกเขาเกิดมีความสนใจในสิ่งที่กำลังถูกนำเสนอ แรงบันดาลใจในการแสวงหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนที่ชี้ทาง ไม่ใช่จากคนที่พยายามจะยัดเยียดในสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการจะรับรู้ นั่นไม่ใช่วิธีที่เราจะอยู่ในตลาด
เขียนบ่นซะยาว ได้สาระอะไรมั่งมั้ยนะ ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าผมเองดีเลิศกว่าใคร ๆ เพราะบางครั้งผมเองก็ทำตัวแบบนั้น แสดงความเย่อหยิ่งจองหองออกมาเมื่อมีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามใจของตัวเองด้วยเหมือนกัน
ดังนั้นการเขียนครั้งนี้เป็นไปเพื่อการเฝ้าสังเกตความเป็นมนุษย์ของเรา และการตอบสนองของตลาดเท่านั้น เป็นเคสที่มันน่าสนใจดีที่จะเอามาบันทึกถึงความคิดเห็นของผมเองที่ตอบสนองการรับรู้ต่อเรื่องราวนี้ #Siamstr #Siamstrog
ปกติผมจะโกนหนวดเอาครับ (แฟนไม่ชอบ) ส่วนผมปล่อยยาว ๆ เบื่อ ๆ ค่อยตัดครับ (ขี้เกียจ) ;)
พอดีเห็นข่าวว่าจะระบาดมาตั้งแต่เมษาปีนี้ครับพี่หมอ เห็นว่ามีการติดจากวัวสู่คนได้ด้วย (ตัว H5N1 นี่แหละ) มีรายงานข่าวคนติดอยู่เรื่อย ๆ รอบบ้านเรามีเคสที่ติดประมาณ 7 คนที่กัมพูชา
ตอนแรกคิดว่าพี่หมออาจจะมีตาม ๆ อยู่บ้างเลยมาถามดูว่ามันจะระบาดหนัก ๆ แบบโควิดได้มั้ยนะ 😅
ขอต่อประเด็นนี้อีกหน่อย, (ใครเบื่อแล้วข้าม ๆ ไปนะครับ) ;)
ผมเทียบเล่น ๆ ให้ดูแล้วกันระหว่างการตอบคำถามของ AI กับของมนุษย์ ในหัวข้อที่ต้องอาศัยประสบการณ์การตกผลึก การอยู่กับมันมาเป็นเวลานาน ๆ ที่ไม่ใช่แค่การตอบตามข้อมูลที่หาได้แล้วเอามาตอบมันเป็นยังไง?
ผม : การเข้าสุนัตคืออะไร?
Al (1) : การเข้าสุนัตคือการขลิบปลายอวัยวะเพศของผู้ชาย โดยในศาสนาอิสลามมองว่าเพื่อสุขอนามัยที่ดี และเป็นประเพณีที่ทำตามแบบอย่างของศาสดามูฮัมหมัด
Al (2) : การเข้าสุนัตของยูดาห์ เด็กชายที่มีอายุ 8 วัน จะต้องได้รับการขลิบปลายอวัยวะเพศ ส่วนของอิสลามจะเป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างของศาสดามูฮัมหมัด
Al (3) : การเข้าสุนัตของคริสต์จะถือว่าเป็นการสุนัตทางใจ หรือการบัพติศมาลงในน้ำ เป็นการตัดชีวิตเก่าออกเพื่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ส่วนศาสนายูดาห์และอิสลามจะเป็นการสุนัตทางกายโดยการขลิบส่วนปลายของอวัยวะเพศ
มนุษย์ (1) : ยูดาห์ให้เด็กชายขลิบปลายอวัยวะเพศตอนอายุ 8 วัน ซึ่งทุก ๆ คนในบ้านของฮับราฮัมไม่ว่าจะมีสายเลือดโดยตรงหรือเป็นผู้อยู่อาศัย คนใช้ หรือทาส ต่างก็ต้องเข้าสุนัตทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งมันคือพันธสัญญาเลือดเพื่อแสดงตัวว่าเป็นชนชาติของพระเจ้าที่พระเจ้าเป็นผู้เลือก ใช้เพื่อการแยกประชากรของพระเจ้าออกจากคนที่เป็นชนชาติอื่น ๆ อิสลามเข้าสุนัตตามประเพณีของศาสดามูฮัมหมัดไม่ได้เข้าใจถึงพันธสัญญาเลือดของการเป็นประชากรของพระเจ้า และไม่ได้สนใจคำสั่งเดิมของพระเจ้าที่ให้เด็กชายอายุ 8 วันต้องเข้าสุนัตเพราะขลิบกันเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนคนคริสต์ที่ไม่เข้าสุนัตเพราะเข้าเชื่อว่าพระเยชูมายกเลิกพันธ สัญญาเก่าแล้ว ไม่ต้องทำตามบัญญัติก็ได้
มนุษย์ (2) : ไม่จริง.. พระเยซูไม่ได้มาเพื่อยกเลิกบัญญัติ ข้อแรกคือพระเยซูเป็นยิว ใคร ๆ ในยุคนั้นต่างก็รู้ดีกว่ายิวทุกคนจะต้องขลิบ โดยเฉพาะเด็กเกิดใหม่ที่ต้องทำในวันที่ 8 ข้อสองคือพระเยซูถือรักษาบัญญัติและสอนให้รักษาบัญญัติ และพระองค์เป็นแบบอย่างให้กับผู้ติดตามในเรื่องของการถือรักษาบัญญัติด้วย ถ้าพระองค์ไม่รักษาบัญญัติพระองค์จะด่าพวกฟาริสีได้ยังไง พระเยซูยังขลิบและรักษาบัญญัติ แล้วผู้เชื่อยุคหลังที่ปฏิเสธการถือรักษาบัญญัติ ไม่ขลิบ ไม่ทำตามอย่างพระคริสต์แต่บอกว่าเชื่อในพระคริสต์เนี่ยหมายความว่ายังไง?
มนุษย์ (3) : ใช่ ๆ เรื่องเลิกบัญญัติเก่า เลิกการขลิบมันมาจากเปาโลซึ่งเขียนในโรมเอาไว้เพราะไม่อยากให้คนต่างชาติกลัวการเข้ามาเป็นคริสเตียนแล้วจะต้องศึกษาธรรมบัญญัติ ถือรักษาบัญญัติและเข้าสุนัตตัดหนังหุ้มปลายเหมือนพวกยิว เพื่อที่จะให้ผู้เชื่อให้เปิดใจเข้ามาศึกษาพระคุณของพระคริสต์ก่อน เข้าใจเรื่องพระคริสต์ดีแล้ว ค่อยให้พวกเขาไปเรียนพวกการถือรักษาบัญญัติ
มนุษย์ (4) : ไม่จริง พระเยชูยกเลิกบัญญัติไปแล้ว พวกที่สอนให้คริสเตียนใหม่ถือรักษาบัญญัติ คือพวกนิยมธรรมเนียมเดิมของยิว พวกเรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ผ่านการสุนัตทางใจ เราไม่ต้องอยู่ใต้ธรรมบัญญัติของพวกยิวอีกแล้ว เพราะถ้าเราอยู่ใต้ธรรมบัญญัติเราก็ไม่ได้อยู่ในพระคริสต์สิ!!!
มนุษย์ (5) เฮ่ย.. คุณต้องสุนัตทั้งทางกายและสุนัตทางใจด้วยสิ ถึงจะทำแล้วครบ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็ไม่สมบูรณ์สิ พระเจ้าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ และพระเจ้าก็อยากจะให้พวกเราเป็นแบบพระองค์ จะเป็นแบบพระเจ้าได้เราจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่งและเลือกไม่ทำอีกอย่างตามใจชอบได้ยังไง?
มนุษย์ (ก็อป AI มาตอบ) : การเข้าสุนัต หรือการขลิบอวัยวะเพศชาย เป็นพิธีกรรมที่มีพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมในหลายๆ สังคมทั่วโลก โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามและศาสนายิว การขลิบนี้หมายถึงการตัดปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชายออก โดยเชื่อว่าจะมีประโยชน์ทางด้านสุขอนามัยและเป็นการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา
ในทางศาสนาอิสลาม การเข้าสุนัตเป็นพิธีสำคัญที่เด็กชายมุสลิมจะต้องผ่าน โดยปกติจะทำเมื่อเด็กอายุไม่กี่วันจนถึงช่วงวัยรุ่น พิธีกรรมนี้ถือเป็นการเข้าสู่ความเป็นผู้ชายและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามศาสนาบัญญัติ - Chat GPT
---
เราลองทำแพลตฟอร์มโซเชียลที่เป็น AI คุยกับ AI ด้วยกันเอง แล้วเราผู้ใช้ก็เข้าไปเปิดประเด็นคำถามเพื่อให้ AI มันมา comment ตอบกลับระหว่างกันเองดีมั้ย, ผมอยากรู้เหมือนกันว่าบน “ฐานข้อมูล” ที่มันมีเหมือน ๆ กัน คำตอบเวลามัน comment กันเองจะเป็นยังไง?
จะว่าไปเวลาเราเรียนในโรงเรียนเราก็ใช้ตัวมาตรฐานจากหลักสูตรเดียวกันนิหว่า ตัดเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับจินตนาการออกเนี่ย AI ชัด ๆ แถมเป็น AI ที่ความจุในการจดจำต่ำซะด้วย
#Siamstr
มองในแง่ดีอาจจะเป็นแบบนั้นครับพี่โบว, แต่จากที่สังเกตมาสักพักมักจะเป็นคน ๆ เดิมที่ไปอยู่ทุกกลุ่ม และแพทเทิร์นการ comment คือ เอาคำถามของ จขพ. ไปถาม AI แล้วก็อปคำตอบของ AI เอามาแปะใน comment ทั้งดุ้นแบบไม่มีการตัดตอนเลย
ถ้าคนมองแง่ดีมาก ๆ ก็อาจจะคิดว่าคน ๆ นั้นเสียเงินรายเดือนค่าเช่า AI ตัว GPT 4o เลยอยากแบ่งปันคำตอบที่ได้จาก AI ซึ่งก็ดีเหมือนกันได้ข้อมูลที่ละเอียดดี
แต่ถ้าคนมองแง่ลบมาก ๆ มาเจอ เขาจะคิดว่าเหมือนคนไม่มีมารยาท แบบว่าเหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่าคำถามแบบนี้ถาม AI เอาก็ได้จะมาโพสถามในกลุ่มทำไม
นานาจิตตังครับ แต่สำหรับผมแค่รู้สึกเห็นแล้วหงุดหงิดเพราะว่าปกติผมคุยกับ GPT บ่อยอยู่แล้ว เวลาเข้าไปตามกลุ่มอะไรพวกนั้นอยากได้คำตอบจากมนุยษ์ที่แสดงความคิดเห็นที่มีความหลากหลายมากกว่าครับ :)
การใช้ AI เราได้ประโยชน์แน่ ๆ ครับพี่กาย, แต่ปัญหาที่ผมจะสื่อคือความหลากหลายของข้อมูลที่ตัวเจ้าของบทสนทนาจะได้รับ (จากมนุษย์หลายคน) ผมเข้าใจประเด็นว่าถ้าใช้ AI ในการตอบมันจะได้เนื้อหาและรายละเอียดเชิงลึกที่เป็นข้อมูล (ที่เกี่ยวข้องกับคำถามโดยไม่นอกประเด็นหรือใช้ความรู้สึกในการตอบเหมือนมนุษย์) แต่บางสิ่งบางอย่าง AI ที่ถูกโปรแกรมมาให้ทำหน้าที่อย่างมีขีดจำกัดก็ไม่สามารถตอบคำถามบางอย่างเช่น เรื่องทางจิตวิญญาณ ศาสนาความเชื่อ (ที่ไม่ใช่ตัวมาตรฐาน) หรืออะไรก็ตามที่มันมีเฉพาะในมนุษย์
แบบว่าเราอยากได้ความคิดเห็นที่มาจากมนุษย์ที่เป็นคนจริง ๆ เพราะว่าข้อมูลที่เราจะได้รับมันมีความหลากหลายตามประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละคนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับคำถามหรือหัวข้อการสนทนาของเรา
ถ้าอยากได้คำตอบจาก AI ผมว่าเราไปถามกับ AI ตรง ๆ เราก็ได้คำตอบเหมือนกับคนที่ไปเอาสิ่งที่ AI ตอบมาแปะนั่นแหละครับ 555



