Avatar
Stellar ✨🪐
0daa268236e2d434619c2afe3ad2fd7282cab0de2a34195f973bb067e6d2e00e
Bitcoiner who want to be free ✨⚡️🥕 ⚡️last1boy@getalby.com

ก่อนนอนวันนี้นึกอยากจะแชร์มุมมองหนึ่งซึ่งว่ากันด้วยเรื่อง "โชคชะตา" ✨

ไม่แน่ใจว่าหลายคนในที่นี้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงแต่ผมอยากจะลองแชร์ของผมให้ฟังกันนะครับ 🤩

โชคชะตาแรกที่เกิดขึ้นในชีวิต และ ทำให้มันหล่อหลอมความเชื่อในส่วนนี้ขึ้นมา คือ การที่ผมเกิดในยุคหลังความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว หรือ เรียกได้ว่าช่วงยุคมือที่ทุกอย่างลงเหว จากบ้านที่เคยมี sound money อย่างทองคำกับกลายเป็นมีหนี้ท่วมหัวเพราะการพนัน ผมไม่เคยเอ่ยปากขออะไรแล้วก็ได้ทันทีเหมือนตอนรุ่นพี่ๆ แต่ผมก็ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้อะไรเลยจากพ่อกับแม่ พวกเขาก็ยังดูแลผมอย่างดี และเอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรส่วนนี้ เพราะผมมีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมากเพราะครอบครัวของผม ซึ่งการที่โชคชะตาเล่นตลกเกิดมาผิด timing นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าแล้วผมจะทำยังไงให้ครอบครัวกลับไปมั่งมี หรือ สุขสบายเหมือนแต่ก่อน

โชคชะตาที่สอง ก็คือ การที่ผมได้มาเจอเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ ซึ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากการที่ผมเคยให้สัญญากับแม่ว่าผมจะตั้งใจเรียนตอนเด็กๆ เพราะอย่างที่รู้ว่าเราก็อยากช่วยครอบครัวให้มาสบายเหมือนเดิมอะเนาะ เราก็เลยถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนให้เก่งนะ แล้วจะได้มีงานดีๆทำและมีเงินมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว ซึ่งตามประสาเด็กเราก็ให้สัญญาไปงั้นแหละ แต่มีช่วง ป.4 ที่ไม่รู้อะไรเข้าสิง ผมกลับมาตั้งใจเรียนและได้เขยิบขึ้นมาห้องต้นๆ (แต่เอาจริงก็เหมือนแค่พยายามรักษาสัญญาที่ให้กับแม่แค่ช่วงนั้น ไม่ได้คิดจะตั้งใจเรียนให้เก่งจริงๆ) และ ได้เจอกับเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ซึ่งก็เหมือนเพื่อนแท้เลยทีเดียว การตัดสินใจในวันนั้นก็ส่งผมให้ได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมสังคมดีที่ดี ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเรื่อย ได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีแรงฮึดตอน ป.4 ตัวเองจะไปอยู่จุดไหน 🤓

โชคชะตาที่สาม ก็คือ การที่ผมสอบติด มหาลัยที่ผมอยากเข้าได้โดยโอกาสที่จะได้แทบจะไม่มีเลยตอนนั้น และ ช่วง ม.6 เป็นช่วงที่ผมเหลวแหลกมากที่สุดแล้ว 555555 คะแนน admission ใน เว็บเด็กดี บอกว่าผมไม่มีทางติดแน่ๆ แต่ผมก็ยังดึงดันเลือกไป เพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งตอนที่รอผลประกาศ admission ตอนนั้น ช่วง 3 วิ ก่อนที่เว็บ True จะประกาศ ผมคิดในใจว่า "คนเราจะได้อยู่ที่ไหนก็คงได้อยู่ที่นั่น" ปรากฏว่ามันติดเฉยเลย ผมอึ้งจริงๆ แบบแทบน้ำตาไหล เพราะอย่างน้อยก็เอาไปอวดแม่ได้ ทำให้แม่ภูมิใจได้ ซึ่งที่ผมคิดว่าเป็นโชคชะตาเพราะภายหลังผมมารู้ว่าคะแนนผมผ่านมาแค่นิดเดียวแบบรองสุดท้าย แต่สุดท้ายตอนจบก็ถือว่าเกียรตินิยมนะเคิ้บ (ไม่รู้ได้ไง) ซึ่งการได้ไปเรียนที่มหาลัยนี้ก็ส่งผลให้ผมไปเจอเพื่อนมหาลัยที่ดีมากๆเลย ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังสนิทและนี่มีแอบป้ายยาเรื่อง Bitcoin บ้าง 55555 😆

โชคชะตาสุดท้าย คงเป็นเรื่องการมา Canada ซึ่งเรารู้กันดีว่าในช่วงปีหรือสองปีที่ผ่านมา กระแสการย้ายประเทศหนักมาก ฝ่ายซ้ายต่างๆ บลาๆ เราคงไม่ต้องพูดเรื่องนี้เยอะ แต่เอาจริงๆ ส่วนตัวผมอยากลองมาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วแค่กระแสก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันขึ้นมาอีก ที่มันเป็นโชคชะตาเพราะผมไม่คิดหรอกว่าจะได้มา เพราะ ตอนทำวีซ่าก็เรียกได้ว่ามีปัญหาเยอะแยะไปหมด เพราะครอบครับผมไม่ได้มี statement ที่จะยื่นรองรับค่าเรียนได้ เลยต้องไปยืมของน้าสาวมา และ ระหว่างนั้นก็มีปัญหาเรื่องเอกสารที่เรียกได้ว่า มีโอกาสที่จะไม่ผ่านแบบ 50/50 แต่สุดท้ายวีซ่าก็ได้ approve แบบ งงๆ และได้มาอยู่ที่นี่กว่า 10 เดือนแล้ว 💪🏻

และต่อจากนี้ก็น่าสนใจว่าโชคชะตาจะพาผมไปไหน เพราะ ที่มา Canada ก็เรียกได้ว่าผิดช่วงมากๆ Inflation เอย regulation ต่างๆ ที่อาจจะไม่เอื้อตอนการขออยู่ยาว (Permanent Resident) งานที่หายากมาก เพราะ immigrants มาเยอะกันมากๆ และ เห็นว่าเรื่องการเมืองที่นี่ก็หวั่นๆว่าจะมีเรื่องอยู่ระหว่างฝ่ายซ้ายและขวา (ยังไม่ได้ไปตามข่าว เดะตามแล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ)

ที่เล่ามาทั้งหมดก็ต้องยกเครดิตให้ตัวเองด้วยแหละที่พยายามมาได้ขนาดนี้ อาจจะไม่สุดความสามารถแต่อย่างน้อยเราก็พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางช่วงเวลาของชีวิต มันมีเรื่องโชคเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างอธิบายไม่ได้ บางครั้งอาจจะทำให้ชีวิตง่าย บางครั้งอาจจะยาก ก็แล้วแต่เส้นชะตาของชีวิต

แล้วเพื่อนๆใน #Siamstr ละครับ มีเรื่องโชคชะตาอะไรมาแชร์กันบ้าง💖

สำหรับคืนนี้ต้องนอนแล้ว GN ครับ ทุกท่าน 🌙✨

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ตกม้าตายในการเริ่มทำอะไรสักอย่าง คือ วินัย

อ่านโน้ตเฮีย Goodday แล้วมีไฟอยากเขียนบทความอีกแล้ว ได้พัฒนาตัวเองอีกแล้ว รอบนี้คงเป็นเรื่องการเขียนบทความ 😂

Replying to Avatar Jakk Goodday

## Write-thing like Jakk

มีคนขอมา ก่อนหน้านี้ก็มีคนสนใจว่าผมเขียนยังไงถึงด้นสดๆ ออกมาได้แล้วยังทำได้ดีในแง่ของสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผมจะไม่บอกว่าผมทำมันได้ดีกว่าใครนะครับ และถ้าคุณไม่ได้ชอบไสตล์ที่ผมเขียนอะไรมากขนาดนั้น คุณสามารถ Skip โน๊ตนี้ไปได้เลย..

แต่สำหรับคนที่สนใจการเขียนในแนวทางต่างๆ อย่างจริงจัง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่คุณจะสามารถศึกษาเอาจากประสบการณ์ของผมไปปรับใช้เองได้ครับ (ถ้าชอบอะนะ)

ผมควรเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก่อนเป็นอันดับแรก (ซึ่งก็น่าจะซับซ้อนอยู่ดี) เพราะมันประกอบไปด้วยหลายส่วนที่คงต้องผ่านการทำมามากพอจนเข้าใจ จึงจะสามารถผสมผสานพวกมันออกมาได้อย่างลงตัว

### My writing is not just write, but speak

ถ้าคุณพูดได้ดีแค่ไหน คุณจะเขียนได้ดีในแบบเดียวกัน เมื่อคุณแค่เขียนสิ่งที่อยากจะพูดทั้งหมดออกมา..

เรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะสไตล์หลักๆ ของผม คือ การเล่าเรื่องในมุมมองบุคคลที่ 1 มันคือมุมมองที่มาจากการผ่านตาของผมไปยังสิ่งที่เห็นเองตรงหน้า (ในภาพจินตนาการนั้น) ไม่ใช่การลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองลงหาเห็นทุกอย่างทั้งหมด (มุมมองบุคคลที่ 3)

การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ จะให้ความรู้สึกกับคนอ่านเหมือนเขากำลังกลายเป็นตัวผู้เขียนไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นขึ้นลีลากับการสะกดคนอ่านไว้ในสถานะนั้นของคุณด้วย (สร้างสถานการณ์ให้ผู้อ่านต้องแทนตัวเองเป็นผู้เขียน) คุณจะทำมันได้นานแค่ไหน

ใช่ครับ.. มันต้องผ่านการฝึก หรืออ่านงานสไตล์นี้มามากพอ

การฝึก.. ในความหมายของผมนั้นไม่ใช่การฝึกเขียน แต่เป็นการฝึกพูด ..ผมกำลังฉีกตำราทิ้งไปต่อหน้าต่อตาของทุกคนในตอนนี้ เพราะนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสอนคุณ ก็เพราะมันคือสไตล์ของผมเองที่ตกผลึกด้วยตัวเอง

การฝึกพูดที่จะเกิดประสิทธิผล ก็คือการสื่อสารที่สาส์นจากเรา (ที่ต้องการจะสื่อ) ถูกส่งต่อไปยังผู้รับได้อย่างครบถ้วน และเขาย้อยข้อมูลนั้นกลืนลงท้องได้อย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งมันไม่ใช่คำพูดหรูหราที่ฟังเพลินมาก แต่ดันจับใจความอะไรไม่ได้เลย

คุณจะพูดมากพอจนจับทางตัวเองได้ว่า.. การพูดแบบไหนที่ทำให้การสื่อสารเกิดผลสัมฤทธิ์ แล้วหลังจากนั้นคุณจะหยิบเอาการพูดแบบนั้นเขียนออกมาเป็นตัวอักษร นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเขียนของผมจึงเหมือนว่าคุณกำลังได้ฟังเสียงของผมพูดอยู่จริงๆ ก็เพราะมันเป็นการพูดออกมาผ่านตัวอักษร..

ที่สุดแล้วมันจึงไม่เหมือนใคร ก็เพราะใครจะพูดได้เหมือนอย่างเราล่ะ?

เรามักจะมีวรรคทองเป็นของเราเอง มีวลีที่ติดปาก คำอุทานที่เคยชิน สไตล์การพูดที่คนจดจำเราได้ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติอยู่คู่ตัวตนเราที่ใครก็เอามันไปไม่ได้ และเราเท่านั้นที่ทำมันได้

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามจะทำเหมือน "คนอื่น" มันคือ "คนอื่น" ที่จะถูกผู้คนจดจำ มันไม่มีใครจำได้หรอกว่า "เงาเสียง" ของ พี่เสก โลโซ คือใคร จริงไหมล่ะครับ?

การเขียนให้มี Signature ก็คือการเขียนออกมาให้ได้ในแบบที่เราพูดนั่นเองครับ

### Natural of the readers

ถ้าคุณอ่านมามากแค่ไหน คุณก็จะเข้าใจคนอ่านได้มากแค่นั้น

คุณต้องเป็นนักสังเกตและคอยจดจำ คุณต้องรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะว่าทำไมเราจึงชอบงานเขียนในแบบของ 'X' แต่กลับไม่ชอบงานเขียนของ 'Y' ??

ความเข้าใจสิ่งละอันพันละนิดเหล่านี้เหมือนชิ้นเลโก้ที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างปราสาทแห่ง "ความเข้าใจในคนอ่าน" ให้คุณเอง แต่เป็นความเข้าใจที่เราจะวางตัวเองเป็นกลาง ไม่อิงแอบกับรสนิยมของเราเองจนมากเกินไป..

ถ้าเราจะวัดเอาตามความชอบของตัวเราเองเป็นที่ตั้ง แล้วใช้ความเข้าใจนั้นเขียนออกมา ผมแนะนำให้เราไปเขียนไดอารี่เก็บมันไว้อ่านเองจะดีกว่า เพราะเรากำลังทำให้ตัวเองพึงพอใจอยู่ฝ่ายเดียว เราไม่ได้นึกถึงคนอื่นๆ ที่จะได้อ่านมันเลย

แล้วธรรมชาติของคนอ่านทั่วไปเขาเป็นยังไงกันเหรอ?

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงรสนิยม ความชอบ แต่ผมกำลังหมายถึงการอ่านแบบเพียวๆ

คุณเชื่อไหมว่า เราไม่ได้อ่านออกเสียงกันแค่ทางปาก แต่เรามักจะอ่านออกเสียงก้องในใจของเราด้วย!? งงไหมล่ะครับ?

ณ ขณะที่คุณกำลัง "อ่านในใจ" อยู่นั้น.. จริงๆ แล้วสมองของคุณกำลังจำลองการ "อ่านออกเสียง" แบบไร้เสียงให้กับตัวคุณอยู่ คุณไม่ได้แค่อ่าน แต่คุณกำลังฟังมันด้วย

ดังนั้นมันจึงไม่ต่างอะไรกับการอ่านทางปากเลยแม้แต่น้อย ถ้าประโยคนั้นคุณอ่านแล้วเกิดอาการ "ลิ้นพันกัน" ประโยคเดียวกันนั้นก็จะไปทำให้รอยหยักสมองของคุณยุ่งเหยิง เมื่อคุณต้องอ่านมันในใจ

ไม่เชื่อลองดูตอนนี้เลยก็ได้ครับ..

1. สติสตังค์ผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเองเลยครับ คุณน่ารักมากจังครับผม

2. สติสตังค์ของผมมันมักไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ให้ตายเถอะ

แบบไหนทำให้คุณอ่านติดๆ ขัดๆ เหมือนลิ้นพันกันแม้กระทั่งตอนอ่านในใจ?

คำว่า "ลิ้นพันกัน" ไม่ได้หมายความว่าลิ้นต้องพันกันจริงๆ แต่เราจะรู้สึกถึงความตะกุกตะกัก มันไม่ไหลลื่นแบบอ่านพรวดเดียวได้ยาวๆ โฟลวๆ ผู้อ่านไม่สามารถทำ "Speed read" ได้แบบไม่มีอาการสะดุด

และเทคนิคของผมก็คือ.. หลีกเลี่ยงการเขียนให้คนอ่านต้องเกิดอาการลิ้นพันกันให้ได้นั่นเอง เวลาเราพูด.. เราพูดยังไงให้ลิ้นเรามันไม่พันกัน เวลาเขียนเราก็พยายามเขียนให้ได้ยังงั้น

มันต้องใช้การอ่านด้วยตัวเองหลายๆ รอบ (แนะนำว่าควรทำ) ต้องตัดคำ เพิ่มคำ เปลี่ยนคำ หรือไม่เราก็เปลี่ยนมันทั้งประโยคไปเสียเลย ก็ต้องหมุนหาจนกว่ามันจะได้

เพราะคุณจะกันรีบไปไหนล่ะครับ?

นอกจากนี้การเข้าใจธรรมชาติของคนอ่านยังเป็นเรื่องความชื่นชอบและความสนใจของพวกเขาด้วย (ผมไม่อยากใช้คำว่า "ของตลาด" เพราะเราไม่ได้กะจะมาขายของ) คุณต้องรู้จักปัญหาและแรงจูงใจพวกเขา คุณจึงจะเขียนในสิ่งที่พวกเขาต้องการอ่านได้

ไม่เชื่อคุณก็ลองแต่งเพลง Hiphop ไปร้องให้คุณปู่คุณย่าของคุณฟังดูสิ

### Pacing and Space

จังหวะการอ่าน / สปีดของรูปประโยคหรือเรื่องราว เราสามารถเร่งหรือลดมันได้ คนเขียนบทนิยายน่าจะพอเข้าใจเรื่องนี้ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้คุณเข้าใจมันได้ง่ายๆ

มันคงเหมือนกับการดำเนินเรื่องในภาพยนตร์ ที่มักจะไปเอื่อยๆ ทอดน่องเมื่อต้องการจะบรรยายสิ่งต่างๆ ในโลกของมันเอง เพื่อให้คนดูได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องและหลักฐานต่างๆ กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป.. แบบนี้เรียกว่า Slow down

ไม่ต้องจดนะ ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง

แต่พอถึงตอนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม ช่วงสำคัญ ๆ หรือถึงช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่องราว บทจะดำเนินไวขึ้นและใส่ความระทึกเข้มข้นเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้คนดูนั่งกันไม่แทบไม่ติดหรือจิกป๊อบคอร์นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ..แบบนี้ผมเรียกมันว่า Speed up

เนื้อเรื่องที่เข้มข้นและ Speed up ตลอดเวลาจะสร้างความตึงเครียดให้คนดู แทบไม่ได้พักหายใจ ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ ในที่สุดบางคนก็อึดอัด ในขณะที่ถ้าเรื่องมัน Slow down กันทั้งเรื่อง หลายคนก็หลับในโรงหนังกันไปก่อนที่ป๊อปคอร์นจะหมดถัง

ทั้งหมดนี้คือ Pacing หรือศิลปะในการควบคุมจังหวะในการเร่งหรือลดสปีดของเนื้อหา มันค่อนข้าง Abstract และผมก็อธิบายให้เข้าใจมันได้ยาก ถ้าคุณดูหนังมามากพอ คุณคงจะพอเข้าใจ

คุณจะกำหนดจังหวะในการดำเนินเรื่อง หรือความเข้มข้นของเนื้อหาอย่างไรให้คนอ่านไม่รู้สึกตึงกันเกินไปจนเข็ดขยาด หรือไม่เอื่อยยืดยาดจนดูแล้วไม่น่าสนใจ ?

สลับจังหวะให้คนดูได้มีช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ได้ค่อยๆ ใช้เวลาไปกับการค่อยๆ ละเมียดคิดคล้อยตาม แล้วจึงค่อยเร่งให้หายใจกันไม่ทั่วท้องในช่วงใกล้เสร็จ

เอ่อ... ผมหมายถึงช่วงไคลแมกซ์น่ะครับ

บางครั้งคนอ่านสัมผัสไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังสร้างเนื้อหาที่มี Dynamic ในเรื่อง Pacing แต่พวกเขาจะรู้สึกประทับใจมันไปอย่างแปลกๆ และเห็นความแตกต่างจากบทความอื่นๆ ได้อย่างงงๆ โดยที่ยังอาจอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นแทบไม่ได้เลยก็มี

แต่ถ้าคนอ่านได้รับอรรถรสที่ดูจะพอดีคำ ผมก็คิดว่าเราทำมันออกมาได้สำเร็จแล้ว แล้วเนื้อหาจะเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเขาโดยที่เราแทบไม่ต้องยัดเยียดอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมเรียกมันว่า "Reader experience"

### Rhythm and Melody

มันจะเริ่มลึกและทำความเข้าใจได้ยากขึ้นเรื่อยๆ มาอ่านมาถึงตรงนี้

บ้าน่า.. บทความมีท่วงทำนองและเมโลดี้อะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?

ใช่ครับ.. ก็ผมจะทำให้มันมี มันคือตำราที่ผมเขียนเอง

หลายคนหลุดพูดออกมาว่า บทความผมมีสำบัดสำนวนที่ดูคมคาย ทั้งที่ผมก็แทบไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรที่ดูโก้หรูหรือเป็นทางการ ไม่ได้เป็นงานวิจิตรศิลป์อะไรสักนิดเดียว บทความผมมันก็เต็มไปด้วยศัพท์บ้านๆ ทั้งนั้นนะ?

งานศิลปะ ก็คือการใส่สุนทรียะในการอ่านลงไปแบบไม่ให้มันดูคล้ายกับเป็นงานศิลปะ.. งงกันอีกแล้ว

ลองดูนี่นะครับ

1. ผิดทำนองครองธรรม ไม่จดไม่จำระยำยัดไส้จริงๆ ให้ตายสิ

2. ทำผิดศีลธรรม ไม่เคยจำหรือสำนึกอะไรเลย เลวจริงๆ

1 มีท่วงทำนอง แต่ 2 ไม่มี คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ?

การเล่นสัมผัสนอก-สัมผัสในด้วย "เสียง" หรือสำเนียงที่ซ่อนในคำแบบไม่ต้องมานั่งแต่งกลอน ผมคงสอนให้ไม่ได้ คล้ายว่ามันจะไม่ได้ยาก แต่มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

ทั้งย่อหน้าเมื่อกี้ ผมแค่เลือกคำที่มีเสียงสัมผัสกัน ไม่ว่าจะ สระ-พยัญชนะ หรือวรรณยุกต์ แบบไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ มันไหลออกมาเองอย่างอัติโนมัติ

ผมจากนี้ผมยังใช้เทคนิคทางดนตรีมา "สร้างห้อง" และคุมมันด้วย Metronome เพื่อให้มันไม่ขาด ไม่คร่อมจังหวะหรือคร่อมห้อง.. ลองดูนี่

1 มันลำบากกว่าที่คิด

2 มันลำบากมากกว่าที่คิด

3 มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

พอเห็นอะไรไหมครับ?

คุณต้องเข้าใจจังหวะการหายใจของคนอ่าน บางครั้งพวกเขารู้สึกว่ามันห้วน เพราะมันยังเหมือนจะลากไปไม่ครบห้อง แต่คุณดันขึ้นห้องใหม่มันซะดื้อๆ หรือไม่ก็ตัดจบในตอนที่พวกเขาหายใจออกมากันยังไม่สุด

ผมยังเลือกเมโลดี้ หรือเสียงสูง-ต่ำ ในการจบประโยคเพื่อส่งต่อคนอ่านว่ามันจบแบบห้วน (ตัดบท) หรือทอดยาว (แบบให้เวลาคิดตาม) ด้วยสระเสียงสั้น-เสียงยาวตามคสามเหมาะสม ...เช่น

1 ต่อให้คุณจะเดินทางไกลเพียงใดก็ตาม (เสียงยาว)

2 เราเลิกทำแบบนี้กันเถอะนะ (เสียงสั้น)

นอกจากนี้เรายังสามารถแทรกเมโลดี้ลงไปในประโยคของเราได้ เราเลือกใช้คำที่ให้เสียงสลับสูงต่ำในการอ่าน เพื่อให้สำนวนในแต่ละประโยคมีไดนามิคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นคลื่นที่มีความสูงความยาวสลับกันไปมาอย่างพลิ้วไหว ไม่ได้เหยียดเป็นเส้นตรง หรือกระแทกลอยขึ้นมาโดดๆ จนน่ารำคาญ

---

อ่านมาถึงตรงนี้.. หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า.. ทำไมมันช่างดูละเมียดละไมเสียเหลือเกิน ทำไมการเขียนบทความที่ไม่เป็นทางการต้องมีอะไรยุ่งยากกันขนาดนี้ แล้วถ้าผมจะบอกว่าผมไม่เคยได้ละเมียดกับมันเลยแม้กระทั่งตอนที่กำลังเขียนอยู่นี้ พวกคุณจะเชื่อกันไหมว่าผมด้นมันออกมาสดๆ ?

มันไม่ใช่พรสวรรค์อย่างที่คุณจะเข้าใจกันหรอกครับ ผมใช้พรแสวงและปรับปรุงพัฒนามันมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเกือบ 20 ปี ผมเขียนอะไรที่ไม่ค่อยเป็นทางการแบบนี้มาเป็นพันๆ ชิ้นแล้วเห็นจะได้ บางครั้งเขียนระบายออกมาเฉยๆ แล้วก็ทิ้งมันไป มันเยอะมากจนการเขียนได้กลายเป็น Muscle memory ของผมไปแล้วในตอนนี้

ผมไม่สามารถเชี่ยวชาญอะไรจากการลองทำมันแค่ไม่กี่สิบครั้งได้หรอกครับ ผมเอาใจช่วยทุกคนนะ ถ้าคุณฝึกมันมากพอ คุณจะหาไสตล์ของตัวเองจนเจอ คุณจะเขียนตำราของตัวเองได้แบบที่ผมทำ และคุณจะเขียนได้ยาวมากๆ จนแทบจะต้องเอาช้างมาคอยฉุดตัวเองให้หยุดเขียน

สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องรัก และสนุกกับการได้ทำมัน ไม่ว่ามันจะให้ผลตอบแทนอะไรกับคุณหรือไม่ก็ตาม เพราะไม่งั้นคุณจะฝึกได้ไม่ถึงร้อยโน๊ตอย่างแน่นอน

เทคนิคของผมยังมีมากกว่านี้ มากเสียจนเขียนตำราได้อย่างที่ผมเคยว่าเอาไว้จริงๆ แต่ผมไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมดมาขยำรวมกันให้ได้ในโน๊ตเดียว เรามีมีดหลายเล่มได้ที่บ้าน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลากมันออกมาใช้ทั้งหมด เพื่อจะทำผัดกระเพราแค่จานเดียวหรอกจริงไหม?

ผมไม่ได้ถ่ายทอดคำศัพท์หรือสำนวนพิศดารอะไรให้พวกเราเลย ผมไม่มี The Suarus ข้างกาย ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ผมใช้สัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ล้วนๆ ที่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ว่าจะรู้สึก Comfort ไปกับอะไร

ผมไม่ชอบเขียนอะไรย้วยๆ หรือใช้คำฟูฟ่องฟุ่มเฟือย ไม่ชอบให้ใครมาคัดลอกสำนวนของตัวเอง เพราะมันดูเหมือนจะวิลิศมาหรา ผมไม่ได้กำลังด้อยค่างานเขียนลักษณะนั้น มันมีบริบทและคุณค่าต่างกันไปตามวาระ

แต่ผมแค่จะบอกว่า โดยส่วนตัวผมชอบให้คนอ่านเข้าใจ "สาส์น" ที่ต้องการจะสื่อให้พวกเขาแบบนั้นมากกว่า ผมอยากมอบคุณค่าให้กับพวกเขาผ่านการเขียนธรรมดาๆ

คุณควรเริ่มจากการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยไปนึกถึงความสวยงาม

และสุดท้าย มันสำคัญที่สุด คุณควรให้เกียรติคนอ่านเสมอ

---

ผมยังมีเทคนิค Emotional engagement, Imaginary and Clear language, Use of example, Use of wise analogy, Use of questions, Psychological insight, Story Arcs, Narrative structure, Friendly words, Summary words, Effective use of language, Squeeze, Linear & Non-linear, Ending และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียน

ถ้าคุณชอบอ่าน ผมจะเขียนให้อ่านอีก ถ้าไม่ชอบกันเท่าไหร่ ผมคงจะไปเรื่องอื่นแทน ..ผมให้หมดเปลือกขนาดนี้ผมไม่หวงวิชาเลยเหรอ?

ผมเชื่อในตลาดเสรีที่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาจากพลังของการแข่งขัน มันทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และพัฒนาการของแต่ละคนก็จะไปช่วยยกระดับคุณค่าในองค์รวมให้กับตลาด

ความเก่งกาจของแต่ละคนคือคลื่นที่จะยกเรือขึ้นทั้งลำ

ถ้าผมสู้ไม่ได้ ผมก็แค่ต้องแพ้และหันกลับไปพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ต้องสู้ แล้วหันมาร่วมมือกันแทนล่ะ?

ผมเป็นบิตคอยเนอร์.. ผมก็ทำแบบที่บิตคอยเนอร์ควรจะทำ ผมเลือกทำเพื่อเน็ตเวิร์คของเรา

ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นครับ..

#siamstr

ทรงคุณค่ามากๆครับเฮียย เลิ้บบ ✨ ว่าแต่ทำไม่แซ่บไม่ด้ายยย

Replying to Avatar Jakk Goodday

### การทดลอง 9 วันอันล้ำค่า : 2

## สังคมฟิสิคัล

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า.. มันเป็นเราเองใช่ไหมที่คิดว่าเราต้องเข้าสังคม หรือเป็นอย่างอื่นที่ทำให้เราคิดแบบนั้น?

ผมจำได้ว่าเมื่อราวๆ ช่วงปี 2550 ผมยังใช้มือถืออย่าง Nokia 5610 (จำรุ่นไม่ได้ชัดเจนนัก แต่เป็น Express music สีแดงนี่แหละ) ควบคู่ไปกับ Hutch อยู่เลย (ในขณะที่หลายคนเริ่มมี iPhone กันแล้ว)

ผมทำงานเป็น Sale executive ที่ต้องดูแลพื้นที่ทั้งประเทศ มันทำให้ผมต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ไปแทบทุกจังหวัดที่สำคัญๆ (นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเบื่อการเดินทาง/ท่องเที่ยวไปแล้ว) จึงไม่ค่อยมีเวลามานั่งเล่นคอมมากนัก...

สังคมที่พอจะบอกได้ว่าออนไลน์ในยุคนั้น คือ Voice call (โทรหาเพื่อน, โทรคุยสาว)

ส่วนที่เหลือคือสังคมฟิสิคัลล้วนๆ เพื่อนร่วมงาน, เพื่อนๆ IRL, ลูกค้า ฯลฯ

ในช่วงเวลานั้น เราคิดถึงการพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ การได้เจอกันอย่างตัวเป็นๆ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันสรรพเพเหระ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือโลกออนไลน์?

การพบเจอกันแต่ละครั้งนั้นมันคุณค่าสูงมากเหลือเกิน

ความสนุกเพียงไม่กี่อย่างทางดิจิทัลคือการฟังเพลงด้วยมือถือ ฟัง CD แท้ๆ บนรถขณะเดินทาง กลับบ้าน (ที่พัก) เปิดคอมดูหนังแผ่นแม่สาย (ทีงี้ไม่แท้) โทรคุยกับคนรู้จัก ออกไปพบเพื่อนสังสรรค์กัน เช่าสนามเตะบอล ฯลฯ

เราไม่มีเวลามากพอจะแชท MSN (ผมไม่เสพติดขนาดนั้น) BB ผมก็ไม่ใช้ มีเล่นเกมแผ่นจาก Zeer รังสิตบ้างบางครั้ง (เมื่อก่อนต้องนัดเพื่อนไปเล่น DotA 1 ในร้านคอมมากกว่า)

โลกเริ่มรู้จักกับ Hi5, My Space ที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้บ้างแล้ว ผมก็อยู่ในกลุ่ม Early adopt แต่มันไม่ได้เพลิดเพลินอะไร เพราะเราก็เน้นเล่นกับเพื่อนแค่ไม่กี่คน เราไม่ชินกับการต้องหาเวลามาทำความรู้จักกับคนอื่นๆ มากนัก

ในตอนนั้น.. ไม่มีใครจินตนาการได้เลยว่า "สังคมออนไลน์" กำลังจะกลายเป็น Mass Adoption ระดับ Global ในอีก 10 กว่าปีต่อมา..

อินเตอร์เน็ตความเร็ว 1 Mbps กลายเป็นของแรร์เกรดพรีเมียม ที่กว่าจะโหลดหนังสักเรื่อง (ด้วย BitTorrent) จนเสร็จได้ มันคือเรื่องมหัศจรรย์มากๆ ในยุคนั้น

ถ้ายังมีอะไรที่ผมจำได้ไม่หมดในช่วงเวลานั้น ก็คงต้องวานเพื่อนๆ ช่วยรื้อฟื้นให้ผมด้วยก็แล้วกันนะครับ :)

ข้อดีของยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ตออนไลน์กำลังเริ่มตั้งไข่ ที่ผมเห็นได้ชัดเลยก็คือ..

เรายังเสพสุขกับโลกฟิสิคัล กับชีวิตจริง In real life ได้อย่างเต็มที่ เรามีเวลาว่าง แบบว่าว่างจริงๆ จนไม่รู้จะทำอะไรเลย นั่นทำให้เรามีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะจากประสบการณ์จริง หนังสือ หรืออื่นๆ

เราไม่รู้สึกว่าเราต้องการสังคมขนาดใหญ่แต่อย่างใด

### ประเทศออนไลน์

จนกระทั่งการมาถึงของ Facebook ตามด้วยความรุ่งเรืองของ Apple, Google (ซึ่งในตอนแรกผมมี FB ไว้เล่น Restaurant city กับแฟนเท่านั้น.. ฮา)

ความสุขของการใช้งาน Facebook ในยุคแรก คือการทำให้เราเชื่อมต่อเข้ากับเพื่อนที่ห่างเหินกันไปนานในชีวิตจริงได้ เราเริ่มว้าว กับการไม่ต้องเดินทางไปหากันบ่อยๆ การไม่ต้องยกหูโทรคุยกัน ไม่ต้องหยอดเหรียญ (เลิกไปนานแล้วมั้ง) ไม่ต้องคอยส่ง SMS, จดหมาย, อีเมลล์ ฯลฯ

เพราะเราคุยกันผ่านทาง Facebook ได้เลย

ผมคิดว่าปัญหาชู้สาวที่กลายเป็นเรื่องปกติในยุคนี้ก็เริ่มมีช่องทางแอบแซ่บที่สะดวกโยธิน เริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้น..

ผมเคยเป็นหนึ่งในคนที่ "เห่อ" เล่น FB ระดับที่นั่งจ้องรอคนมาตอบคอมเม้น ดูว่าใครจะกดไลค์ให้เราบ้าง ก็เคยมาหมดแล้ว แต่มันมีคุณค่า ก็มันคือคนที่เราอยากเสวนาด้วยทั้งนั้น ไม่มีคนอื่น

ใช่! ...ไม่มีคนอื่น

ผมคือคนกลุ่มแรกๆ ที่มีพฤติกรรมเสพช่องทางออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพามากกว่าใครๆ ในที่ทำงาน (ที่ปัจจุบัน) มากซะจน "โดนเขม่น" ว่าเป็นพวก "สังคมก้มหน้า" ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่สนใจใคร.. มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

สังคมรอบตัวที่เรายี้ให้มันอยู่แล้ว เมื่อมีสังคมออนไลน์ที่เราอยากให้มี มันผสมโรงออกมาทำให้ผมกลายเป็นแบบนั้น

ในบริบทของผมเอง ผมกลายเป็นพวกที่ "มาก่อนกาล" ผมศรัทธาในพลังของเทคโนโลยีเหล่านี้ และจินตนาการถึงอนาคตของมันได้ (ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ) ในตอนที่ใครๆ ยังเสียค่าโทรเป็นรายนาทีกันอยู่เลย..

วันนี้พวกเราไปพูดเรื่อง Bitcoin หรือ Nostr กับคนอื่นแล้วได้รับปฏิกิริยากันยังไง ผมก็เป็นแบบนั้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ผมเป็นคนบ้าเพ้อเจ้อที่เห่อของเล่นเก๊ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ ที่จะจับต้องได้ (พวกเขาแค่ยังไม่เคยสัมผัสมัน)

ตัดภาพกลับมาในวันนี้.. คนที่ "เคยหาว่าผมบ้า" กลับกลายเป็นคนบ้าตามคำนิยามของพวกเขาเองมากกว่าผมไปแล้วเสียอีก ในขณะที่ผมใช้งานมือถือน้อยลงไป 50-60% เทียบกับอดีต

ตลกดีชะมัด

พวกเขาพึ่งเห่อทำในสิ่งที่ผมเคยทำมาก่อนตั้งสิบกว่าปีจนเบื่อสะอิดสะเอียนไปแล้ว..

ก็เมื่อคุณเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้ว มันจึงไม่ยากที่จะทำความเข้าใจกับเส้นทางของการ Adoption ของบิตคอยน์ ที่อาจจะต่างไปเล็กน้อยตรงที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมศัตรูรอบตัว แถมยังกระจายศูนย์อีกต่างหาก

ใช่... ก็เพราะบิตคอยน์มันไม่มีการตลาด

YouTube, Line, Facebook ฯลฯ แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้กลายเป็น "แอปสูบวิญญาณ" ของใครต่อใครที่ทรงพลังมากๆ ไม่เว้นแม้แต่กับตัวผมเอง

รู้ไหมทำไมใครหลายคนเลือกจะชาร์จมือถือไว้ใกล้ตัวก่อนเข้านอน?

เพราะพวกเขาต้องการจะหยิบมันขึ้นมาเช็คความเคลื่อนไหวได้ทันทีที่ลืมตา ในขณะที่ยังนอนเลื้อยอยู่บนที่นอนยังไงล่ะ

เราก็รู้สึกว่ามัน "เป็นหน้าที่" ที่ต้องคอยปรากฏตัวหรือเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา เราพยายามเปลี่ยน "ตัวตน" ของเราให้กลายเป็นมีมูลค่าเพิ่ม (แบบปลอมๆ) เราเริ่มรู้จักกับ Influencer, Online Marketing บลา บลา บลา

ธุรกิจน้อยใหญ่เริ่มคลืบคลานเข้าหาแพลตฟอร์มออนไลน์ในวันที่ไร้ทางเลือกอื่น ทุกคนล้วนอยากเป็น "Citicenz" ของ "ประเทศออนไลน์" ด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนเริ่มสูญเสียสัมผัสฟิสิคัลในชีวิตจริงไปเรื่อยๆ ๆ ๆ

จนลืมกันไปหมดแล้วว่าคุณค่าของมันคืออะไร...

### Back to basic

ขอบคุณบิตคอยน์และ Nostr ที่เป็นเสมือน Time Machine พาผมย้อนเวลากลับไปยังอดีต วันวานที่ลึกๆ แล้วเราเองก็ยังถวิลหามันอยู่.. (ผมไม่อยากสาธยายเรื่องโลกออนไลน์มากไปกว่านี้อีกแล้ว)

สังคมบน Nostr มัน "พอดี" สำหรับผม มันคือ "ประเทศออนไลน์" ที่มีระบอบการปกครองแบบเสรี มีเงินสร้างยากเป็นเงิน Legal tender

ถ้าเราเคยจินตนาการกันไม่ออกว่าประเทศที่ใช้บิตคอยน์เป็นเงิน ประเทศที่ไม่มีรัฐบาลจะดำเนินไปอย่างไร?

ก็บน Nostr นี่แหละ คือ ประเทศเสรีในแบบที่ว่า คุณสามารถจดจำทุกพัฒนาการของมันแล้วเอาไปเขียนตำราใหม่ได้เลย

---

ประเด็นที่จะเขียนก็คือ.. ผมเริ่ม "ตื่นรู้" มาสักพักแล้ว..

โดยเฉพาะเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งผมเสียน้องชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) ในวัยเบญจเพศไปอย่างกระทันหัน โดยที่ผมเองยังรู้จักตัวตนเขาน้อยยิ่งกว่าที่รู้จัก อ.ตั๊ม เสียอีก

ทั้งที่เขสเป็นน้องคลานตามเรามาแท้ๆ

ผมให้เวลากับคนรอบตัวน้อยไป.. และเคสนี้ผมไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอะไรเลย.. ถึงมันไม่ใช่ความผิดของผมแต่ผมก็ยังรู้สึกผิดมากอยู่ดี ผมยังเก็บแชทสุดท้ายที่น้องพิมพ์หาผมเอาไว้เพื่อคอยเตือนสติตัวเอง.. แชทที่ผมพึ่งรับแอดไลน์น้องก่อนวันจะจากไปเพียงเดือนเดียว

เมื่อไหร่ที่ผมถลำลึกกับอะไรมากเกินไปจนลืมทุกอย่างรอบๆ ตัว มันจะคอยดึงผมไม่ให้ดำดิ่งไปมากกว่านั้นเอาไว้เสมอ

ด้วยเหตุนี้..

เมื่อการลาพักผ่อนต้องประสบกับอาการป่วยของลูกชายและแม่ยาย มันทำให้ผมดึงสติตัวเองว่าเราควรจะใช้เวลาอันมีค่านี้ไปกับเรื่องอะไร?

เราไม่ได้ถูกใครบังคับว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ คนแบบผมไม่เคยมีอะไรที่เป็น "กฏ" สำหรับตัวเอง ผมอธิบายความหมายคำว่า "อิสรชน" ไม่ได้ แต่ผมคิดว่าผมนี่แหละคือ "อิสรชน" ตัวจริงเสียงจริง

Facebook เราก็ลาขาดมาแล้วดื้อๆ เรามาลองลาขาดจากมือถือดูสัก 9 วันจะเป็นไรไป ลองย้อนอดีตไปเมื่อ 16 ปีก่อนกันดูสักตั้ง..

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ถูกต้อง ที่เราเลือกเเาความปรารถนาของตัวเองอยู่เหนือความรับผิดชอบส่วนรวมที่ยังพอมีอยู่บ้าง ผมหมายถึงงานกับ RS ที่ผมควรจะทำบางอย่างให้จบสิ้นไปในตอนนี้ แต่ผมเลือกแล้ว... ผมเลือกจะพอกเอาไว้แบบนั้นก่อน

มันไม่ยากอะไรเลย กับการไม่ต้องบังคับตัวเองก็บอกลามือถือได้ตลอดทั้ง 9 วัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาผมใช้งานมือถือลดลงไป -90% เลยทีเดียว

เชี่ย!! ไม่เห็นจะตายเลยนี่หว่า!?

โลกฟิสิคัลจริงๆ แล้วไม่ได้น่าเบื่อแบบที่เราคิด เมือเหรียญยังมีหัว-ก้อย ดังนั้น ทุกอย่างก็มี "ด้านอื่น" อยู่เสมอเช่นกัน

"มันบาปไหมพี่ ถ้าผมจะตัดสินใจเรียนจบช้าไปสัก 1 ปี"

น้องคนหนึ่งทักหลังไมค์มาถามผม..

ผมบอกไปว่า.. บาปเกิดขึ้นที่ใจเรา "บาป" ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงเว้นแต่เราจะสร้างมันขึ้นมาเอง

ดังนั้นมันจะบาปหรือไม่บาปก็ขึ้นกับว่าเรารู้สึกกับมันยังไง และมันจะบาปแน่ๆ ถ้าเราเลือกไม่เรียนต่อและเว้นวรรคไป 1 ปี แต่เรากลับไม่ได้ประโยชน์อะไรจาก 365 วันนั้นเลย

เลือกสิ่งใดก็ควรมีแผนรองรับ.. ผมไม่ได้ให้คำแนะนำใดที่เป็นประโยชน์ต่อคำถามของน้องมากนัก นอกจากแง่คิดประมาณนี้

ผมไม่รู้สึก "บาป" ที่เว้นวรรคตัวเองไปแค่ 2.5% ของ 1 ปี

แต่ผมกลับรู้สึก "ได้บุญ" และค้นพบความรู้ใหม่ๆ หลายอย่างในเวลาสั้นๆ นี้ ..มันคุ้มค่าต่ออนาคตที่เราจะก้าวเดินต่อไป มันพบคำตอบของย่อหน้าแรก ว่าแท้ที่จริงแล้ว..

เรานี่แหละที่โหยหาสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเราเอง..

---------

ผมนึกสนุกลองเปิดแอป FB ขึ้นมาดูอีกครั้ง...

"ผมไม่ได้เป็นคนทิ้งเขาครับ"

สิ่งแรกที่ FB ยัดเยียดมาให้ผม คือประโยคจากการให้สัมภาษณ์ของ "แน็ค แฟนฉัน" ที่พึ่งเลิกรากับ "เก๋ไก๋ไฉไลเด้อ" อะไรนั่นไปหมาดๆ

"ไอ่สัส!!?"

"กูต้องรู้เรื่องพวกมึงด้วยเหรอวะ?"

....

#Siamstr

ทันหมดเลยครับ Restaurant City นี่อย่างสมัยนั้นหาวิธีโกงเงินอี้ 555555

ส่วนตัวรู้สึกเหมือนพี่เลยครับ อยากออกจากโลกโซเชียล กลับเข้าไปในป่าดงพงไพรกับเพื่อนฝูง เล่นอะไรไร้สาระเมื้อตอนเด็กๆ พูดคุยทุกเรื่องให้เหมือนวันวาน ได้จับต้องสิ่งที่มันให้พลังงานบวกกับเราจริงๆ ทุกวันนี้พยายามปิดคอม จับหนังสือ โฟกัสกับตัวเอง ออกกำลังกาย ลดความอยากมี ลดความอยากมีตัวตนในโซเชียล อยากได้ยอดต่างๆลง พบว่า ”สงบขี้นเยอะเลยครับ“

ได้เวลาเดินไปข้างหน้าด้วยหนทางในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วครับ ✨

Replying to Avatar Jakk Goodday

### การทดลอง 9 วันอันล้ำค่า : 1

คนๆ หนึ่ง จะมีแบตเตอรี่ชีวิตให้ใช้งานได้มากแค่ไหนกันเหรอ?

ผมอยากรู้.. ครั้งสุดท้ายที่ผมลางาน 9 วันน่าจะ 10 ปีมาแล้ว ครั้งนี้ผมตั้งใจเต็มที่ว่า 9 วันนี้ผมจะได้งานเป็นชิ้นเป็นอันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน (เพราะปกติผมแทบไม่เคยลา ต้องหาเวลานิดๆ หน่อยๆ มาทำงานอื่นแทน)

ผมบอกกับประธานไปว่า.. มาลองดูกันว่าพี่ลา 9 วันเราจะทำอะไรกันได้บ้าง?

สรุป.. ไม่ได้งาน RS อะไรสักอย่างในช่วงเวลาสั้นๆ ดังกล่าว

วันแรกของการลาผมเลือกจะชาร์จแบตตัวเองให้เต็มพิกัด โดยการนอนแบบไม่ตั้งนาฬิกาปลุกและห้ามคนที่บ้านปลุก เต็มตื่นเมื่อไหร่ค่อยลืมตา เพื่อชดเชยให้กับทั้งปีที่ผ่านมา.. สรุปก็นอนได้แค่ 6 ชม.

วันที่ 2 ผมตั้งใจจะทำงานที่คั่งค้าง.. แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วาานาผมจะไม่ได้พัก ลูกชายดันมาป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ซะก่อนและอาการก็หนักมากทีเดียว ยา Tamiflu ก็ขาดตลาดเลยต้องรักษาตามอาการกันไป

อีก 3 วันถัดมาแม่ยายก็ติดไข้ตามไปด้วย สรุปจึงเหลือผมคนเดียวในบ้านที่ยังพอเดินเหินทำนั่นทำนี่ได้ (เมียทำงาน ตจว)

วันที่ 5 ลูกชายต้องไปสอบในสภาพป่วยๆ

ลูกสาวซึ่งโตมากแล้วก็มีชีวิตของเขา กลายเป็นผมที่ต้องลางานมาเพื่อดูแลสิ่งต่างๆ ในบ้านและคนในครอบครัวไปแทน เมื่อทุกคนเริ่มอาการดีขึ้นผมก็เลือกจะเดินทางไปบ้านเกิดพาลูกๆ ไปเจอปู่กับย่า ให้เวลากับทางนั้นบ้าง (ปีหนึ่งไม่เกิน 2-3 ครั้ง)

ผมว่าผมมีอาการ "Burn-out" ค่อนข้างชัด จึงปรารถนาที่จะหลบลี้ความเร่งรีบไปหาประสบการณ์สงบๆ แบบอื่นเพื่อให้สมองที่กำลังล้าเต็มทีฟื้นกลับมาปลอดโปร่งได้อีกครั้ง

แต่สุดท้ายก็พบว่า.. ผมกลับใช้เวลาช่วงที่เหลือตลอด 9 วันนี้ไปกับการเรียนรู้และการค้นพบเรื่องใหม่ๆ แทน แบบหมกมุ่นอีกต่างหาก

เป็นการพักกแบบจริงจัง ที่ก็ทำเรื่องอื่นแบบจริงจังและมีความสุขชิบหาย และใช่... เราเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้เติบโตไปด้วย

และใช่อีกนั่นแหละ.. ผมก็หายไปจากทีมงาน RS และชาว Siamstr นานพอสมควร และกลับมาทำงานประจำตามปกติในวันนี้

ความสงบตลอด 9 วันเริ่มกลับมาจอแจ เค็มไปด้วยเสียงบ่นเสียงนินทาชาวบ้านของเพื่อนร่วมงานตลอดทั้งเช้า.. น่าเบื่อชะมัด แต่ผมไม่ควรแปลกใจ นี่คือบรรยากาศเดิมๆ ที่ผมอยู่กับมามาสิบกว่าปีแล้วนี่นา..

สงสัยต้องมีพาร์ท 2 มีเรื่องเล่าเต็มไปหมดเลย ผมต้องไปทำงานละครับ..

อรุณสวัสดิ์ #siamstr

ยินดีต้อนรับกลับมาครับ ฝึกสกิลการอ่านมารอแล้วพี่ 5555555 ✨❤️

Replying to Avatar SOUP

่ช่วงนี้ nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mjไม่สบาย มาให้กำลังใจเพื่อนเราหายไวๆ กันครับ #siamstr

หายไวๆเคิ้บบ ดื่มน้ำเยอะ ปล่อยน้ำบ่อยๆ

GM Thai Nostr

Bring you some sunset here in Deep cove

#Siamstr

✨❤️💕

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_6238797856150780651696730647.webp

อาจารย์เดชาสุดจริง แกเนี่ยแหละจะป้อนยาส้มให้คนส่วนมากได้ดีเลอ ถ้าเกิดว่าได้ฐานแฟนคลับจากรายการจอมขวัญบ่อยๆ 555555

what a normal day for a normal life, but I like it <3