Avatar
Stellar ✨🪐
0daa268236e2d434619c2afe3ad2fd7282cab0de2a34195f973bb067e6d2e00e
Bitcoiner who want to be free ✨⚡️🥕 ⚡️last1boy@getalby.com

ช่วงเวลาที่ว่าหมายถึงช่วงเวลาไหนหรอครับ แล้วถ้าพูดถึงการวัดนี่จะวัดยังไงดี เพราะเราต้องดูแพทเทิน รูปแบบของมันถึงจะรู้ได้ใช้ไหมครับว่าเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ได้

ช่วงนี้กระแสคนตื่นธรรมคือแรงมาก เอาจริงฟังแล้วชอบนะ มันดูฟังง่ายและตามหลักความเป็นจริงดี

แต่มีข้อสงสัยที่ไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง คือ การที่อนาคตไม่ได้ถูกลิขิตไว้แล้ว คือพอจะเข้าใจว่าทุกอย่างอยู่ที่เหตุปัจจัยการกระทำของตนเอง ถ้าเราไม่ทำอะไรให้เกิดเหตุเลยมันก็ไม่มีทางที่จะเกิดอะไรขึ้นมาได้

ทีนี้คำถามคือถ้าเราพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว เราจะสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้อย่างที่เป็นจริงๆไหมจากการกระทำของเรา เพราะเอาจริงๆมันก็มีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างสภาพแวดล้อม สังคม ผู้คนต่างๆ และ สถานการณ์อันไม่คาคคิด

ยกตัวอย่างเวลา หางาน สัมภาษงาน มันมีคู่แข่งมากมายเป็นร้อนเป็นพันคน สภาวะตลาดที่ไม่เอื้อให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์อีก ถ้าสมมติเราพยายามที่จะอัพสกิลใดๆแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าเป้า เข้าตาของบริษัทต่างๆ ประสบการณ์จริงไม่พอ ประจวบกับ timing อาจจะไม่ได้ เป็นไปได้ไหมที่ถ้าเราพยายามหนักกว่านี้มันจะสามารถก้าวข้ามปัจจัยภายนอกต่างๆไปได้

#siamstr #discussion

จริง ภาษาแอบงงๆ แต่เหมือนผู้อ่านมันก็ตั้งใจบอกไว้แล้วว่าทำให้งงๆ แต่มันน่าสนใจมากครับ นี่แอบคิดเล่นๆว่า การล่มของสกุลเงินกับการมาของ Bitcoin อาจจะ(?) เป็น the black swan ไหม ไม่ก็สงครามโลกเราะ 555555

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

“He who has a why to live can bear almost any how.”

ผู้ใดจักต้องการเหตุผลของการมีอยู่ ย่อมทนได้กับทุกสิ่ง

-ฟรีดริช นิทเช่-

ทำไมผมถึงแนะนำ Man’s Searching for meaning (ชีวิตไม่ไร้ความหมาย)

เพราะว่าแท้จริงแล้วมันมีความหมายเสมอ และแนวทางที่นิทเช่วางไว้มันต่างจาก Existentialism สายอื่นๆ รวมถึง การตีความของซาร์ต คีย์เคียการ์ด หรือ กระทั่งฟูโก ที่เป็น บก. หนังสือของนิทเช่ที่ฝรั่งเศส

Man’s Searching for meaning เป็นงานศึกษาในช่วงพาร์ทแรกของชายอย่าง Victor Frankl ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาในค่ายกักกัน ซึ่งเค้าพูดถึงสภาวะการมีอยู่ ของชาวยิวใน ค่ายนาซี รวมถึงค่าย เอาสวิตซ์ รวมถึงสภาวะการขาดแคลน ที่ค่อยร่อยหลอ ตามกาลเวลาทุกวัน และ การบำบัดของเค้า

งานชิ้นเอกของแฟรงค์ไม่เพียงเสนอเรื่องที่ว่า มนุษย์นั้นดำรงค์อยู่เพราะเพราะการมีอยู่ แต่ปฏิเสธการที่บอกว่าชีวิตมันไร้ความหมายเราเลยต้องสร้างความหมาย แต่มันกำหนดมาให้มีความหมายตั้งแต่ต้น

ผมแนะนำว่า “ผู้ใดที่เริ่มอยากศึกษาการมีอยู่ รวมถึงการดำรงค์อยู่” ในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมเรียกว่า ”พวกฝั่งซ้าย“ ควรอ่านเล่มนี้ เป็นที่สุด

#siamstr nostr:note15zh3mkv3689qzqtvjt4lq8hwh7ztjwewjcen74xwe7pvwmr5reas2mzya8

ยังอ่าน the black swan ที่เอ็งป้ายยามาไม่จบเลย แต่เดะไปตำมาดองไว้ก่อน 55555

อยู่ นครสวรรค์ พน ไปกระบี่ครับทเฮียย

ขอบคุณครับบ อิอิ

ชอบแหละะ ให้น้องทะเล้นๆๆ 5555

GM ค้าบบผมม

55555 ไม่เปื้อนตูดดี ลงตรงๆๆ

ฝีมือการถ่ายภาพผมเริ่มเข้าขั้นละ

ขั้นหวนคืนสู่วานร 🤤

GN ✨

#siamstr

“To be free is to be physically untrapped and spiritually unbound.”

#siamstr

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr “Eat That Frog กินกบตัวนั้นซะ” ของ Brian Tracy เป็นหนังสือเมื่อปี 2012 แต่ผมพึ่งซื้อมาอ่าน(ยังรู้สึกเสียดายเลยที่พึ่งได้มาอ่านไปอ่านของยากๆ เล่มหนาๆก่อน)😅 ต้องบอกได้เลยว่า ใครเริ่มต้นหาหนังสือเรื่องการบริหารเวลาและบริหารตัวเราเอง ต้องเริ่มจากเล่มนี้เลยครับ เพราะอ่านง่ายและเนื้อหาไม่เยอะ เหมาะกับคนเริ่มต้นอ่านหนังสือแล้วลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ผมพอสรุปเนื้อหาคร่าวๆดังนี้

กบ หมายถึง งาน ที่กองอยู่ตรงหน้า ต้องกินกบตัวที่สำคัญที่สุดก่อนจนกลายเป็นนิสัย ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล โดยมีกฎ 21 ข้อ คือ

1. จัดโต๊ะ: เขียนเป้าหมายและจุดประสงค์ก่อนเริ่มลงมือทำ

2. วางแผนแต่ละวันเอาไว้ล่วงหน้า

3. ใช้กฎ 80/20 กับทุกเรื่อง: ทุ่มเทให้กับงาน 20% แล้วเกิดผลลัพธ์ 80%

4. คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา: งานสำคัญจะกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ทั้งแง่บวกหรือลบ ต้องยอมรับมัน

5. ฝึกผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์: ผัดผ่อนงานไม่สำคัญ ให้มีเวลามากพอกับงานที่สำคัญกว่า

6. หมั่นใช้เทคนิค ABCD จัดประเภทงานตามความสำคัญ: เพื่อให้มั่นใจว่าคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่

7. ให้ความสำคัญกับหน้าที่หลัก

8. ประยุกต์ใช้กฎทองสามประการ: ระบุงาน3 อย่างที่ทำแล้วได้ประโยชน์ถึง 90% ของงานที่มีทั้งหมด ที่วางผลต่อชีวิตหรือบริษัท

9. เตรียมการอย่างรอบคอบก่อนเริ่มงาน: เตรียมสิ่งจำเป็น เช่น รายงาน เครื่องมือ ฯลฯเพื่อให้เริ่มทำงานได้ต่อเนื่อง

10. จับตามองถังน้ำมันทีล่ะถัง: ทำงานไปทีล่ะขั้นตอนจนกว่างานจะเสร็จ

11. พัฒนาทักษะสำคัญๆ ของคุณให้ดีขึ้น: ฝึกทักษะที่จำเป็นในงานที่ทำ

12. มองหาข้อจำกัดของคุณ: หาให้เจอแล้วพยายามพัฒนาและแก้ไข

13. สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง: ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่นอก Comfort Zone ทั้งนั้น

14. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ: ให้กำลังใจตัวเอง คิดในทางบวกเสมอ

15. เทคโนโลยีเป็นเจ้านายที่ยอดแย่: ใช้เทคโนโลยีให้เป็นทาส อย่าเสพติด ทวงคืนเวลาของเราคืนมา

16. เทคโนโลยีเป็นทาสรับใช้ที่ยอดเยี่ยม: ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมาช่วยทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด

17. ใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการจดจ่อ: มันจะเกิดสภาวะลื่นไหล(Flow) คุณจะสิ่งนั้นได้ดี

18. หั่นงานเป็นชิ้นๆ: ซอยงานใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ เริ่มทำจากส่วนเล็กๆก่อน

19. สร้างช่วงเวลาขนาดใหญ่: แบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็นช่วงๆ แล้วหาทางรวบช่วงเวลาเข้าหากันสำหรับการทำงานที่สำคัญที่สุด

20. สร้างสำนึกแห่งความเร่งด่วน: สร้างนิสัยลงมือทำงานสำคัญทันที ให้เสร็จสุล่วงโดยเร็ว

21. แน่วแน่กับงานทุกอย่างที่ทำ: จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน ลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที ทำโดยไม่หยุดจนกว่างานจะเสร็จ

การบริหารเวลาให้งานสำเร็จก็เริ่มต้นที่ตัวเราเอง ทำให้เป็นนิสัย เมื่อถึงเวลาหนึ่งเราก็จะเติบโตไปบริหารคนต่อ ผมแนะนำเลยว่า ต้องอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ต่อ คือ The 7 Habits และ The 8 Habits ของ Stephen R.Covey รวมถ้ายังมีเวลาพอต่อด้วย สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) อีกสัก 2-3 รอบ รับรองเก็บเรื่องบริหารงาน บริหารคนได้ทุกเม็ด มันจะเป็น Proof of Work ที่มีคุณค่าแน่นอนถ้าอ่านแล้วลงมือทำ🙂….ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าผมอ่านเล่มไหนเห็นว่าดี มีประโยชน์ ขออนุญาตมาแชร์ให้ชาวทุ่งม่วงอีกนะครับ🙏❤️

GM ค้าบบ ผมก็ยังดองไว้อยุ่เลย อ่านไปครึ่งเล่ม สงสัยต้องกลับไปจบ 😂 ขอให้เป็นวันที่ดีครับ 💕

Replying to Avatar Arn Sange

เมื่อวัยรุ่น low carb กินหมูกระทะ vs กินอาหารข้างทาง ด้วยงบที่เท่ากัน

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่แม่มจ่อมาที่สี่แยกอีกฝั่งแล้ว ผมดันบ้าพลังไม่ถูกเวลาถ่อไปหาค่าขนมถึงแถวสันกำแพง ซึ่งต้องขับออกจากตัวเมืองไปประมาณชั่วโมงนึง แต่นั่นก็ทำให้ผมมีอะไรเขียนในนี้หลังจากไม่ได้เขียนมานาน

หลังเสร็จงานผมอยากหาอะไรกินข้างทางแบบเน้นร้านที่ไม่เคยซื้อ ตอนแรกก็อยากกินอะไรเบาๆ เลยจัดหมูย่าง-ไส้ย่างมาหน่อย แล้วเดินหาของกินต่อ เดินไปเดินมาไปเจอร้านโจ๊ก-ต้มเลือดหมู เลยสั่ง ต้มเลือดหมู เพิ่มไข่เยี่ยวม้า 2 ฟอง (อยากกิน!) แล้วก้เห็นว่าหน้าเซเว่นมีร้านขนมจีบซาลาเปา เลยจัดขนมจีบไม้นึง เปาถั่วดำลูกนึง ก่อนจะขับรถกลับบ้านท่ามกลางความมืด

เอาละมาถึงเวลารีวิว

1. หมูย่าง2ไม้-ไส้ย่าง1ไม้ 30 บาท หมูที่ให้มาไม้ดูยาวใหญ่น่ากิน แต่พอซื้อมาแล้วพบว่าเหมือนเอาเนื้อหมูหมักความหนาประมาณหมูร้านหมูกระทะ เอามาเสียบไม้โดยให้มันดูแบนในแนวยาวตามไม้เสียบให้มากที่สุด อันนี้ไม้ละ 10 บาท ดูเหมือนให้เยอะ แต่ปริมาณจริงๆ พอๆ กะหมูย่างรถเข็นแถวหอ

2. ต้มเลือดหมู 50 บาท เพิ่มไข่เยี่ยวม้าสีชมพู 2 ฟอง 30 บาท รวม 80 บาท ต้มเลือดหมูไม่เอาเลือด มีแต่หมูเด้งชิ้นพอดีคำประมาณ 10 กว่าชิ้น กับเศษผักอีกเกือบครึ่งถ้วย ผมกินไปจนเริ่มจะรู้สึกหนักท้องนิดๆแบบไม่อิ่มดี แต่มาจากไข่ไม่ได้มาจากหมู

3. ขนมจีบไม้ละ 20 บาท 1 ไม้ ซาลาเปาถั่วดำลูกละ 10 บาท 1 ลูก รวม 30 บาท ขนมจีบลูกใหญ่ดี ตัวไส้หมูอร่อย ไม่แน่นมากนักแต่พอรับได้กับราคาและรสชาตินี้ ส่วนซาลาเปาถั่วดำ ใหญ่ประมาณอุ้งมือตัวเอง พอฉีกตรงกลางแล้วไส้ถั่วดำเทไปอยู่ข้างหนึ่ง ไส้น้อย แป้งหนาเว่อร์ประมาณ 1-2 เซนต์ ไส้ถั่วดำรสชาติดูคล้ายกับซาลาเปาจ้าวถูกๆ ที่เคยกิน น่าจะไส้ซื้อมา ผมคว้านแต่ไส้กินแล้วเหลือก้อนแป้งขาวๆเอาไว้บีบเล่น

ทั้งหมดนี่ผมเสียไป 140 บาท ไม่อิ่ม

ผมเลยนึกถึงเมื่อวานที่ไปกินชาบูราคาถูกๆ 99 บาท เครื่องดื่ม 39 บาท รวม 138 บาท แม้ว่าคุณภาพอาหารจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ผมกินเท่าไหร่ก็ได้ อิ่มชิบหาย

-ในภาวะเงินจะเฟ้อ อาหารข้างทางจะราคาเฟ้อตามก้จริงแต่คนทั่วไปก็ต้องจำใจกิน แต่พอเอาส่วนที่เป็นข้าวแป้งออกมา ปริมาณเนื้อสัตว์ต่อชามจะน้อยมาก การที่เราจะกินโปรตีนให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการจึงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากตาม ซึ่งเรามักจะอิ่มกับอาหารประเภทแป้งไปก่อน ถ้าอาหารในชามเรามีข้าวแป้งเยอะ เราจึงอิ่มเร็วก่อนที่ควรจะเป็น

-ในปัจจุบัน buffet มันตอบโจทย์มากกว่าสำหรับคนกินเยอะและเงินหนาพอสมควร ผมหมายถึงเงินหนาในการกินมื้อเดียว ส่วนสิ่งที่เค้าจะกินก็ขึ้นกับว่าเอาอะไรเข้าปากไป ถ้าดีหน่อยก็จะเป็นมื่อที่อุดมไปด้วยโปรตีนไปเลย ซึ่งการกินแบบนี้มันทำให้คนที่กินอิ่มไปได้ทั้งวันจากมื้อเดียวนั้น ได้สารอาหารครบ แม้ว่าราคาต่อมื้อจะสูง แต่ถ้าเทียบกับการกิน SAD สามมื้อที่ต่อมื้อราคาอาจถูกกว่า การกิน buffet มื้อเดียวมันอาจถูกกว่าการกินสามมื้อก้ได้

-ผมก็เพ้อเจ้อไปนั่น มื้อที่ถูกสุดคุ้มสุดคือมื้อที่ทำอาหารกินเองคับ ถ้าไม่คิดมาก อัดไข่ลวก 5 ฟองก้อยู่ไปได้เกินครึ่งวันละคับ

#siamstr

ถ้าออกข้างนอกจริงๆ บุฟเฟต์ตอบโจทย์สุดจริงหมอ วันละ 140 ถ้ากินวันละมื้อ ก็ตก 3000-4000 ต่อเดือน ก็ถือว่าถูกอยู่นะครับ

ส่วนทำกินเองนั่นก็อาจกดลงได้เยอะกว่านี้อีกจริงๆ