Avatar
Riina
0e06eec0b32f1db1031005dfdfc33fef39f33d966b8538464ca39d873212fb17
🧡 Freedom ⚡️

ขอบคุณนะคะ ☺️

เทสแล้วค่ะ ไม่ใช่โควิด แต่อาการคล้ายมากๆเลย

ป่วยมาก อยู่ดีๆก็ป่วย นอนตื่นมาแล้วป่วยเลย ไข้ขึ้น ปวดหัวสุดๆ ทำไมเป็นไข้แล้วถึงปวดหัวหนักตลอด ปวดจนคิดว่าจะตายไหมเนี่ย ในขณะที่แฟนก็ป่วยเหมือนกัน เป็นไข้เหมือนกันแต่ทำไมเขาไม่ปวดหัวเหมือนเราเลย ส่วนลูกๆชิวสุด ไม่ป่วยทั้งคู่ มีแต่พ่อกับแม่ที่ป่วย 😷

กลองศึก

น่านน้ำทะเลไทย2507....กลองศึก จังเกิ้ลดรัมพ์ โค๊ตการฝึกรบร่วม นย.ไทย กับ นย.อเมริกัน. การฝึกรบร่วมของกองทัพเรือ

เรือ US APK. เรือลำเลียงพลขนาดใหญ่. มีสนามบาสเกตบอลล์โรงภาพยนต์ ร้านค้าชีฟสโตร์ ห้องอาหารขนาดใหญ่โต๊ะเก้าอี้สวยงาม. ทหารไทยอยู่รวมกัน ที่ห้องชั้นดาษฟ้า เวลาอาหารจะไปรอที่หน้าห้องอาหาร วันนั้นสูทกรรมหิ้วหม้อสตูว์มา ร้องว่าเมกอะโฮล. วิศิษฏ์หันมาถาม ฝรั่งให้ทำรูทำไม. ใครไม่รู้ตะโกนขอทางหน่อย ทหารไทยเดินเข้าคิวรับถาดอาหาร มีสเต๊กหมูสตูว์ไก่แอ๊ปเปิ้ลขนมปัง(ขนมปังหยิบได้ตามชอบ ฝรั่ง2ชิ้นไทย6-7ชิ้นมันถึงจะอยู่ท้อง) วันฝึกยกพลขึ้นบก จ่ายเรชั่น1แพค(อาหารกระป๋อง ใต้ป๋องมีเชื้อไฟจุดอุ่นร้อนพอดี) 1แพคมี6ป๋อง สเต๊กสตูว์4ขนมปัง2

เมื่อเป็นนักเรียนจ่าออกฝึกสนามจ่ายเรชั่น กล้วยน้ำหว้ากับข้าวตัง ฝึกร่วมกับเศรษฐีนี่ ค่าอาหารเขาวันละ25บาท ของเราวันละ3บาท(3มื้อ) ฝึกร่วมกัน ทัพเรือต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มวันละ22บาท ทหารไทยพูดฝรั่งสำเนียงไทยไอฟังไม่รู้ รู้ก็โน ไม่รู้ก็โน(know no)

วันหนึ่ง กลับจากฝึกยกพลขึ้นบกที่หาดบางเบิด. สมาร์ทเพื่อนทหารฝรั่ง ข้อศอกบวมเขียวช้ำผมเอายาหม่องทานวดให้บอกวอรี่กูด บ่นปวดหัว(คงแพ้อากาศตากแดดถูกฝน) ผมเอายาหม่องทาขมับให้บอกวอรี่กูด กินอาหารเย็นแล้วบอกปวดฟัน ผมเอา

ยาหม่องอุดฟันให้ บอก โน โน โนกูด ขอยาหม่องผมไปเอาหัวเข็มขัดเขาให้ผม(คงเอาไปไว้เป็นของที่ระลึก)

ทหารไทย. ในเป้สะพายหลัง.มีอาหารกระป๋องเบียร์กระป๋องบุหรี่กระป๋อง (ซื้อร้านชีฟสโตร์ราคาถูกมาก) ใส่เป้สะพายหลังกลับจากฝึกรบร่วม - กลองศึก

ทิดส่ง

*นย. นาวิกโยธิน (ทหารเรือ)

#siamstr #บันทึกคุณปู่

Replying to Avatar Riina

ชอบคำนี้มากเลยค่ะ “เค้าจะหยิบตัวตนของตัวเองมาสร้างคุณค่าได้เอง”

เป็นคำตอบของคำถามว่า ถ้าไม่มีวุฒิ แล้วโตไปลูกจะทำงานอะไร ในมุมของเราที่มองว่างานต้องสอดคล้องกับชีวิต ไม่อยากให้งานเป็นสิ่งที่ต้องทนทำเพื่อให้ได้เงิน ลูกจะทำงานอะไรในอนาคต พ่อแม่ก็ไม่สามารถตอบได้หรอก เพราะเอาจริงๆก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตจะมีงานแบบไหนให้ทำ หรืองานแบบไหนที่จะหายไป

แต่ตัวตนของตัวเองที่สร้างคุณค่าอะไรบางสิ่งขึ้นมา จริงๆนั่นก็คืองาน มันก็จะมีใครบางคนที่ชื่นชอบหรือต้องการในคุณค่านั้น และเขาจะเอาอะไรสักอย่างที่เป็นคุณค่าที่ได้จากงานของเขา พวกเขาจะเอามันมาแลกกัน

คิดอยู่นานว่าจะสื่อความหมายนี้ออกมายังไงดี แต่ก็คิดไม่ออก ขอบคุณคุณโบว์มากค่ะ กระจ่างเลย

แอบปลื้มใจ ขอบคุณค่ะ ☺️🙏🏻

Replying to Avatar Riina

การเลี้ยงลูก หรือการกระตุ้นความใฝ่รู้ให้เด็กๆ หลักจิตวิทยานั้นสำคัญมาก นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง

ในวัยเด็กเล็ก ให้เด็กเล่นให้มาก ให้เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น ยิ่งเล่นมาก ประสบการณ์ยิ่งมาก การจดจำความสุขในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านการเล่นก็ยิ่งมาก ทำให้เขาสามารถค้นหาตัวตนได้ดีขึ้นในวัยถัดไป

วัยเด็กโต เด็กๆจะเริ่มมีความชอบส่วนตัว ความสนใจที่แตกต่างกัน กระทั่งความถนัดต่างๆ ที่สั่งสมมาจากการเล่นในวัยก่อนหน้า บางคนชอบคิดวางแผน บางคนชอบลงมือทำ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน เพราะผู้คนแตกต่างกัน เราถึงได้ทำหน้าที่ที่ต่างกันออกไปในแบบของตัวเอง

วัยรุ่น วัยแห่งพลัง ที่ต้องปีกกล้า ขาแข็ง ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก เขาจะลองผิดลองถูก เพื่อพัฒนาตัวตนและความสามารถในแบบของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว อีกไม่นานเขาต้องออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ไปตามเส้นทางของตัวเอง เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ความหมายคือ เขาจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับพ่อแม่ไว้ได้นั้น คือความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่ได้มอบไว้ให้ลูกตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ สิ่งนี้จะทำให้เขารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาจะคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะเดินไปผิดทาง

ไม่ว่าจะทำโฮมสคูล หรือไม่ทำโฮมสคูลนั้น จริงๆแล้วยังไม่ใช่จุดสำคัญหลัก แต่ที่สำคัญคือพ่อแม่ได้มีเวลาให้กับลูกในแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ได้เอาใจใส่เขาเพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอก็คงไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะส่งลูกไปโรงเรียนหรือทำโฮมสคูล แต่ส่วนมากการส่งลูกไปโรงเรียน ทำให้เวลาใน 1 วันสำหรับครอบครัวนั้นเหลือน้อยมากจริงๆ

ทั้งยังสภาพแวดล้อมที่อยู่เหนือการควบคุม สำหรับในวัยที่ลูกยังเด็ก สภาพแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของมนุษย์คนนึงขึ้นมา การส่งลูกไปโรงเรียนเหมือนการทอยลูกเต๋า ว่าสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมเด็กคนนึงให้ไปในทิศทางใด ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีนะคะ แต่หมายถึงว่าปัจจัยตรงนี้อยู่เหนือการควบคุมของพ่อแม่ เหมือนกับทอยลูกเต๋า มันอาจจะดีหรือไม่ดี เราควบคุมไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่าการปกป้องลูกทุกอย่าง เหมือนไข่ในหิน จะทำให้ลูกไม่แข็งแกร่ง แต่ส่วนตัวเรามองว่า วัยเด็กไม่ใช่วัยที่จะต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องสร้างมาตรฐานของชีวิตให้กับลูก พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องปกป้องและให้ความปลอดภัยในวันที่ลูกยังเด็ก การสร้างมาตรฐานให้ลูก ทำให้ลูกรู้ว่า ความปลอดภัยนั้นดีอย่างไร ความมีอิสระนั้นมีค่าแค่ไหน และการตัดสินใจในสิ่งที่ต่างออกไปจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด

พอเขามีมาตรฐานชีวิตที่เป็นอิสระ มีทัศนคติที่ไม่ถูกตีกรอบ สิ่งนี้จะเป็นมาตรฐานของชีวิตเขา วันหนึ่ง เมื่อเขาไปเจอกับสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาเคยโตมา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งนั้น เขาจะหลีกเลี่ยงมัน เขาจะไม่ทำอะไรเพียงเพราะผู้คนทำตามๆกัน

ไม่ได้ว่าการไปโรงเรียนเลวร้ายหรือไม่ดีนะคะ แต่ถ้าเลือกได้เราก็ไม่อยากทอยลูกเต๋า และวัยสำหรับการหล่อหลอม ก็คือวัยเด็ก วัยที่เล่นอะไรก็สนุกที่สุด วัยโลกทั้งใบยังเป็นmagic วัยที่กำลังต้องการพ่อแม่มากที่สุด มันมีแค่ไม่กี่ปี และหลังจากนั้น แม้เราจะอยากให้เขาอยู่กับเรามากแค่ไหน เขาก็จะต้องออกไปจากอ้อมอกเราอยู่ดี

nostr:note16pr8rraxrr8ya2fkdrtrzpk4296g27899ar3l076m2cymv8y7dgqlclgzk

ชอบคำนี้มากเลยค่ะ “เค้าจะหยิบตัวตนของตัวเองมาสร้างคุณค่าได้เอง”

เป็นคำตอบของคำถามว่า ถ้าไม่มีวุฒิ แล้วโตไปลูกจะทำงานอะไร ในมุมของเราที่มองว่างานต้องสอดคล้องกับชีวิต ไม่อยากให้งานเป็นสิ่งที่ต้องทนทำเพื่อให้ได้เงิน ลูกจะทำงานอะไรในอนาคต พ่อแม่ก็ไม่สามารถตอบได้หรอก เพราะเอาจริงๆก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตจะมีงานแบบไหนให้ทำ หรืองานแบบไหนที่จะหายไป

แต่ตัวตนของตัวเองที่สร้างคุณค่าอะไรบางสิ่งขึ้นมา จริงๆนั่นก็คืองาน มันก็จะมีใครบางคนที่ชื่นชอบหรือต้องการในคุณค่านั้น และเขาจะเอาอะไรสักอย่างที่เป็นคุณค่าที่ได้จากงานของเขา พวกเขาจะเอามันมาแลกกัน

คิดอยู่นานว่าจะสื่อความหมายนี้ออกมายังไงดี แต่ก็คิดไม่ออก ขอบคุณคุณโบว์มากค่ะ กระจ่างเลย

Replying to Avatar Bow RightShift

ปีนี้มีเด็กเกิดใหม่ประมาณ500,000คน ในขณะที่เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ เกิดในปีที่มีเด็กเกิด 800,000คน

ปีนี้คณะฯเรา (ซึ่งน่าจะทั้งมหาวิทยาลัย) ปรับลดอัตรการรับเข้าป. ตรี และเน้นรับป. โทเอก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึง

ลักษณะของการสอนปีนี้เด็ก30คน (ปกติ 50คน) สอนปฏิบัติยังคงอยู่ที่ 1:8-1:10 ส่วนบรรยาย 1:30 จากเเดิม 1:50 และมันรู้สึกว่า บรรยากาศในห้องมันดี สอนได้ทั่วถึง พูดคุยเรื่อยเปื่อยได้เกินครึ่งห้อง นั่นหมายความว่า เด็กจะเข้าหาเราง่ายขึ้น ความสงสัย ความกังวลในอาชีพ ในอนาคต เราจะไกด์เค้าได้ง่ายขึ้นและทั่วถึงขึ้น

ในขณะที่หลายคนมองว่า เด็กที่น้อยลงคือความเสี่ยง แต่เราว่านี่คือโอกาสครั้งใหญ่ ที่เราสามารถทำ personalized learning (คำนี้โผล่ขึ้นมาในหัวซักพัก แต่ไม่มั่นใจว่ามันผ่านมาจากการอ่านเล่มไหน)

ถ้าการศึกษาไทยจะเปลี่ยน ช่วงเวลา 2ปีนี้ เหมาะมากที่เราจะปรับโครงสร้างการศึกษา เพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะกับต้นไม้แต่ละต้น เลือกคนปลูก เลือกปุ๋ย เลือกน้ำ เลือกอาหาร เลือกสิ่งแวดล้อม

#Personalized learning

#Be your own school

สองคีย์นี้ เป็นสิ่งที่อยากเรียนเอกต่อ รวมทั้งการทำ homeschool แนว unschooling เหมือนที่คุณมิ้นพูดในสภายาม่วงวันก่อน

แล้วพอมาอยู่ในสภาพแวดล้อมของ bitcoiner เราเห็นโอกาสเล็กๆ ว่ามันสามารถทำได้ เราเห็น diploma ของ El Salvador ใน github เราเห็นความแข็งแกร่งของ community เราเห็น prove of work ของงานที่หลากหลาย เราเห็น mind set ของตลาดเสรี แถม เมื่อเช้าฟังจารย์ขิงอธิบาย taproot อีก

มีไอเดียอยู่ประมาณนึง แต่ยังไม่เคลียร์ ขอตกผลึกให้มากกว่านี้ก่อน ใครอยากแจมยกมือไว้รอได้เลยฮ้ะ

#siamstr

nostr:nevent1qqsvtpafqg8da6qsdu0cxgjrq347g86pgla5nx8v07y34htd3etddlspz3mhxue69uhhyetvv9ujumn0wd68ytnzvupzqyyn2knkv3z4430ngpv2h6ksqnsavwxl9apdrmash0qjg67mhxv7qvzqqqqqqyp55aln

การเลี้ยงลูก หรือการกระตุ้นความใฝ่รู้ให้เด็กๆ หลักจิตวิทยานั้นสำคัญมาก นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง

ในวัยเด็กเล็ก ให้เด็กเล่นให้มาก ให้เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น ยิ่งเล่นมาก ประสบการณ์ยิ่งมาก การจดจำความสุขในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านการเล่นก็ยิ่งมาก ทำให้เขาสามารถค้นหาตัวตนได้ดีขึ้นในวัยถัดไป

วัยเด็กโต เด็กๆจะเริ่มมีความชอบส่วนตัว ความสนใจที่แตกต่างกัน กระทั่งความถนัดต่างๆ ที่สั่งสมมาจากการเล่นในวัยก่อนหน้า บางคนชอบคิดวางแผน บางคนชอบลงมือทำ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน เพราะผู้คนแตกต่างกัน เราถึงได้ทำหน้าที่ที่ต่างกันออกไปในแบบของตัวเอง

วัยรุ่น วัยแห่งพลัง ที่ต้องปีกกล้า ขาแข็ง ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก เขาจะลองผิดลองถูก เพื่อพัฒนาตัวตนและความสามารถในแบบของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว อีกไม่นานเขาต้องออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ไปตามเส้นทางของตัวเอง เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ความหมายคือ เขาจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับพ่อแม่ไว้ได้นั้น คือความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่ได้มอบไว้ให้ลูกตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ สิ่งนี้จะทำให้เขารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาจะคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะเดินไปผิดทาง

ไม่ว่าจะทำโฮมสคูล หรือไม่ทำโฮมสคูลนั้น จริงๆแล้วยังไม่ใช่จุดสำคัญหลัก แต่ที่สำคัญคือพ่อแม่ได้มีเวลาให้กับลูกในแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ได้เอาใจใส่เขาเพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอก็คงไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะส่งลูกไปโรงเรียนหรือทำโฮมสคูล แต่ส่วนมากการส่งลูกไปโรงเรียน ทำให้เวลาใน 1 วันสำหรับครอบครัวนั้นเหลือน้อยมากจริงๆ

ทั้งยังสภาพแวดล้อมที่อยู่เหนือการควบคุม สำหรับในวัยที่ลูกยังเด็ก สภาพแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของมนุษย์คนนึงขึ้นมา การส่งลูกไปโรงเรียนเหมือนการทอยลูกเต๋า ว่าสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมเด็กคนนึงให้ไปในทิศทางใด ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีนะคะ แต่หมายถึงว่าปัจจัยตรงนี้อยู่เหนือการควบคุมของพ่อแม่ เหมือนกับทอยลูกเต๋า มันอาจจะดีหรือไม่ดี เราควบคุมไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่าการปกป้องลูกทุกอย่าง เหมือนไข่ในหิน จะทำให้ลูกไม่แข็งแกร่ง แต่ส่วนตัวเรามองว่า วัยเด็กไม่ใช่วัยที่จะต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องสร้างมาตรฐานของชีวิตให้กับลูก พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องปกป้องและให้ความปลอดภัยในวันที่ลูกยังเด็ก การสร้างมาตรฐานให้ลูก ทำให้ลูกรู้ว่า ความปลอดภัยนั้นดีอย่างไร ความมีอิสระนั้นมีค่าแค่ไหน และการตัดสินใจในสิ่งที่ต่างออกไปจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด

พอเขามีมาตรฐานชีวิตที่เป็นอิสระ มีทัศนคติที่ไม่ถูกตีกรอบ สิ่งนี้จะเป็นมาตรฐานของชีวิตเขา วันหนึ่ง เมื่อเขาไปเจอกับสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาเคยโตมา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งนั้น เขาจะหลีกเลี่ยงมัน เขาจะไม่ทำอะไรเพียงเพราะผู้คนทำตามๆกัน

ไม่ได้ว่าการไปโรงเรียนเลวร้ายหรือไม่ดีนะคะ แต่ถ้าเลือกได้เราก็ไม่อยากทอยลูกเต๋า และวัยสำหรับการหล่อหลอม ก็คือวัยเด็ก วัยที่เล่นอะไรก็สนุกที่สุด วัยโลกทั้งใบยังเป็นmagic วัยที่กำลังต้องการพ่อแม่มากที่สุด มันมีแค่ไม่กี่ปี และหลังจากนั้น แม้เราจะอยากให้เขาอยู่กับเรามากแค่ไหน เขาก็จะต้องออกไปจากอ้อมอกเราอยู่ดี

nostr:note16pr8rraxrr8ya2fkdrtrzpk4296g27899ar3l076m2cymv8y7dgqlclgzk

อนาคตอาจจะต้องเขียนถึงอดีตแบบว่า เมื่อครั้งที่โลกยังมีเงินเฟียต 😅

ในขณะที่ทุกคนโชว์เนื้อฉ่ำๆ แต่ของเรา ลูกเดินมาบอก แม่ อยากกินพิซซ่า 😂 แม่จัดให้ชีสจุกๆ

#siamstr

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_9325331471055878501698247990.webp

Replying to Avatar Riina

บันทึกคุณปู่

คุณปู่ของฉัน ท่านเกิดในปีพศ2473 และหมดสิ้นภารกิจทั้งหมดทั้งมวลเมื่อเมษายน2565 รวมเวลาทั้งหมด 92ปี

บันทึกสุดท้ายของท่าน ถูกเขียนเสร็จก่อนท่านจะหลับไปตลอดกาลเพียง 1วัน (เขียนเสร็จแล้วก็หลับยาวเลย) รวมบันทึกทั้งหมดราวๆ ร้อยกว่าเรื่อง ความทรงจำของคุณปู่นั้นดีมากจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเลย

ฉันคือหลานสาวของคุณปู่ คุณปู่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เกิด ฉันจึงรักคุณปู่มาก ฉันดูแลคุณปู่และอยู่กับท่านจนวันสุดท้าย บันทึกที่คุณปู่เขียนไว้จึงตกทอดมาอยู่ในมือของฉัน ฉันรู้สึกว่าบันทึกของคุณปู่มีประโยชน์และคุณค่า ข้อความทั้งหมดเป็นบันทึกที่ถูกเขียนโดยคุณปู่เองทั้งหมด ไม่มีการแต่งเติมเสริมเพิ่มใดๆ

คุณปู่ เป็นลูกชายของคุณเต็งเกียว(หมอแก้ว) กับคุณทองอยู่ เป็นบุคคลที่มีอยู่จริง ถ้าคุณผ่านไปแถวถนนประชาสงเคราะห์(ดินแดง) ซอยประชาสงเคราะห์31 หรืออีกชื่อคือ ซอยหมอแก้ว หมอแก้วคือพ่อของคุณปู่ หรือทวดของฉันเอง

สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวในอดีต ที่คุณปู่เป็นคนเขียนไว้ ก็สามารถตามอ่านได้จาก #บันทึกคุณปู่ นะคะ ขอบคุณค่ะ

#siamstr

ยินดีมากเลยค่ะ

บันทึกคุณปู่

คุณปู่ของฉัน ท่านเกิดในปีพศ2473 และหมดสิ้นภารกิจทั้งหมดทั้งมวลเมื่อเมษายน2565 รวมเวลาทั้งหมด 92ปี

บันทึกสุดท้ายของท่าน ถูกเขียนเสร็จก่อนท่านจะหลับไปตลอดกาลเพียง 1วัน (เขียนเสร็จแล้วก็หลับยาวเลย) รวมบันทึกทั้งหมดราวๆ ร้อยกว่าเรื่อง ความทรงจำของคุณปู่นั้นดีมากจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเลย

ฉันคือหลานสาวของคุณปู่ คุณปู่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เกิด ฉันจึงรักคุณปู่มาก ฉันดูแลคุณปู่และอยู่กับท่านจนวันสุดท้าย บันทึกที่คุณปู่เขียนไว้จึงตกทอดมาอยู่ในมือของฉัน ฉันรู้สึกว่าบันทึกของคุณปู่มีประโยชน์และคุณค่า ข้อความทั้งหมดเป็นบันทึกที่ถูกเขียนโดยคุณปู่เองทั้งหมด ไม่มีการแต่งเติมเสริมเพิ่มใดๆ

คุณปู่ เป็นลูกชายของคุณเต็งเกียว(หมอแก้ว) กับคุณทองอยู่ เป็นบุคคลที่มีอยู่จริง ถ้าคุณผ่านไปแถวถนนประชาสงเคราะห์(ดินแดง) ซอยประชาสงเคราะห์31 หรืออีกชื่อคือ ซอยหมอแก้ว หมอแก้วคือพ่อของคุณปู่ หรือทวดของฉันเอง

สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวในอดีต ที่คุณปู่เป็นคนเขียนไว้ ก็สามารถตามอ่านได้จาก #บันทึกคุณปู่ นะคะ ขอบคุณค่ะ

#siamstr