Avatar
Aiidee ⚡️مهدي
19c4cf3e73f7b418e9ddf6255ec543fa03eeed07f839f6c3af0cb52c6ac07a72
( #ชายนับ SATS )

"The scriptures are the core foundation of any religion, but the acceptance or dominance of a religion in a particular region depends on various factors, such as history, culture, politics, and the transmission of beliefs among the people in that area.

In the case of India becoming predominantly Hindu, it could be attributed to cultural and political factors, such as the revival of Hindu beliefs during certain periods or the role of the state and organizations supporting the religion. This doesn't mean that scriptures are unimportant, but it highlights that religious beliefs and practices are often shaped by external contexts and influences rather than relying solely on the scriptures.

However, in the end, the core must always return to the scriptures."

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ว่าด้วยเรื่องขององค์ประกอบของศาสนา ?

ผมต้องท้าวความก่อนว่าผมยังไม่ไปถึงขั้นที่เชื่อว่าตัวเองนับถือศาสนาพุทธ หรือ ศาสนาใดก็ตาม แต่ผมคิดว่าในอนาคตผมคงได้เริ่มศึกษาจริงๆจังๆ

หลายๆคนบอกว่า ศาสนาคือเหตุและผล แต่สำหรับผมคงไม่ใช่อย่างนั้น ผมแบ่งเป็นสามหัวข้อของเรื่องเหตุและผล

1. ความชั่ว (มีเหตุและผล) 2.ความดี (มีเหตุและผล) 3.การกระทำ (มีเหตุและผล)

ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุและผล งั้นพระเจ้าก็คือเหตุและผล แต่เมื่อเราพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้เราจึงเชื่อว่าพระเจ้า ไม่มีจริง เพราะมันไม่มีเหตุและผล

แต่กลไกทางความเชื่อไม่ได้ทำงานผ่านเหตุและผลครับ มิเช่นนั้น เศรษฐกิจแบบวางแผนคงชนะไปแล้วตั้งแต่สงครามเย็น หรือ นาซีคงผูกขาดทางความเชื่อในความดี เฉกเช่นศาสนาไปแล้ว

ดอสโตยเยฟสกี คือผู้ไขความลับนี้ ในหนึ่งงานเขียนเรื่อง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ (Crime & Punisment) โดยตัวเอกอย่างราสโครนิคอฟ มีความเชื่อที่มุ่งตรงไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Nothingness เฉกเช่นเดียวกับเหตุและผลที่มาจากความว่างเปล่า(Nihilism) เราคือมนุษย์ผู้ชะล้างโชคชะตาและศีลธรรม

ความสวยงามคือสิ่งที่จะเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั้งความเลวร้าย ดังนั้นเราไม่สามารถนำศาสนามาปนกับมโนสำนึกจริงๆของมนุษย์ได้

เรื่องๆนี้คือเรื่องที่คุยกันยาวมากๆเลยครับ รวมถึงศาสนามันไม่ได้ถูกตั้งโดยตัวมันเอง แต่มันมี “ภาวะของสังคม” เป็นองค์ประกอบ

รวมถึงจารีตประเพณีของความเชื่อทางเรื่องเล่าของสังคมนั้นๆ

พวกที่พยายามเอาศาสนาออกจากสิ่งต่างๆ รวมถึงการผูกยึดเพียงแค่หนังสือหรือคำพูดของศาสดาทั้งหลายจึงมิต่างจากธรรมะของชนชั้นต่ำเท่านั้น

ทุกอย่างมีองค์ประกอบรวมถึงประสบการณ์ของผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งหลงอยู่ในวัฏจักรเหล่านั้น หากเราจะทำการ De-Construction มันไม่ควรเป็นการดึงเอาจารีตตรงนั้นออกมา แต่ควรผนึกความกลมกลืนไปกับมัน และ พามันไปสู่แนวทางที่ดีขึ้น

ในทุกวันนี้เราลืมแม้กระทั้งว่าการไปวัดเพื่ออะไร ทั้งที่สมัยก่อนวัดเคยเป็นที่ฝึกวิชา รับความรู้โดยบริสุทธิ์มาก่อน แต่ทุกวันนี้เราเข้าวัดกันเพื่อความสบายใจและการสร้างภาพ มากกว่านำมันไปสู่จุดเชื่อมโยง

ศาสตร์ของมนุษย์ที่แท้จริงคือการอยู่เหนือความดีและความชั่ว

เพราะเราเข้าใจว่าแม้แต่การดื่มสุราแอลกอฮอล์ พวกเรายังทำไม่ได้

แค่นี้พวกเราก็ไม่ควรคุยเรื่องศาสนากันแล้วครับ เพราะมันไร้สาระ ตั้งแต่เหตุและผลที่ไม่มีอยู่จริงผ่านการกระทำที่เกิดขี้นแล้ว

#siamstr

แกนหลักของศาสนาอยู่ที่คัมภีร์ ถ้าอยากจะรู้จักศาสนาไหนก็ไปดูที่คัมภีร์ของศาสนานั้นๆ

(Zakat) บรรยายโดยคุณ Mu'aawiyah Tucker

https://youtu.be/HCX2CJ9U1m0?si=fwUcvQmUM5gr6wxT

**การจ่ายซะกาต** เป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติภาคบังคับ 5 ประการของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการบริจาคทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้กับผู้ยากไร้ หรือผู้ที่มีความต้องการ โดยซะกาตถือเป็นภาระหน้าที่ทางศาสนาที่ชาวมุสลิมต้องปฏิบัติทุกปีหากมีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ที่กำหนด

### ความสำคัญของการจ่ายซะกาต

1. **เป็นการชำระล้างทรัพย์สิน**: ในอิสลาม เชื่อว่าการจ่ายซะกาตคือการทำให้ทรัพย์สินสะอาด และเป็นวิธีการขอบคุณพระเจ้าที่ประทานทรัพย์สินมาให้

2. **ช่วยเหลือสังคม**: ซะกาตเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยทรัพย์สินที่บริจาคจะถูกส่งต่อให้ผู้ที่ขาดแคลน ช่วยให้ทุกคนในสังคมมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น

3. **สร้างความสามัคคี**: การแบ่งปันทรัพย์สินแสดงถึงความเมตตาและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวมุสลิม

### ใครต้องจ่ายซะกาต

ผู้ที่มีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ที่เรียกว่า *นิศาบ* (Nisab) คือปริมาณขั้นต่ำของทรัพย์สินที่ต้องครอบครอง โดยต้องเป็นทรัพย์สินที่ถือครองเป็นเวลา 1 ปีเต็ม หากมีมากกว่าจำนวนนี้ ชาวมุสลิมจึงต้องจ่ายซะกาต

### อัตราการจ่ายซะกาต

ปกติแล้ว อัตราการจ่ายซะกาตคือ 2.5% ของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ตลอดปี เช่น เงินสด, ทองคำ, เงินลงทุน หรือทรัพย์สินอื่น ๆ

### ใครเป็นผู้รับซะกาต

กลุ่มคนที่มีสิทธิได้รับซะกาตแบ่งเป็น 8 กลุ่มหลักตามที่ระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน:

1. ผู้ยากไร้

2. คนขัดสน

3. ผู้ที่ทำงานเก็บซะกาต

4. ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่อิสลาม

5. ผู้ที่เป็นทาสหรือเชลยที่ต้องการอิสรภาพ

6. ผู้ที่มีหนี้สิน

7. การใช้เพื่อกิจกรรมในหนทางของอัลลอฮ์ (เช่น การศึกษา หรือการทำสงครามปกป้องศาสนา)

8. ผู้เดินทางที่ขาดแคลนทรัพย์สิน

### สรุปง่าย ๆ

การจ่ายซะกาตในศาสนาอิสลามเปรียบเหมือนการแบ่งปันความโชคดีที่มีให้กับผู้ที่ขาดแคลน เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและมีความรับผิดชอบต่อกัน ทุกคนในสังคมจะได้รับประโยชน์จากการจ่ายซะกาต เพราะไม่เพียงช่วยผู้ยากไร้ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน #siamstr

ปรัชญากรีกโบราณเป็นรากฐานสำคัญของการคิดและการตั้งคำถามในสังคมยุคนั้น เน้นการหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จริยธรรม และธรรมชาติของโลก มีนักปรัชญาที่โดดเด่นหลายคนที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้น่าสนใจมากขึ้น:

โสเครตีส (Socrates): นักตั้งคำถามตัวพ่อ! เขาชอบถามคนอื่นเพื่อให้คิดลึกๆ เกี่ยวกับความจริงและคุณธรรม เขามีคำพูดเด็ดๆ ว่า “รู้ว่าตัวเองไม่รู้ นั่นแหละคือความฉลาด” โสเครตีสเป็นคนที่ไม่ยอมเขียนหนังสือเอง เขาใช้การสนทนาเป็นอาวุธในการสอนคนอื่น

เพลโต (Plato): ศิษย์โสเครตีส เป็นนักฝันและนักคิดที่เชื่อว่าโลกที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา สิ่งที่แท้จริงคือ "โลกแห่งอุดมคติ" เพลโตยังมีความคิดที่เจ๋งมากๆ เกี่ยวกับการเมือง เขาคิดว่ารัฐที่ดีควรปกครองด้วยคนฉลาดและคนมีคุณธรรม

อริสโตเติล (Aristotle): ลูกศิษย์ของเพลโต แต่มองโลกจริงๆ ไม่ฝันเหมือนอาจารย์ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่สังเกตธรรมชาติและหาวิธีอธิบายทุกอย่างที่เห็น อริสโตเติลยังเป็นคนที่คิดเรื่องการเมืองและจริยธรรมแบบเข้าใจง่ายว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในทางสายกลาง

สโตอิก (Stoicism): ปรัชญาแบบเก๋ๆ ที่บอกว่า อย่าไปยึดติดกับอะไร! ใช้ชีวิตแบบสงบๆ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราควบคุมอารมณ์และความคิดได้เท่านั้นเอง

อีปิกูเรียน (Epicureanism): ชอบความสุขแบบไม่หวือหวา เชื่อว่าความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่เป็นการสงบสุขทางจิตใจและหลีกเลี่ยงความทุกข์

ปรัชญากรีกโบราณมีความซับซ้อนและหลากหลาย แต่แนวคิดเหล่านี้ยังคงมีชีวิตชีวาในปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งคำถามและหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต https://youtu.be/iDE80UnQJtc?si=UqCnLoL45X4-N2Cf

#siamstr

ข่าวที่จะไม่เจอบนช่องกระแสหลัก

https://youtu.be/1bCCVqPTlzo?si=RuUfR7hKu2Jw7sc6