Avatar
AdminWaw
25f27b93c82e8f0fe481cd4434e3b1e9905f25b44d3ce17b60d5cf72d544f2a6
| STAY HUMBLE AND STACK SATS | RUN WITH BITCOIN |

เจื่อละครับ เมียงแต้ๆครับ

จุ๊ๆไว้ เดี๋ยวเขารู้ 555+

ใช่ครับ ส่วนใหญ่เราเห็นแต่ด้านที่ไม่ค่อยดีในสังคมปัจจุบัน ที่มักจะมองว่าเป็นภาระ ซึ่งมันขัดกับสัญชาตญาณการเป็นมนุษย์ที่ต้องทำสิ่งนี้เพื่อให้มนุษย์เราสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้

Replying to Avatar Jakk Goodday

Baby & Low time preference

เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางวงสนทนาธรรมของหนุ่มใหญ่ 3 คน... " nostr:nprofile1qqsxcs68s0mk6q26y6cmq75ughzj2p3fn4kcefe8pt9l4twr0lzj5tcprpmhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjm305vjvsz ", " nostr:nprofile1qqsdsv8w0d7rpgmykyjykau6lw60z4nn8laceper2zrwy6ctfesu6cspr3mhxue69uhkummnw3ez6vp39eukz6mfdphkumn99e3k7mgpr3mhxue69uhkummnw3ez6vpj9eukz6mfdphkumn99e3k7mgpremhxue69uhkummnw3ez6vpn9ejx7unpveskxar0wfujummjvujwuwe2 " และ " nostr:nprofile1qqstxj6ypqjd29lvfkn2celnr97me8crmqkhpl0t0a9h0yym4naevecpz9mhxue69uhkummnw3ezuamfdejj7qgmwaehxw309ahx7um5wghx7unpdenk2urfd3kzuer9wchszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj734swev " กำลังถกเถียงกันอย่างออกรสออกชาติท้ายคลาสสล่าสุดในประเด็นที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวสุดๆ นั่นคือ "การมีลูก"

ยุคนี้สมัยนี้ ใครมันจะอยากมีลูกวะ?

ภาระก็เยอะ สังคมก็เละเทะ เศรษฐกิจก็ง่อนแง่น.. นั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่พร่ำบ่นกัน และมันก็จริง โลกที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มันเหมือนเกม Hard Mode ที่มีความยากระดับ "โคตรโหด"

ค่าครองชีพพุ่งสูงปรี๊ด เงินเฟ้อกัดกินค่าเงินในกระเป๋า สังคมก็เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ โอกาสก้าวหน้าก็น้อยนิด แถมอนาคตยังดูมืดมน

แล้วใครมันจะกล้าเอา "หนูน้อย" ลืมตาออกมาทรมานในโลกแบบนี้เพิ่มอีกคนวะ?

แต่สำหรับ 3 คนนี้.. พวกเขากลับมีมุมมองสะท้อนให้เห็นว่าการมีลูกอาจเป็นมากกว่าแค่การสืบสกุล เป็น "ตัวจุดชนวน" ที่พาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึง เป็นแรงผลักดันให้เราปรับตัว เรียนรู้ และเอาชนะความท้าทายของโลก Hard Mode

พี่ชิตเปรียบเทียบคนมีลูกกับคนที่มองเห็นอนาคตได้ไกลขึ้น คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในระยะยาว

Jakk และหมอเอกต่างก็เห็นด้วยและเสริมว่าการมีลูกเหมือนการลงทุนระยะยาว เราต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทรัพยากร เพื่อให้ผลผลิต (ลูก) ของเรานั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี Time Preference ของ Ludwig von Mises บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน (Austrian Economics) ซึ่งอธิบายว่ามนุษย์เรามีมุมมองต่อ "คุณค่าของเวลา" แตกต่างกัน

พวก "High Time Preference" เน้นความสุขระยะสั้น กิน ดื่ม เที่ยว เล่น ใช้ชีวิตให้คุ้มใสวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

ส่วนพวก "Low Time Preference" มองการณ์ไกล ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน วางแผนอนาคต และลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว

"ลูก" จึงเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ที่เปลี่ยน Time Preference ของเราให้ "Low" ลงไปโดยไม่รู้ตัว (ต่อให้เราไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยก็ตาม)

มันบังคับให้เราต้องคิดถึงอนาคต คิดถึงวันที่เราไม่อยู่แล้ว ใครจะเป็นคนดูแลลูกหลานของเรา?

ซึ่งหมอเอกก็ได้ให้แง่คืดเตือนสติว่า.. การมีลูกควรมาพร้อมกับ "ความรับผิดชอบ" เพราะพ่อแม่บางคนอาจไม่ได้มี "จิตสำนึก" ที่ดีพอ ปล่อยปละละเลยลูก หรือเลี้ยงดูแบบผิดๆ

ผลลัพธ์ก็คือ เด็กรุ่นใหม่ที่ถูกพ่อแม่ทำร้าย ที่เติบโตมาแบบมีปัญหา กลายเป็นภาระของสังคม และในโลก Hard Mode แบบนี้.. ความรับผิดชอบก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเป็นทวีคูณ

เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เราควรสอนให้ลูกของเรามี "ภูมิคุ้มกัน" ต่อโลกที่โหดร้าย มีทักษะในการเอาตัวรอด และมีความเข้มแข็งทางจิตใจ มันไม่ใช่แค่การเลี้ยงลูกให้อิ่มท้อง.. แต่มันคือการ "เตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับอนาคต"

Jakk เล่าว่า.. การมีลูกทำให้เขามี "แรงบันดาลใจ" ในการพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน เพราะอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

หมอเอกเสริมว่า.. การมีลูกทำให้เขาต้อง "วางแผนชีวิต" อย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องการเงิน การศึกษา และการสร้างครอบครัวที่มั่นคง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี "แรงจูงใจ" (Motivation) ในทางจิตวิทยา ซึ่งอธิบายว่าคนเรามีพฤติกรรมต่างๆ เพราะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจบางอย่าง ลูกในบริบทนี้จึงเป็นเหมือน "Quest" ที่ท้าทายให้เราต้องอัพเลเวลตัวเอง

เราจะพบแรงจูงใจใหม่ที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน ทั้งความรู้ ความสามารถ และวุฒิภาวะ เพราะเราจะไม่ใช่แค่ "พ่อ" หรือ "แม่" อีกต่อไป.. แต่เราคือ "ฮีโร่" ของพวกเขา

Jakk ย้ำว่า.. การมีลูกไม่ได้ทำให้เรา "หยุดเสี่ยง" แต่ทำให้เรา "เสี่ยงอย่างชาญฉลาด" มากขึ้น คำนึงถึงผลกระทบต่อลูก และเลือกทางเดินที่ "สมดุล" ระหว่างความสุขส่วนตัวกับความรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา "ทางสายกลาง" (Middle Way) ของศาสนาพุทธ ที่สอนให้เราดำเนินชีวิตโดยไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป

การมีลูกในโลก Hard Mode จึงเป็นเหมือน "ด่านทดสอบ" ขั้นสูงสุด ที่ท้าทายให้เราหา "จุดสมดุล" ในชีวิต

บทสนทนานี้ไม่ได้สรุปว่าการมีลูกคือ "คำตอบ" ของชีวิต แต่มันคือเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่ก็ขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน

> "ลูก" คือ "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ที่เปลี่ยน Time Preference ของเราให้ Low ลง เป็นแรงผลักดันให้เราอัพเลเวลตัวเอง และเป็นบททดสอบที่ท้าทายให้เราหาจุดสมดุลในโลก Hard Mode

แต่สุดท้าย.. ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน..

จง "ตระหนักรู้" ถึงผลกระทบของการตัดสินใจ

จง "รับผิดชอบ" ต่อทุกการกระทำ

และจง "ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย" ในแบบของคุณเอง

หมายเหตุ:

บทความนี้มีเจตนาไม่ได้ชี้นำว่าการมีลูกคือคำตอบของชีวิต

ปล. อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์การเอาตัวรอดในโลก Hard Mode ติดตามได้ในคลิปเต็มครับ #siamstr

https://youtu.be/PGrzEtAq3Gg?si=-KM5sQLTSY0t1FL1

เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าฟัง เพราะส่วนใหญ่จะฟังย้อนหลัง ep. นี้เหมือนป้ายยาการมีลูก ว่ามันดียังไงเลยครับ 555+

ผมเลยเรียนรู้จากการกระทำที่ผิดพลาดของคน แล้วนำมาใช้กับตัวเอง ถ้าเกิดไม่ชอบอะไร ผมจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า งั้นอย่าทำแบบนั้น แต่ถ้าขาด สติ ก็ไม่แน่ครับ 555+

ถ้ารู้สึกไม่ชอบ...ผมจะพยายามปล่อยผ่าน...เพราะถึงโต้แย้งยังไง...ก็ไม่มีทางชนะครับ...เสียเวลาเปล่าๆ

เราตั้งใจทำงานอย่างหนัก เพื่อที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง พยายามด้อยค่าหยาดเหงื่อ

แรงกายของเรา โดยการเสิกเงินขึ้นมาจากอากาศ

#Siamstr

#Siamstr

nostr:naddr1qvzqqqr4fcpzqf0j0wfust50pljgrn2yxn3mr6vstujmgnfuu9akp4w0wt25fu4xqy2hwumn8ghj7un9d3shjtnyv9kh2uewd9hj7qqx2p5hy6tevy0kh0ch

สงสัยอ่าน long form จนมึนครับ หยอกๆ 555+

Bitcoin “It’s rat poison.”– Charlie Munger –

“บิตคอยน์ มันเป็นยาเบื่อหนู” แน่นอนแหละ! สำหรับสาวก บิตคอยน์ ถ้าเกิดได้ยินประโยคนี้ คงของขึ้นไปตามๆกัน แต่สำหรับผม ผมว่า ปู่แกก็ไม่ได้พูดผิดอะไรนะ เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ก็ทำงานคล้ายๆกับหนูที่ถีบจักร กิจกรรมหลักในชีวิตก็วนอยู่ในรูปแบบ ซ้ำๆ เก่าๆ เดิมๆ มันจึงทำให้ชีวิต ไม่ได้ต่างอะไรไปจากหนูที่วิ่งวนอยู่บนวงล้อไปเรื่อยๆหรอก แล้วที่สำคัญพวกหนูเหล่านี้แหละ ที่เป็นคนคอยขับเคลื่อนระบบต่างๆของโลกใบนี้ให้ยังคงอยู่ได้ พอหนูมันวิ่ง วงล้อก็เริ่มหมุน ไอ่วงล้อที่หมุน ก็จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน นำไปหล่อเลี้ยงระบบให้ผู้คุมกฎหรือพวกนายทุนต่างๆ คิดดูนะ ถ้าไม่มีพวกหนูเหล่านี้ พวกนายทุนก็จะมีแค่ Idea ไม่มีกำลังพอ ที่จะสามารถทำให้ Idea นั้นเป็นจริงได้ อย่าง Youtube ถ้าไม่มีคนไปสร้าง Content ตัวนักพัฒนาเองก็อยู่ไม่ได้ ต่อให้มี Content แต่ถ้าเกิดไม่มีหนูแบบเราๆไปดู การสร้างรายได้ก็จะไม่เกิด สุดท้าย Project นี้อาจถูกปิดตัวลง บิตคอยน์มันเป็นเหมือนยาเบื่อหนู หนูที่ได้กินมันเข้าไป ก็จะตาย ไม่ได้ไปวิ่งวนในวงล้อแบบเดิมแล้ว พอหนูหลายตัวเริ่มกินมันเข้าไปเยอะขึ้นเรื่อยๆ ระบบต่างๆ ก็จะค่อยๆ ติดขัดขึ้นมา เพราะไม่มีพลังงานพอ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน ทีนี้ระบบมันก็ชักจะเริ่มไปต่อไม่ไหว พวกผู้คุมกฎหรือพวกนายทุนต่างๆ น่าจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ขืนมันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ระบบที่เราสร้างขึ้นมา มันต้องพังลงแน่ๆ จึงเป็นเหตุให้ พวกเขาเหล่านั้นต้องกลับมาย้อนมอง กลับมาให้ค่า กลับมาให้ความสำคัญกับหนูตัวเล็กๆ ธรรมดาอย่างเราอีกครั้ง บิตคอยน์มันจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่คอยตอกย้ำ คอยเตือนพวกผู้คุมกฎหรือพวกนายทุนต่างๆว่า อย่าเอาเปรียบพวกเราเกินไปนะ ไม่งั้น ไม่ใช่แค่พวกเรานะ ที่จะไม่รอด แต่พวกเราจะพาสิ่งที่พวกคุณสร้างขึ้นมานั้นตายไปพร้อมกับเราด้วย #Siamstr