ทองคำ 240 ตัน เท่ากับ 240,000 กก.
เท่ากับ 15.6 ล้านบาททอง
คิดที่บาททองละ 40,000 เท่ากับ 6 แสนล้านบาท
ใช้ดิจิมอนวอลเลตรอบเดียวก็หมดละ nostr:note1kkddld90dhkw2thk9pq80n7w560wr5rvmqz2dcne9qs0qyujzhjsek32l8
#siamstr
ทุกครั้งที่เกิดการแยกเชน bitcoin เชนที่ชนะจะมีมูลค่าสูงกว่าเสมอ miner จะเลือกเชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
แต่การแยกเชนครั้งหน้า เราอาจจะได้เห็นการท้าทายใหม่
ระหว่างเชนที่กลุ่มใหม่เข้ามาควบคุมกฎและให้ราคาที่กว่า กับเชนที่ยึดถือเอากฏเก่าที่ใช้มา ใครจะอยู่รอดได้
ใช้เวลาใตร่ตรองอยู่นานว่าควรตอบแบบสาระดีไหม (แต่จากประสบการณ์ถึงอธิบายไปก็ไร้ประโยชน์)
นะช่วงเวลาแบบนี้ ผมคงตอบไปว่าไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันจะใช้พลังงานไปทำไม คนที่เขาใช้พลังงานไปกับบิทคอยเป็นคนตัดสินใจเองว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่ามันจะช่วยโลกอะไรยังไง
ส่งผลต่อเศรษฐกิจขนาดไหน
สนใจเรื่องตัวเองดีกว่า ว่าเราจะหาประโยชน์จากบิทคอยได้ยังไง
ในเมื่อตอนนี้มี ETF แล้ว ทุนใหญ่เขาเริ่มเข้ามาหาประโยชน์จากบิทคอยไปขนาดไหนแล้ว ตัวเราได้ทำอะไรบ้างรึยัง มีความรู้มากพอที่จะหาประโยชน์จากบิทคอยได้รึยัง
ตามที่ผมเข้าใจ กลต ให้บิทคอยเป็นคริปโตเคอเรนซี กลุ่มเดียวกับ eth มีสถานะเป็นสินทรัพย์ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
ส่วนโทเคนจะมีเป็น 2 กลุ่มคือ
โทเคนเพื่อการลงทุน investment token
โทเคนพร้อมใช้ utility token
บลูชีส เค็ม ๆ มัน ๆ พลังงานพร้อมจะลุยกับทุกสถานการณ์
Happy hour

ถ้าวิแคะดี ๆ มองย้อนไปหน่อย จะเคยเห็นข่าว อสังหาเจ้าดังทำโทเคนเพื่อการลงทุนขายเมื่อ 2-3 ปีก่อน
ไม่รู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย อะไรไหม
ขอแยกเป็นทีละประเด็นนะครับ
1. LN ทำให้คนโอนเข้าออกได้สะดวก
อันนี้ใช่ครับ แต่ถ้าเราเป็น exchange ก็เป็นภาระในการบริหาร inbounce outbounce ให้เพียงพอต่อการรองรับการใช้งานตลอดเวลา
เรื่องนี้ ถือว่ายากลำบากสาหัสมาก
2. เรื่องมีของ 1:1 ตามกติกา เขาก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้ถือคีย์เองทั้งหมด 100% ตามกฎคือ ต้องมีบุคคลที่ 3 ถือร่วมด้วย
ในช่วงที่เกิดเหตุคนถอนออกเยอะ ๆ
ถ้าถอนผ่าน LN รับรองว่าล่มแน่นอน
ถ้าปิดระบบ LN แล้วให้ถอน on chain ก็จะติดปัญหา network แน่น ค่าโอนออกแพง กลับมาสู่ที่เดิม
เพราะฉนั้น LN ก็จะช่วย exchange ให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนมากขึ้น คนเทรดมากขึ้น
แต่ exchange ไทย ถ้าทำประเมินแล้วน่าจะเป็นภาระของผู้ประกอบการมากกว่าที่จะได้ประโยชน์จากสภาพคล่องเข้าออก (เผลอ ๆ มีแต่ออก กลายเป็น exchange ต้องคอยเติม LN เรื่อย ๆ)
โอน LN ออก ก็คิดค่า fee ได้นี่ครับ
ต่อให้ตัว network ไม่เก็บแต่ผู้ให้บริการต้องเก็บเพราะเป็นต้นทุนในการบริหารจัดการ
คนโอน btc เข้า exchange มีตั้งแต่ยอดใหญ่ยันยอดเล็กที่ขุดได้รายวัน
Exchange ต้องบริหารจัดการทุก tx ที่เข้าออก ก็มีต้นทุนอยู่แล้ว
การจะเปิด LN channel ก็มีต้นทุนทั้ง sw hw เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
ถ้าจะเก็บกับผู้ใช้งานตอนโอนออกมันเข้าใจได้
ท่าเดียวกัน ครับ
เอาง่าย ๆ บ้างก็ได้ 
RIP. 
ในทางทฤษฎี มันลบได้
ผมไม่ได้พิจารณาคำว่าพอจากสิ่งที่มี
แต่ผมพิจารณาจากความสามารถและกำลังที่เรามีว่าเรามีศักยภาพทำได้แค่ไหน
ถ้ายังมีแรง มีกำลัง มีความสามารถก็ทำไปเรื่อย ๆ เก็บสะสมไปเรื่อย
วันไหนที่กำลัง ความสามารถเราไม่สามารถไปต่อได้ ก็พอแล้วบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้ไปต่อได้ตามที่มีอยู่
หลังจากย่างเนื้อแล้ว ต้องตั้งทิ้งไว้สัก 7-10 นาที ขึ้นกับความหนาเนื้อ เพื่อให้น้ำในเนื้อดูดกลับไป เวลาหั่นจะไม่มีน้ำในเนื้อออกมาครับ
DNS server รึเปล่าครับ
สงสัยที่ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv พูดใน Bitcoin Talk เมื่อวาน
ว่า ควรโอนออกจาก Exchange มาเก็บที่ hw ทีละมากๆ อย่างต่ำ 1 ล้าน Sat
เพื่อที่เวลาโอนออกจาก hw ไปใช้ จะเสียค่าโอนไม่มาก
สรุปคือ ใน hw wallet ไม่ควรรับ bitcoin เป็น transaction ย่อยๆ เยอะๆ เหรอครับ
หรือยังไง อ.ตั๊มหรือใครก็ได้อธิบายที
เพราะบางทีผมอาจรับเงินค่างานจาก ตปท. เป็น Bitcoin ทีละ 10 - 20 $ (PayPal บ้านเราเรื่องเยอะ ตัวแพลตฟอร์มเลยจ่ายเป็น Bitcoin (On Chain) แม่ม) กลัวจะมีปัญหาเวลาจะใช้ครับ
#SiamStr
ทุกครั้งที่มีเงินเข้า 1 ครั้ง เท่ากับ 1 รายการ
และเมื่อเราจะใช้เงินในรายการนั้น เราต้องพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของรายการนั้นโดยการเซ็นกำกับ
ถ้าเรามีเงินเข้ารายการละ 10,000 sat 10 ครั้ง แล้งต้องการใช้มากกว่า 10,000 sat แปลว่าเราต้องใช้อย่างน้อย 2 รายการ
ก็จะต้องเซ็นกำกับทั้ง 2 รายการ ทำให้ธุรกรรมใหญ่ขึ้น ค่าธรรมเนียมก็จะสูงตาม
ทางแก้ที่แนะนำถ้ารับเงินย่อย ๆ เช่นรับงานหรือขุด ผมจะโอนเข้า exchange โดยตรงไปเลย แล้วพอได้จำนวนที่ต้องการค่อยถอนออกทีเดียว (อาจจะเดือนละ 1 ครั้ง) จะเสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียวเป็นก้อนใหญ่
แล้วพอมีจำนวนเยอะ ๆ ค่อยทำ coinjoin หรือหาวิธีล้างประวัติอีกที
