Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

เบอร์เกอร์ (ที่โดนใส่ความว่าเนื้อหมา) สำนักออสเตรียนรายงานตัวจ้า

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

อ๋าาา หนุ่ม เมืองจันทร์ ชอบมาก

ฉันต้องเป็นจักแร้ข้างซ้ายของพี่ปั้มให้ได้เล้ย

Replying to lungkaaichaoguay

ผมพ่ายแพ้ ผมเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐที่ ำวานเกี่ยวกับสำรวจทรัพยากรทางทะเล ผมรักในงานที่ผมทำงาน ผมไม่เคยคิดจะลาออกเลย เหตุผลเดียวที่ผมลาออกคือ ลูกจ้างจะไม่มีงบจ้างตอนไหนก็ได้ หรือแม้แต่นโยบายของผอ. ที่จะไม่จ้างลูกจ้างก็ได้ ผมเลยเลือกที่จะออกมา เจองานที่ผมไม่ชอบ และมันก็เป็นอย่างคิด ผมทรมานกับงานใหม่ของผม มา 7 เดือนแล้ว มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกผิดพลาดตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ได้แต่นึกถึงงานเก่า ที่เราทำด้วยความฝัน ความชอบ แพชชั่น แม้เงินที่น้อยกว่า และตำแหน่งที่ไม่มั่นคง แต่ในการทำงานตอนนั้น มันรู้สึกมั่นคงมากๆ มากจนรู้สึกว่า เราอยากจะมีคร อบครัว ในขณะเดียวกัน ในปัจจุบันนี้ ผมไม่มีความรู้สึกแบบนั้น เพียงหวังว่าจะหางานใหม่แล้วออกจากที่นี้ให้เร็วที่สุด

เป็นกำลังใจให้ครับเพื่อนลุงก้าอิซเหากุเอ้

Replying to Avatar Panai Lawasut

กำแพงของการสร้าง Proof of work มันช่างสูงเหลือเกิน

ผมไม่รู้ว่าราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการสร้างPOWของคนอื่นมันแพงแค่ไหน แต่สำหรับของพ่อกับแม่ผม มันคือบ้านหลังเดียวของครอบครัวที่ต้องโดนยึดในขณะที่พ่อผมอายุ 60 พอดี

ของผมเองถ้าไม่บังเอิญเอา POW ที่พ่อกับแม่ผมทำไว้ให้มาต่อยอดได้ บ้านซักหลังคงไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ

และคิดว่าราคาที่ต้องจ่ายในการสร้าง POW ของรุ่นถัดไปมันคงแพงขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงมันอาจจะถึงจุดที่ไม่มีวันจ่ายไหว

หลังจากผมเข้าใจปรัชญาของบิทคอยน์ ผมรู้ได้ทันทีว่า

การที่คุณจะสร้าง values ในระดับที่คนอื่นจะยอมให้มูลค่ากับคุณ คุณจำเป็นต้องใช้พลังงานและเวลาไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในระดับที่ใครก็ไม่สามารถเอาพลังงานและเวลามาของเค้าแลกได้เท่ากับคุณได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นแปลว่า ใครเริ่มสร้าง POW ก่อน คนนั้นมีโอกาสชนะ

และนั่นก็หมายถึง ใครเจอก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร คนนั้นก็มีโกาสได้เริ่มสร้าง POW ก่อน

เรื่องใหญ่ๆที่ผมให้ความใส่ใจกับลูกคือ เค้าค้นพ้บตัวเองหรือยัง เค้าชอบทำอะไร เค้าใช้เวลากับอะไรได้นานที่สุด เพราะผมอยากให้เค้าเริ่มสร้าง POW ให้เร็วที่สุด

ลูกสาวผมเกิดมาในช่วงที่ผมไม่พร้อม ตอนนั้นผมอายุ27 รายได้แค่พอเลี้ยงตัวเองคนเดียวในกรุงเทพฯเท่านั้น กลายเป็นต้องเลี้ยง 3 ชีวิต หมุนไม่เคยทันซักเดือน

กลับมาอยู่เมืองชล ต้องพลักดันนางให้เข้าเนอสเซอรี่ตั้งแต่ 2 ขวบครึ่ง เพราะเราทำงานกันตั้งแต่ตี5-6โมงเย็น มีเวลาเล่นกับนางน้อยมาก

พอนางเข้าอนุบาล ผมวิ่งเต้นทุกอย่างเพื่อให้นางเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด เพราะมั่นใจว่าวิชาการที่นี่แข็งเป็นอันดับต้นๆของภาคตะวันออก

นางเรียนที่นี่จนจบ ป.6 นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขกับลูกสาวในวัยที่น่ารักได้น้อยสุดๆ

เข้าเรียน 7:30 เลิก 17:30 การบ้านอีกมหาศาล(แม้นางจะไม่ค่อยทำก็เถอะ) เวลาเหลือน้อยมากๆ ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยนู่นนี่กันบ่อยๆเหมือนกับลูกชาย

คุณเริ่มเห็นกำแพงของการสร้าง POW ที่ค่อยๆก่อขึ้นมาโดยผมเองมั้ย

ผมแม่งโง่สุดๆ ผมรู้สึกเกลียดตัวเองมาก เอาเวลาในช่วงที่สำคัญมากของชีวิตคนๆนึง(ซึ่งแม่งคือลูกเราเองด้วย) ส่งไปในพลาญในระบบผลิตมนุษย์ที่บิดเบี้ยว โดยอ้างว่าเพราะเราต้องเอาเวลามาหาเงินเลี้ยงครอบครัว

“แม่งโคตรเห็นแก่ตัวเลย”

ผมเองเริ่มรู้จักบิทคอยน์ตอนนางประมาณ ป.5

เริ่มรู้ตัวแล้วว่าผิดทาง ผมคุยกับนางว่า “พ่อไม่สนใจผลการเรียนนะ หนูอยากทำอะไร อยากลองอะไรก็ได้ ลองให้หมด”

นางเองก็ลองเยอะอยู่นะ นางจะออกไปทางศิลปินหน่อยๆ ขอไปเรียนวาดรูป เฉพาะวาดรูปลองไปประมาณ3สถาบัน เรียนบัลเล่ต์ เรียนเปียโน กีตาร์ เรียนร้องเพลง มีเรียนเดินแบบด้วย เรียนดูไพ่ก็เอา

พอนางจบ ป.6 นางบอกว่าจะไปสอบเข้า รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ (ฉันก็เรียนที่นี่)

นางไม่ใช่คนหัวดี ผมรู้ว่าไม่ใช่วิสัยนาง แต่นางไปสอบเพราะเพื่อนไปสอบกันทั้งห้อง

กำแพงของการสร้าง POW แม่งยังมีสังคมรอบตัวมาช่วยก่อ ระบบนี่แม่งวางมาดีจริง

ร.ร.รับนัดเรียน 88 คน นางสอบติดเป็นตัวสำรองอันดับที่ 80!! แต่คนดันมีคนสละสิทธิจนนางติด มันเป็น ร.ร.ประจำ คนส่วนใหญ่ๆเลย ไม่อยากให้ลูกอยู่

แต่ฉันดันเสือกดีใจรีบส่งเข้านางเข้าไปเรียน

ฉันก็รู้นะว่าฉันก็ยังช่วยก่อกำแพงนี้อยู่ แต่มุมนึงก็เริ่มเห็นตัวตนนางแล้ว ลักษณะเหยียบเรือ2แคบ ในระบบก็เรียนไป POW ก็สร้างไป

ทุกอาทิตย์ที่รับนางกลับมาบ้าน ผมจะถามว่า อาทิตย์นี้ทำ POW อะไรบ้าง คำตอบมันก็จะแบบว่า มีบ้าง ไม่มีบ้าง ผมก็ไม่ได้สนใจ แค่จะทำให้นางรับรู้ว่านี่คือเรื่องสำคัญ

ครั้งนึงนางกลับมาบ้าน มาเล่าให้ผมฟังอย่างดีใจว่า อาทิตย์ที่ผ่านมามีงานโรงเรียน เค้าอนุญาตให้นักเรียนเปิดบูทหาเงินได้ นางเปิดบูทดูหมอ!!!

“บูธดูหมอในงานโรงเรียนวิทยาศาสตร์เนี่ยนะ” 3 คำถาม 20 บาท ได้เงินมา 700.-

ผมดีใจมาก ไม่ใช่เพราะนางหาเงินได้ แต่เพราะผมเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่าง การมี passion กับการทำอะไรสักอย่าง การไม่ตามกระแสคนรอบตัว การเริ่มขบถต่อระบบ

ตอนนี้นาง ม.3 เป็นช่วงเวลาที่มองหาที่เรียนต่อกัน โดยปกติเด็ก ร.ร.นี้ประมาณครึ่งนึง จะเข้าไปเรียนต่อในกทม. ซึ่งร.ร.เป็นเบอร์ต้นๆที่เรารู้จักกันดีทั้งนั้น และอีกครึ่งนึงก็จะเรียนต่อที่เดิม และร.ร.บังคับให้สอบแข่งขันกันเข้ามาใหม่ทุกคน

แปลว่าในช่วงเวลาปิดเทอมนี้ทุกคนจะติววิชาการกันอย่างหนักหน่วง

นางขอผมเข้าไปเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ แต่ไม่ใช่ติววิชาการแต่อย่างใด

… นางขอเรียนแต่งหน้า !!!!!….

ผมเชื่อว่าไม่มีพ่อที่ไหนอนุญาตให้ลูกสาวอายุ14 ไปเรียนแต่งหน้า

แต่ผมกลับดีใจมากที่นางมาขอแบบนั้น

อันที่จริงนางแต่งหน้าไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 (ผมแปลกใจที่แม่นางผู้ดุนางทุกเรื่องกลับไม่บ่นเรื่องนี้)

นางมีลิปสติกมากกว่าแม่นาง

นางดูยูทูปอะไรพวกนี้อยู่ตลอดเวลา

ผมเชื่อว่านางอาจจะเจอตัวตนของนางก็ได้

ผมคุยกับแม่นางว่าเอาเลย พลักดันให้สุด ไม่ต้องสนเรื่องค่าใช้จ่าย

2 คนแม่ลูกพากันไปหาข้อมูล เข้ากรุงเทพไปคุยกับครู กลับมาเล่าให้ผมฟังแบบเสียงเซ็งๆถึงค่าเรียน

การเรียนกับคนที่คนสร้าง POW เรื่องนั้นๆมาจริงๆ เป็นอะไรที่ประหยัดเวลามาก ผมเชียร์ขาดใจ แต่พอได้ฟังตัวเลขค่าเรียนแล้วถึงกับหน้าซีด…

จริงๆก็ไม่แปลกใจ นั้นมันค่า POW ของเค้า แล้วก็ไม่มีเด็กอายุ 14 ที่ไม่รู้จะเอาแน่รึเปล่า ที่ไหนไปเรียนหรอก นั่นมันที่ของมืออาชีพ

แต่ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะพลักดันกันไปให้สุดทาง ก็เลยกัดฟันลุยกันไป

กัดฟันจริงครับ ต้องเช่าหอที่กทม. ค่าเครื่องสำอางที่ครูพาไปซื้อ ค่านางแบบที่ต้องจ้างมาเอง และต้องใช้ประมาณ 20 คน ค่ากินอยู่ในกรุงเทพอีก

ผมดีดตัวเลขมาคร่าวๆ น่าจะต้องใช้จริงประมาณเกือบ 3 เท่าของค่าเรียน

และทั้งหมดนี่อาจหมดไปฟรีๆเพราะลูกสาวผมเจอ passion เรื่องอื่น

ผมได้แต่คิดในใจว่า ทำไมกำแพงในการสร้าง POW ของเด็กคนนึงมันถึงได้สูงขนาดนี้วะ

ขนาดว่าเจอสิ่งที่ชอบแล้ว

มีพ่อแม่ที่เข้าใจแล้ว

ยังต้องมีกำลัง effort ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องด้วย

ผมนึกเสียดายแทนเด็กที่ไม่มีโอกาสทำเรื่องพวกนี้ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเด็กส่วนใหญ่ในประเทศ เด็กรุ่นที่เราเชื่อกันว่าจะเป็น gen ที่ adopt บิทคอยน์

gen ที่อาจจะได้เจอกับตลาดเสรีจริงๆที่มันโหดร้ายมาก

แล้วทั้งหมดนี่ของลูกสาวผมเอง มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น มันยังต้องเอาเวลา พลังงาน และก็น่าจะเงินด้วย เข้าไปแลกอีกเยอะเลย

ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่คุณอยากทำคุณจะแพ้คนที่เค้าเจอก่อน

ถ้าคุณเจอตัวคุณแล้ว แต่คุณสร้าง POW ไม่มากพอ คุณจะแพ้คนที่เค้ายอมแลกมากกว่า

ถ้าคุณสร้าง POW มากแล้ว แต่ไม่สามารถเอา POW ของคนรุ่นก่อนหน้ามาใช้ หรือไม่สามารถส่งต่อ POW ให้รุ่นถัดไป คุณจะแพ้คนที่เค้าทำได้

ทั้งหมดผมแค่อยากชวนให้คิดว่า กำแพงของเรื่องนี้มันสูงมากนะ และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

“แล้วตอนนี้คุณอยู่ ณ จุดไหนของ process กันล่ะ”

#ทีมตรู่

#siamstr

ทำไมในวันที่ฉันนั่งเรื่อยเปื่อยพรมลิควิดถึงพามาแวะปั๊มปณัยแทบทุกทีสิหน่า มันคือโชคชะตา หรือจริงๆ แล้วฉันขี้เกียจในทุกๆ วันอยู่แล้วกันนะ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม การแวะมาอ่านโน้ตที่นี่มันได้ผล เสมือนการแวะมาให้พี่ปณัยบ้องหูจนหน้าสั่น จนต้องถามตัวเองว่ากูมัวทำอะไรอยู่ ฟีลลิ่งของการดูดม้ามันคงประมาณนี้สินะ คึกโว้ยย สู้โว้ยยย ถ้าเรามุ่งมั่น พยายามสร้าง pow ได้มากพอ แม้มันจะไต่ไม่ถึงระดับพี่ แต่อย่างน้อยมันก็ต้องได้ซักจักแร้ข้างซ้ายของพี่แหละหน่า และหวังว่าวันนึงฉันจะขอยืมเงินพี่สำเร็จ

ฟังสัมภาษณ์เรื่อง A380 ของการบินไทย ไม่พร้อมถูกนำกลับมาบินไปรับคนไทยในอิสราเอล เหตุเพราะจอดตากแดดไว้นานมากที่อู่ตะเภา

การจะกู้คืนมาขับใช้ จะเกิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ที่สำคัญกว่านั้นมากคือต้องใช้เวลา

ไฟลต์ล่าสุดที่ผมกลับจากสิงคโปร์ เผอิญผมได้สนทนาเรื่องนี้พอดีกับลูกเรือการบินไทยที่แสนอบอุ่น (…จนร้อน)

เป็นการสนทนาเผ็ดร้อนก่อนเกิดเหตุสงครามในอิสราเอลนะ เราไม่ได้รู้อะไรล่วงหน้า

แต่พอรู้แล้วก็ตอบคำถามจากข่าวคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะ รมต. คมนาคม ที่ให้ข่าววานนี้ว่า A380 ยังถูกนำออกมาใช้ไม่ได้ …เหตุจอดทิ้งไว้นาน (รอการขาย)

… การจะฟื้นคืนนั้นนาน และต้องควานหาตัวกัปตัน และฟื้นฟูทักษะการบิน …ต้องต่อไลเซนส์ สะสมชั่วโมงบินกันใหม่ (ใครขับได้บอกด้วย)

แต่เมื่อต้องอพยพคนไทยจำนวนมากในบริเวณฉนวนกาซา ความใหญ่โตของ A380 ที่จุได้ถึง 500 ที่นั่ง จึงถูกถามถึงความสามารถในการนำไปรับคนไทยแทนลำเล็กกว่าที่ใช้กันอยู่ (เวลานี้จึงทำได้เพียง “ทะยอยนำกลับ”)

กองทัพอากาศไทยใช้ A340-500 สเปกจุได้ราว 270-310 ที่นั่ง (ข้อมูลระบุไว้แบบนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดเรียงเก้าอี้ของกองทัพอากาศ) แต่นำไปรับกลับมาได้ 130 คนในรอบแรก มีแผนจะจัดเครื่องบินไปรับกลับ 6 รอบ (ขาไป ต้องตีเครื่องเปล่า)

ยุคนี้มีข้อมูลให้สืบค้นได้เยอะ ขนาด ทอ. บินอ้อม คนยังรู้เลย (แอป FlightRadar™️ นี่บอกหมด ! บินไปย้งไง ?) ทอ. ใช้เวลาไป 12 ชม. ปกติต้อง 9 ชม. เซ่ ! คนเห็นฟ้อง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศต้องออกมาแจงว่าอ้อมเพราะไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับบางประเทศแถบนั้น

เรามีคนไทยตกค้างอยู่ในอิสราเอลถึง 25,962 คน (19% ของจำนวนแรงงานไทยในต่างประเทศทั้งหมด) ขนกลับกันได้ทีละไม่มาก ต้องตั้งคำถามต่อว่า อีกกี่เที่ยวบินถึงจะเพียงพอ ต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ และ …“จะทันไหม ?” เพราะชีวิตคนประเมินมูลค่าไม่ได้

สายการบินพาณิชย์หลายสายที่นายกรัฐมนตรีประสานไป ก็แถลงความร่วมมือดี ตีรวม ๆ แล้วเราจะได้ 24 เที่ยวบิน (รวมการบินไทยด้วย) …แต่สเปกเครื่องบินเขาก็ไม่ใหญ่โตพอจะรับกลับได้ครั้งละมาก ๆ เหมือน A380

ซึ่งหากได้ ก็ต้องวางแผนนัดรวบรวมคนให้ดี ๆ เพราะการเข้าถึงจุดจอดเครื่องบิน ของผู้อพยพก็คงยากลำบากเช่นกันในเวลานี้ …

จินตนาการภาพคงคล้ายหนังที่ต้องค่อย ๆ ย่องมาทีละมุมตึก ปรักหักพัง

แต่ KeyPoint ที่ผมจะชวนผู้ประกอบการและคนทำงานคุยกันวันนี้คือ ”การเก็บของอย่างมีประสิทธิภาพ“

ข้อมูลจากลูกเรือการบินไทยที่คุยกับผมคือ เขาเสียดายที่ A380 หลายลำที่รอการขาย ไม่ได้ถูกนำไปจอดในภูมิศาสตร์แนะนำคือ “ออสเตรเลีย” ที่เป็นทะเลทราย อากาศแห้ง และสำคัญคืออากาศคงที่

เหตุเพราะอากาศสวิงสวายร้อนชื้นแบบบ้านเราทำให้เบาะและเครื่องมือต่าง ๆ เสื่อมสภาพ

…ของแบบนี้แปลกนะ หากมึคนนั่งขยับไปมา ไม่ยักกะเป็นไร แต่พอไร้คนนั่ง คนสัมผัสมัน มันเสื่อม

ใครมีประสบการณ์ปิดห้องไว้นาน ๆ ก็จะรู้ว่า เก้าอ้ง เก้าอี้ โต๊ะตั่ง เบาะเบอะ มัน “กรอบ” หมด

ถ้าเป็นขนมอบกรอบก็คงขายได้ แต่พออุปกรณ์กรอบนี่ สินค้าเสื่อมราคาทันที ขายไม่ได้แล้ว

ผมได้สนทนากับนักธุรกิจใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านกรุณาคิดให้ว่าผมจะหายอดขายใหม่ให้บริษัทได้จากอะไร … เขาคิดให้ผมอย่างจริงจังแล้วตอบว่า “คุณหนุ่ยก็ต้องขายของโดยไม่มีสต๊อกสิครับ”

ค่าเก็บรักษาของนี่โหดมาก … จะต่อว่าการบินไทยว่าทำไมไม่เอา A380 หลาย ๆ ลำที่รอการขาย บินไปจอดไว้ออสเตรเลีย จะได้ไม่เสื่อมสภาพ … ก็ต้องตอบแบบเห็นอกเห็นใจว่า “ก็ค่าจอดออสเตรเลียมันแพงกว่าอู่ตะเภาเรานิ !“

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องบวกลบคูณหาร หาจุดคุ้มค่า

ระหว่าง …จอดถูก แต่ของพังบ่นปี้ vs. จอดแพง แต่ของน่าจะยังดีอยู่ (โดยทฤษฎี) vs. ขายมันออกไปถูก ๆ ให้พ้น ๆ ตัว แต่หยุดค่าใช้จ่ายได้ทันที

เรื่องนี้ลองเทียบกับใจเราก็ได้นะ

เวลาใครเขาต่อราคาของเหลือใช้เรา เราไม่ชอบเลขราคาที่เขาต่อเลย (เพราะมัวไปเทียบกับราคาของใหม่ตอนซื้อมา) เราก็เลยพาลเก็บไว้ไม่ขายเอาดื้อ ๆ

วัน เดือน ปี หมุนเปลี่ยนผ่าน Time Fly เร็วจะตาย ! ของเหลือใช้นั้นกลายเป็นของเน่าเสีย … มานั่งเสียดาย กำขี้ดีกว่ากำตดเสียแล้ว

ขายทิ้งเมื่อไม่ต้องการใช้แบบไม่ได้ราคา ดีกว่าเก็บดองไว้ให้ไหมันแตกเสียหาย ขายไม่ได้เลย แถมมีค่าเก็บไว้ที่วิ่งไม่หยุด ! เจอแบบนี้นี่เซ็งสุด …

เอวัง…

================

เริ่มเขียนบันทึกตั้งแต่เช้า และเก็บเล็กผสมน้อยเขียนมาตลอดวัน แต่การงานวันนี้เยอะ มาเลยสรุปจบเอาก่อนนอน ง่วงแล้ว สรุปจบไม่ดีเท่าไหร่ ไม่มีโซลูชัน ….

ขอใช้คำว่า ”เอวัง ด้วยประการฉะนี้“ แล้วกัน

กะว่าจะเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ลูกหลานเหลรโหลนลุงป้าน้าอาปู่ย่าตาทวดเข้าไปถล่ม zap ให้สาแก่ใจ

ให้พี่หนุ่ยรู้ซึ้ง แต่เศร้าเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด แกไม่แปะแอดเดรสครับ

nostr:nevent1qqs0t5k8x694qnfajjgug7ka4vrysedu9cmayurujn0ctua8ue95dyqpz3mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfdupzqsgamujknfruxgw5hkckpx7h82cqaf4awyc53cduugxgjtr52t9wqvzqqqqqqygt9hvv

ฟังสัมภาษณ์เรื่อง A380 ของการบินไทย ไม่พร้อมถูกนำกลับมาบินไปรับคนไทยในอิสราเอล เหตุเพราะจอดตากแดดไว้นานมากที่อู่ตะเภา

การจะกู้คืนมาขับใช้ จะเกิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ที่สำคัญกว่านั้นมากคือต้องใช้เวลา

ไฟลต์ล่าสุดที่ผมกลับจากสิงคโปร์ เผอิญผมได้สนทนาเรื่องนี้พอดีกับลูกเรือการบินไทยที่แสนอบอุ่น (…จนร้อน)

เป็นการสนทนาเผ็ดร้อนก่อนเกิดเหตุสงครามในอิสราเอลนะ เราไม่ได้รู้อะไรล่วงหน้า

แต่พอรู้แล้วก็ตอบคำถามจากข่าวคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะ รมต. คมนาคม ที่ให้ข่าววานนี้ว่า A380 ยังถูกนำออกมาใช้ไม่ได้ …เหตุจอดทิ้งไว้นาน (รอการขาย)

… การจะฟื้นคืนนั้นนาน และต้องควานหาตัวกัปตัน และฟื้นฟูทักษะการบิน …ต้องต่อไลเซนส์ สะสมชั่วโมงบินกันใหม่ (ใครขับได้บอกด้วย)

แต่เมื่อต้องอพยพคนไทยจำนวนมากในบริเวณฉนวนกาซา ความใหญ่โตของ A380 ที่จุได้ถึง 500 ที่นั่ง จึงถูกถามถึงความสามารถในการนำไปรับคนไทยแทนลำเล็กกว่าที่ใช้กันอยู่ (เวลานี้จึงทำได้เพียง “ทะยอยนำกลับ”)

กองทัพอากาศไทยใช้ A340-500 สเปกจุได้ราว 270-310 ที่นั่ง (ข้อมูลระบุไว้แบบนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดเรียงเก้าอี้ของกองทัพอากาศ) แต่นำไปรับกลับมาได้ 130 คนในรอบแรก มีแผนจะจัดเครื่องบินไปรับกลับ 6 รอบ (ขาไป ต้องตีเครื่องเปล่า)

ยุคนี้มีข้อมูลให้สืบค้นได้เยอะ ขนาด ทอ. บินอ้อม คนยังรู้เลย (แอป FlightRadar™️ นี่บอกหมด ! บินไปย้งไง ?) ทอ. ใช้เวลาไป 12 ชม. ปกติต้อง 9 ชม. เซ่ ! คนเห็นฟ้อง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศต้องออกมาแจงว่าอ้อมเพราะไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับบางประเทศแถบนั้น

เรามีคนไทยตกค้างอยู่ในอิสราเอลถึง 25,962 คน (19% ของจำนวนแรงงานไทยในต่างประเทศทั้งหมด) ขนกลับกันได้ทีละไม่มาก ต้องตั้งคำถามต่อว่า อีกกี่เที่ยวบินถึงจะเพียงพอ ต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ และ …“จะทันไหม ?” เพราะชีวิตคนประเมินมูลค่าไม่ได้

สายการบินพาณิชย์หลายสายที่นายกรัฐมนตรีประสานไป ก็แถลงความร่วมมือดี ตีรวม ๆ แล้วเราจะได้ 24 เที่ยวบิน (รวมการบินไทยด้วย) …แต่สเปกเครื่องบินเขาก็ไม่ใหญ่โตพอจะรับกลับได้ครั้งละมาก ๆ เหมือน A380

ซึ่งหากได้ ก็ต้องวางแผนนัดรวบรวมคนให้ดี ๆ เพราะการเข้าถึงจุดจอดเครื่องบิน ของผู้อพยพก็คงยากลำบากเช่นกันในเวลานี้ …

จินตนาการภาพคงคล้ายหนังที่ต้องค่อย ๆ ย่องมาทีละมุมตึก ปรักหักพัง

แต่ KeyPoint ที่ผมจะชวนผู้ประกอบการและคนทำงานคุยกันวันนี้คือ ”การเก็บของอย่างมีประสิทธิภาพ“

ข้อมูลจากลูกเรือการบินไทยที่คุยกับผมคือ เขาเสียดายที่ A380 หลายลำที่รอการขาย ไม่ได้ถูกนำไปจอดในภูมิศาสตร์แนะนำคือ “ออสเตรเลีย” ที่เป็นทะเลทราย อากาศแห้ง และสำคัญคืออากาศคงที่

เหตุเพราะอากาศสวิงสวายร้อนชื้นแบบบ้านเราทำให้เบาะและเครื่องมือต่าง ๆ เสื่อมสภาพ

…ของแบบนี้แปลกนะ หากมึคนนั่งขยับไปมา ไม่ยักกะเป็นไร แต่พอไร้คนนั่ง คนสัมผัสมัน มันเสื่อม

ใครมีประสบการณ์ปิดห้องไว้นาน ๆ ก็จะรู้ว่า เก้าอ้ง เก้าอี้ โต๊ะตั่ง เบาะเบอะ มัน “กรอบ” หมด

ถ้าเป็นขนมอบกรอบก็คงขายได้ แต่พออุปกรณ์กรอบนี่ สินค้าเสื่อมราคาทันที ขายไม่ได้แล้ว

ผมได้สนทนากับนักธุรกิจใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านกรุณาคิดให้ว่าผมจะหายอดขายใหม่ให้บริษัทได้จากอะไร … เขาคิดให้ผมอย่างจริงจังแล้วตอบว่า “คุณหนุ่ยก็ต้องขายของโดยไม่มีสต๊อกสิครับ”

ค่าเก็บรักษาของนี่โหดมาก … จะต่อว่าการบินไทยว่าทำไมไม่เอา A380 หลาย ๆ ลำที่รอการขาย บินไปจอดไว้ออสเตรเลีย จะได้ไม่เสื่อมสภาพ … ก็ต้องตอบแบบเห็นอกเห็นใจว่า “ก็ค่าจอดออสเตรเลียมันแพงกว่าอู่ตะเภาเรานิ !“

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องบวกลบคูณหาร หาจุดคุ้มค่า

ระหว่าง …จอดถูก แต่ของพังบ่นปี้ vs. จอดแพง แต่ของน่าจะยังดีอยู่ (โดยทฤษฎี) vs. ขายมันออกไปถูก ๆ ให้พ้น ๆ ตัว แต่หยุดค่าใช้จ่ายได้ทันที

เรื่องนี้ลองเทียบกับใจเราก็ได้นะ

เวลาใครเขาต่อราคาของเหลือใช้เรา เราไม่ชอบเลขราคาที่เขาต่อเลย (เพราะมัวไปเทียบกับราคาของใหม่ตอนซื้อมา) เราก็เลยพาลเก็บไว้ไม่ขายเอาดื้อ ๆ

วัน เดือน ปี หมุนเปลี่ยนผ่าน Time Fly เร็วจะตาย ! ของเหลือใช้นั้นกลายเป็นของเน่าเสีย … มานั่งเสียดาย กำขี้ดีกว่ากำตดเสียแล้ว

ขายทิ้งเมื่อไม่ต้องการใช้แบบไม่ได้ราคา ดีกว่าเก็บดองไว้ให้ไหมันแตกเสียหาย ขายไม่ได้เลย แถมมีค่าเก็บไว้ที่วิ่งไม่หยุด ! เจอแบบนี้นี่เซ็งสุด …

เอวัง…

================

เริ่มเขียนบันทึกตั้งแต่เช้า และเก็บเล็กผสมน้อยเขียนมาตลอดวัน แต่การงานวันนี้เยอะ มาเลยสรุปจบเอาก่อนนอน ง่วงแล้ว สรุปจบไม่ดีเท่าไหร่ ไม่มีโซลูชัน ….

ขอใช้คำว่า ”เอวัง ด้วยประการฉะนี้“ แล้วกัน

สวัสดีครับคุณหนุ่ย ผมสมนึก มีเรื่องระดับโลกอยากตะเรียนแจ้งครับ มันสำคัญอย่างมาก สำคัญที่สุดที่ไม่สามารถที่จะมองข้ามได้เลย กล่าวคือ รบกวนใส่ LN Address แบบด่วนถึงเร่งด่วนที่สุดครับ เนื่องจาก zap bitcoin ให้ไม่ได้ และอยาก zap จนใจจะขาด ฝากพิจารณาด้วยครับ

ส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า ล้านมุกมันต้องฮาสักอันสิหน่า เพราะฉะนั้นหว่านๆไปเผื่อฟลุ๊ค

Replying to Avatar Reallife

นี่คือพระเจ้าอย่างแท้จริง #repost

สวัสดีชาว #siamstr และชาว #nostr ทุกท่าน เป็นชุมชนที่น่าสนใจจริงๆ

วันนี้มีบทความหนึ่งที่ผมชอบที่สุด หากใครได้อ่านอย่างตั้งใจทุกตัวอักษร คิดใคร่ครวญนำไปใช้และสามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็จะเป็นประโยชน์ แน่นอนว่าผมเองก็ยังไปไม่ถึง

หากมีเวลาลองเปิดใจอ่านดูครับ สุดท้ายมีความคิดเห็นอย่างไรก็มาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ 😸

===============================

...การตั้งอยู่ของธาตุแห่งไกวัลยธรรม

สิ่งที่เรียกว่า "ธาตุแห่งไกวัลยธรรม" มีการตั้งอยู่โดย "ไม่มีการตั้งอยู่" เพราะว่า มันไม่มีการเกิดขึ้น และไม่มีการดับไป มันไม่แสดงอาการ ของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อย่างสิ่งที่เป็นสังขตธรรม ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และโลก ที่เราอาศัยอยู่ มันตั้งอยู่ใน กฏของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ไกวัลยธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีการตั้งต้น จึงไม่มีการสิ้นสุด เป็นลักษณะแห่งความมี ของสิ่งๆหนึ่ง ซึ่งมีได้โดย "ไม่มีการตั้งต้นของความมี และไม่มีการสิ้นสุดของความมี" เรียกว่า "ความมี" ชนิดที่เป็นความมีของธาตุ ชนิดหนึ่ง.

"ความมี" ของธาตุชนิดนี้ เป็นสิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ ด้วยมาตราชั่งตวงวัด อย่างที่ฝ่ายมหายาน เรียกว่า "อมิตาภะ" มีแสงสว่างที่ตวงไม่ได้ วัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้ และ "อมิตายุ" มีอายุที่วัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้.

การสนใจทำความเข้าใจในธาตุ แห่ง "ความมี" ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเป็นทาง นำให้เข้าถึง สิ่งที่เรียกว่า "โลกุตตรธรรม" หรือ "อสังขตธรรม" ได้โดยง่าย.

ความมีอยู่จริง

ของธาตุที่เป็นไกวัลยธรรม

ความมีอยู่ของสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏ เป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง หรือมีอยู่แต่ไม่จริง เพราะวันหนึ่ง จะต้องแตกดับศูนย์หายไป แม้ดวงอาทิตย์ที่มีอายุ นับด้วยล้านๆปี ในที่สุด ก็จะถึงวาระแห่งความไม่มี แต่ว่า ความมีอยู่แห่งสิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" ซึ่งเป็นไกวัลยธรรม เป็นสิ่งที่ "มีอยู่จริง" ตลอดกาล โดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น.

โดยเหตุที่ "ธาตุแห่งความมี" จักหาพบได้จาก "ธาตุแห่งความไม่มี" ในเมื่อความมีเป็น "หนึ่งเดียว" ฉะนั้น ความไม่มีย่อมมี "มากมาย หลายสิ่ง" เพราะตรงข้ามกัน ในความหมายนี้ ทำให้กล่าวได้ว่า "สิ่งเดียวในทุกสิ่ง และ ทุกสิ่งในสิ่งเดียว" ดังนี้.

ธาตุแห่งความไม่มีนั้น ตั้งอยู่ในฐานะที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อกำหนดดู ตามอาการ ของการปรุงแต่ง ย่อมจำแนกออก ได้อย่างมากมาย นับไม่ถ้วน เช่น ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ หญิงชาย เป็นต้น แต่ถ้ามองว่า เป็นเพียงสักว่า "ธาตุ" เท่านั้น มันก็มีเพียง "หนึ่งเดียว" คือ เหมือนกันหมด เมื่อเห็นได้อย่างนี้ จะทำให้ปล่อยวางความยึดถือ ในธาตุแห่ง "ความไม่มี" อันเป็นเหตุให้เข้าถึง ธาตุแห่ง "ความมี" ซึ่งมี "หนึ่งเดียว"

คำว่า "ไกวัลย์" ตามความหมายในปทานุกรม อธิบายไว้ว่า "มันเป็นได้ทั้ง สิ่งเดียว และทุกสิ่ง" ถ้ามองในลักษณะของธาตุที่ปรากฏ ก็มีมากมายหลายสิ่ง แต่ถ้ามอง ในความหมายที่เป็น "ธรรมธาตุ" อันสิงซึมอยู่ในทุกปรมาณู ของสังขารทั้งปวง ทำให้เห็น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างนี้เรียกว่ามี "หนึ่งเดียว" ที่แท้ ทั้งความมี และ ความไม่มี มันก็คือ สิ่งเดียวกัน นั่นเอง.

ไกวัลย์

ไม่ขึ้นกับเวลา และ พื้นที่

สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลย์" แปลว่า "ทั้งหมด" หมายถึง สิ่งๆเดียว แต่มีทั้งหมดในทุกสิ่ง "มีทุกสิ่งในสิ่งเดียว และมีสิ่งหนึ่งในทุกสิ่ง" ในเวลาเดียวกัน และในที่เดียวกัน.

ธรรมชาติแห่งไกวัลย์ เป็นสิ่งไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน จึงไม่ขึ้นกับ กาลเวลา เพราะ มันอยู่เหนือกาลเวลา จะเรียกว่า มี "เวลาเดียว" ก็ได้ แต่เวลาโดยสมมติ ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน มันไหลเรื่อยไป ไม่มีหยุด และ มีจำนวนมากมาย สุดคณานับ แต่สิ่งที่มี "หลายเวลา" ก็อยู่ใน "เวลาเดียว" และ "เวลาเดียว" ก็เป็นที่ตั้งของ "หลายเวลา" อย่างนี้เรียกว่า มันเป็น "สิ่งเดียวกัน" หรือ อยู่ใน "ที่เดียวกัน".

เมื่อมองในความหมายของ "พื้นที่" ก็จะพบว่า ไกวัลย์ ไม่ถูกจำกัด ด้วยพื้นที่ เพราะ มันครอบคลุมพื้นที่ ในทุกหนทุกแห่ง และ ทุกพื้นที่ก็ถูกครอบคลุมอยู่ด้วยไกวัลย์ นั่นคือ ภาวะของความมี "หนึ่งสิ่งในทุกสิ่ง และทุกสิ่งในสิ่งหนึ่ง" ยกตัวอย่างเช่น โลกมีหนึ่งเดียว แต่เป็นที่ตั้งของทุกสิ่ง ฉะนั้น โลกจึงเป็นสิ่งเดียวและทุกสิ่ง.

นี่เป็นการแสดงว่า ไกวัลย์ ไม่ขึ้นกับเวลา และพื้นที่.

ธรรมชาติของจิตหนึ่ง กับจิตทุกชนิด

เมื่อดูในทางฝ่ายจิต จะพบความหมายเดียวกันกับ กาลเวลาและพื้นที่ คือ "จิตหนึ่ง" ก็คือ จิตทุกชนิด และ "จิตทุกชนิด" ก็คือ จิตหนึ่ง จิตเป็นนามธรรม จัดเป็นธาตุ ชนิดหนึ่ง แม้มันจะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นจิตอันอื่น มันก็คือ จิตเดียวนั้น ที่มีการเปลี่ยนแปลง เปรียบ น้ำมีธรรมชาติ อย่างเดียวกันหมด คือ ไม่มีกลิ่นไม่มีสี แต่เมื่อใส่สีลงไปน้ำ ย่อมปรากฏเป็น สีต่างๆ ฉันใดก็ฉันนั้น.

โดยความหมายเดียวกันนี้ จิตของคนเรา เมื่อมองในความหมาย ของความเป็นธาตุ ย่อมมีสภาวะเป็น "หนึ่ง" เช่น จิตธาตุ มโนธาตุ หรือ วิญญาณธาตุ อย่างนี้ เป็นสิ่งเดียว โดดๆ แต่ถ้าไปดูสภาพจิต ที่ถูกปรุงแต่ง ย่อมมีมากมาย นับไม่ถ้วน แม้นี้ก็ย่อมแสดงว่า ่"จิตหนึ่ง" กับ "จิตทุกชนิด" เป็นธรรมชาติ อันเดียวกัน ต่างกันตรงที่ ถูกปรุงหรือไม่ เท่านั้น

กล่าวถึง "นามธรรม" ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีชีวิต หมายถึง ภาวะแห่ง "ความเป็นอยู่" หรือ "ความมีอยู่" เมื่อไม่เล็งถึง วัตถุสิ่งของ จึงเรียกได้ว่า "นามธรรม" แต่ รูปธรรมกับนามธรรม ย่อมอิงอาศัยอยู่ในที่เดียวกัน เช่น ความมีอยู่แห่งก้อนหิน จัดเป็นนามธรรม ซึ่งมีสภาพเป็น คนละอย่างกับ ตัวก้อนหิน อันจัดเป็น รูปธรรม และมีอยู่ในที่เดียวกัน

"ความมีอยู่" ทุกชนิด ของสิ่งที่เรียกว่า "นามธรรม" ก็เป็นสักว่า "ความมีอยู่" อันหมายถึง ความมีอยู่ของสิ่งทั้งปวง ภาวะแห่ง "ความมีอยู่" ย่อมอาศัยเหตุปัจจัย แต่ไกวัลยธรรม อยู่เหนือภาวะทุกชนิด ที่มีเหตุปัจจัย ฉะนั้น จะเป็นความมีอยู่ แห่งภาวะเดียว หรือ หลายภาวะ กระทั่งว่า ความมีอยู่แห่งภาวะ และ ความไม่มีอยู่ แห่งภาวะ ย่อมถูกครอบคลุมอยู่ใน "ธาตุแห่งไกวัลยธรรม" ทั้งสิ้น.

ข้อนี้เป็นการแสดงว่า เป็นการยาก ที่จะใช้คำพูด ในการเรียกชื่อแห่ง "ธาตุ" นั้น แต่ก็จำเป็นจะต้องพูด เพื่อเป็นสื่อของความเข้าใจว่า "ธาตุนั้น มันตั้งอยู่ โดยไม่ต้องมี ความมี ความเป็น" และ "มีสิ่งเดียวในทุกสิ่ง มีทุกสิ่งในสิ่งเดียว" ลักษณะที่เป็นอย่างนี้ จึงได้นามว่า "อสังขตธาตุ" เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง และไม่มีการปรุงแต่งสิ่งใด.

ไกวัลยธรรม "มีอยู่"

โดยไม่ต้องมีเหตุปัจจัย

เมื่อภาษาไม่อาจแสดงความจริงแท้ของ "ธาตุ" นั้นได้ ฉะนั้น ข้อสำคัญ จึงอยู่ที่ การทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ถึงจะเรียกอย่างไร มันก็ยังมีความหมาย อย่างเดียวกัน จะเรียกว่า "นิพพานมีอยู่" ก็ได้ หรือ "นิพพานมิได้มีอยู่" ก็ได้ ย่อมถูกต้อง ทั้งสองความหมาย ที่ว่า "มีอยู่" เป็นการพูด ตามความรู้สึก ของคนธรรมดาสามัญ ที่ว่า "มิได้มีอยู่" เป็นการพูดตามความเป็นจริง เพราะ นิพพานมิได้มีภาวะ มิได้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง.

ยกตัวอย่างเช่น ความมีอยู่แห่ง กฏอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งมีอยู่ในทุกสิ่ง แต่มิได้หมายความว่า สิ่งทั้งปวงนั้น แต่งตั้งกฏเกณฑ์อันนี้ขึ้นมา ความไม่เที่ยง มีอยู่ในสังขารทั้งปวง แต่สังขารมิได้ปรุงแต่งความไม่เที่ยงขึ้นมา เพราะ ความไม่เที่ยงนั้น เป็นไปตาม กฏเกณฑ์ของตัวมันเอง แล้วมาครอบงำสิ่งทั้งปวง ในทำนองเดียวกัน เกี่ยวกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ก็รวมอยู่ในความหมายนั้น เราจะไปต่อสู้ต้านทานกระแสอันนี้ ให้หมุนกลับไม่ได้.

แต่ทางออกจากสิ่งเหล่านี้มีอยู่ ในเมื่อทุกสิ่งมีคู่ ฉะนั้น สิ่งตรงกันข้ามคือ ความไม่เกิด ความไม่แก่ ความไม่เจ็บ ความไม่ตาย ก็ย่อมมี จะเข้าถึงสิ่งนี้ ได้ด้วยการอบรมจิต เสียใหม่ ให้พิจารณาเห็นความเปลี่ยนแปลง ตามเป็นจริง ด้วยปัญญา แล้วจิตจะถอยห่าง ปล่อยวางความยึดถือ ในความเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้บรรลุถึง ความไม่เปลี่ยนแปลง ในที่เดียวกัน นั่นเอง ได้แก่ เปลี่ยนจาก "สังขตธรรม" เป็น "อสังขตธรรม" หรือ เปลี่ยนจาก "โลกิยะ" เป็น "โลกุตตระ" นี่คือ วิธีการอบรมจิตใจ ให้ออกจากความเปลี่ยนแปลง อันหมายถึง ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เพื่อเข้าถึง ความไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นการบรรลุถึง "อมตธรรม" นั่นเอง.

อาจมีผู้เข้าใจผิดว่า ในเมื่อสังขตธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่ ฉะนั้น อสังขตธรรม คงเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ ความจริง "อสังขตธรรม" ก็เป็นสิ่งที่ "มีอยู่" แต่ "มีโดยไม่ต้องมี" ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตานํ - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้น มีอยู่" ดังนี้ คำว่า "อายตนะ" ในที่นี้ มิได้หมายถึง อายตนะ ๑๒ แต่หมายถึง สิ่งๆ หนึ่งที่อาจ "รู้ได้ เข้าถึงได้ รู้สึกได้" เมื่อมี การอบรมจิต ให้เกิดปัญญา ที่ถูกต้อง ดังที่เรียกกันว่า "ทำกรรมฐานภาวนา" สิ่งนั้นคือ "นิพพาน".

ความทุกข์กับความดับทุกข์

พบได้ในที่เดียวกัน

พระพุทธเจ้า ตรัสยืนยันว่า "สิ่งนั้นมีอยู่" หมายถึง "สิ่งที่มีอยู่ อย่างเป็น อันเดียวกันหมด" ซึ่งไม่ถูกจำกัด ด้วยกาลเวลา และสถานที่ อันได้นามว่า "ไกวัลยธรรม" เป็นสภาพที่พึงรู้ได้ด้วยการ "ปฏิเสธ" สิ่งที่เป็นสังขตะ หรือ เป็นฝ่ายโลกิยะ ดังพระพุทธภาษิต มีว่า "สิ่งนั้นไม่ใช่ธาตุดิน ไม่ใช่ธาตุน้ำ ไม่ใช่ธาตุไฟ ไม่ใช่ธาตุลม" ดังนี้ เพราะตัวจริงของ "สิ่งนั้น" ไม่อาจกำหนดว่า เป็นอย่างไร เพียงรับรู้ได้ว่า "สิ่งนั้นมีอยู่".

เมื่อสิ่งทั้งปวงอยู่ในสภาวะแห่ง "ทุกข์" ครั้นทุกสิ่งถูกปฏิเสธ อย่างสิ้นเชิง ก็ย่อมกล่าวได้ว่า เป็นการเข้าถึง "ที่จุดจบแห่งความทุกข์ทั้งปวง" เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็ย่อมว่างจากความทุกข์ สภาวะที่ว่างจากทุกข์ ที่ปรากฏขึ้น แทนความทุกข์นั่นเอง ที่หมายถึง อสังขตะ สุญญตา นิพพาน หรือ นิโรธธาตุ ซึ่งรวมเรียกว่า "ไกวัลยธรรม" ในที่นี้.

ข้อนี้เป็นการแสดงว่า "ความดับทุกข์" ย่อมปรากฏในที่เดียวกันกับ ความทุกข์ นั่นเอง เมื่อเข้าถึงความดับทุกข์ ย่อมรับรู้ได้ว่า "สิ่งนั้นมีอยู่" ในที่เดียวกัน และเวลาเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า "ความทุกข์" ก็ปรากฏเป็นสิ่งที่"ไม่มี" คือ "ว่างจากทุกข์".

ทุกศาสนาเข้ากันได้

ด้วยความหมายของไกวัลยธรรม

ถ้าเข้าใจความหมายของ "ไกวัลยธรรม" แล้ว จะได้เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง ในอันที่จะทำความเข้าใจกันทั้งโลก ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกศาสนา ความแตกต่าง ของสิ่งทั้งปวง อยู่ที่การ ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา และสถานที่ ซึ่งจัดเป็นส่วนของ สังขตธรรม เมื่อใดอยู่เหนือกาลเวลา คือ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน และอยู่เหนือสถานที่ เมื่อนั้นย่อมหมายถึง การเข้าถึงธรรมชาติ เดิมแท้ แห่งสัจจธรรม เรียก "อสังขตธรรม" เป็นธรรมที่ไม่มีการปรุงแต่ง.

ความจริงลักษณะแห่งสัจจธรรมนี้ ย่อมปรากฏอยู่ในทุกศาสนา แต่เนื่องจาก ศาสนิกแห่งศาสนา ไม่เข้าถึงศาสนาของตน จึงมีความเห็นแตกแยก ขัดแย้งกัน ในระหว่างศาสนา จนถึงกับมี การทะเลาะวิวาท กัน ด้วยศาสนา แม้ในศาสนาเดียวกัน ก็ยังมีความเห็นต่างกัน โดยมีการแยกเป็นนิกาย ทั้งนี้เป็นเพราะ การไม่เข้าถึง "ธรรมชาติเดิมแท้แห่งสัจจธรรม" นั่นเอง

รวมความว่า ใน "ไกวัลยธรรม" มีธาตุอยู่เพียง ๒ ธาตุ คือ สังขตธาตุ - ธาตุที่เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย และ อสังขตธาตุ - ธาตุที่ไม่เป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย โดยเฉพาะ "อสังขตธาตุ" นั้น ศาสนาอื่น สมมติเอาเป็น "ตัวตนถาวร" แต่ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า มันเป็น "สักว่าธาตุ" อันหมายถึง สภาวะแห่ง "ไกวัลยธรรม".

พุทธทาสภิกขุ พ.ศ. 2449-2536

อื้อหืออออออออ อ่านได้ 2 ย่อหน้า หายง่วงเลยครับ ขอบคุณมากครับคุณรีอัลลิเฟ่

Replying to Avatar Arn Sange

ถ้า doublethink คือการ process ข้อมูลที่เกิดขึ้นในหัวเพื่อยอมรับที่จะเชื่อหลายๆสิ่งที่ขัดแย้งกัน แล้ว doublespeak ก็คือ output ที่ผ่านความพยายามที่จะกลั่นกรอง เลือกใช้คำหรือประโยคหนึ่งที่ดูสวยที่สุด เวิ่นเว้อที่สุด และตีความให้ยากที่สุด เพื่อปกปิดสิ่งที่ต้องการสื่อไม่ให้จับความได้ว่ากำลังสื่อถึงอะไร

ตัวอย่างที่พอจะทันกระแสช่วงนี้คือ ถ้าเราจะบอกว่าตอนนี้วัคซีนหวัดสเปนตอนนี้หมดแล้ว ปชช ได้ panic ไม่ต้องทำการทำงานกันแน่ๆ เลยต้องบอกว่า “ตอนนี้วัคซีนมีอยู่เพียงพอต่อความต้องการ และตอนนี้ได้สั่งให้ผลิตเพิ่มแล้ว”

เพราะยังไงๆ คำลวงที่สวยงาม ก้ย่อมน่าฟังกว่าความจริงที่ยากจะยอมรับอยู่ดี

https://youtu.be/qP07oyFTRXc?si=cV4NxBTv4Z17obyN

โอ้ววว เพิ่งรู้คำว่า เด้าเล็ตฮิ้งค์ กับ ดูอั๊บเลสพีอาค มันมีความหมายแบบนี้นี่เอง ขอบพระคุณสำหรับการแชร์แม่ชะม้อยครับ

เก่งมากกกกครับเฮียหมูเพื่อนรัก จะให้เสถียรมันค่อนข้างจะยาก เพราะเขาร้องเพลงเพราะเกินไป

Replying to Avatar Jakk Goodday

### ฝันของชายคนหนึ่งเมื่อ 3 ปีก่อน (สั้นๆ)

ทำไมไม่มีหนังสืออีบุ๊กภาษาไทยบนสโตร์ออนไลน์บ้างเลยวะ!?

มันทำยากขนาดนั้นเลยเหรอ? มันติดขัดอะไรกัน? แล้วคนไทยสักกี่คนกันที่จะอ่านหนังสือ Eng ได้? ..ผมเต็มไปด้วยคำถาม

เราไม่ชอบอ่านอีบุ๊ค?

เพราะมันเต็มไปด้วยประสบการณ์ห่วยๆ อย่างแอปสโตร์ที่แยกกันอยู่ ไฟล์แบบ PDF ที่อ่านโคตรยาก หนังสือดีๆ ยังไม่มีให้อ่านกันมากพอ หนังสือที่เราอยากอ่านมันไม่มี ฯลฯ

มันเพราะเรื่องพวกนี้หรือเปล่า?

ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริง การอ่านอีบุ๊คบนหน้าจอแบบ E-ink ก็ให้ประสบการณ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว.. ผมเป็นคนที่ไม่ชอบโต้แย้งอะไรพร่ำเพรื่อมากนัก ผมไม่เลือกนะ ระหว่าง Paperback กับ Ebook เพราะมันมีดีมีแย่แตกต่างกันไป ขึ้นกับบริบทของผู้อ่าน และลางเนื้อก็ชอบลางยา

ผมอยากจะโฟกัสกับแค่ Ebook (ในวันนั้น)

ผมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองสร้างอีบุ๊คภาษาไทยไปวางขายบน Kindle store ให้ได้ ทั้งแบบ epup, mobi, awz ฯลฯ ผมฟาดเรียบ และผมทำมันได้สำเร็จ!!

แต่อนิจจา... "ตั้ม" ในวันนั้นดันไม่ใช่ "Jakk"

มันไม่ใช่คนที่จะมีพลังพอจะทำการใหญ่ใดๆ มันก็แค่เด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน (ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เด็กนักหรอก) สุดท้ายมันกผ้ต้องปล่อยโอกาสนั้นไป แถมยังไปทำงามไส้ให้แอดมินกลุ่มหมั่นหน้าอีกต่างหาก (เรื่องมันแล้วไปแล้วล่ะ..)

### อนาคตใหม่แห่งการอ่านของชาวบิตคอยน์ไทย

แต่วันนี้ Jakk สามารถเจรจากับทาง SE-ED เจ้ากิจการหนังสือเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของไทยได้ Jakk ขายฝันและทำการ Pitching จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เรากำลังจะเปลี่ยนหนังสือภาษาไทยเกือบทุกเล่มไปเป็น Reflowable Ebook ในอนาคตอันใกล้นี้ (ลองค้นหาความหมายของมันในกูเกิ้ลดูครับ) เรากำลังจะมีโอกาสสร้าง "แบรนด์" สำนักพิมพ์ย่อยๆ เพื่อเสริฟความสนใจของชาวบิตคอยน์กันโดยตรง

เราจะผลักดันและสนับสนุนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์รวมทั้งออนไลน์เพื่อสร้างคลังความรู่เกี่ยวกับบิตคอยน์ เศรษฐศาสตร์ออสเตรียน และอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดในหลุมกระต่าย ที่มันยังไม่มีใครแล

ใช่...ทผมทำสนองความต้องการส่วนบุคคล ที่ซึ่งมันจะไปผลักดันองค์รวมทั้งคอมมูนิตี้ได้ในอนาคต หรือจะบอกว่าผมทำเพื่อทั้งคอมมูฯ ของเราก็ได้ (ทั้งชาวบิตคอยน์และนักอ่าน) ถ้าไม่เป็นการอวยตัวเองจนเกินไป..

แต่ลำพังพวกเราไม่กี่คน เราทำงานใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้หรอกครับ... มันน่าเศร้านะ

เราจึงคิดว่า.. มันคงไม่ใช่แค่ Rught Shift Team ที่จะได้ทำ ผมกำลังหมายถึงผมจะเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะเมื่อวันนี้เรามี Nostr ด้วยแล้วนั้น มันยิ่งทำให้พวกเราติดปีก และเกิดโอกาสมากมายผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด จากเทคโนโลยีต่างๆ และพัฒนาการที่เราได้เห็นกัน

ผมอยากเห็นคนที่มีความสามารถยกมือชูขึ้นสูงๆ ให้ผมเห็น (มืออีกข้างช่วยปิดขนรักแร้เอาไว้ด้วย)

ผมอยากเห็นนักอ่านที่จะลอกผมว่า ทำเลยๆๆๆๆๆๆ

ผมอยากได้กำลังใจจากหน้าม้าทั้งหลาย ที่จะบอกผมว่า พงกเราจะ "ช่วยกัน" สนับสนุนและผลักดันฐานข้อมูลทรงคุณค่านับจากนี้

#Siamstr ช่วยบอกผมทีว่า.. ผมไม่ควรลังเล...

ปล. ผมเจรจาคืบหน้าไปทั่งหมดแล้ว แต่ช่วงนี้ pending ออกไปก่อนเนื่องจาก SE-ED ติดอีเว้นท์ใหญ่ประจำปีที่ศูนย์สิริกิติ์

nostr:nevent1qqs9lh9gkyajqf2qsns7tf47ukxknjcldsj9vxj40x46pqwcgavd42spz4mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduhsyg98axekluj2uuc8qe6z25a55j38xwcpz4h8e83xz30eh34pfurp4ypsgqqqqqqskwgp9k

คุณสั้นได้แปปเดียวเองนะ

Wow that's nice hope we see each other in the bitcoin thailand conference 2024 next year