📌Portfolio Structure📖
1. Protection
- เงินสำรองฉุกเฉิน : นี่คือ"เป้าหมายแรกของการออม"สำหรับทุกคนเลยทีเดียว จะ3 เดือน 6 เดือน 1 ปีแล้วแต่ความเหมาะสมของภาระ อาชีพ ของแต่ละบุคคล
- ประกันชีวิต : คุ้มครองหนี้สินต่างๆเพื่อไม่ให้ตกไปถึงคนข้างหลังหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
- ประกันสุขภาพ, ประกันโรคร้ายแรง : เบี้ยประกันเป็นยอดที่แน่นอนเรารู้ล่วงหน้า แต่บิลค่ารักษาพยาบาลเราไม่มีทางรู้เลย ว่าเราจะเป็นอะไร เมื่อไหร่และหนักแค่ไหน ดังนั้นเพื่อที่เราจะไม่ต้องขายทรัพย์สินที่เราเก็บออมมาตลอดชีวิต เพื่อรักษาตัว อย่างน้อยจึงควรมีประกันสุขภาพไว้ (ประกันสุขภาพ, ประกันโรคร้ายแรง ทำหน้าที่ต่างกัน)
2. Saving
- เก็บออมในทรัพย์สินที่มีความเป็น Hard Asset คือสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง แข็งแกร่ง ไม่เสื่อมสลาย ซึ่งก็คือ 'ที่ดิน ทองคำ บิทคอยน์'
3. Investment
- การลงทุนระยะยาวในกิจการหรือทรัพย์สินที่สร้าง“กระแสเงินสด“เพื่อสร้างความมั่นคั่งทำให้ Saving ของเราโตขึ้น
4. Speculate/Trading
- การเทรด, เก็งกำไรในทรัพย์สินต่างๆ
☀️การสร้างความยั่งยืนของพอร์ตเทรด
ด้วยการทำ Portfolio Structure
4.1 ระบบความเสี่ยงน้อย Drawdown ไม่เกิน 10-15% คาดหวังผลตอบเเทนคงที่ 20-30% (RR 1:2) ควรมีทุนส่วนนี้ 85-90% เรียกอีกอย่างว่า "พอร์ตหลัก" (Beta Portfolio)
กำไรส่วนใหญ่ของการเทรดมาจากพอร์ตนี้เป็นหลัก #พอร์ตนี้เป็นหัวใจของนักเทรด ที่ห้ามล้ม ห้ามเสียหายหนัก ระวังความเสี่ยงทุกย่างก้าว ต้องมีการทำ Pre-Evaluation, Post-Evaluation, Backtest, Forward Test, การทำ Trading Record, Trading Diary, Trading Journal เเละการทำ Self-Awareness เพื่อประเมินสภาพจิตใจของนักเทรดอยู่เสมอ
4.2 ระบบความเสี่ยงปานกลาง Drawdown 25-50% คาดหวังผลตอบเเทนปานกลางค่อนสูง 50-80% (RR 1:1.5-2) หรืออาจจะเน้น Winrate ที่มากขึ้น เเต่ R/R ต่ำ ราวๆ 1:1.5 ควรมีทุนส่วนนี้ไม่เกิน 10% หรือเอากำไรบางส่วนจากพอร์ตหลักมาเทรด
เรียกอีกอย่างว่า พอร์ต "Leverage"หรือพอร์ต"Futures" (Alpha Port)
พอร์ตนี้ไว้สร้างกำไรส่วนเกินของตลาด (Excess Return) หรือไว้ปั้นพอร์ตแก้คันมือ
พอร์ตนี้มีผลต่อปัจจัยทางจิตวิทยา (Trading Psychology) เพราะมนุษย์ชอบการมีส่วนร่วม ไม่ชอบการเป็นส่วนเกินของกลุ่ม ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เวลา ที่มันอยู่นอกเหนือเเผนของพอร์ตระบบ ที่มันได้กำไร 100-2,000% เราจะรู้สึกเสียดาย รู้สึกตกรถ รู้สึกเซ็ง รู้สึกโลภ รู้สึกรู้งี้ การได้มีส่วนร่วม มันก็ทำให้มนุษย์เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem)
4.3 ระบบความเสี่ยงมาก อาจจะยังประเมิน Drawdown เเละผลตอบเเทนที่คาดหวังไม่ได้ เพราะอาจจะยังอยู่ในช่วงสร้าง Hyphothesis, Backtest, Pre-Evaluation หรือกำลังรอ Forward Test เพื่อเก็บข้อมูล ควรมีทุนส่วนนี้ไม่เกิน 5% หรือควรใช้เงินที่เป็นงบนอกเหนือจากทั้งสองพอร์ต ซึ่งคาดการณ์เเล้วว่า #เงินก้อนนี้หายไปเเล้วชีวิตจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาเทรด
พอร์ตนี้เน้นไปที่การทดลอง เพื่อสร้างทักษะใหม่ ออกจาก Comfort Zone เพื่อ Optimization ระบบ เช่น คุณอาจจะเป็น Trend Following ลองเเบ่งเงินสัก 5% มาทดลองระบบ Day Trading, Scalping, EW, Fibo, Dow's Theory เพื่อทดลอง ออกจากกรอบเดิมบ้าง มันสามารถต่อยอดเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ครับ
5. Gamble (การเดิมพัน)
- เป็นการลงทุนความเสี่ยงสูง หวังผลตอบแทนที่สูง ซึ่งหากผิดพลาดเราแทบจะเสียเงินทั้งหมด เช่นการซื้อหวย, ลอตเตอรี่ รวมถึงการพนัน "คนส่วนใหญ่ลงทุนผิดพลาดกัน เพราะไม่ได้เริ่มที่ฐานของการเก็บออมแต่เริ่มที่การเดิมพัน
#siamstr 
ใช่ครับ ทำเกี่ยวกับชีวิต สุขภาพ ทรัพสินย์ชิ้นใหญ่ จะเหมาะสมกว่าครับ
ใช่ครับ ช่วยลดการขาย bitcoin ของเราเวลาเกิดเรื่องไม่คาดคิดด้วยครับ
เรื่ิองทุนประกันชีวิต📖 ไว้ทำแผนประกันให้ตัวเราเองครับ😄
#ทุนประกันชีวิตที่จำเป็น
1 - ทุนประกันชีวิต (จำนวนเงินเอาประกันภัย) คือเงินที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เราเมื่อเสียชีวิต เราควรเริ่มจากการกำหนดทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมก่อนที่จะซื้อประกันชีวิต โดยคิดว่าหากเราต้องจากไป คนข้างหลังควรได้เงินเท่าไหร่เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่เดือดร้อน เพราะจุดประสงค์หลักของการทำประกันคือ “ความคุ้มครอง” ส่วนการลดหย่อนภาษีเป็นเพียงผลพลอยได้
2 - การคิดทุนประกันชีวิตมีหลายวิธี อาจคิดเร็ว ๆ ได้จาก 5 เท่าของรายได้ต่อปี หรือ 10 เท่าของรายจ่ายต่อปี ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการปรับตัวของครอบครัวเมื่อเราจากไป แต่การคิดที่ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น คือคิดจากความจำเป็นทางการเงิน (Financial Needs) เช่น ถ้าเรายังมีหนี้สิน หากเราจากไปแล้ว หนี้สินนั้นควรต้องหายไปพร้อมกับเราด้วย ไม่ตกเป็นภาระแก่คนข้างหลัง
3 - ทุนประกันชีวิตที่จำเป็น = “ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย” หักลบด้วย “ทรัพย์สินที่มี”
• ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย = หนี้สินที่ยังเหลือทั้งหมด + ค่าใช้จ่ายพิธีศพ + ทุนเพื่อการปรับตัวของครอบครัว (คิดจากเงินที่อยากส่งเสียให้ครอบครัวรายเดือน x จำนวนเดือน เช่น ส่งเสียเดือนละ 20,000 บาท ต้องการเงินเป็นทุนเพื่อการปรับตัว 5 ปี ทุนก้อนนี้คือ 20,000 x 60 = 1.2 ล้านบาท)
• ทรัพย์สินที่มี เช่น เงินออม กองทุนรวม หุ้น ทองคำ รวมถึงทุนประกันที่มีอยู่เดิม (เงินที่จะได้รับหลังจากเสียชีวิตแล้ว เช่น ทุนประกันกลุ่มของบริษัท เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันสังคม)
4 - เมื่อคำนวณทุนประกันที่จำเป็นแล้ว ค่อยมาดูเบี้ยประกันว่าต้องจ่ายเท่าไหร่? เราจ่ายไหวมั้ย? เบี้ยประกันที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10-20% ของรายได้ต่อปี (หรือเงินเดือน 1-2 เดือน) การเลือกแบบประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้เราจ่ายเบี้ยถูกลงโดยได้รับความคุ้มครองตามที่ต้องการได้ ทำให้เบี้ยที่จ่ายไปคุ้มค่ามากที่สุด
5 - ควรทบทวนกรมธรรม์อย่างน้อยทุก 5 ปี เพื่อดูว่าทุนประกันชีวิตและความคุ้มครองต่าง ๆ ที่เรามียังสามารถครอบคลุมความจำเป็นทางการเงินของเราได้อยู่หรือไม่
#siamstr
ไหนจะต้องเลือกประเทศ,เลือกกลุ่มธุรกิจ เพียงเพื่อจะรักษาเงินออมของเรา โดยเอาเงินไปฝากคนตัวใหญ่ที่เข้าถึงเงินก้อนใหญ่ที่เป็นหนี้มาเพิ่มมูลค่าหุ้นได้มากกว่า เพราะต้องให้เงินเรามูลค่าไปกับพวกเค้าแค่นั้นครับ
ใช่ครับ ต้องรู้จริงเหมือนเป็นคนทำเองเลยครับ ถึงจะไหวตัวทันถ้าทรงไม่ดีแล้ว
📌หุ้นมันไม่ใช่ที่เก็บเงินเหลือจากใช้ที่คิดจะรักษาความมั่นคงของเงินตัวเองครับ เหมือนเราเอาเงินออม มาเสี่ยงทำธุรกิจนั่นแหละ แต่แค่เราต้องไว้ใจกับบริษัทที่คิดว่าดีทั้งระบบและคนบริหารแค่นั้นเอง
แล้วคุณเชื่อใจในคนอื่นทำธุรกิจแค่ไหนก็แบ่งไปเท่านั้นครับ เอาตามราคาที่คิดว่าเหมาะสมเพราะหุ้นก็ทำเงินให้เราได้ตามนี้ครับ
หุ้นทำเงินให้เราอย่างไร ?
หลายคนคงรู้แล้วว่า “การซื้อหุ้น” คือ “การซื้อความเป็นเจ้าของบริษัท” จริง ๆ หุ้นสามารถทำเงินได้ 2 ช่องทางได้ คือ
1. ขายหุ้นในราคาที่สูงกว่าที่เราซื้อมา(เก็งกำไร)
นึกภาพง่าย ๆ ว่าเหมือนเราซื้อทองคำเก็บไว้ ต่อมาราคาทองคำมันสูงขึ้น ซึ่งเราจะได้เงินจริง ก็ต่อเมื่อขายทองคำออกไป หุ้นก็คล้ายกัน เพราะเราจะได้เงินเข้ามา เมื่อขายหุ้นแล้วเท่านั้นแต่สิ่งที่หุ้นแตกต่างจากทองคำคือ ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอยู่กับรายได้และกำไรของบริษัท ดังนั้นถ้าอยากได้กำไร ก็หมายความว่า เราต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีนั่นเอง
2. จ่ายเงินปันผล
ในเมื่อบริษัทขายของมีกำไรแล้ว หลายบริษัทจึงเลือกจ่ายเงินส่วนแบ่งแก่คนที่ถือหุ้นบ้าง
แต่ต้องบอกว่า “เงินปันผล” ไม่เท่ากับ “กำไรของบริษัท” เพราะโดยส่วนใหญ่บริษัทก็เก็บกำไรเอาไว้กับตัวเอง เพื่อไปลงทุนต่าง ๆ ที่ช่วยให้บริษัทเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก แล้วหุ้นจะจ่ายเงินปันผลตอนไหนและกี่ครั้ง ?
คำตอบขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทและทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของหุ้นว่า มันสามารถทำเงินให้เราได้อย่างไรนั่นเองครับ
#siamstr
ใช่ครับผม คนยังเข้าใจกันไม่เยอะครับ
GM ทุกคนครับ😄☀️
เราแค่ต้องการมีสิ่งที่ตรวจสอบได้ง่าย
เปลี่ยนแปลงกติกากันได้ยาก เหมือน“เวลา”
ของคนเรา
เพื่อสื่อสารและส่งต่อมูลค่ากัน
ไม่จำเป็นต้องยึดว่าคือสิ่งอะไร แค่มีอะไรบ้างที่ทำได้แบบนี้ก็พอครับ.
#siamstr
ควรเริ่มจากความเสี่ยงในชีวิตครับ ว่ามีอะไรบ้างอะไรที่เรารับเองได้ อะไรที่เราอยากโอนความเสี่ยง ก็เลือกตามงบที่ตัวเองพอจะแบ่งไปจ่ายได้ครับ แต่ละคนความเสี่ยงของชีวิตไม่เหมือนกัน ประกันควรจะไม่เหมือนกันครับ😄
เค้าอยากทำยอดครับ ถ้าไม่ถามเรื่องแผนการเงินส่วนบุคคลเราเลยยิ่งต้องออกห่างครับ





