Avatar
KORsiroj🦷👄
3f0c3a6bc0f34fb7a6daee67e2dfae8532122e8e3981508b998fd53a79f5e8d0
INTJ 🆎📚☕️🦷

📌Portfolio Structure📖

1. Protection

- เงินสำรองฉุกเฉิน : นี่คือ"เป้าหมายแรกของการออม"สำหรับทุกคนเลยทีเดียว จะ3 เดือน 6 เดือน 1 ปีแล้วแต่ความเหมาะสมของภาระ อาชีพ ของแต่ละบุคคล

- ประกันชีวิต : คุ้มครองหนี้สินต่างๆเพื่อไม่ให้ตกไปถึงคนข้างหลังหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

- ประกันสุขภาพ, ประกันโรคร้ายแรง : เบี้ยประกันเป็นยอดที่แน่นอนเรารู้ล่วงหน้า แต่บิลค่ารักษาพยาบาลเราไม่มีทางรู้เลย ว่าเราจะเป็นอะไร เมื่อไหร่และหนักแค่ไหน ดังนั้นเพื่อที่เราจะไม่ต้องขายทรัพย์สินที่เราเก็บออมมาตลอดชีวิต เพื่อรักษาตัว อย่างน้อยจึงควรมีประกันสุขภาพไว้ (ประกันสุขภาพ, ประกันโรคร้ายแรง ทำหน้าที่ต่างกัน)

2. Saving

- เก็บออมในทรัพย์สินที่มีความเป็น Hard Asset คือสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง แข็งแกร่ง ไม่เสื่อมสลาย ซึ่งก็คือ 'ที่ดิน ทองคำ บิทคอยน์'

3. Investment

- การลงทุนระยะยาวในกิจการหรือทรัพย์สินที่สร้าง“กระแสเงินสด“เพื่อสร้างความมั่นคั่งทำให้ Saving ของเราโตขึ้น

4. Speculate/Trading

- การเทรด, เก็งกำไรในทรัพย์สินต่างๆ

☀️การสร้างความยั่งยืนของพอร์ตเทรด

ด้วยการทำ Portfolio Structure

4.1 ระบบความเสี่ยงน้อย Drawdown ไม่เกิน 10-15% คาดหวังผลตอบเเทนคงที่ 20-30% (RR 1:2) ควรมีทุนส่วนนี้ 85-90% เรียกอีกอย่างว่า "พอร์ตหลัก" (Beta Portfolio)

กำไรส่วนใหญ่ของการเทรดมาจากพอร์ตนี้เป็นหลัก #พอร์ตนี้เป็นหัวใจของนักเทรด ที่ห้ามล้ม ห้ามเสียหายหนัก ระวังความเสี่ยงทุกย่างก้าว ต้องมีการทำ Pre-Evaluation, Post-Evaluation, Backtest, Forward Test, การทำ Trading Record, Trading Diary, Trading Journal เเละการทำ Self-Awareness เพื่อประเมินสภาพจิตใจของนักเทรดอยู่เสมอ

4.2 ระบบความเสี่ยงปานกลาง Drawdown 25-50% คาดหวังผลตอบเเทนปานกลางค่อนสูง 50-80% (RR 1:1.5-2) หรืออาจจะเน้น Winrate ที่มากขึ้น เเต่ R/R ต่ำ ราวๆ 1:1.5 ควรมีทุนส่วนนี้ไม่เกิน 10% หรือเอากำไรบางส่วนจากพอร์ตหลักมาเทรด

เรียกอีกอย่างว่า พอร์ต "Leverage"หรือพอร์ต"Futures" (Alpha Port)

พอร์ตนี้ไว้สร้างกำไรส่วนเกินของตลาด (Excess Return) หรือไว้ปั้นพอร์ตแก้คันมือ

พอร์ตนี้มีผลต่อปัจจัยทางจิตวิทยา (Trading Psychology) เพราะมนุษย์ชอบการมีส่วนร่วม ไม่ชอบการเป็นส่วนเกินของกลุ่ม ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เวลา ที่มันอยู่นอกเหนือเเผนของพอร์ตระบบ ที่มันได้กำไร 100-2,000% เราจะรู้สึกเสียดาย รู้สึกตกรถ รู้สึกเซ็ง รู้สึกโลภ รู้สึกรู้งี้ การได้มีส่วนร่วม มันก็ทำให้มนุษย์เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem)

4.3 ระบบความเสี่ยงมาก อาจจะยังประเมิน Drawdown เเละผลตอบเเทนที่คาดหวังไม่ได้ เพราะอาจจะยังอยู่ในช่วงสร้าง Hyphothesis, Backtest, Pre-Evaluation หรือกำลังรอ Forward Test เพื่อเก็บข้อมูล ควรมีทุนส่วนนี้ไม่เกิน 5% หรือควรใช้เงินที่เป็นงบนอกเหนือจากทั้งสองพอร์ต ซึ่งคาดการณ์เเล้วว่า #เงินก้อนนี้หายไปเเล้วชีวิตจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาเทรด

พอร์ตนี้เน้นไปที่การทดลอง เพื่อสร้างทักษะใหม่ ออกจาก Comfort Zone เพื่อ Optimization ระบบ เช่น คุณอาจจะเป็น Trend Following ลองเเบ่งเงินสัก 5% มาทดลองระบบ Day Trading, Scalping, EW, Fibo, Dow's Theory เพื่อทดลอง ออกจากกรอบเดิมบ้าง มันสามารถต่อยอดเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ครับ

5. Gamble (การเดิมพัน)

- เป็นการลงทุนความเสี่ยงสูง หวังผลตอบแทนที่สูง ซึ่งหากผิดพลาดเราแทบจะเสียเงินทั้งหมด เช่นการซื้อหวย, ลอตเตอรี่ รวมถึงการพนัน "คนส่วนใหญ่ลงทุนผิดพลาดกัน เพราะไม่ได้เริ่มที่ฐานของการเก็บออมแต่เริ่มที่การเดิมพัน

#siamstr

เรื่ิองทุนประกันชีวิต📖 ไว้ทำแผนประกันให้ตัวเราเองครับ😄

#ทุนประกันชีวิตที่จำเป็น

1 - ทุนประกันชีวิต (จำนวนเงินเอาประกันภัย) คือเงินที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เราเมื่อเสียชีวิต เราควรเริ่มจากการกำหนดทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมก่อนที่จะซื้อประกันชีวิต โดยคิดว่าหากเราต้องจากไป คนข้างหลังควรได้เงินเท่าไหร่เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่เดือดร้อน เพราะจุดประสงค์หลักของการทำประกันคือ “ความคุ้มครอง” ส่วนการลดหย่อนภาษีเป็นเพียงผลพลอยได้

2 - การคิดทุนประกันชีวิตมีหลายวิธี อาจคิดเร็ว ๆ ได้จาก 5 เท่าของรายได้ต่อปี หรือ 10 เท่าของรายจ่ายต่อปี ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการปรับตัวของครอบครัวเมื่อเราจากไป แต่การคิดที่ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น คือคิดจากความจำเป็นทางการเงิน (Financial Needs) เช่น ถ้าเรายังมีหนี้สิน หากเราจากไปแล้ว หนี้สินนั้นควรต้องหายไปพร้อมกับเราด้วย ไม่ตกเป็นภาระแก่คนข้างหลัง

3 - ทุนประกันชีวิตที่จำเป็น = “ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย” หักลบด้วย “ทรัพย์สินที่มี”

• ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย = หนี้สินที่ยังเหลือทั้งหมด + ค่าใช้จ่ายพิธีศพ + ทุนเพื่อการปรับตัวของครอบครัว (คิดจากเงินที่อยากส่งเสียให้ครอบครัวรายเดือน x จำนวนเดือน เช่น ส่งเสียเดือนละ 20,000 บาท ต้องการเงินเป็นทุนเพื่อการปรับตัว 5 ปี ทุนก้อนนี้คือ 20,000 x 60 = 1.2 ล้านบาท)

• ทรัพย์สินที่มี เช่น เงินออม กองทุนรวม หุ้น ทองคำ รวมถึงทุนประกันที่มีอยู่เดิม (เงินที่จะได้รับหลังจากเสียชีวิตแล้ว เช่น ทุนประกันกลุ่มของบริษัท เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันสังคม)

4 - เมื่อคำนวณทุนประกันที่จำเป็นแล้ว ค่อยมาดูเบี้ยประกันว่าต้องจ่ายเท่าไหร่? เราจ่ายไหวมั้ย? เบี้ยประกันที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10-20% ของรายได้ต่อปี (หรือเงินเดือน 1-2 เดือน) การเลือกแบบประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้เราจ่ายเบี้ยถูกลงโดยได้รับความคุ้มครองตามที่ต้องการได้ ทำให้เบี้ยที่จ่ายไปคุ้มค่ามากที่สุด

5 - ควรทบทวนกรมธรรม์อย่างน้อยทุก 5 ปี เพื่อดูว่าทุนประกันชีวิตและความคุ้มครองต่าง ๆ ที่เรามียังสามารถครอบคลุมความจำเป็นทางการเงินของเราได้อยู่หรือไม่

#siamstr

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr ผมพึ่งอ่านเล่มนี้จบ The Invisible Leader ผู้นำล่องหน ของเคน นครินทร์ ถ่ายทอดแนวคิด วิธีการของการเป็นผู้นำในยุคสมัยใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี “ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี แต่คือผู้นำที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมงาน” ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยอยากมาแชร์ครับ สรุปเนื้อหา ดังนี้

Part 1 Realize(สิ่งที่ผู้นำต้องตระหนัก)

- The 4Vs why(ตื่น(ไม่)รู้ ผู้นำจำเป็นตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัย คือ Volatility (โลกมีความผันผวน), Velocity(โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างมีอัตรเร่ง), Value Shifts(โลกเปลี่ยนแปลงกระทบถึงคุณค่าทางสังคมสะท้อนจาก 5 ปรากฎการณ์ คือ Web3 ,Wealth ,Warming World, World Citizen และ Wellness,) Versus (การเปลี่ยนแปลงที่หาสมดุลใหม่ที่โลกเก่ากำลังล่มสลาย ระเบียบใหม่กำลังถูกก่อร่าง)

- The Invisible Leader(ผู้นำล่องหนที่ทุกคนเพรียกหา) ผู้นำที่คนจะยอมรับก็คือผู้นำที่เขาตระหนักว่า เขาทำเพื่อ We ไม่ใช่เพื่อ me และ เขาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน ผู้นำคือผู้ผลักดันเบื้องหลังความสำเร็จ ผู้นำล่องหนอาจจะมองไม่เห็นแต่ไม่ใช่ไม่มีอยู่

- Technical Challenge VS Adaptive Challenge(ความท้าทายเปลี่ยนไป ผู้นำเปลี่ยนแปลง) ปัญหาท้าทายในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้โดยผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ผู้นำที่มีความอ่อนโยนและมีความเข้าใจจะสร้างอิทธิพลที่แข็งแกร่งได้ ต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ต้องคิดเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

Part 2 Reset(สิ่งที่ผู้นำต้องทำกับตัวเอง)

- Embrace Change(โอบกอดความเปลี่ยนแปลง) ผู้นำต้องปลดล็อคการยึดติดในอดีตโดยใช้เทคนิค ดังนี้ เรียนรู้-ร่วมลอง-ลงมือ เพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจมัน เห็นศักยภาพว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ไม่ใช่ก็เลิกได้ไม่ยึดติด, ยอมฉีกขาดเพื่อยืดขยาย เผชิญความผิดพลาดอย่างกล้าหาญ จำไว้ว่าเหนือกว่า Resillience คือ Antifragility ยอมฉีกขาดแตกสลาย แต่กลับมาอีกครั้งจะแข็งแกร่งกว่าเดิม

- Educate Continuously(เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง) ให้เรียนรู้โดย ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ให้กับตัวเอง ปรับเปลี่ยนความรู้ให้เท่าทันสถานการณ์โลกปัจจุบัน, ค้นหา วิธีการเรียนรู้ ที่เหมาะกับตนเอง ดูจาก สถานการณ์ จุดอ่อน จุดแข็งและความท้าทาย(SWOT) ที่คุณต้องเผชิญ และเลือกช่องทางเรียนรู้ที่ถูกจริตกับคุณ เช่น อ่านหนังสือ เข้าคอร์สอบรม, อย่ามองข้ามการเรียนรู้จากมวลชน ต้องพบปะผู้คน ฟังความคิดเห็นของตลาด มีภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอยู่ในนั้นเสมอ

- Envision (ฟังตัวเอง อ่านโลก เขียนอนาคต) นิยามของ Vision คือ เข็มทิศไม่ใช่แผนที่ บอกทิศทางแต่ไม่ได้บอกวิธีการที่จะไปถึง, Vision ไม่ใช่ภารกิจ แต่คือเจตนารมณ์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน, Vision คือ ความหมกมุ่นของผู้นำ มันจะเป็นพลังที่ทำให้ผู้ตามเชื่อมั่นและพร้อมก้าวไปด้วยกัน, นำด้วย Vision ไม่ใช่อำนาจจากตำแหน่ง ต้องสร้างให้ทีมงานมีความศรัทธาใน Vision เพราะมันคือเป้าหมายของทีมงานเช่นกัน

- Enchance Strategy (ศาสตร์และศิลป์สู่ความสำเร็จ) กลยุทธ์ไม่ใช่วิสัยทัศน์, กลยุทธ์ไม่ใช่แผนงาน(เสียทีเดียว) กลยุทธ์ไม่ใช้การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม, กลยุทธ์ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เวลาที่คิดกลยุทธ์ ให้ระลึกไว้ว่า ที่คุณต้องเลือกเพราะทรัพยากรมีจำกัดต้องคิดให้รอบคอบว่าอะไรคือโซนเสี่ยง โซนแพ้ โซนกับดักและโซนชนะของคุณ, คุณต้องคิดเองสร้างเอง, ทำสิ่งที่สอดคล้องกับเทรนอนาคต..เมื่อมีกลยุทธ์ที่ดีแล้วก็ คิด(Think) วางแผน(Plan) และลงมือทำ(Act) ทันที!!

Part 3 Revive(สิ่งที่ผู้นำต้องทำกับทีม)

- Engage(สื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม) คนเราจะเชื่อใจใครได้ก็ต่อเมื่อ รู้ว่าเขาเป็นคนจริงใจ มีเหตุผลและปรารถนาดีต่อเรา เมื่อเขาเชื่อใจคุณแล้วให้ใช้เทคนิคดังนี้ ชี้แนะไม่ชี้นำ, เรียบง่ายไม่ซับซ้อน, รอบด้านไม่ใช่รอบตัว, ความรู้สึกไม่ใช่ความรู้ และเข้าใจไม่ใช่แค่เข้าถึง

- Empathize(เพราะเข้าถึงจึงเข้าใจ) เริ่มต้นสร้าง Empathy โดยเริ่มจากการฟัง แบ่งเป็น 5 ระดับคือ Ignoring(ไม่ฟัง), Pretend listening(แสร้งว่าฟัง), Selective Listening(เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่สนใจ), Altentive listening(ฟังอย่างตั้งใจเพื่อหาข้อเท็จจริง), Empathtic listening (ฟังแล้วจับความรู้สึก อารมณ์ของผู้พูด เป็น Active listening) โดยเทคนิคฝึก Active Listening คือ ทำการบ้านไปก่อน, ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่อตอบโต้, ทวนคำพูดสำคัญของเขาเป็นระยะๆ, ฝึกฝนอวัจนภาษา และอย่าตัดสิน(ฟังแล้วตัดสินคนพูด บทสนทนาจะจบลงทันที)

- Empower(หัวใจคือการให้อำนาจ) มีหลายรูปแบบ เช่น ผู้นำเป็นนักเต้นรำ(ก้าวนำ ก้าวตาม ก้าวข้าง ก้าวหน้า ก้าวหลัง), เจฟฟ์ เบโซส ใช้กฎพิซซ่า 2 ถาด(งานจะมีประสิทธิภาพที่สุดถ้าซอยทีมย่อย ประมาณ 6-8 คน ที่อิ่มด้วยพิซซ่า 2 ถาด), ผู้นำต้องคิดแบบสตาร์ทอัพ ทำแบบเอสเอ็มอี และมีระบบแบบมหาชน..มี 4 ขั้นตอนในการ Empower คือ กล้ามอบอำนาจ, กล้ายอมปล่อยให้ผิดพลาด, กล้าลงทุนในทรัพยากรที่เขาควรได้และกล้ายอมรับผิดมากกว่ารับชอบ

- Energize(พลังของผู้นำคือพลวัตของทีม)มี 3 เสาหลัก คือ ร่างกาย(จิตใจที่แข็งแกร่งย่อมอยู่ในสุขภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ), จิตใจ(ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ มีสำเร็จก็มีล้มเหลว ล้มแล้วลุกพาทีมงานเดินต่อ), ความสัมพันธ์(สัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้างจะทำให้เรามีความสุข อย่ามุ่งไล่ล่าแต่เป้าหมายเพราะความสำเร็จนั้นจะไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนที่มีความหมายในชีวิตคุณได้เลย)

Part 4 Reform(ผู้นำต้องทำให้โลกดีขึ้น)

- Beyond Profit(คิดให้ไกลกว่าผลกำไร) ปลูกฝังสำนึกในเรื่อง โลกทั้งใบคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เน้นProfit(ผลกำไร)สูงสุดแต่ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดกับ People และ Planet, สำนึกในความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม(ความเหลื่อมล้ำลดได้โดย เก็บภาษีทั่วถึง, ช่วยให้ทุกคนสู้กันได้,ทรัพยากรใดมีจำกัดก็ต้องจำกัดมัน, คนทำผิดเหมือนกันต้องรับโทษเหมือนกัน)

- Sustainable Mind (จุดยืน-หยัดยืน-ยั่งยืน) สร้างความยั่งยืนของส่วนรวมเป็นหนึ่งในโจทย์ของธุรกิจตน ไม่ใช่แค่ทำ CSR เท่านั้น, เปลี่ยนแปลงในส่วนที่ทำได้เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนส่วนรวม, ล้มและเลิกสิ่งที่สานต่อวงจรความเหลื่อมล้ำหรือการทำลายสังคมและโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยาวหน่อยนะครับ😅….คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่ต้องบริหารทีมงานในยุคนี้นะครับ🙏❤️

GM ครับผม😄☀️📖

ไหนจะต้องเลือกประเทศ,เลือกกลุ่มธุรกิจ เพียงเพื่อจะรักษาเงินออมของเรา โดยเอาเงินไปฝากคนตัวใหญ่ที่เข้าถึงเงินก้อนใหญ่ที่เป็นหนี้มาเพิ่มมูลค่าหุ้นได้มากกว่า เพราะต้องให้เงินเรามูลค่าไปกับพวกเค้าแค่นั้นครับ

📌หุ้นมันไม่ใช่ที่เก็บเงินเหลือจากใช้ที่คิดจะรักษาความมั่นคงของเงินตัวเองครับ เหมือนเราเอาเงินออม มาเสี่ยงทำธุรกิจนั่นแหละ แต่แค่เราต้องไว้ใจกับบริษัทที่คิดว่าดีทั้งระบบและคนบริหารแค่นั้นเอง

แล้วคุณเชื่อใจในคนอื่นทำธุรกิจแค่ไหนก็แบ่งไปเท่านั้นครับ เอาตามราคาที่คิดว่าเหมาะสมเพราะหุ้นก็ทำเงินให้เราได้ตามนี้ครับ

หุ้นทำเงินให้เราอย่างไร ?

หลายคนคงรู้แล้วว่า “การซื้อหุ้น” คือ “การซื้อความเป็นเจ้าของบริษัท” จริง ๆ หุ้นสามารถทำเงินได้ 2 ช่องทางได้ คือ

1. ขายหุ้นในราคาที่สูงกว่าที่เราซื้อมา(เก็งกำไร)

นึกภาพง่าย ๆ ว่าเหมือนเราซื้อทองคำเก็บไว้ ต่อมาราคาทองคำมันสูงขึ้น ซึ่งเราจะได้เงินจริง ก็ต่อเมื่อขายทองคำออกไป หุ้นก็คล้ายกัน เพราะเราจะได้เงินเข้ามา เมื่อขายหุ้นแล้วเท่านั้นแต่สิ่งที่หุ้นแตกต่างจากทองคำคือ ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอยู่กับรายได้และกำไรของบริษัท ดังนั้นถ้าอยากได้กำไร ก็หมายความว่า เราต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีนั่นเอง

2. จ่ายเงินปันผล

ในเมื่อบริษัทขายของมีกำไรแล้ว หลายบริษัทจึงเลือกจ่ายเงินส่วนแบ่งแก่คนที่ถือหุ้นบ้าง

แต่ต้องบอกว่า “เงินปันผล” ไม่เท่ากับ “กำไรของบริษัท” เพราะโดยส่วนใหญ่บริษัทก็เก็บกำไรเอาไว้กับตัวเอง เพื่อไปลงทุนต่าง ๆ ที่ช่วยให้บริษัทเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก แล้วหุ้นจะจ่ายเงินปันผลตอนไหนและกี่ครั้ง ?

คำตอบขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทและทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของหุ้นว่า มันสามารถทำเงินให้เราได้อย่างไรนั่นเองครับ

#siamstr

GM ครับผม สรุปได้ครบเลย😄☀️

GM ครับผม😄☀️

GM ครับผม😄☀️☕️

GM ครับผม😄☀️

GM ทุกคนครับ😄☀️

เราแค่ต้องการมีสิ่งที่ตรวจสอบได้ง่าย

เปลี่ยนแปลงกติกากันได้ยาก เหมือน“เวลา”

ของคนเรา

เพื่อสื่อสารและส่งต่อมูลค่ากัน

ไม่จำเป็นต้องยึดว่าคือสิ่งอะไร แค่มีอะไรบ้างที่ทำได้แบบนี้ก็พอครับ.

#siamstr

ควรเริ่มจากความเสี่ยงในชีวิตครับ ว่ามีอะไรบ้างอะไรที่เรารับเองได้ อะไรที่เราอยากโอนความเสี่ยง ก็เลือกตามงบที่ตัวเองพอจะแบ่งไปจ่ายได้ครับ แต่ละคนความเสี่ยงของชีวิตไม่เหมือนกัน ประกันควรจะไม่เหมือนกันครับ😄