**ถ้าจะเอาตามที่ยายผมบอก**
ประมาณปี พ.ศ. 2520 ตาผมซื้อที่ดิน บ้านที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ไร่ละ 4000 บาท
ปัจจุบันขายกันไร่ละประมาณ 1 ล้านบาท CAGR ก็ตก 12.47% เบาๆ #Siamstr
พี่ nostr:npub1vaz88a5zhsqsrj220vh5vdnpjsu53msm34hzvcrh27x5d7zeav7qm45t60 ซื้อเลข 60-69 ใช่ไหมครับ
วันนี้ผมจะมาสอนคุณซื้อหวย หวยเหลืออีก 6 ชุดครับผม #Siamstr link :
ขั้นตอนแรกกดไปที่ link :

เลือกเลขที่คุณชอบ : กดไปตรงที่รูปตะกร้า

(ถ้าอยากดูรายละเอียด ซึ่งมันไม่ค่อยมีอะไรให้ไปกด View Details)
เสร็จแล้วมันจะมี order ขึ้นตรงตะกร้า คุณก็กดเข้าไป

มันจะแสดงรายละเอียด order ของคุณ คุณก็ตรวจสอบรายละเอียด
ถ้าหากว่าถูกต้องแล้ว ต่อไปก็กดตรง PROCEED TO CHECKOUT

กดชำระเงินด้วย LN กด CONFIRM

ไม่ต้องกรอกอะไร กด PLACE ORDER

ต่อไปมันจะให้คุณกรอก nsec หรือ private key ของคุณ จากนั้นกด GENERATE

มันจะขึ้นมาหน้าเดิม คุณก็กดตรง PLACE ORDER อีกครั้ง

หลังจากนั้นมันจะขึ้น QR code มาให้คุณ คุณก็ยิงไป

พอชำระเสร็จมันก็จะขึ้นมาหน้านี้ ให้คุณกดไปตรงรูป Orders

มันจะขึ้นมาหน้านี้ ให้คุณกดตรงนี้

จากนั้นมันจะแสดงกล่องข้อความขึ้นมา ให้คุณกดไปตรงนี้

มันก็จะแสดงข้อความของ order ของคุณ เสร็จแล้วคุณก็ป้อน address wallet :
ให้ผม เพื่อความสะดวกเวลาคุณถูกรางวัล ผมจะได้โอนไปให้เลย

พอคุณป้อน address wallet เสร็จแล้วคุณ ก็แค่รอวันหวยออก ถ้าหากว่าคุณ
ถูกรางวัล เดี๋ยวผมจะโอน sats เข้าบัญชีคุณเองครับ

ลอง comment ผ่าน messages ก็ได้ครับพี่ จะได้ลองฝึกและพัฒนาต่อไปครับ
ผมมารู้ความหมายของคำว่า"ทุกวินาทีมีค่า"ตอนที่คนที่ผมรักเกือบลาโลกใบนี้ไป
วันนั้นตื่นเช้าขึ้นมาเหตุการณ์ก็ปกติทุกอย่าง ทุกคนภายในบ้านก็ทักทายกันตาม
ปกติ มันจะมีพิเศษหน่อยก็ตรงที่วัดข้างบ้านเขาจัดงานประเพณี ยายผมซึ่งเป็น
สายบุญแกจะพลาดไปได้ยังไง แกก็เตรียมชุดแต่งหน้าทาปากอะไรเสร็จสรรพ
แต่พอแกเดินไปถึงตรงหน้าประตูบ้าน แกกลับมาเปลี่ยนชุดเป็นชุดปกติ แล้วก็
เข้าไปนอนพักที่เตียงแก ผมก็สงสัยว่ายายกลับมาทำไม ผมก็ถามไปว่าอ้าวตอน
เช้าเห็นยายบอกว่าจะไปวัด จะเข้าไปทำบุญกับเขาไม่ใช่หรอ ยายผมก็ตอบกลับ
มาว่า ยายรู้สึกเหมือนปวดหัวนิดๆ คิดว่าน่าจะไม่ไปทำบุญแล้ว ขอกลับมานอน
พักดีกว่า ตอนที่ยายกลับมานอนพักพ่อผมก็กำลังออกไปทำสวนของแกพอดี ใน
บ้านก็เหลือ ยาย แม่ แล้วก็ผม พอเวลาผ่านไปสักพัก แม่ก็เรียกผมไปถอนผมขาว
ให้แก พอถอนจนแกพอใจ ผมก็ไปทำอะไรเรื่อยเปื่อย ดู youtube อะไรตาม
ประสาผม พอผมดูไปสักพัก แม่ก็ส่งเสียงดังทะลุหูฟังที่ผมใส่ บอกว่ายายเป็นอะไร
ก็ไม่รู้ เหงื่อเต็มตัว แล้วก็พูดเหมือนคนละเมอ ผมก็สงสัย ผมก็เลยเข้าไปดู ผมก็งง
ไปพักหนึ่งว่าเป็นอะไร แม่ผมก็นึกว่า ผีอาจจะเข้ายาย ผมบอกกับแม่ว่าไม่ใช่มั้ง
วินาทีนั้นแม่กับผมต่างคนก็ต่างกลัว ทำอะไรก็ไม่ถูก อีกสักพักยายก็ควบคุมตัว
เองไม่ได้ก็เลยฉี่รดที่นอน ตอนนั้นแม่ผมก็ใจเสียแล้ว อาการของยายก็หนักขึ้น
เรื่อยๆ เหมือนไม่ตอบสนองอะไรแล้ว แม่ก็ลองไปเปิดแอร์แล้วพัดให้ยาย ส่วนผม
ก็ตัดสินใจโทรเรียกรถโรงพยาบาลเลย เบอร์ 1669 พอโทรติด น่าจะเป็นเบอร์
ของที่รับแจ้งเหตุส่วนกลาง ไม่ใช่เบอร์ของโรงพยาบาลโดยตรง เขารับแจ้งเหตุ
เสร็จ เขาอาจจะไปบอกกับโรงพยาบาลให้มารับอีกที พอโทรติด เขาก็ถามว่า
อยู่ที่ไหน ใครเป็นอะไร ผมก็บอกว่า ยายผมเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่เคยเจอ เขาก็
ถามอาการต่างๆ อย่างใจเย็น (ตอนนั้น ผมคิดในใจจะถามอะไรนักหนา แค่ส่ง
รถโรงพยาบาลมารับก็พอ ยายอาการจะแย่อยู่แล้ว) วินาทีนั้นแหละแม้มันจะ
เป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่ทำให้ผมเอ๊ะแรกแล้วว่า เวลาเรากำลังจะเสียคนที่เรารัก
ไป เราก็อยากได้รับการช่วยเหลือที่ไวที่สุดเพราะแม้วินาทีเดียวก็อาจจะมีผลต่อ
คนที่เรารักได้ พอคุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับสายเสร็จ ผมว่าเขาก็คงไม่รู้เรื่อง เพราะ
ผมเองเนี่ยแหละที่ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรกับเขาได้เลย เนื่องจากผมก็ไม่เคย
เห็นยายเป็นแบบนี้ ผมก็เลยไม่สามารถอธิบายกับเขาได้ ผมเข้าใจเจตนาเขานะ
ที่เขาถามเยอะๆเพราะเขาจะได้ส่งทีมที่จะช่วยเหลือมาได้ตรงกับสถาณการณ์
ที่เกิดขึ้น อีกสักพักโรงพยาบาลก็โทรมาถามว่าบ้านอยู่แถวไหน ผมก็บอกไป
เขาก็บอกไม่แน่ใจว่าจะใช่ที่ที่เขาเคยไปไหม ผมก็เลยอธิบายเพิ่มเติม
จบประโยคด้วยการ งั้นเดี๋ยวผมจะยืนอยู่หน้าบ้านรอ ส่วนแม่ผมก็กลัวว่ารถ
โรงพยาบาลจะมาช้า เลยอยากให้ผมไปยกยายแล้วเดี๋ยวแม่จะขับรถไปโรง
พยาบาลเอง พอผมลองยกยาย ผมยกไม่ขึ้น เพราะยายทิ้งตัวหมดเลย ผมก็บอก
กับแม่ว่ายกไม่ไหว งั้นรอรถโรงพยาบาลดีกว่า แม่ก็อยู่เฝ้ายายพยายามประคอง
สติยาย ผมก็ไปรออยู่หน้าบ้าน ช่วงเวลานั้นประมาณ 4-5 นาที กว่ารถจะมาถึง
(ช่วงเวลานั้น มันเหมือนนานมากเลย ได้แต่คิดในใจ เมื่อไหร่รถจะมา เมื่อไหร่รถ
จะมา) มันเกิดเอ๊ะที่สองเกิดขึ้น ถ้าเขาช่วยยายไม่ได้แหละ จะทำยังไง ผมก็คิดไป
ต่างๆนาๆ เรายังไม่ได้ดูแลแกเต็มที่เลย แกจะไปแล้วจริงๆหรอ ผมอ้อนวอนให้รถ
โรงพยาบาลมาให้เร็วที่สุด พอได้ยินเสียงรถโรงพยาบาลมาไกลๆ ผมก็ใจชื้นขึ้น
มาหน่อย เสียงมันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนผมเห็นรถโรงพยาบาล(ตอนนั้นผมเหมือน
เจอกับอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมดีใจมากๆ) พอรถโรงพยาบาลมาถึง พยาบาลก็เช็ค
อาการต่างๆ ปรากฏว่ายายน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการช็อค พวกพยาบาล
ก็ช่วยยายด้วยการเติมน้ำตาลเข้าไปในเลือด แล้วก็พายายไปโรงพยาบาล พออยู่
ในการดูแลของหมอและพยาบาล ยายก็อาการดีขึ้นตามลำดับ สักพักก็หายเป็น
ปกติ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดได้ว่า วันและเวลาที่เราสามารถอยู่กับคนที่เรารัก
นั้นมีค่า ควรใช้เวลากับเขาให้คุ้มค่าที่สุด เพราะเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า
เรากับเขาจะจากกันไปตอนไหนเวลาใด ดังนั้นจงใช้ชีวิตกับคนที่เรารักในทุกๆวัน
เหมือนกับว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย ขอบคุณครับ #Siamstr
ขอบคุณแรงบันดาลใจจากพี่ตั้มในการฝึกเขียนบทความครับผม nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85

## Writing technique | รีวิวบทความตัวเอง
หลายคนอาจไม่รู้ว่าผมพึ่งเขียน Long-form ใหม่ไปเมื่อวาน.. ส่วนโน๊ตนี้ผมตั้งใจจะถ่ายทอดอีกหนึ่งเทคนิคในการเขียนบทความให้พวกเราฮะ ✌️

nostr:naddr1qq25cdpkdq6hwcnyw4y5vvnhgd2x2jpsxsc4xq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65w8g3m9t
Yaki| https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/L46h5wbduIF2wCTeH041S
คนที่ยังไม่ได้อ่านก็คงเพราะผมเล่นพิเรนไม่ยอมโน๊ตบอกกันตรงๆ 55 (หรืออาจจะยังไม่ว่าง) แต่ไม่เป็นไร ก็ไปตามอ่านกันเองได้นะครับ Thank you!
เทคนิคที่ว่าก็คือ.. “**การประเมิณผลงานของตัวเอง**” (แบบวางอคติส่วนตัวลง) ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ได้ใช้แค่กับงานเขียน เราสามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ได้กับทุกเรื่องในชีวิตนะครับ
มันฟังดูแปลกๆ ใช่ไหม?
จะอวยผลงานตัวเองมากกว่าจะออกมาวิจารณ์ล่ะมั้ง?
ทำแบบนั้นไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ.. ทุกคนก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนเก่งระดับฟ้าประทาน สิ่งเดียวที่ผมมุ่งมั่นอยู่ตลอดคือ “**พยายามจะเป็นคนที่เก่งขึ้น**” “**พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา**” และการรีวิวตัวเองก็เป็น “**ขั้นสูง*”” ของทักษะหนึ่งที่จะพาเราไปสู่จุดนั้น
ที่บอกว่าเป็นขั้นสูง เพราะมันยากที่มนุษย์จะมอง “**งานของตัวเอง**” ในด้านลบได้จริงๆ (ไบแอสกันซะส่วนใหญ่) มันยากที่จะได้ผล
*(ใครกลัวโดนสปอยล์เนื้อหาบทความในรีวิวนี้ แนะนำให้ลองไปหาเวลาอ่านมาก่อนนะครับ)*
ปกติคนส่วนใหญ่ก็จะปล่อยผ่าน จะมีอ่านวนๆ ชื่นชมผลงานตัวเองอยู่หลายรอบ แต่ก็มีน้อยคนที่จะมานั่งอ่านซ้ำเรื่อยๆ หรือคิดจะวิจารณ์งานของตัวเอง
เอาแบบนี้.. เวลาที่เราทำกับข้าวเสร็จเรายังต้องชิมก่อนเลยใช่ไหมล่ะ? มันอร่อยไหม เค็มไปหรือเปล่า หวานจัด หรือขาดอะไรไปไหม?
การรีวิวงาน (บทความ) ตัวเองก็เหมือนกัน.. เป็นการ “**ชิม**” งานของตัวเอง ว่ารสชาติของมัน (เนื้อหา, ภาษา) เป็นยังไง มีอะไรที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง
**แล้วเราจะได้อะไรบ้างจากการรีวิวตัวเอง?**
เราจะฝึกมองให้เห็น “**แผนที่**” ของบทความ เห็นเส้นทางทั้งหมดว่าเราได้พาคนอ่านไปไหนบ้าง จุดไหนที่น่าสนใจ จุดไหนบ้างที่น่าเบื่อ?
ฝึกมองหา “**จุดแข็ง**” ในงาน ส่วนไหนที่เราเขียนได้ดี ประโยค, สำนวน, คำไหนบ้างที่เด็ดๆ สละสลวย เข้าใจง่าย อ่านแล้วเข้าหัว ฯลฯ อะไรที่ดีเราสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
ในทางกลับกันการพิจารณาผลงานโดยวางอคติส่วนตัวลง (วางได้จริงๆ) เราจะพบ “**จุดอ่อน**” ว่ามันมีตรงไหนบ้างที่อ่านแล้วงง ภาษาวกวน บางจุดก็ไม่รู้จะใส่มาทำไมเพราะไม่สัมพันธ์หรือให้ประโยชน์อะไรต่อตัวบทความ ฯลฯ เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ เพื่อคราวหน้าจะได้ไม่พลาดอีก
นอกจากนี้.. ลองสังเกตดูสิว่าเวลาเราเขียนเรามักจะ “**อิน**” กับเรื่องของตัวเอง ทำให้มักจะลืมนึกถึงคนอ่าน การรีวิวจะช่วยฝึกให้เรามองจากมุมคนอ่าน พวกเค้าสนใจเรื่องแบบนี้ไหม ชอบมันไหม อ่านแล้วจะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อหรือเปล่า?
คำถามที่ยากก็คือ แล้วเราจะรีวิวยังไงให้ “**เวิร์ค**”?
สเต็ปง่ายๆ คือต้องเริ่มจากการ “**พักก่อน**” คืออย่ารีบรีวิวปุ๊บปั๊บ เราควรรอสักพักให้ความอินมันจางลงก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาอ่านใหม่ ทำแบบนี้จะได้เห็นข้อผิดพลาดชัดขึ้น
ในตอนที่กลับมาอ่านก็ลองคิดว่า เรา “**เป็นคนอ่าน**” ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อ่านแล้วรู้สึกยังไง เข้าใจหรือน่าเบื่อ?
จากนั้นก็ลองถามตัวเองว่าบทความมันน่าสนใจไหม? ภาษาล่ะ.. อ่านเข้าใจได้ง่ายหรือยาก? เนื้อหาครบถ้วนหรือเปล่า? มีตรงไหนบ้างที่น่าเบื่อ? อ่านแล้วอยากรู้อะไรเพิ่มไหม?
และอย่าลืม “**Take note**” เจออะไรดี ไม่ดี จดไว้เลย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลืม สามารถเอาสิ่งที่จดไว้ไปปรับปรุงพัฒนาตัวเองได้
ถัดจากนี้ก็เป็นขั้นตอนของมืออาชีพแล้วล่ะ นั่นคือการ “**พิสูจน์อักษร**” และ “**Proofread**” ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมากๆ (แบบที่ อ.พิริยะ Live ในรายการ POW นั่นล่ะ)
หลายคนอาจจะมองข้ามขั้นตอนนี้ไป หรือไม่เคยรู้เลยว่าควรต้องทำ แต่จริงๆ แล้ว มันสำคัญมากนะ
ในการเขียนบทความ (เขียนหนังสือ หรืองานเขียนรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย) ถ้ามี "**คำผิด**" มันก็ตะหงิดๆ รำคาญลูกตา หรือถ้ามี "**ประโยคไม่รู้เรื่อง**" คนอ่านก็จะ "ไม่อิน" มันก็ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ..
ผมจะแชร์เทคนิคง่ายๆ ที่ใช้ในการ "**พิสูจน์อักษร**" บทความให้นะครับ
เหมือนเดิม ไปพักก่อนหลังจากเขียนเสร็จ พักสัก 1-2 วัน ค่อยกลับมาอ่าน จะช่วยให้เรามอง “**เห็นคำผิด**" ได้ง่ายขึ้น
จากนั้นลองอ่านออกเสียงดูหน่อย ทุกประโยค ทุกคำ การอ่านออกเสียงจะช่วยให้เราจับ "**จังหวะ**" "**ความลื่นไหล**" ของประโยคเหล่านั้นได้ กระทั่งจังหวะการหายใจของคนอ่าน
ทีนี้ลองอ่านย้อนหลังดูบ้าง (แปลกๆ ใช่มะ?)
โดยเริ่มอ่านจากประโยคสุดท้ายย้อนขึ้นไป เหตุผลที่ต้องทำท่ายากแบบนี้ก็เพราะมันจะช่วยให้เราโฟกัสที่ "**คำ**" มากกว่า "**ความหมาย**” นั่นเอง
วุ่นวายกว่านั้นหน่อยก็คือลองให้คนอื่นช่วยอ่าน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เพื่อนหรือคนรู้จักช่วยอ่าน และให้คำแนะนำกับเรา (ในทีม RS เรามีคนทำหน้าที่ Proofread แยกจากคนเขียนเลยล่ะ)
เห็นไหมล่ะว่า “**งาน**” ไม่ได้จบแค่การ “**ทำให้เสร็จ**” มันมีขั้นตอนในส่วน “**Post-production**” ทำนองนี้ด้วย ซึ่งถ้าเราคือคนประเภทที่อยากจะทำทุกๆ อย่างให้ออกมาดีที่สุด เราชอบพัฒนาตัวเราเอง สนุกกับการได้ “**เป็นคนที่ดีขึ้น**” เราก็จะไม่มองว่าสิ่งเหล่านี้คืองานหรือเป็นภาระแต่อย่างใด..
สิ่งเหล่านี้คือบทบาทที่ผมทำจริงๆ อยู่เบื้องหลัง ตอนที่ผมมีโอกาสได้ช่วยอาจารย์พิริยะแปลหนังสือ “**Layered Money**” และ “**Inventing Bitcoin**” รวมไปถึงบางบทความบนเว็บไซต์ RS และของตัวเอง
โอเค.. ต่อไปผมขอขึ้นคำว่า **SPOILED ALERT** 🚨⚠️ไว้ก่อนแล้วนะ!
จากที่ผมแนะนำมาทั้งหมด ทีนี้เรามาลองดูการรีวิวบทความ "**เสียงแห่งความทรงจำ**" ของผมกันบ้าง
## เริ่มจาก **ข้อดี** ก่อนละกัน
อย่างแรกที่ชัดคือ **การเล่าเรื่อง** ในมุมมอง **First person** ที่ผมถนัด ด้วยเทคนิค **Storytelling** ในแบบเฉพาะของผมเอง ซึ่งมักจะมี “**ตัวละคร**” (ก็คือตัวผม) มี “**ฉาก**” (ยุค 2000s) และมักจะมี “**ปัญหา**” (ความเบื่อหน่าย, เสียงเพลงที่พาผมย้อนอดีต) นำมาเสมอ
ผมชอบที่เริ่มต้นบทความด้วยเรื่องส่วนตัว บรรยากาศชิลๆ จากการฟังเพลง “**Shadow of the Day**” แล้วจึงค่อยๆ โยงไปเรื่องความทรงจำ มันเหมือนผมพยายามจะ "**ดึง**" คนอ่านเข้ามาในโลกของบทความ (ผมชอบทำแบบนั้นแหละ)
ส่วนด้าน **ภาษา** ด้วยความที่ผมเคยได้เกรด 1 ภาษาไทยมาก่อน ผมรู้ตัวเองไม่น่าจะไปสายพรรณาโวหารได้ ผมจึงตั้งใจใช้ภาษาแบบคนคุยกันธรรมดาๆ ไม่เป็นทางการมากนัก มันเลยอ่านได้สบายๆ ไม่วิชาการจ๋า โดยแอบหวังว่ามันจะทำให้คนอ่านรู้สึก "**ใกล้ชิด**" และ "**เข้าถึง**" บทความได้ง่ายขึ้น
ในแง่ของ **ความรู้** ถึงมันจะเป็นบทความที่เน้น Storytelling แต่ผมก็ได้พยายามสอดแทรกเกร็ดความรู้เรื่อง “**สมอง**”, “**ความจำ**” และ **AI** ลงไปด้วย เพราะอยากให้มันทั้งอ่านสนุก ทั้งได้ความรู้แบบ "**เบาสมอง**" ดูบ้าง
ฉากเรื่องใน **ยุค 2000s** ผมแทรกความเป็น “**Pop Culture**” ลงไป ผมเชื่อว่าคนที่โตมากับ **Linkin Park** อ่านแล้วน่าจะคิดถึงวันเก่าๆ ของวัยรุ่น 2000 และบรรยากาศเก่าๆ มันเหมือนเป็น "**รหัสลับ**" ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคนรุ่นเดียวกันนั่นเอง
## ส่วนเรื่อง **ข้อเสีย** ที่ผมมองเห็น
ผมอ่านเองแล้วพบว่าเนื้อหา **ส่วน "ไขความลับ" มันยาวและอัดแน่นเกินไป** นี่แหละ.. คือจุดที่ผมรู้สึกว่า "**พลาด**" ที่สุด คือตอนเขียนมันอินมากไปหน่อย อยากจะใส่ข้อมูลเยอะๆ เกี่ยวกับสมอง, ความจำ และอยากแถมเรื่อง AI ด้วย เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง แต่ลืมคิดไปว่า คนอ่านอาจจะรู้สึก "**อิ่ม**" จนเกินไป 😵💫
และแน่นอน.. **ความยาว** ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ โดยส่วนตัวมันเป็น “**Trademark**” ของผมอยู่แล้วที่มักจะเขียนอะไรก็ยาวไปหมด ผมพยายามไม่เขียนให้ยาวเกินไป (แล้วนะ) เพราะจริงๆ ก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาอ่านอะไรยาวๆ กันเท่าไหร่ ดังนั้นมันควรจะ "**เข้าถึงง่าย**" และอ่านจบได้ในเวลาไม่นาน บทความนี้มันยาวไปหน่อยนั่นเอง..
ลึกลงไปอีกคือ **โครงสร้างเนื้อหา** ซึ่งผมควรจะแบ่งส่วนนี้ให้เป็นหัวข้อย่อยๆ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น เช่น ผมควรแยกหัวข้อและใช้ Heading หรือ Bullet points เข้ามาช่วยแบ่งส่วนของเนื้อหาให้เป็นหมวดหมู่ย่อยๆ
* สมองกับการทำงานของความทรงจำ
* ทำไมเราถึงจำบางเรื่อง ลืมบางเรื่อง
* พลังของเสียงเพลง
* สมองมนุษย์ vs. AI
* ความทรงจำหายไปได้จริงหรือ?
* เทคนิคฝึกสมอง
จะเห็นว่า.. ถ้าผมแบ่งหัวข้อแยกออกแบบนี้ มันก็อาจจะช่วยให้คนอ่านสามารถ wrap up หรือ Summarize เนื้อหาได้ง่ายขึ้นมากนั่นเอง (แต่ที่ไม่ทำก็เพราะไม่อยากให้เหมือน AI ทำ 555+)
นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า “**โครงสร้างเนื้อหา** ยังจัดเรียงได้ไม่ดี ผมมีทางเลือกที่จะเหลาเรื่องเพลงและความหมายให้จบในตับเดียวก็ได้ แต่ผมดันเลือกเอาวิชาการ “**ความจำ**” มาแทรกกลางแทนที่จะตบในส่วนท้าย ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าเนื้อหามันกระโดดไปมามากเกินไป..
สุดท้ายคือ.. ผมรู้สึกว่าบทความนี้ **ตอนจบยังขาดพลัง**
หลังจากวิเคราะห์ความหมายในเพลง “**Shadow of the Day**” และ “**Valentine's Day**” แล้ว ผมเหมือน "**ปล่อย**" คนอ่านให้ "**ลอยเคว้ง**" ไปเลย 🤔 มันควรจะดีกว่านี้
จริงๆ ผมควรจะ "**ดึง**" คนอ่านให้กลับมาที่ "**ประเด็นหลัก**" อีกที เช่น ผมอาจจะย้ำถึงพลังของเสียงเพลงที่เชื่อมโยงกับความทรงจำ หรือชวนให้คนอ่านคิดถึงเพลงที่ทำให้คิดถึงอดีตอะไรแบบนี้ เป็นต้น
หรืออาจจะทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกส่วนตัว หรือมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับ "**ความทรงจำ**" ให้บทความจบแบบ "**น่าประทับใจ**" (ภาษาในการเขียนบทภาพยนตร์เรียกว่า **Traditional ending**)
แต่ก็นั่นแหละ ผมคือ **Jakk Goodday** ผมขอเลือกจบแบบ **Non-traditional** ดูบ้าง แต่สำหรับบทความนี้ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะเลือกจบแบบที่ทำลงไปเลยสักนิด.. ผมคิดอะไรพิเรนมากไปหน่อย
เอาล่ะ.. ผมขอจบโน๊ตนี้ลงตรงนี้เลยดีกว่า
เราจะเห็นว่า “**การเขียน**” โดยเฉพาะถ้าต้องการให้มันออกมาดี และหวังจะพัฒนาตัวเองในทักษะด้านนี้ มันมีสิ่งมากมายกว่า “**แค่เขียน**” ที่เราต้องดีลกับมัน ตั้งแต่การตั้งต้นไอเดีย วางแผน ดราฟท์ ฝึกทักษะ ศึกษาเทคนิค ฯลฯ ไปจนถึงกระบวนการหลังการเขียนที่จะช่วยต่อยอดพัฒนาตัวเอง
**ผมทำเรื่องง่ายๆ ให้มันยากเกินไปหรือเปล่า?** *
ผมไม่รู้เหมือนกัน.. ผมแค่รู้สึกว่าแบบนี้มันมี **Benefit** มากกว่า ทั้งกับตัวคนเขียนเอง และคนอ่าน เลยอยากลองเอามาแชร์กัน (เพราะผมก็หวังจะได้อ่านผลงานดีๆ จากเพื่อนๆ ด้วยเหมือนกัน)
หวังว่า "**รีวิวบทความตัวเอง**" ครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนอื่นที่อยากเขียนบทความให้ดีขึ้นนะครับ 💪✍️
อย่าลืม "**ชิม**" งานตัวเองบ่อยๆ ล่ะ 👅 😋
#siamstr #jakkgoodday #jakkstr
การบรรยายผ่านการเล่าเรื่องราว~
grounding เพื่อรับเชื้อโรค sunbathe เพื่อรับมะเร็ง GM ครับ #Siamstr

สมัยนี้ที่ผมเห็นล่าสุดน่าจะเป็น เหล้า เบียร์ พวกรางวัลรองๆก็เป็นพวกแบงค์ครับ

