คงไม่นอยแบบฤดูที่แล้วมั้ง น่าจะได้บทเรียนละ
EPL & The Last 10 Matches : หรือนี่จะเป็นปีของปืน
เมื่อเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจนพรีเมียร์ลีกตอนนี้เหลือให้เตะกันอีกแค่ 10 นัดเท่านั้น การลุ้นแชมป์ตอนนี้ก็ดุเดือดเหลือเกิน อันดับ 1–3 หรือสามทีมลุ้นแชมป์นั้นมีแต้มห่างกันแค่ 1 คะแนน เรียกได้ว่าแทบจะลุ้นกันนัดต่อนัดและอันดับสามารถขยับเปลี่ยนกันได้ทุกสัปดาห์เลยทีเดียว โดยอับดับที่ 1 นั้นนำมาโดยทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล (Arsenal) ที่เปิดบ้านเฉือนเบรท์ฟอร์ดไป 2-1 ทำให้แต้มตอนนี้อยู่ที่ 64 คะแนน และด้วยอานิสงส์ของทีมอันดับ 2 และ 3 ที่มาเจอกันเองอย่าง “หงส์แดง” ลิวเวอร์พูล (Liverpool) กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ซิตี้ (Manchester City) จบลงด้วยผลเสมอกัน 1-1 ทำให้อันดับทั้งสองทีมร่วงลงมาเป็นที่ 2-3 ตามลำดับ โดยหงส์แดงตอนนี้มีอยู่ 64 คะแนนเท่ากับทีมปืนใหญ่ แต่มีลูกได้เสียที่น้อยกว่าอยู่ 7 ลูก และเรือใบสีฟ้ามี 63 คะแนนตามลำดับ ซึ่งอาจพูดได้ว่านอกจากแต้มจะมีผลต่อการลุ้มแชมป์แล้วลูกได้เสียก็อาจมีผลด้วยเช่นกัน
—
ส่วนในอันดับที่ 4 ตำแหน่งสุดท้ายที่จะได้ไปแข่ง UCL หรือ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก (Uefa Champions League) ที่ปีหน้าปรับระบบการแข่งใหม่เป็นเหมือนกับมินิลีกตอนนี้ยึดอยู่โดยทีม “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ที่ช่วงต้น ๆ เหมือนจะลุ้นแชมป์กับเขาด้วยแต่หลัง ๆ ก็เริ่มแผ่วให้เห็นแล้ว พลาดท่าโดนอันดับที่ 5 “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (Tottenham Hotspur) บุกไปอัดคาบ้านถึง 0-4 แบบผิดฟอร์มไปหน่อย ทำให้แต้มอันดับ 4-5 ไล่กันมาที่ 55 และ 53 คะแนน แถมไก่เดือยทองยังเตะน้อยกว่าหนึ่งนัด มีโอกาสแซงไปยึดอันดับที่ 4 อยู่สูงพอสมควร
—
คราวนี้เราจะมาเจาะดูสถานการณ์ของทีมลุ้นแชมป์แต่ละทีมกันหน่อย
—
มาเริ่มกันที่ทีมปืนใหญ่จ่าฝูงปัจจุบัน ที่ตั้งแต่หลังปีใหม่มาแข่งในลีกยังไม่แพ้ใครแถมกระซวกคู่แข่งไปได้ถึง 31 ลูกใน 8 นัด หรือเฉลี่ยนัดละเกือบ 4 ลูกเลยทีเดียว และเสียเพียงแค่ 4 ประตู แต่ยกเว้นในบอลถ้วย เอฟเอ คัพ (FA Cup) ที่ตกรอบไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยน้ำมือของหงส์แดง และในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก หรือ UCL (Uefa Champions League) ที่ในเลกแรกออกไปพ่ายต่อปอร์โต้ (Porto) 1-0 แบบที่ฟอร์มที่สวนทางกับในลีกแบบไม่ถูกใจแฟน ๆ นัก แต่ก็ยังมีให้โอกาสให้แก้มือในบ้านตัวเอง
ฟอร์มของนักเตะในลีกก็กำลังเข้าฝัก โดยเฉพาะแนวรุกอย่าง ไค ฮาร์แวตซ์ (Kai Harvertz) หลัง ๆ เริ่มเรียกฟอร์มยิงประตูให้ทีมสี่นัดติด เหมือนกลับมาเกิดใหม่ในสมัยเล่นอยู่กับทีม “ห้างขายยา” ไบเยอร์ เลเวอร์คูเซ่น (Bayer Leverkusen) และแม้กระทั่งกองกลางตัวรับอย่าง เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) ที่หลัง ๆ คอยยิงประตูให้อยู่เนือง ๆ และคอยปัดกวาดและคุมจังหวะเกมอยู่หน้ากองหลัง ส่วนแนวรับก็ยังเหนียวแน่น นำโดยอยู่เซนเตอร์อย่าง วิลเลี่ยม ซาลิบา (William Saliba) และ กาเบรียล เมกัลเญส (Gabriel Magalhães) ที่จับคู่กันได้อย่างเหนียวแน่น แถมแบ็กทั้งสองข้างอย่าง เบ็น ไวท์ (Ben White) และ ยาคุบ คิวิออร์ (Jakub Kiwior) ก็ยังจ่ายให้แนวรุกทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนตัวที่เจ็บไปตอนนี้มีแค่อดีตแบ็กขวา-ซ้ายตัวจริงอย่าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ที่ยังเจ็บยาวต่อไป และโอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (Oleksandr Zinchenko) ที่นัดล่าสุดลงมาเป็นตัวสำรองได้แล้ว แต่นัดล่าสุดก็เสียแนวรุกคนสำคัญอย่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) และ บูกาโย่ ซาก้า (Bukayo Saka) ที่ฟอร์มดีทั้งยิงทั้งจ่ายกันมาตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งต้องดูการอัปเดตกันอีกทีว่าจะเจ็บกันหนักแค่ไหน
โปรแกมการแข่งข้างหน้านั้นมีเกมสำคัญอยู่ที่เกมเยือนทีมเรือใบสีฟ้าคู่แข่งลุ้นแชมป์ในวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งแฟนหงส์แดงน่าจะลุ้นให้เสมอ ๆ ตัดแต้มกันเองไปซะ ยังมีดาร์บี้แมตช์กับทีมร่วมเมืองลอนดอนอย่างสเปอร์สและ “สิงห์บลู” เชลซี (Chelsea) ที่ฟอร์มเริ่มกระเตื้องที่ไม่ยอมให้ทีมปืนใหญ่ได้แชมป์ง่าย ๆ แน่นอน และนัดรองสุดท้ายที่ต้องเจอกับ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ที่ฟอร์มฤดูกาลนี้เหมือนจะไม่ดี และเล่นได้ไม่ถูกใจแฟน ๆ จนบ่กันขรม แต่อันดับของทีมก็ยังพอถูไถ บางนัดก็ฟอร์มไม่ดีแต่ดันชนะได้อีก และถ้ายิ่งได้ดาวยิงวัยรุ่นเดอะแบกอย่าง ราสมุส ฮอยลุนด์ (Rasmus Hojlund) กลับมาก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน และทำไปทำมาทีมผีแดงนี่แหละอาจจะเป็นตัวแปรการตัดสินแชมป์กันได้เลย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมปืนใหญ่ตอนนี้มีสถิติเฮดทูเฮดที่ดีที่สุดในการเจอกับทีมบิ๊กซิกส์ด้วยกันในฤดูกาลนี้ ถ้าผ่านนัดเจอเกมหนักกับสี่ทีมที่กล่าวถึงข้างบนไปได้ ขุมกำลังก็ค่อนข้างจะพร้อมแถมฟอร์มก็กำลังดี รวมถึงยังไม่มีบอลถ้วยในประเทศมาให้กังวล และถ้าเกิดตกรอบ UCL ก็สามารถทำให้โฟกัสการลุ้มแชมป์ได้อย่างเต็มตัวอีกด้วย (ซึ่งแฟนปืนก็น่าจะให้ความสำคัญกับแชมป์ลีกมากกว่า) เรียกได้ว่ามีโอกาสที่ดีพอสมควร
—
มาต่อกันด้วยอันดับที่สองอย่างหงส์แดงที่ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่โค๊ชมากฝีมือชาวเยอรมันอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jürgen Klopp) จะคุมบังเหียน เพราะฉะนั้นรับประกันเลยว่านักเตะเล่นกันลืมตายส่งท้ายให้นายใหญ่คนสำคัญที่เคยพาทีมได้แชมป์รายการสำคัญ ๆ อย่างแน่นอน แถมตอนนี้ก็ได้แชมป์บอลถ้วยรายการเล็กอย่าง อีเอฟแอล คัพ (EFL Cup) มาครองไปแล้วด้วยหนึ่งรายการ แถมบอลถ้วยใหญ่อย่างเอฟเอคัพและยูโรป้า ลีก (Uefa Europa League) ก็ยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ ซึ่งมีโอกาสมากที่จะได้แชมป์มาประดับบารมีอย่างน้อยอีกหนึ่งรายการเลยทีเดียว
หงส์แดงฤดูกาลนี้นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การแก้เกมของ จอร์เก้น คล็อปป์ ส่วนใหญ่จะเปิดด้วยการให้คู่แข่งยิงนำไปก่อนแล้วแก้เกมแซงกลับมาชนะได้ด้วยอารมณ์แบบมึงยิงกูใช่มั้ยมึงตาย และเกมทีสูสี ๆ ก็ยิงนาทีท้าย ๆ แซงชนะไปอย่างหน้าตาเฉยแทบจะตลอด แม้ในบางช่วงจะขาดดาวยิงตัวสำคัญของทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ (Mohamed Salah) ที่นอกจากจะติดไปแอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ (AFCON) ช่วงต้นครึ่งหลังของฤดูกาลและกลับมาเจ็บไปอีกก็สามารถเอาตัวรอดได้ แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาลงสนามและยิงประตูให้กับทีมได้แล้ว และยังมีนักเตะญี่ปุ่นที่ช่วงแรกโดนค่อนขอดว่าซื้อมาเป็นแค่อะไหล่ แต่ตอนนี้สาถนาปนาตนเองเป็นขวัญใจแฟน ๆ และกำลังสำคัญของทีมที่แทบจะขาดไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้วอย่าง วาตารุ เอ็นโดะ (Wataru Endo) ที่คอยปัดกวาดให้แนวรับเล่นง่ายขึ้นและยังมียิงประตูสำคัญให้ทีมในบางครั้งอีกด้วย
แต่ปัญหาใหญ่ของทีมในตอนนี้คือนักเตะทั้งตัวจริงตัวสำรองเจ็บกันบานตระไท ร่ายยังไงก็ไม่หมด ทำให้ต้องดันนักเตะวัยรุ่นขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ แต่ก็ทำผลงานให้ทีมได้ดีอย่าง คอเนอร์ แบรดลีย์ (Conor Bradley) ที่มาแทนแบ็กจอมบุก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) ที่ทั้งยิงประตูและแอสซิตส์แทนได้แบบที่แทบจะไร้รอยต่อ และ จาเรลล์ ควอนซาห์ เซนเตอร์วัยรุ่นที่ขึ้นมาจับคู่กับกัปตันทีม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ได้อย่างยอดเยี่ยมจน โจ โกเมซ (Joe Gomez) ต้องโยกไปเล่นแบ็กซ้ายหลังจากที่ตัวจริงและตัวสำรองอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ คอสตาส ซิมิคาส (Andrew Robertson & Kostas Tsimikas) เจ็บไปพร้อมกันแล้วดันเล่นดีใช้ได้ ส่วนน้องหนูน ดาร์วิน นูนเญซ (Darwin Nunez) ดาวยิงชาวอุรุกวัยค่าตัวแพงที่ฤดูกาลที่แล้วโดนล้อยับว่าชอบพลาดโอกาสง่าย ๆ แต่พอมาฤดูกาลนี้ก็กลายเป็นกำลังสำคัญยิงประตูและจ่ายให้ทีมได้อย่างต่อเนื่อง โดยยิงไป 10 และจ่ายไปถึง 7 ลูกนับเฉพาะในลีก ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ซึ่งก็มากกว่าสถิติของฤดูกาลก่อนไปแล้ว
ส่วนโปรแกมนั้นเรียกได้ว่าอาจจะหนักสุดในทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ด้วยกันเอง เพราะมีทั้งไปเยือนในดาร์บี้แมตช์ทีมร่วมเมืองกับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน (Everton) ซึ่งมีความตั้งใจจะเบรกแน่นอนและต้องทำแต้มหนีการตกชั้นอีก แม้จะโดนลดโทษตัดแต้มไปแต่ก็ยังมีความสุมเสี่ยงอยู่ การไปเยือนทีมทีมคู่รักคู่แค้นตัวแปรทีมลุ้มแชมป์อย่างผีแดงอีก ซึ่งเพื่อศักศรีทีมผีแดงก็ไม่น่ายอมให้คู่รักคู่แค้นมาชิงแต้มจากในบ้านไปได้ง่าย ๆ และมีโปรแกมเจออีกทีมเคี้ยวยากที่กำลังพยายามทำแต้มไป UCL พร้อม ๆ กันอย่างแอสตัน วิลล่า และสเปอร์สอีก แถมบอลถ้วยก็ยังมีลุ้นให่ห่วงอีก แถมต้องลุ้นให้นักเตะที่มีอยู่ตอนนี้ไม่เจ็บไปนอนโรงหมอเพิ่มอีก ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้หนทางข้างหน้าดูเหมือนจะเสียเปรียบอีกสองทีมลุ้นแชมป์ค่อนข้างพอสมควร
—
สุดท้ายที่ทีมเรือใบสีฟ้าที่ฤดูกาลนี้ฟอร์มค่อยไม่ดีเหมือนกับตอนได้ดับเบิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แถมผลงานการเจอกับบิ๊กซิกซ์ด้วยกันเอง ก็เอาชนะได้แค่ผีแดงที่ฟอร์มแย่กว่า เมื่อตอนต้นฤดูกาลก็ขาดกองกลางตัวสำคัญที่เจ็บไปยาวอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ที่ตอนนี้กลับมาได้แต่ก็เหมือนยังไม่เต็มสูบนัก ดาวยิงตัวเก่งอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ก็มีเจ็บไปช่วงปีใหม่และพอกลับมาฟอร์มก็ไม่เฉียบขาดเหมือนเดิม แล้วแนวรับบางทีก็เสียประตูกันง่ายขึ้น ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) เกาหัวแกรก ๆ อยู่บ่อย ๆ ส่วนนักเตะเจ็บตอนนี้ก็มีแค่ แจ็ค กรีลิช (Jack Grealish) แต่ก็ไม่น่าจะกระทบอะไรมากเพราะฤดูกาลนี้ฟอร์มค่อนข้างรูด ผิดกับฤดูกาลที่แล้วลิบลับ แถมตัวใหม่อย่าง เฌเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ที่จะเอามาลากเลี้อยริมเส้นก็ยังทำผลงานไม่คงเส้นคงวาเท่าไหร่ ตอนนี้คงมีแค่ โรดรี้ (Rodri) ที่โคตรจะอันเดอร์เรตในวงการฟุตบอลตอนนี้คนเท่านั้นที่ยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว
ส่วนโปรแกมนั้นก็ถือว่าอาจจะพอ ๆ กับหงส์แดงที่ยังมีลุ้นในบอลถ้วยอยู่อีกสองรายการมาให้กังวล และในลีกก็มีเกมที่เรียกได้ว่าตัดสินชะตากลาย ๆ กับทีมปืนใหญ่ และก็เจอสองทีมลุ้นไป UCL ที่พร้อมจะมาตัดแต้มเป็นปัจจัยเหมือนกันอีก แต่ว่าโปรแกมนั้นมีเจอกับทีมระดับล่างที่มากกว่าทำให้เรือใบสีฟ้ามีแต้มต่อในมือ และรวมถึงขุมกำลังที่พร้อมกว่า เลยมีความได้เปรียบกว่าหงส์แดงอยู่บ้างในการลุ้นแชมป์
—
เมื่อดูภาพรวมแล้วปืนใหญ่ค่อนข้างมีแต้มต่อในการคว้าแชมป์พอสมควร ถ้ายังสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้เอาไว้ และไม่มีนักเตะตัวสำคัญเจ็บเพิ่มไปอีก นี่ก็น่าจะเป็นปีของปืนใหญ่ของ มิเคล “สุดหล่อว์” อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ที่มีโอกาสในการคว้าแชมป์มากที่สุด หลังจากที่รอคอยมาถึง 20 ปี
—
#siamstr #footballstr #epl #arsenal #liverpool #mancity #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #อาร์เซน่อล #ปืนใหญ่ #ลิเวอร์พูล #หงส์แดง #แมนเชสเตอร์ซิตี้ #เรือใบสีฟ้า

ดีมะ ไม่เคยอ่านเรื่องนี้
ชอบเรื่องนี้มากว่า 1984 อีก
Perfect Days: การบำบัดจิตใจคือการได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และการเจอคนที่เข้าใจ
Perfect Days หรือชื่อในภาษาไทย “หยุดโลกเหงาไว้ตรงนี้” เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานที่ห่างหายจากวงการไปนานชาวเยอรมันอย่าง วิม เวนเดอร์ (Wim Wenders) และนำแสดงโดย โคจิ ยาคุโช (Kōji Yakusho) ที่ได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม และ Prize of the Ecumenical Jury ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่สร้างสรรค์ให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) นอกจากนั้นยังได้เสนอชื่อชิงรางวัลใหญ่อย่างออสการ์ (Oscars หรือ The Academy Awards) ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศอีกด้วย
—
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คล้ายสารคดีที่ติดตามชีวิตประจำวันของตัวเอก คุณลุงฮิรายามะ (แสดงโดย โคจิ ยาคุโช) เป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะวัยชราในเขตชิบูย่าของเมืองโตเกียว โดยที่ชีวิตของแกนั้นก็แสนจะเรียบง่าย ไม่หวือหวา ตั้งแต่ตอนตื่นนอน แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ กดกาแฟกระป๋องจากตู้ ขับรถไปทำงานและเปิดฟังเทปเพลงจากยุค 60–70’s ไปด้วยระหว่างทาง ทำงานอย่างขะมักขะเม้น พักกินข้าว พร้อมกับการถ่ายรูปธรรมชาติจากกล้องฟิล์มขาวดำ ทำงานเสร็จกลับมาอาบน้ำไปกินข้าว อ่านหนังสือนิยายก่อนนอน และก็นอนหลับไป แม้กระทั่งในวันหยุดก็ตื่นมาก็แปรงฟัน เอาผ้าไปซัก ไปอาบน้ำ ไปร้านซื้อหนังสือนิยายลดราคา ไปบาร์ที่ตัวเองคุ้นเคย และในเรื่องก็จะมีเหตุการณ์ที่แกได้พบเจอคนใหม่ ๆ หรือคนที่เคยรู้จักมาเป็นตัวแปรในชีวิตประจำวันของแกวนลูปไปจนจบ
—
ส่วนการแสดงก็เต็มไปด้วยความน้อยแต่มาก โดยเฉพาะคุณลุงฮิรายามะซึ่งในเรื่องก็เป็นคนไม่ค่อยพูดจากับคนอื่นอยู่แล้ว แต่การแสดงด้วยสีหน้าและสายตานั้นแสดงถึงอารมณ์ที่แกรู้สึกขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ส่วนการถ่ายทำนั้นก็อาจจะไม่ได้หวือหวาแต่ก็สวยงามปราณีตามสไตล์ญี่ปุ่น และยังแอบซ่อนนัยยะบางอย่างไว้ ยกตัวอย่างเช่นการใช้ภาพซ้อน (Superimpose) แนวขาวดำคล้ายภาพฟิล์มที่ตัวเองได้ถ่ายไว้ มาแทรกในช่วงที่คุณฮิรายามะหลับและกำลังจะเริ่มวันใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นภาพความฝันหรือเป็นการรำลึกถึงวันวานก็เป็นไปได้
—
และอีกหนึ่งตัวเอกที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ “ห้องน้ำสารถารณะ” ที่มีการออกแบบได้อย่างสวยงามและมีเอกลักษณ์สะท้อนบรบทของพื้นที่ตั้งนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ผิดกับบ้านเราลิบลับ
ที่ไม่ค่อยจะแยแสและให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะของประชาชนคนทั่วไปซักเท่าไหร่
ห้องน้ำเหล่านี้เป็นโครงการที่เรียกว่า THE TOKYO TOILET ซึ่งเป็นความร่วมมือของ The Nippon Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเน้นให้การสนับสนุนพัฒนาแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านมนุษยธรรม สวัสดิการสังคม การสาธารณสุข และการศึกษาไปทั่วโลก และ TOTO ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ห้องน้ำของประเทศญี่ปุ่นที่เราน่าจะรู้จักกันดี
—
โครงการ THE TOKYO TOILET นั้นเป็นการสร้างห้องน้ำสาธารณะจำนวน 17 แห่งในเขตชิบุย่าที่มีประชากรหนาแน่น โดยแต่ละแห่งจะถูกออกแบบโดยสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังระดับโลกของประเทศญี่ปุ่นที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ชิเกรุ บัน (Shigeru Ban) เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma) โซ ฟูจิโมโตะ (Sou Fujimoto) โตโย อิโตะ (Toyo Ito) โดยเป้าหมายคือเป็นการก้าวสู่สังคมที่โอบรับในความหลากหลาย ซึ่งสะท้อนออกมาในงานออกแบบที่เป็นเอกลักณ์เฉพาะตัวของห้องน้ำในแต่ละที่
—
จากการที่นักวิจารณ์และบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้หลาย ๆ ขิ้นเอ่ยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียง เรียบง่าย และการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ นั่นแหละคือการใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง ดังเช่นที่เราพบเห็นได้จากวิถีชีวิตของคนสูงวัยในญี่ปุ่นดังที่เห็นได้จากตามสารคดี ที่ประกอบอาชีพเดิมตั้งแต่เด็กจนโตก็ยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดที่สุดไปจนกว่าที่ตนเองจะทำไม่ไหว ซึ่งสังคมญี่ปุ่นนั้นก็ได้เข้าสู่การเป็นสังสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 1970 แต่เมื่อได้สัมผัสภาพยนตร์เรื่องนี้มาด้วยตัวเองแล้วก็พบว่ามีอีกนัยยะนึงที่อาจจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงนัก ซึ่งอาจจะเป็นทางผู้กำกับเองจงใจหรือไม่ได้จงใจนำมาไว้ในภาพยนตร์ก็ได้ ซึ่งก็คือเรื่อง “แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม” (Asperger Syndrome)
—
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม เป็นโรคที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางพัฒนาการที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น บกพร่องด้านทักษะในการเข้าสังคม หรือบกพร่องด้านทักษะการใช้ภาษา การสื่อสารและการแสดงออก ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ มักหมกมุ่นกับสิ่งที่ชอบเป็นเวลานาน แต่ไม่ใช่กลุ่มบกพร่องทางสติปัญญา เช่นโรคออทิสติก (Autistic) ซึ่งคนนั้นจะมีความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษในสิ่งที่ตนเองชอบอีกด้วย ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ชัดเจนของกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการทำงานที่ผิดปกติทางสมอง พันธุกรรมสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และในปัจจุบันยังไม่มียารักษาอาการเหล่านี้ให้หายเป็นปกติ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ที่เรารู้จักกันดีก็น่าจะเป็น เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมวัยรุ่นชื่อดังชาวสวีเด็นที่ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกจากรัฐบาลและผู้มีอำนาจทางการปกครองของประเทศต่าง ๆ ที่ออกมายอมรับว่าเป็นแอสเพอร์เกอร์ และยังมีภาพยนตร์และซีรีย์ที่ถูกนำเสนอด้วยการเป็นโรคนี้อย่างเช่นเรื่อง Rain Man, Adam, The Accountant, Atypical เป็นต้น
—
ในเรื่องนั้นคุณฮิรายามะก็มีลักษณะนิสัยที่จะดูเข้ากับการเป็นโรคนี้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในเรื่องนั้นคุณลุงฮิรายามะก็เป็นคนไม่ค่อยพูดกับคนอื่น แม้จะเป็นคนที่ทำงานด้วยก็ตามที แต่เมื่อเขาได้เจอคนที่สนใจในสิ่งเดียวกับเขา และเป็นคนที่เข้าใจการกระทำของเขา ชอบในสิ่งที่เขาทำ เขาก็จะแสดงออกด้วยท่าทีที่เป็นมิตร และมีแสดงออกทางอารมณ์ได้ชัดเจนว่าเขามีความสุขที่จะอยู่กับคนแบบนี้ ซึ่งจะตีภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อีกแบบว่าการกระทำที่เป็นกิจวัตรของคุณลุงฮิรายะมะในเรื่องนั้นอาจจะเลือกจะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ เพื่อเป็นการบำบัดจิตใจของตัวเองมากกว่า ด้วยการที่มีเลือกที่จะมีความสุขด้วยตัวคนเดียว (Being alone ≠ Being lonely) โดยสุดท้ายนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่ามองว่าเขาทำตัวไม่เหมือนคนอื่นหรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยไม่มีเหตุผล คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ก็จะสามารถช่วยให้เขา “หยุดโลกเหงาไว้ตรงนี้” ได้เป็นอย่างดี
—
Resources
*https://architizer.com/blog/inspiration/stories/perfect-days-tokyo-toilets-japanese-architects/
*https://www.manarom.com/blog/let_learn_asperger_syndrome.html
*https://thaipublica.org/2020/08/series-society02/
—
#film #perfectdays #wimwanders #japanesefilms #aspergers #siamstr
—

Evil Does Not Exist: ใครว่าปีศาจมีไม่จริง
ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เหมือนจะเป็นที่ช่วงที่ภาพยนตร์ อนิเมชั่น หรือแม้กระทั่งซีรีย์จากทางญี่ปุ่นกลับมาเป็นที่สนใจในกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้กระแสเกาหลีครองตลาดมานาน ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็มีเนื้อหาและความน่าสนใจอย่างมาก เช่น Godzilla: Minus One ที่หลาย ๆ คนอยากดู และยังทำเงินไปมากมายแต่ดันไม่ยอมเข้าฉายในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำเอาหลาย ๆ คนเคืองทางค่ายหนังกันยกใหญ่ว่าทำไมไม่เอาเข้ามาฉาย แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นที่ทางค่ายผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างโทโฮ (TOHO) ที่ต้องไปดีลกับสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มไว้แน่ ๆ เลยไม่ได้เข้าฉายในบ้านเเรา และภาพยนตร์อนิเมชั่นอย่าง Mobile Suit Gundam SEED Freedom ที่สาวกกันดั้มวัยเด็กหนวดชวนกันไปดูจนทำเงินถล่มทลายกลายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและบ้านเรา รวมไปถึงเรื่อง Monster ของผู้กำกับมือรางวัลชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Koreeda) ที่เนื้อหายังไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แถมเรื่องนี้ยังได้รางวัล Queer Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) อันเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBTQ และรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และยังมี Perfect Days ภาพยนตร์ฟีลกู๊ดของผู้กับกับชาวเยอรมันที่ห่างหายจากวงการไปนานอย่าง วิม เวนเดอร์ (Wim Wenders) เรื่องนี้ยังได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากที่มอบให้ โคจิ ยาคุโช (Kōji Yakusho) และ Prize of the Ecumenical Jury ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่สร้างสรรค์ให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อีกเช่นกัน และปิดท้ายด้วยภาพยนตร์ที่จะพูดถึงต่อไปอย่าง Evil Does Not Exist ซึ่งเป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับมาแรงในวงการ ริวสุเกะ ฮามากุจิ (Ryusuke Hamaguchi) ที่สร้างชื่อและกวาดคำชมและรางวัลไปมากมายจากเทศกาลหนัง รวมไปถึงรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ (Oscar) ในปี 2021 จากเรื่อง Drive My Car
—
เนื้อเรื่องของ Evil Does Not Exist นั้นแม้จะเรียบง่ายเหมือนจะไม่มีอะไรมากโดยที่ตัวละครเอกคือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวอย่าง ทาคุมิ ชายที่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไปที่อาศัยอยู่กับ ฮานะ ลูกสาววัย 8 ขวบที่มักจะชอบออกไปวิ่งล่นเล่นตามป่าในหมู่บ้านฮาราซาว่าที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบเงียบ และผู้คนในหมู่บ้านก็พึ่งพาแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในการทำมาหากิน แต่ว่าเมื่อนายทุนจากโตเกียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการมาซื้อที่ดินจะมาทำลาน “แกลมปิ้ง (Glamping = Glamorous + Camping)” ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน ซึ่งฝั่งนายทุนนั้นก็พยายามแสดงถึงผลประโยชน์ไว้ว่าต่อชุมชนว่าจะเป็นการสร้างเศรฐกิจและรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน แต่ว่าเนื่องจากสถานที่ตั้งนั้นอยู่บนหุบเขาที่เป็นแหล่งต้นน้ำของหมู่บ้านที่ใช้ในการดำรงชีวิตและทำมาหากิน จะทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยมลภาวะน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากลานแกล้มปิ้งแห่งนี้ และสุดท้ายนั้นจะมีการประณีประนอมอย่างไรที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ ซึ่งคนที่ดูภาพยนตร์มาเยอะพอสมควรจะคุ้นกับพลอตเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดีว่าใครคือ “ปีศาจ” ของเรื่องนี้
—
แต่สิ่งที่ทำให้ Evil Does Not Exist น่าสนใจจริง ๆ แล้วนั้นคือสัญญะที่อยู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เช่น การสร้างบรรกาศในการถ่ายทำที่ทำให้ฉุกคิดตลอดเวลาว่าจริง ๆ แล้วปีศาจที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน ทั้งการถ่ายภาพธรรมชาติที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เหมือนจะมีอันตรายแบบแฝงอยู่ทุกที่ และมุมมองการถ่ายทำในแบบบุคคลที่สาม การแพนกล้องติดตามตัวละครที่ทำให้เหมือนรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างคอยไล่ตามและแฝงตัวแอบดูอยู่ท่ามกลางธรรมชาติตลอดเวลา และการใช้ซาวด์เอฟเฟกต์และดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องสายบรรเลงควาหม่นหมอง ลึกลับ มืดมน และจังหวะที่เริ่มและหยุดเอาดื้อ ๆ แบบไม่มีมีปี่มีขลุ่ยอันเป็นสัญญาณว่าจะมีอะไรร้าย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปความย้อนแย้งและไม่น่าไว้วางใจของตัวละครต่าง ๆ ที่เหมือนจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และ “ผู้กระทำ” โดยทางฝั่งชาวบ้านนั้น ดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่กลับแฝงไปด้วยความฉลาดเฉลียว นิ่ง ใจเย็น พูดจามีเหตุผล แต่เหมือนจะคิดอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา อีกทั้งตัวละครฝั่งตัวแทนของนายทุนที่เอามารับหน้าชาวบ้านอย่าง ทาคาฮาชิ และ มายุซึมิ ที่เหมือนจะมาแบบตัวร้ายแต่จริง ๆ แล้วนั้นเป็นคนที่มีจิตใจดี มีความเห็นใจชาวบ้าน แต่ด้วยอำนาจของตัวเองนั้นไม่สามารถจะทำอะไรได้นอกจากมารับคำด่าแทนหัวหน้าของพวกเขา และเลือกที่จะมาทำงานที่พวกเขาไม่ได้ชอบด้วยความจำเป็น และพอได้มาใกล้ชิดชาวบ้านมากยิ่งขึ้นก็เริ่มที่จะติดใจวิถีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบเงียบปราศจากการควบคุมของเจ้านาย และที่สำคัญที่สุดนั้นคือตอนจบที่สุดพีคต้องอุทานในใจว่า เฮ้ย! นี่มัน “ปีศาจ” ชัด ๆ
—
สารของภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นอยู่ที่เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครคือ “ปีศาจ” ได้ตั้งแต่แรกเห็น เหมือนเป็นดั่งสัจธรรมที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเราล้วนมีประโยชน์และโทษเสมอ ควรทำอะไรแต่พอดี ๆ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเราก็ควรจะรักษาธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุด เพราะเรานั้นก็ยังเป็นแค่ “มนุษย์” ที่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ใน “ธรรมชาติ” แห่งนี้ เพราะในที่สุดแล้วไม่ว่ามนุษย์หรือธรรมชาตินั้นเมื่อได้ถูกทำร้ายหรือกดดันจนถึงที่สุด ต่อให้เบื้องหน้าจะดูสวยงามไม่มีพิษมีภัยแค่ไหนก็จะพร้อมที่จะกลายร่างเป็น “ปีศาจ” ที่พร้อมจะทำลายสิ่งต่าง ๆ ให้ดับสลายไปได้อยู่ดี
—
#film #evildoesnotexist #jmovies #ryusukehamaguchi #siamstr

Blue Valentine: เมื่อรักฉันเกิด...และดับสลายไป
หลังจากหายไปนานด้วยเรื่องงานและเรื่องปัญหาสุขภาพ ขอกลับมาในฤกษ์งามยามดีในวันแห่งความรัก เลยอยากจะเขียนอะไรแบบสั้น ๆ พิเศษ ๆ ในแบบที่ไม่เคยเขียนถึงภาพยนตร์ Blue Valentine ที่ออกฉายปี 2010 นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) หรีอพ่อบาร์บี้ของเรานั่นเอง และ มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ (Michelle Willams) ดาราหญิงเจ้าบทบาทที่คอยเชียร์ให้ได้รางวัลออสการ์แต่ก็ยังไม่ได้ซักกะที โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องของ ดีน และ ซินดี้ สองหนุ่มสาวตั้งแต่เมื่อเริ่มได้ตกหลุมรักกัน แสดงให้เห็นถึงเมื่อยามความรักยังหวานชื่น ต่อมาเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกัน และมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ทำให้ความรักนั้นค่อย ๆ จางหายไปจนเกิดปัญหาจนเลิกรากันในที่สุด ถีงแม้จะเป็นเนื้อเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ด้วยพลังการแสดงและการตัดสลับช่วงเวลาที่เมื่อยามความรักของทั้งคู่ที่กำลังเบ่งบานสลับกับช่วงที่ความรักจืดจางจนถึงการจบสิ้นของความรัก ทำให้คนดูอย่างเรา ๆ นั้นเข้าใจ ตัวละครทั้งสองคน และเรียนรู้ถึงความเป็นจริงของ ”ความรัก” และ “ชีวิตคู่” ได้เป็นอย่างดี
—
รักที่ตอนแรกมอบความสุขที่ใช่
รักที่อยู่ด้วยกันแล้วให้ความสบายใจ
รักที่หวานแหววจนหลายคนหมั่นไส้
รักที่ให้กันมั่นคงเป็นดั่งคำสัญญา
รักที่สองคนจะมาใช้ชีวิตด้วยกัน
รักที่มีลูกเกิดมาเป็นแก้วตาดวงใจ
รักที่ใช่เหมือนดั่งมายาก็ใช่ว่าจะยั่งยืน
รักที่ต้องทนหวามอมขมกลืน
รักที่ฝืนทำเหมือนไม่มีอะไร
รักที่เป็นดั่งฟืนไหม้ไปกับเวลา
รักที่ไม่เยียวยาก็ไม่กลับมาเป็นดังเดิม
รักที่บางครั้งแค่ความรักกันก็ไม่พอ
รักที่อยากเคยขออยู่ด้วยกันตลอดไป
รักที่สุดท้ายได้แค่เป็นบทเรียนให้แก่กัน
—
รักที่ดีต้องพร้อมปรับตัว
รักที่ดีต้องมีความเข้าใจ
รักที่ดีต้องรู้จักการให้อภัย
รักที่ดีต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน
รักที่ดีต้องรู้จักเปิดใจ
รักที่ดีต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย
รักที่ดีต้องเป็นกำลังใจให้แก่กัน
รักที่ดีต้องไม่ใช่แค่ในวันวาเลนไทน์
—
Happy Valentine’s Day
—
#film #michellewilliams #ryangosling #bluevalentine #valentinesday #siamstr

วงตัวต้นเหตุทั้งหมดของเรื่ิอง 55
The Brothers Suns: Family Matters การเลือกระว่างครอบครัวกับการทำตามฝัน [No Spoilers]
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้ดูซีรี่ส์เรื่อง The Brothers Suns ทาง Netflix ที่นอกจากทีมสร้างเป็นชาวเอเชียแทบทั้งหมด และอีกทั้งยังนำแสดงโดย มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) ที่ตั้งแต่ได้รางวัลออสการ์มาจากเรื่อง Everything Everywhere All at Once ก็มีงานเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ที่เรื่องนี้อาจจะไม่ได้บู๊เยอะเหมือนเรื่องก่อน ๆ แต่ก็เล่นเป็นคุณแม่ที่ฉลาดเก๋าเกมเจนจัดได้ดี เป็นเหมือนเดอะแบกให้เรื่องนี้ ส่วนซีรี่ส์ถ้าดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นแบบบู๊ ๆ ตลก ๆ สไตล์เอเชียที่พอตอบโจทย์ความบันเทิงได้ กับผลที่ดูจนจบมาถึงจะไม่ดีมาก ดาราหน้าใหม่มีการแสดงที่ขัด ๆ ไปบ้าง มีบางตอนที่ยืด ๆ กับบทที่แปร่ง ๆ ในบางจุด แต่ก็แฝงด้วยความตลกร้าย (Black Comedy) มีการล้อหนังเรื่องอื่นแบบฮา ๆ คิวบู๊ที่เดือดเลือดสาดใช้ได้ และเล่นกับเรื่อง Asian Stereotype อย่างประเด็นครอบครัวได้อย่างน่าสนใจ
—
เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีประสบการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างทำตามความคาดหวังหรือรับมรดกตกทอดของครอบครัว กับการเลือกทำตามความฝันของตัวเองโดยที่ในซีรี่ส์นั้นตัวเอกสองพี่น้องตระกูลซันที่กำลังประสบปัญหานี้ เริ่มด้วยพี่คนโตนักฆ่ามือฉมัง และทายาทมาเฟียอั้งยี่ใหญ่ในไทเปอย่าง ชาร์ล (Charles) รับบทโดย จัสติน เฉียน (Justin Chein) หรือในเรื่องเรียกด้วยฉายาว่า “Chairleg” หรือ “ขาเก้าอี้พิฆาต” (ตั้งเอง) ที่มีที่มาจากการสร้างชื่อโดยใช้ขาเก้าอี้กำราบคู่อริมานักต่อนัก แต่กลับมีแพชชั่นในการทำขนมอย่างแรงกล้า ที่พ่อหัวหน้าครอบครัวมาเฟียถูกลอบสังหาร แล้วต้องเดินทางมายัง ลอง แองเจลีส (Los Angeles) เพื่อมาสืบว่าใครที่ต้องการจะสังหารพ่อ และมาปกป้องแม่ไอลีน (Eileen) หรือ มาม่า ซัน (Mama Sun) ที่รับบทโดย มิเชล โหย่ว ที่กุมความลับคอนเนกชั่นทั้งหมดของแก๊งค์อังยี่ในไต้หวัน และ บรูซ (Bruce) น้องชายคนเล็กที่รับบทโดย แซม ซอง ลี (Sam Song Li) ที่แม่อยากให้ตั้งใจเรียนเป็นหมอ (Sterotype สุดติ่ง) ช่วยเหลือคนอื่น และมีชีวิตให้ห่างไกลจากอดีตของครอบครัว แต่ตัวเองอยากจะเป็นนักแสดง Improv หรือ การเล่นละครด้นสดมากกว่า แถมยังเอาค่าเทอมที่แม้ให้ไปใช้ฝึกฝนสกิลนี้อีกต่างหาก
—
ภาระหน้าที่ต่อครอบครัวนั้นเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนออกมาแทบทุกตอนในเรื่อง จากพี่ชายที่นับถือกฏของมาเฟียและตระกูลยิ่งกว่าสิ่งใด และใช้กำลังในการแก้ปัญหาให้ครอบครัว พอมาได้ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ที่สอนลูกคนนี้ตลอดว่าการวางแผนอย่างชาญฉลาดและการมีไหวพริบที่ดีก็เป็นการแก้ปัญหาในอีกทางโดยที่ไม่ต้องเกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และน้องที่มีชีวิตที่ค่อนข้างอิสระไม่ต้องอยู่ในกรอบที่เขาอยู่มาทั้งชีวิตในดินแดนแห่งเสรีภาพก็เริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไป และบรูซที่พอรู้ว่าตัวเองมาจากตระกูลมาเฟีย แต่ก็อยากจะช่วยพี่และแม่ในแบบของตัวเองถึงแม้จะไม่ได้บู๊เป็นแถมออกแนวเนิร์ด ๆ ป๊อด ๆ อีกต่างหาก แต่ก็ไอเดียแปลก ๆ ตามสไตล์ที่การด้นสดที่ตัวเองถนัด คอยช่วยให้ทั้งสองคนรอดพ้นจากสถานการณ์ขับขันอยู่เรื่อย ๆ
—
และในชีวิตจริงของชาวเอเชียเชื้อสายจีนนั้นส่วนใหญ่นั้น ต้องถูกตีกรอบไว้ว่าครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด และความคาดหวังที่พ่อแม่เรานั้นอยากให้เป็นก็สำคัญ บางคนก็ได้โอกาสเลือกในการทำสิ่งที่ตัวเองต้องการและมีครอบครัวช่วยสนับสนุน และบางคนก็ต้องแบกรับความคาดหวังของที่ครอบครัวโดยที่ไม่มีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ หรือแม้กระทั่งบางคนที่แม้จะมีโอกาสได้ทำตามฝันแล้ว แต่ก็ต้องพะวงเรื่องครอบครัวที่ตัวเองยังต้องมีความรับผิดชอบ และต้องละทิ้งความฝันกลับมาทำเพื่อครอบครัวอีกครั้ง และเมื่อยิ่งเป็น “ลูกชายคนโต” ที่แบกความคาดหวังของพ่อแม่ ต้องคอยดูแลบ้านและคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีและเสียสละให้น้อง ๆ ตลอดจนสืบทอดกิจการของวงศ์ตระกูล ซึ่งสะท้อนในคาแรกเตอร์ของชาร์ลได้ซีรี่ส์นี้เป็นอย่างดี
—
แม้ในชีวิตจริงของเรา ๆ และด้วยบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละครอบครัว ไปเรื่องราวก็คงไม่ลงเอยง่าย ๆ แบบในภาพยนตร์และซีรี่ส์หลาย ๆ เรื่องที่การทำตามความฝันของตัวเองแล้วก็อาจจะไม่ต้องหันหลังให้ครอบครัวซะทีเดียว และการรักและกตัญญูต่อครอบครัวก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งความฝันของตัวเองเพื่อครอบครัว สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือเราและครอบครัวต้องเปิดใจให้กัน ยอมรับและเข้าใจกัน หาทางออกที่ดีที่สุด มอบความสุขและเป็นกำลังใจให้แก่กัน ที่จะสามารถทำให้ความฝันและครอบครัวเดินสามารถเดินไปด้วยกันได้
—
#siamstr #netflix #series #thebrothersun #michelleyeoh

ผมว่ากองหน้าแนวนี้น่าจะเข้าทางอังเก้ ล่าสุด here we go ละครับ
แต่ขาดซอนนี่ผมยังนึกไม่ออกเลยจะเอาใครมาเล่นเลยครับ กิลกับเวลิซก็ยังไม่น่าแข็งพอ แถมแมดส์กับโซโลมอนก็ยังเจ็บ ผมยังแอบเชียร์ให้อังเก้เอาศิษย์เก่าอย่างหลวงพี่ ไดเซ็น มาเอดะ มาเสริมอยู่นะ 55
EPL 23–24 After 1/2 Season: ครึ่งฤดูกาลผ่านมาเห็นอะไรบ้างกับตาในพรีเมียร์ลีก 23–24
ก็ผ่านกันไปแล้วกับช่วง Boxing Day ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เรามาดูกันว่ามีอะไรที่สำคัญเกิดขึ้นกันบ้าง
—
การขับเคี่ยวจ่าฝูง | หลังจากที่ออกสตาร์ทฤดูกาลแบบกระท่อนกระแท่นนิดหน่อย และต้องโดนยิงก่อนถึงฮึด ตอนนี้ลิเวอร์พูลกลับมานำเป็นที่หนึ่งของตารางที่ 45 คะแนนโดยนำแอสตัน วิลล่า ทีมฟอร์มแรงที่เคยเขียนแบบเฉพาะกิจไปแล้วยึดอันดับที่ 2 อยู่สามคะแนน (วิลล่าทำคะแนนสะสมจากแมตช์ที่เตะในปี 2023 ได้เป็นรองแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้) และมากกว่าอันดับสาม 3 และ 4 อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ 6 นัดก่อนหน้าไปได้แชมป์ Club World Cup ที่หลุดเสมอไปถึงสี่นัด แพ้ชนะไปอย่างละนัด และอาร์เซน่อลที่หลัง ๆ เริ่มมีอาการแผ่วให้เห็นแล้วหลังจากไปยึดจ่าฝูงได้ซักพัก มีคะแนนเท่ากันที่ 40 คะแนน แต่ซิตี้นั้นยังเตะน้อยกว่าที่ลุ้นแชมป์ทีมอื่นอยู่หนึ่งแมตช์แถมมีลูกได้เสียที่ดีกว่านิดหน่อย และยังมีสเปอร์สตอนแรกออกตัวแรงนำจ่าฝูงตอนต้นฤดูกาลแต่หล่นมาอยู่ที่ 5 ตามมาติด ๆ ที่ 39 คะแนน ซึ่งจะเห็นได้ว่าอันดับ 1–5 นั้นมีอันดับที่ต่างกันแค่ 6 คะแนนเท่านั้น หลังจากนี้ยังมีตัวแปรการลุ้นแชมป์เบา ๆ มาบวกด้วยอย่าง เอเชียนคัพ (AFC Asian Cup) และ แอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ (AFCON) ซึ่งจะมีนักเตะตัวสำคัญของทีมลุ้นแชมป์ต้องกลับไปรับใช้ชาติ โดยเฉพาะทางลิเวอร์พูลที่ วาตารุ เอนโดะ (Wataru Endo) กองกลางฟอร์มกำลังดีที่ยึดตัวจริงในทีมได้อย่างต่อเนื่อง และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ดาวยิงเดอะแบกคิดไม่ออกบอกล่าห์ ทางอาร์เซน่อลก็จะเสียกองหลังสารพัดประโยชน์อย่าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ส่วนสเปอร์สที่ต้องเสียทั้ง อีฟส์ บิสซูม่า (Yves Bissouma) ปาเป้ มาต้า ซาร์ (Pape Matar Sarr) สองกองกลางตัวรับ และที่สำคัญคือ ซอน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) กัปตันทีมคนเก่ง ซึ่งถ้ายิ่งทีมของชาตินักเตะเหล่านี้เข้ารอบลึกก็ต้องหายไปนานก็น่าจะกระทบไม่น้อย (โค้ชของทั้งสองทีมน่าจะแอบลุ้นให้กลับมาไว ๆ) แต่กลับกันทีมอย่างแมนซิตี้จะได้ดาวยิงตัวเก่ง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ที่น่าจะหายเจ็บกลับมาในแมตช์หน้า และกองกลางจอมแอสซิสต์อย่าง เควิน เดอบรอยน์ (Kevin De Bruyne) ที่หายหน้าไปนานกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรองในนัดล่าสุดแม้จะไม่ได้ลงสนาม ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการกลับมาเป็นกำลังคัญอีกครั้ง ทำให้การล่าจ่าฝูงนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ
—
ทีมใหญ่ที่ร่วงต๋อม | อันดับ 8–10 ในตอนนี้เรียงลำดับโดยมีทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นิวคาสเซิล และเชลซีที่เกาะกันหนึบ ซึ่งน่าจะพูดได้กลาย ๆ ว่าผลงานที่ผ่านมาของทั้งสามทีมในตอนนี้ลุ้นไปยุโรปยังยากเลย โดยแมนยูนั้นแฟน ๆ น่าจะทำใจแล้วด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่เอาอ่าว พอเหมือนจะเจอจุดเปลี่ยนก็กลับไปแพ้อีกละ ตัวเจ็บเพียบ นักเตะไม่ทุ่มเท ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีก และยังมีปัญหาหลังบ้านอีก สิ่งเดียวที่น่าดีใจของแฟนผีน่าจะเป็นการเบิกสกอร์แรกในพรีเมียร์ลีกของดาวยิงวัยรุ่นค่าตัวแพงอย่าง ราสมุส ฮอยลุนด์ (Rasmus Hojlund) แค่นั้นเอง และการเข้ามาซื้อหุ้นของเจ้าสัวชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ (Jim Ratcliffe) ก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้ได้มากแค่ไหน ส่วนนิวคาสเซิลนั้นตัวสำคัญเจ็บบานตะไทพอเข้าใจได้แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาซักคน แฟน ๆ ก็น่าจะยังต้องลุ้นกันต่อไปไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อตัวเพิ่มมาเสริมเพื่อทำอันดับไปเล่นยุโรป เแถมตกรอบ UCL ไปแล้วอีก ไม่งั้นเจ้าของทีมไม่น่าจะพอใจแน่ สุดท้ายคือเชลซีที่ซื้อนักเตะมาเพียบเป็นจนเป็นสถิติพรีเมียร์ลีก แต่ก็ซื้อนักเตะแบบเกรดยังไม่ถึง ฟอร์มก็ยังไม่มา ที่พอแบกทีมได้ตอนนี้น่าจะมีแค่ โคล พาล์มเมอร์ (Cole Palmer) ที่ได้มาจากแมนซิตี้แค่คนเดียว แถมระบบทีมก็ยังจูนไม่ติด และเริ่มมีปัญหาบาดเจ็บกันอีก อันดับก็เลยค้างเติ่งอยู่ประมาณกลางตารางตั้งแต่เปิดฤดูกาล ถ้ายังไม่เห็นการพัฒนาในเร็ว ๆ นี้ ดูท่าโค้ชอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) คงจะไม่รอดแน่
—
เอฟเวอร์ตัน (Everton) โดนตัดแต้ม | จากที่สโมสรไปละเมิดกฎการเงินที่มีชื่อว่า Profit and Sustainability Rule (PSR) ที่ระบุไว้ว่าทุกสโมสรที่ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกจะต้องมีผลประกอบการขาดทุนห้ามเกิน 105 ล้านปอนด์ ภายในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งหากทีมใดละเมิดกฎจะถูกพิจารณาว่าทีมนั้นไม่มีความสามารถในงานด้านการบริหาร ซึ่งโทษที่ก็คือการตัดคะแนน ผลการตัดสินก็คือโดนตัดไป 10 คะแนน ทำให้ทีมมีแค่ 4 คะแนนเท่านั้นตอนเริ่มลงโทษ จนถึงปัจจุบันทีมทำผลงานพอใช้ได้จนปัจจุบันอยู่อันดับ 17 มี 16 แต้ม และถ้าไม่โดนตัดแต้มตอนนี้จะอยู่ถึงอันดับ 12 เลยทีเดียว แต่เนื่องจากโดนหักไปแล้ว แถมไม่รู้จะอุทธรณ์ผ่านไหมก็ต้องมาดิ้นรนหนีตกชั้นกับน้องใหม่สามทีมที่เต็งร่วงอย่าง ลูตัน (Luton Town) เบิร์นลี่ (Burnley) และ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (Sheffield United) แต่ดูฟอร์มแล้วคิดว่าน่าจะรอดหวุดหวิด อีกทั้งการทำผิดกฏในครั้งนี้ได้มีการเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกรีบเร่งการตรวจสอบทีมใหญ่อย่างแมนซิตี้และเชลซีที่มีคดีค้างอยู่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป
—
นักเตะญี่ปุ่นเกาหลีใต้สร้างผลงานสะท้านลีก | ปฏิเสธไม่ได้ว่านักเตะจากสองชาตินี้ถูกยกย่องว่าเข้าขั้นระดับท็อปของลีกไปแล้ว เริ่มด้วยนักเตะตัวหลักทีมชาติเกาหลีใต้คือ ซอน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) และ ฮวาง ฮี-ชาน (Hee-Chan Hwang) ที่ช่วยกันยิงและจ่ายให้ทีมต้นสังกัดทำผลงานได้ดีอยู่ตอนนี้ [จริง ๆ นักเตะเกาหลีใต้ก็ยังมี คิม จิน-ซู (Ji-Soo Kim) กองหลังเบรนท์ฟอร์ด (Brentford) อยู่อีกคนแต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามนัก] ร่วมด้วยนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง คาโอรุ มิโตมะ (Kaoru Mitoma) ปีจอมเลื้อยของทีมไบรท์ตัน (Brighton & Hove Albion) ที่ช่วงแรก ๆ ทำผลงานลากเลื้อยสะเด่าลีกแต่หลัง ๆ เหมือนฟอร์มจะดรอปลงไปบ้างกับมีอาการบาดเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ของอาร์เซน่อลที่สถานการณ์คล้ายกัน พอบาดเจ็บกลับมาแล้วได้เป็นตัวจริงก็ฟอร์มดีแต่ก็ดันมีปัญหาเจ็บไปซะอีก เป็นแบบนี้จนวนลูป สุดท้ายคือกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง วาตารุ เอนโดะ (Wataru Endo) จากลิเวอร์พูลที่ช่วงแรกตอนซื้อมาแฟนบางคนบอกว่าคลาสไม่ถึง ซื้อมาก็ได้เป็นแค่อะไหล่แถมอายุเยอะแล้วอีก ช่วงแรกเหมือนจะยังปรับตัวไม่ได้และยังเป็นแค่ตัวสำรอง ไป ๆ มา ๆ พอได้โอกาสตอนที่ อเล็กซิส แมค อัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) เจ็บไปตอนนี้ยึดตัวจริงไปแล้วแถมคลอปป์ชมออกสื่ออีกต่างหาก ในฐานะที่เป็นคนเอเชียด้วยกันก็ขอให้นักเตะเหล่านี้กลับมาทำผลงานได้ดีต่อเนื่องหลังจากกลับมาจาก AFC Asian Cup ด้วย
—
สุดท้ายก็ VAR เหมือนเคย | ก็ยังคงเป็นประเด็นตลอดมากับ VAR และมาตรฐานการตัดสินของกรรมการที่ค้านสายตาคนดูอย่างเรา ๆ เหมือนเคยกับเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาช่วยตัดสินให้มีความแม่นยำมากขึ้น แต่กับกลายเป็นประเด็นมากกว่าเดิม จังหวะไหนควรเช็ค จังหวะในควรให้ใบเหลือง-แดง จุดโทษ-ไม่จุดโทษ ลูกออก-ไม่ออก ซึ่งน่าจะมีให้เห็นกันแทบทุกอาทิตย์ในพรีเมียร์ลีก แล้วกรรมการที่เป็นคนให้คำตัดสินสุดท้ายนั้นวิจารณญาณก็ไม่เหมือนกันซักคน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับพรีเมียร์ลีก ซึ่งคณะกรรมการการตัดสินฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ หรือ PGMOL (Professional Game Match Officials Board) ก็ต้องออกมาแถลงขอโทษในภายหลัง หรือไม่ก็ลงโทษพักงานผู้ตัดสินที่ทำผิดพลาดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง แล้วการตัดสินที่ค้านสายตากันนั้นบางทีก็ส่งผลมหาศาลต่อทีมที่เสียผลประโยชน์กันมากทีเดียว ซึ่งก็เห็นกันอยู่ปัญหาที่แท้นั้นน่าจะอยู่ที่คนใช้ มากกว่าตัวเทคโนโลยีที่นำมาใช้ซะมากกว่า ถ้าไม่รีบมีการสังคายนากันใหม่แล้วก็น่าจะเป็นแบบนี้ให้คนดูอย่างเรา ๆ รวมถีงนักเตะและผู้จัดการทีมหงุดหงิดอยู่ร่ำไป
—
ปล. ขอเลือกรูปประกอบเอาใจทีมจ่าฝูงบ้างนะ
#siamstr #footballstr #epl #var #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก

ช่วงหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา ผมดูหนังไปทั้งหมด 3 เรื่องที่แตกต่างกันทั้งมู้ดโทนและยุคสมัย ขอบันทึกไว้ก่อนจะลืม
1. When Harry Met Sally (1989)
https://youtu.be/-E10AcydCuk?si=kupj2J10353Z9rhh
หนังปี 1989 ที่ได้รับการซูฮกว่าเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ดีที่สุดตลอดกาล บทสนทนาและเคมีของนักแสดงนำ (เม็ก ไรอั้น ในวัยที่กำลังสวยเชี่ย ๆ สวยโลกตะลึง) และนักแสดงสมทบคือลงตัวกลมกล่อม จนทำให้เราเชื่อจริง ๆ ว่ามันมีคนแบบนี้และความสัมพันธ์แบบนี้อยู่จริง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากหนังแนวเดียวกันที่เกลื่อนตลาด คือมันกล้าเล่นกับประเด็นล่อแหลมที่ว่า "ผู้หญิงและผู้ชายไม่มีวันเป็นเพื่อนกันได้" เรียกได้ว่าเป็นหนัง red pill จัด ๆ ที่แฝงตัวมาในคราบหนังรักกุ๊กกิ๊กที่บทภาพยนตร์ไหลลื่นและดูสนุกเหมาะช่วงเทศกาลปีใหม่สุด ๆ (หนังเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมด้วยนะ ไม่ธรรมดา)
คะแนนความชอบ : 8.5/10
- - - - - - - - - -
2. Kuroneko หรือ Black Cat (1968)
https://youtu.be/Vm0yMJaxH2c?si=T6GVGiSoVVNVD8Q5
หนังขาวดำสุดหลอนจากปี 1968 (ปีเดียวกับที่หนังไซไฟระดับตำนานอย่าง 2001: A Space Odyssey ฉายครั้งแรกนั่นแหละครับ) ตัวหนังแทบจะถอดไวยากรณ์หนังของปรมาจารย์อากิระ คุโรซาว่ามาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งการวางเฟรมที่เล่นกับเลเยอร์ของภาพได้มหัศจรรย์พันลึก การเล่นกับแสงและเงาที่ขับเน้นความรู้สึกหลอนเหนือธรรมชาติได้หวือหวาตลอดเรื่อง ทำเอาหนังปิศาจแมวดำทวงแค้นโหดเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผลงานชั้นครูให้หนังผีญี่ปุ่นยุคหลัง ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นการวิพากษ์ความอ่อนแอของเพศหญิง (ที่ถูกกระทำอย่างไร้ทางสู้) ว่าจะมีอำนาจขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อขายวิญญาณให้กับปิศาจเท่านั้น ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่หากมาพูดกันกลางแจ้งในยุคนี้ อาจจะมีเฟมทวิตพาทัวร์มาลงง่าย ๆ
คะแนนความชอบ : 7/10
- - - - - - - - - -
3. Evil Dead Rise (2023)
https://www.youtube.com/watch?v=q184zmrmc2E
ด้วยความเป็นแฟนพันธุ์แท้ Evil Dead มาตั้งแต่ภาคแรกเมื่อปี 1981 ที่แซม ไรมี (Spiderman 1-3) ร่ายมนต์เอาไว้ด้วยงบการถ่ายทำโคตรน้อยนิด พอปีนี้มันมีภาคใหม่พร้อมเส้นเรื่องใหม่ออกฉาย เราก็ไม่ยอมพลาด เพราะเคยแอบเซ็งนิด ๆ กับภาครีเม้กปี 2013 ที่เหมือนลืมไปว่ามนต์เสน่ห์ที่หนังต้นฉบับเคยมีนั้นมันคืออะไร แน่นอนว่าตามสไตล์หนังสยองขวัญเลือดสาด มันจะต้องดำเนินเรื่องในบางซีนด้วยความโง่ของตัวละครบางตัว (ไม่งั้นผีจะออกมาได้ไงล่ะ) แต่ด้วยความที่ผู้กำกับ Lee Cronin ดูจะทำการบ้านมาแยบยลมาก เพราะการเคลื่อนกล้องหลายต่อหลายช็อตทำเอาผมต้องสงสัยว่า "นี่ไม่ใช่แซม ไรมี่กำกับเองจริง ๆ หรอวะ?" คือมันแทบจะได้อารมณ์เหมือนสมัยเราขนหัวลุกกับหนังเวอร์ชันออริจินัลเลย เรียกได้ว่าเป็นหนังเลือดสาดที่เพลิดเพลินเจริญใจตลอด 100 นาทีของมัน โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิค jump scare ตุ้งแช่ปัญญาอ่อนที่หนังผียุคหลัง ๆ ใช้กันจนเฝือ คำเตือนเดียวคือกินให้อิ่มก่อนดู เพราะมันเลือดสาดจริง ๆ สาดกันชนิดท่วมตึกฉ่ำ ๆ เลยนะ ไม่ได้ล้อเล่น 5555
คะแนนความชอบ : 7/10
#siamstr #siamstrOG #movie #movies #filmstr #film
Annie Hall ซักรอบซิ
อาทิตย์นี้บทความฟุตบอลมาช้านิดนึงนะครับชาว #siamstr เดี๋ยวขอเขียนรวบ Boxing Day เลยครับ
Here’s mine
1. Die Hard
2. Batman Returns
3. Love Actually
4. Tokyo Godfathers
5. While You Were Sleeping
Kinda mix genre
Here are my top 5 favorite #Christmas #movies of all time. What's yours?
Anyway, Merry Christmas!
https://www.youtube.com/watch?v=jaJuwKCmJbY
https://www.youtube.com/watch?v=xgVo96JaqeM
https://youtu.be/bKeW-MGu-qQ?si=89mCIW-6-gAnvYKN
https://www.youtube.com/watch?v=jhJYMEzQA-Q
https://youtu.be/GEu13j7hOvQ?si=y-EvodzZqYivSjw7
#filmstr #movie #film #asknostr #siamstr #grownostr
หนังบู๊เดือด ๆ ทั้งนั้น 555
ไม่รู้มองเห็นกันมั้ย แต่ลองเพิ่มดูนะครับ
ซิงเกิ้ลเพลงต้นฉบับ
https://www.youtube.com/watch?v=hrvXgDvKKBA&pp=ygUkY2hyaXN0bWFzIGV2ZSB0YXRzdXJvIHlhbWFzaGl0YSAybzEy
ซิงเกิ้ลเพลงต้นฉบับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
https://www.youtube.com/watch?v=BQy34knirSU
รวมโฆษณาที่ใช้เป็นเพลงประกอบ
MV (หรือที่ญี่ปุ่นเรียกกันว่า PV = Promotional Video) ของภาพยนตร์เรื่อง Miracle
https://www.youtube.com/watch?v=x8CgehqveLI&pp=ygUfdGF0c3VybyB5YW1hc2hpdGEgY2hyaXN0bWFzIGV2ZQ%3D%3D
เพลง Plastic Love อันโด่งดังจากอัลกอริทึม
https://www.youtube.com/watch?v=T_lC2O1oIew&ab_channel=%E7%AB%B9%E5%86%85%E3%81%BE%E3%82%8A%E3%82%84


