สวัสดีเช้าวัน X'mas Eve นะครับชาว #siamstr วันนี้มีบทความพิเศษต้อนรับวันคริสมาสต์มาให้ทุกคนครับ
Christmas Eve: เพลงชาติช่วงคริสมาสต์ของชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่ใช่เพลงของป้ามาลัย
ยามคริสต์มาส–ปีใหม่มาเยือน หนึ่งในเพลงที่ถูกเปิดยามที่เราออกไปข้างนอกมากที่สุด หรือแม้กระทั่งที่ต่างประเทศคงไม่พ้นเพลงชาติยามคริสต์มาสอย่าง All I Want For Christmas Is You ของป้ามาลัย หรือ มารายห์ แครี่ (Mariah Carey) ที่กินรายได้จากลิขสิทธ์เพลงนี้จนแบบอยู่ได้สบาย ๆ ไปทั้งชีวิตโดยไม่ต้องออกเพลงใหม่อีกเลย แต่ในญี่ปุ่นนั้นมีเพลงชาติขาประจและถ้าคนไปญี่ปุ่นช่วงนี้ต้องได้ยินเพลงนี้กันบ้างล่ะ เพลงนั้นคือ Chirstmas Eve ของ ทัตซึโร่ ยามาชิตะ (Tatsuro Yamashita) ที่เป็นดั่งบิดาแห่งแนวเพลงซิตี้ป๊อป (City-Pop) ที่กลับมาฮิตใหม่ในช่วง 2010’s และนอกจากนั้นยามาชิตะยังเป็นสามีของ มาริยะ ทาเคอุจิ (Mariya Takeuchi) เจ้าของเพลง Plastic Love เพลงในตำนานแห่งยูทูปที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเห็นตามฟีดในช่วงปี 2017–2019 เพราะอัลกอริทึม (Algorithm) ของตัวแพลตฟอร์มเองที่อยู่ดี ๆ ก็แนะนำเพลงนี้ขึ้นมา และก็ค่อย ๆ กลายป็นไวรัลไปในที่สุด ยิ่งทำให้แนวเพลงซิตี้ป๊อปกลับมาได้รับความนิยมและมีอิทธิพลไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
—
เรามาทำความรู้จักเพลง Christmas Eve กัน โดยเพลงนี้ถูกรวมอยู่ในอัลบั้ม Melodies ของยามาขิตะซึ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อปี 1983 แต่เพลงนี้ไม่ได้รับความนิยมอะไรมากมายนักในตอนนั้น แต่เมื่อนำมาถูกใช้เป็นเพลงประกอบในซีรี่ส์โฆษณาทางทีวีของ Central Japan Railway Company หรือ JR ที่ออกอากาศในช่วงปี 1988–1992 ในช่วงวันคริสมาสตร์ที่จะมีรถไฟสาย X’Mas Express ให้บริการ ทำให้เพลงนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนซิงเกิลที่ถูกตัดมาออกมาขายในปี 1986 กลับมาติดชาร์ทขายดีอันดับหนึ่งในปี 1989 อีกครั้ง และยังมีภาคต่อออกมาในปี 2000 แถมยังถูกนำไปประกอบภาพยนตร์เรื่อง Miracle: Devil Claus' Love and Magic (Miracle Debikuro kun no Koi to Mahou) ที่ออกฉายปี 2014 และยังถูกใช้ประกอบโฆษณาของค่ายมือถือ Softbank ในปี 2015 ทำให้เพลงนี้ยังคนเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากจ นออกซิงเกิลรีมาสเตอร์หรือรีแพคเกจออกมาขายเป็นระยะ ๆ จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเพลงที่ Guinness World Records บันทึกไว้ว่าสามารถอยู่ติดในชาร์ท Top 100 Weekly Sales ในญี่ปุ่นหรือ Oricon Chart ได้ยาวนานกว่า 30 ปี
—
ด้วยเนื้อหาของเพลงที่โดนใจก็เป็นส่วนที่ทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จ โดยเนื้อหา ของเพลง Christmas Eve กล่าวถึงการรอคอยคนรักที่จะกลับมาหาในวันคริสมาสต์อีฟอย่างมีความหวัง แต่เขาก็ไม่กลับมา (เพลงอกหักแหละ) แต่ในซีรี่ส์โฆษณาของ JR จะเป็นการจบให้แบบแฮปปี้เอนด์ดิ้งที่ให้รถไฟสาย X’mas Express เป็นสื่อกลางในการเดินทางให้คนรัก (ผู้ชาย) มาถึงที่หมายในคืนวันคริสมาสตร์อีฟและได้เจอกับนางเอกในที่สุด ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็มีความคล้ายคลึงกับ All I Want For Christmas Is You ของป้ามาลัย โดยที่มีเนื้อหาใจความสำคัญว่า เราไม่ต้องการสิ่งใด ขอเพียงการได้อยู่กับคนที่เรารักในวันที่พิเศษนี้ โดยจะขอเปรียบเทียบเป็นเนื้อเพลงบางส่วนให้เห็นภาพกัน
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
Tatsuro Yamashita - Christmas Eve (Eng. Ver.)
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
I was praying you'd be here with me
But Christmas Eve ain't what it used to be
Silent night
Holy night
If you were beside me
Then I could hear angels
And I'd give you rainbows
For Christmas
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
Mariah Carey – All I Want for Christmas Is You
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
Oh, I don't want a lot for Christmas
This is all I'm asking for
I just wanna see my baby standing right outside my door
Oh, I just want you for my own
More than you could ever know
Make my wish come true
Oh, baby, all I want for Christmas is you
You, baby
—
วีดีโอของโฆษณาและเพลงที่กล่าวไว้ด้านบนเท่าที่หาได้ทำการรวมไว้ให้ในคอมเมนต์ให้ทุกคนลองสัมผัสดูด้วยตัวเองว่าทำไมมันถึงได้ฮิตขนาดนี้ แต่ขอไม่รวมป้ามาลัยเพราะทุกคนต้องได้ยินกันอยู่แล้วแน่ ๆ
—
ก่อนจากกันไปในบทความนี้ก็ขอให้มีทุกคนเทศกาลฉลองคริสต์มาส–ปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน ได้อยู่กับคนที่รักอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้านะ Merry X’mas & Happy New Year!!!
—
Resources
- www.en.wikipedia.org/wiki/Plastic_Love
- www.en.wikipedia.org/wiki/Melodies_(album)
- www.slate.com/business/2017/12/romantic-japanese-christmas-train-ads.html
- www.japantimes.co.jp/culture/2016/04/01/music/christmas-song-ranks-top-100-30-years-recognized-guinness/
—
#xmas #christmaseve #tatsuroyamashita #citypop #alliwantforchristmasisyou #mariahcarey #music #คริสต์มาส #เพลง #ซิตี้ป๊อป

Guillermo del Toro ก็เคยคิดจะทำครับ ขนาดมีฟุตทดสอบมาแล้ว https://www.instagram.com/tv/CkwxWwstuW6/?igsh=bnU5c2NzcDc3azk3
แต่พับไปเพราะมี Prometheus ภาพยนตร์ที่มีเค้าโครงคล้าย ๆ กันเข้าฉาย
ลืมบอกไปว่านี่เป็นหนึ่งในผลงานของแกเรื่อง At the Moutain of Madness ซึ่งตัวหนังสือนั้นก็ดีมาก ๆ ครับ
กรี๊ดดด.. The Call of Cthulhu จะถูกสร้างเป็นหนัง ได้ James Wan มาคุมโปรเจกต์ด้วย
สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จักกับ The Call of Cthulhu มาก่อน มันคือผลงานแนว “Cosmic Horror" หรือความสยองขวัญจากห้วงอวกาศ ที่เป็นต้นแบบให้นิยาย เกม หรือ หนัง แนวธีมอวกาศสยองขวัญหนังอย่าง Alien หรือเกมอย่าง Dead Space นั่นแหละ
ผลงานขึ้นหิ้งของ H.P Lovecraft ในยุคที่นิยายแนว Horror มักจะเน้นไปที่ความกลัวที่มนุษย์นั้นเข้าใจได้ อย่างผี ปีศาจ แวมไพร์ ตามตำนานต่าง ๆ ตัวของ Lovecraft นั้นเขาได้สร้างนิยายที่เป็นความกลัวที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าจะใจ (เราไม่รู้ว่าเรากลัวอะไร..)
ใครสนใจหนังสือนิยาย The Call of Cthulhu จากสำนักพิมพ์เวลา น่าจะยังมีหนังสือฉบับแปลไทยเหลืออยู่ (ผมเพิ่งสั่งมาเลย) ตามลิงก์ fb นี้ได้ https://www.facebook.com/TimePublishing?mibextid=LQQJ4d
ส่วนข้อมูลของหนังเรื่องนี้ รอติดตามอัพเดทต่อไป น่าสนุกมาก
#Siamstr
https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_1461400518392337171703233796.webp
Guillermo del Toro ก็เคยคิดจะทำครับ ขนาดมีฟุตทดสอบมาแล้ว https://www.instagram.com/tv/CkwxWwstuW6/?igsh=bnU5c2NzcDc3azk3
แต่พับไปเพราะมี Prometheus ภาพยนตร์ที่มีเค้าโครงคล้าย ๆ กันเข้าฉาย
อ่านโน๊ตรีวิวหนัง Barbie (ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดู) และเรื่องเกี่ยวกับ Existentialism ของคุณ nostr:npub15wteale5c3zruyjan4qrur60ptyc2maa85hm24l4dn3g0mgzjzgsxp7s62 และ คุณ nostr:npub1p0glyrz85nu86gevlhrsg9t3pg5uhrhq3sgwjmy8mzq0k09m30pq2jv9kv แล้วนึกถึงคลิปของพระรูปหนึ่งที่ผมเคยแอบไปไถ่ Reel ใน IG เล่นอยู่พักหนึ่งละเจอคลิปนั้น เกี่ยวกับคำถามที่ว่ามนุษย์เราเกิดมาทำไม ซึ่งท่านตอบไว้ดีมากๆ ผมจึงไปไล่ค้นจนเจอคลิปเต็มในที่สุด และทราบว่าท่านคือพระไพศาล วิสาโล ครับ
ปล.ตอนนี้ยังไม่ว่างดูแต่ขอแปะไว้ก่อนครับ 555
นี่คลิปเต็มครับ
เดี๋ยวผมดูด้วยครับ ขอบคุณครับ
จริง ๆ มีอีกเรื่องคือ Pluto ที่เป็น manga กับอนิเมลงใน Netflix แล้ว พูดถึงความเป็น ”มนุษย์“ กับ “หุ่นยนต์” ไว้ดีมาก ๆ เลยทีเดียวครับ
เมื่อวานหลาย ๆ คนน่าจะได้ฟังเรื่องนี้ในสภายาแดงเมื่อคืนกันไปแล้ว มันนี้จะมาแชร์มุมมองส่วนตัวที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ
Barbie: Existentialism to Its Core เมื่อบาร์บี้คิดอยากจะเปลี่ยนแปลง [Spoilers]
ยอมรับแต่แรกเลยว่าไม่คิดจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะด้วยความเป็นบาร์บี้ที่ตัวเองไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย ตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงเล่นกัน จะไปดูทำแมวน้ำอะไร และแถมสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับบาร์บี้ที่สุดคือเพลง Barbie Girl ของวง AQUA ที่เด็กยุค 90’s น่าจะจำกันได้ดี (ใครอยากรำลึกความหลังดูได้ในคอมเมนต์นะ) แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ MATTEL บริษัทแม่ที่ผลิตบาร์บี้ไม่ค่อยปลื้มนัก ก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะมาเป็นเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ได้ ก็เลยไม่คิดที่จะดูเข้าไปใหญ่ (แต่สุดท้ายก็ได้มาประกอบแต่ดันเป็นเวอร์ชั่น Barbie World ที่สองสาวฮิปฮอป Nicki Minaj และ Ice Spice เอาเพลงเดิมมาแซมพลิง หรือนำทำนองกับเนื้องร้องบางส่วนมาใส่ในเพลงใหม่เท่านั้น) บวกด้วยเสียงเล่าอ้างที่ว่ามีความเฟมินิสต์ (Feminist) หรือสตรีนิยมแบบสุดโต่งก็เลยตัดสินใจที่จะข้ามเรื่องนี้ไป แต่แล้วพอภาพยนตร์เรื่องนี้มาลงสตรีมมิ่งอย่าง HBO Go และบวกกับความที่ไม่รู้จะดูอะไร ก็เลยอ่ะ ลองเปิดใจดูซักนิดว่าเรื่องนี้มันเป็นจริงอย่างที่เขาว่ากันมั้ย และทำไมตัวภาพยนตร์ถึงทำเงินได้อย่างมหาศาล โดยรายรับรวมทั่วโลกสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
—
พอภาพยนตร์ได้จบลงแล้วความคิดที่เคยมีต่อเรื่องนี้ก็ได้เปลี่ยนไป Barbie กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้ให้อะไรมากกว่าสร้างความบันเทิงและความเป็นเฟมิสต์ที่เขาว่ากัน มันกลับเป็นภาพยนตร์ที่แซะเฟมินิสต์แบบเบา ๆ ซะอีก นักแสดงก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี มาร์โก้ ร็อบบี้ (Margot Robbie) ตีบท ”บาร์บี้” หรือในเรื่องคือ “Stereotypical Barbie” ได้แตกกระจุย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) ก็จะดูเอนจอยกับบทเคน (Ken) หรือในเรื่องคือบีชเคน (Beach Ken) ที่มีความรั่วแบบชายแท้อกสามศอกที่ได้รับมาก และยังมีนักแสดงจากซีรีส์ Sex Education ในเน็ตฟลิกซ์มาร่วมแจมอีกเพียบ สุดท้ายนักแสดงที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ อล็กซานดร้า ชิปป์ (Alexandra Shipp) ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าจากบทมิวแทนต์สตอร์ม (Storm) ในวัยใส จากภาพยนตร์ X-Men: Apocalypse และ X-Men: Dark Phoenix แสดงในเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเวอร์ชั่นของบาร์บี้ ที่ยิ่งดูยังไงยิ่งหน้าเหมือนดาราไทย “จันจิรา จูแจ้ง” ตอนสาว ๆ มากกกกกกกกก อย่างกับแอบไปโคลนนิ่งตัวเองที่สหรัฐอเมริกา
—
และเมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้วแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้มันไม่ใช่ความเป็นเฟมินิสต์เหมือนที่หลาย ๆ คนและรีวิวต่าง ๆ ได้บอกกันมา แต่ส่วนตัวคิดว่าความเป็น “อัตถิภาวนิยม” หรือ “Existentialism” ต่างหากที่เป็นแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้
—
Existentialism คือ หลักปรัชญาว่าด้วย การดำรงอยู่ (Existence) ของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล (Individual) ที่มีคุณค่าและความหมาย ไม่ใช่วัตถุสิ่งของแต่มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก มีความต้องการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญของลัทธินี้ก็ คือ “ความมีเสรีภาพ ความรู้สึกรับผิดชอบและการเลือกตัดสินใจ” และสาเหตุที่เกิดคำจัดความของ “Existentialism” คือกรอบสังคมที่มีการสร้างบรรทัดฐานและจำกัดการดำรงชีวิตบุคคล และเมื่อเทคโนโลยียิ่งเจริญก้าวหน้า และบุคคลสามารถเสพย์สื่อและเข้าถึงข้อมูลได้แค่เพียงปลายนิ้ว ทำให้เราอาจจะอยากเป็นคนที่ได้เห็นตามหน้าฟีด หรือยากทำในสิ่งที่คนอื่นนั้นกำลังทำโดยที่ตัวเรากลับลืมตัวตนที่แท้จริง หรือสิ่งที่ตัวเองนั้นอยากจะทำจริง ๆ ไป โดยบาร์บี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน
—
เมื่อสมัยยุค 60’s ตุ๊กตาบาร์บี้เปรียบเสมือนกับ “Perfect Woman หรือ Beauty Standard” หรือการเป็นแม่แบบของความเป็นผู้หญิงของสังคมชาวตะวันตก เช่น ผมบลอนด์ยาว หุ่นดีมีทรวดทรงองเอว ใส่ส้นสูง เป็นต้น หรือที่ถูกนำเสนอด้วยตัวละคร Stereotypical Barbie ที่ มาร์โก้ ร๊อบบี้ นำแสดงนั่นเอง หรือแม้กระทั่งตัวเคนเองก็ตามที่ถูกสร้างเป็น “Perfect Man” ที่มีความเป็นผู้ชายเต็มขั้น ผมบลอนด์ ตัวโตกล้ามใหญ่ มาให้เป็นคู่สร้างคู่สมของกันและกัน แต่เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปค่านิยมของความเป็น Ideal เองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักแต่เพิ่มเติมคือความหลายหลายทางสีผิวซะมากกว่า ซึ่งถูกแสดงด้วยตัวละครในเวอร์ชั่นต่าง ๆ ของบาร์บี้ในเรื่องนี้
—
ดินแดนบาร์บี้หรือ Barbieland ภายในเรื่องนั้นก็เหมือนกับการที่อยู่เหล่าปวงชนชาวบาร์บี้เวอร์ชั่นต่าง ๆ ซึ่งมีแน่นอนต้องมีผู้หญิงเป็นผู้นำทางสังคม (Matriarchy) หรือ “มาตาธิปไตย” (เหมือนจะเปรียบได้ว่าเป็นดินแดนอุดมคติหรือ Utopia ของเหล่าบาร์บี้ก็ไม่ปาน) และมีอาชีพชั้นนำต่าง ๆ ส่วนเคนที่เหมือนกับตัวรองและเหมือนกับไม่มีอาขีพ เช่น นักท่องเที่ยว ศิลปิน ไม่ก็เป็นนักกีฬา หรือแม้กระทั่งเป็นเงือกก็โชว์ออฟความเป็นชายเพื่อที่จะได้รับความสนใจของบาร์บี้ โดยเหล่าบาร์บี้และเคนทั้งหลายในโลกก็นี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไร้ความทุกข์ไปวัน ๆ แต่ในโลกนี้ยังมีตัวละครเสริมที่ถูกละเลยโดยเหล่าบาร์บี้และเคนที่แสดงถึงความไม่สมบูรณ์หรือ “Imperfection” ในโลกของบาร์บี้อย่าง มิดจ์ (Midge) อัลลัน (Allan) ที่ถูกสร้างมาให้เป็นเพื่อนของบาร์บี้และเคน แต่โมเดลของทั้งสองนั้นถูกยกเลิกการผลิตไปนานพอสมควรแล้ว และยังรวมถึงบาร์บี้เพี้ยน (Weird Barbie) ที่ในโลกของบาร์บี้คือตุ๊กตาที่ถูกเจ้าของเล่นจับแต่งหน้า แต่งตัว ตัดผม แหกแข้งขาแหกขา จนมีสภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
—
แต่มีอยู่วันนึงที่บาร์บี้รู้สีกคิดถึงเรื่องการตายขึ้นมา ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็มีอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างการมีกลิ่นปาก มีเซลลูไลท์ และภาวะเท้าแบนซึ่งทำให้ไม่สามารถใส่ส้นสูงได้อีกต่อไป ซึ่งทำให้บาร์บี้นั้นต้องไปขอความช่วยเหลือจากบาร์บี้เพี้ยนที่แนะนำให้บาร์บี้ออกตามหาเจ้าของตัวเองในโลกของความจริงเพื่อที่จะรักษาอาการที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้ และมีบีชเคนที่ขอติดตามไปด้วยโดยที่บาร์บี้เองนั้นไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อมาถึงโลกแห่งความจริงบาร์บี้ก็ได้เรียนรู้ว่าโลกแห่งความจริงนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่บีชเคนนั้นดูเหมือนจะถูกโฉลกกับโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” นี้พอสมควร
—
ในโลกแห่งความจริงเราได้เจอตัวละครอย่าง กลอเรีย พนักงานต้อนรับหน้าห้องในบริษัท MATTEL ที่ทำงานไปวัน ๆ และกำลังประสบกับความเป็น “Existential Crisis” แม้ตัวเองจะมีความสารถที่เป็นได้มากกว่าพนักงานต้อนรับ ที่สำคัญยังเป็นเจ้าของบาร์บี้กำลังตามหาอยู่ ลูกสาวของกลอเรียอย่างซาช่าที่มีความหัวขบถและยังเป็นคนที่บอกตัวว่าบาร์บี้นั้นคือ “Unrealistic Beauty Standard” ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเปรียนเหมือนความเป็น “Existential” ของคนสมัยใหม่ที่ไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ มีความเป็นตัวเองสูง และรวมไปถึงแก๊งค์บอร์ดบริหารของ MATTEL ซึ่งเป็นผู้ชายล้วน ๆ ที่มีความเป็นนายทุนหรือ “Capitalism” แบบเต็มสูบ ที่รู้ข่าวเรี่องบาร์บี้หลุดมาที่โลกนี้ ก็พยายามจับบาร์บี้ไปรีโปรดักส์ขายซะเลย
—
ส่วนบีชเคนนั้นเมื่อได้ติดใจโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ก็เลยได้แรงบันดาลใจกลับไปยึดดินแดนบาร์บี้ร่วมกับเคนเวอร์ชั่นอื่น ๆ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้ชายเป็นผู้นำทางสังคม (Patriarchy)” หรือ “ปิตาธิปไตย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนบาร์บี้ที่อยู่ในโลกนั้นให้กลายเป็นแค่บทบาทรองทางสังคมให้กับเหล่าเคน เช่น คู่รัก/ภรรยา หรือแม้กระทั่งเป็นคนรับใช้ ส่วนบาร์บี้นั้นหลังจากแยกกับบีชเคนแล้วโดนจับไปโดยเหล่าผู้บริหาร ทำการหลบหนีด้วยความช่วยเหลือของกลอเรียและซาช่า และได้หนีกลับไปที่ดินแดนบาร์บี้ด้วยกันสามคน
—
แต่หลังจากที่ได้กลับมาเจอโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” บาร์บี้ได้พยายามชักชวนให้เหล่าบาร์บี้คนอื่น ๆ กลับมาทำให้ดินแดนบาร์บี้กลับมาเป็นดังเดิม แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่ด้วยการช่วยเหลือของคาแรกเตอร์ที่โดนสังคมเดิมหมางเมิน อย่าง มิดจ์ อัลลัน เหล่าบาร์บี้และเคนที่ตกรุ่น และไม่สมบูรณ์คนอื่น ๆ และด้วยการพูดปลุกใจของกลอเรียที่กล่าวถึงความคาดหวังของผู้หญิงในสังคมโดยมีใจความสำคัญว่า
“I’m just so tired of watching myself and every single other woman tie herself into knots so that people will like us. And if all of that is also true for a doll just representing women, then I don't even know.”
“ฉันเหนื่อยมากที่ต้องเห็นตัวเองแล้วก็ผู้หญิงทุกคนผูกตัวเองไว้กับปมที่ต้องมาคอยทำให้ทุกคนชอบ แล้วถ้านั่นมันเกิดขึ้นกับตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงด้วยอีก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
ด้วยการปลุกใจนี้เองที่ทำให้เหล่าบาร์บี้ที่โดนล้างสมองกลับเป็นดังเดิมและช่วยกันวางแผนที่รวมตัวกันสับรางสร้างความอิจฉากันเองให้เหล่าเคนทั้งหลาย กลับมายึดคืนดินแดนบาร์บี้ให้กลับเป็นเหมือนเดิม แต่คราวนี้เมื่อได้เผชิญกับความกดขี่จากสังคมด้วยตัวเอง ทำให้เหล่าบาร์บี้นั้นสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อเหล่าเคนและเหล่าคาแรกเตอร์อื่น ๆ ที่เคยถูกหมางเมินให้ดีกว่าเดิม
—
จากประโยคด้านบนจะเห็นได้ว่าตัวละครอย่างกลอเรียและบาร์บี้นั่นเองที่เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน และเหมือนกับคารแรกเตอร์ตุ๊กตาบาร์บี้ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งข้อความให้คนดูได้รู้ว่าบาร์บี้นั้นจะไม่ยึดติดกับความเป็นบรรทัดฐานหรือกรอบทางสังคมอีกต่อไป และการเป็นตัวของตัวเองแหละนั้นดีที่สุดแล้ว โดยที่บาร์บี้ยังบอกบีชเคนว่าให้ค้นหาความเป็นตัวเองให้เจอโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับบทบาทเดิมของเคนที่เคยถูกสร้างเพื่อมาให้เป็นคู่กับบาร์บี้ ซึ่งนั่นก็คือความเป็น “Existentialism”
—
และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้กำลังตัดสินใจว่าตัวเองควรจะเป็นอะไรได้พบกับ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ผู้คิดค้นและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท MATTEL ซึ่งตัวจริงเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2022 ด้วยอายุ 85 ปี ซึ่งบอกบาร์บี้ว่าเรื่องราวบาร์บี้นั้นไม่มีจุดจบและเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ต้องยึดติดกับประวัติศาสตร์และบรรทัดฐานความเป็นบาร์บี้เดิม ๆ และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้ตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะเป็นอะไร แล้วก็กลับโลกแห่งความเป็นจริงพร้อมกับกลอเรียและซาช่า ซึ่งนั้นก็คือไปเป็น “มนุษย์” นั่นเอง
—
จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีความเป็น “Existentialism” สูงมาก ซึ่งในทางสังคมอุดมคตินั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเข้ากับในสมัยปัจจุบัน โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโลยีใหม่ ๆ ค่านิยมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ใครอยากเป็นอะไรก็เป็น ขอให้มีความเชื่อมั่นในและมีความพยายามในตัวเอง แต่สุดท้ายนั้นการเป็น “Existentialism” หรือแม้กระทั่งความเชื่ออื่น ๆ ด้วยนั้น ต้องไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใครที่มีความเชื่อที่ต่างกัน ไม่ให้พูดให้ร้ายซึ่งกันและกัน เคารพความแตกต่าง เข้าใจซึ่งกันและกัน คุยกันด้วยเหตุและผล ไม่อย่างนั้นสังคมก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากที่หลาย ๆ คนคาดหวังอยากให้เป็น และเราก็จะอยู่กับการแตกแยกแบบเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พูดง่าย ๆ ว่าสังคมเราก็ยังรักษามาตรฐานเดิม ๆ แบบในอดีตนั่นแหละ แค่ทะเลาะกันด้วยวิธีที่ต่างกัน จากที่เรียกว่า “มนุษย์” เราก็แค่เป็นได้แค่ดั่ง “ตุ๊กตา” ทำตามโปรแกมหรือบรรทัดฐานที่วางมาตั้งแต่อดีตแค่นั้นเอง
—
Resources
*https://www.the101.world/existential-crisis/
*https://www.gotoknow.org/posts/677147
*http://www.parst.or.th/philospedia/Existentialism.html
*https://www.britannica.com/topic/existentialism
#siamstr #barbie #film #margotrobbie #ryangosling #hbogo #บาร์บี้ #ภาพยนตร์ #มาร์โกร๊อบบี้ #ไรอันกอสลิ่ง #สภายาแดง

แถมด้วย Aqua - Barbie Girl เพลงฮิตของคนยุค Gen-Y หรือ Millennials ครับ
เมื่อวานหลาย ๆ คนน่าจะได้ฟังเรื่องนี้ในสภายาแดงเมื่อคืนกันไปแล้ว มันนี้จะมาแชร์มุมมองส่วนตัวที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ
Barbie: Existentialism to Its Core เมื่อบาร์บี้คิดอยากจะเปลี่ยนแปลง [Spoilers]
ยอมรับแต่แรกเลยว่าไม่คิดจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะด้วยความเป็นบาร์บี้ที่ตัวเองไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย ตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงเล่นกัน จะไปดูทำแมวน้ำอะไร และแถมสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับบาร์บี้ที่สุดคือเพลง Barbie Girl ของวง AQUA ที่เด็กยุค 90’s น่าจะจำกันได้ดี (ใครอยากรำลึกความหลังดูได้ในคอมเมนต์นะ) แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ MATTEL บริษัทแม่ที่ผลิตบาร์บี้ไม่ค่อยปลื้มนัก ก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะมาเป็นเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ได้ ก็เลยไม่คิดที่จะดูเข้าไปใหญ่ (แต่สุดท้ายก็ได้มาประกอบแต่ดันเป็นเวอร์ชั่น Barbie World ที่สองสาวฮิปฮอป Nicki Minaj และ Ice Spice เอาเพลงเดิมมาแซมพลิง หรือนำทำนองกับเนื้องร้องบางส่วนมาใส่ในเพลงใหม่เท่านั้น) บวกด้วยเสียงเล่าอ้างที่ว่ามีความเฟมินิสต์ (Feminist) หรือสตรีนิยมแบบสุดโต่งก็เลยตัดสินใจที่จะข้ามเรื่องนี้ไป แต่แล้วพอภาพยนตร์เรื่องนี้มาลงสตรีมมิ่งอย่าง HBO Go และบวกกับความที่ไม่รู้จะดูอะไร ก็เลยอ่ะ ลองเปิดใจดูซักนิดว่าเรื่องนี้มันเป็นจริงอย่างที่เขาว่ากันมั้ย และทำไมตัวภาพยนตร์ถึงทำเงินได้อย่างมหาศาล โดยรายรับรวมทั่วโลกสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
—
พอภาพยนตร์ได้จบลงแล้วความคิดที่เคยมีต่อเรื่องนี้ก็ได้เปลี่ยนไป Barbie กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้ให้อะไรมากกว่าสร้างความบันเทิงและความเป็นเฟมิสต์ที่เขาว่ากัน มันกลับเป็นภาพยนตร์ที่แซะเฟมินิสต์แบบเบา ๆ ซะอีก นักแสดงก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี มาร์โก้ ร็อบบี้ (Margot Robbie) ตีบท ”บาร์บี้” หรือในเรื่องคือ “Stereotypical Barbie” ได้แตกกระจุย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) ก็จะดูเอนจอยกับบทเคน (Ken) หรือในเรื่องคือบีชเคน (Beach Ken) ที่มีความรั่วแบบชายแท้อกสามศอกที่ได้รับมาก และยังมีนักแสดงจากซีรีส์ Sex Education ในเน็ตฟลิกซ์มาร่วมแจมอีกเพียบ สุดท้ายนักแสดงที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ อล็กซานดร้า ชิปป์ (Alexandra Shipp) ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าจากบทมิวแทนต์สตอร์ม (Storm) ในวัยใส จากภาพยนตร์ X-Men: Apocalypse และ X-Men: Dark Phoenix แสดงในเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเวอร์ชั่นของบาร์บี้ ที่ยิ่งดูยังไงยิ่งหน้าเหมือนดาราไทย “จันจิรา จูแจ้ง” ตอนสาว ๆ มากกกกกกกกก อย่างกับแอบไปโคลนนิ่งตัวเองที่สหรัฐอเมริกา
—
และเมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้วแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้มันไม่ใช่ความเป็นเฟมินิสต์เหมือนที่หลาย ๆ คนและรีวิวต่าง ๆ ได้บอกกันมา แต่ส่วนตัวคิดว่าความเป็น “อัตถิภาวนิยม” หรือ “Existentialism” ต่างหากที่เป็นแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้
—
Existentialism คือ หลักปรัชญาว่าด้วย การดำรงอยู่ (Existence) ของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล (Individual) ที่มีคุณค่าและความหมาย ไม่ใช่วัตถุสิ่งของแต่มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก มีความต้องการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญของลัทธินี้ก็ คือ “ความมีเสรีภาพ ความรู้สึกรับผิดชอบและการเลือกตัดสินใจ” และสาเหตุที่เกิดคำจัดความของ “Existentialism” คือกรอบสังคมที่มีการสร้างบรรทัดฐานและจำกัดการดำรงชีวิตบุคคล และเมื่อเทคโนโลยียิ่งเจริญก้าวหน้า และบุคคลสามารถเสพย์สื่อและเข้าถึงข้อมูลได้แค่เพียงปลายนิ้ว ทำให้เราอาจจะอยากเป็นคนที่ได้เห็นตามหน้าฟีด หรือยากทำในสิ่งที่คนอื่นนั้นกำลังทำโดยที่ตัวเรากลับลืมตัวตนที่แท้จริง หรือสิ่งที่ตัวเองนั้นอยากจะทำจริง ๆ ไป โดยบาร์บี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน
—
เมื่อสมัยยุค 60’s ตุ๊กตาบาร์บี้เปรียบเสมือนกับ “Perfect Woman หรือ Beauty Standard” หรือการเป็นแม่แบบของความเป็นผู้หญิงของสังคมชาวตะวันตก เช่น ผมบลอนด์ยาว หุ่นดีมีทรวดทรงองเอว ใส่ส้นสูง เป็นต้น หรือที่ถูกนำเสนอด้วยตัวละคร Stereotypical Barbie ที่ มาร์โก้ ร๊อบบี้ นำแสดงนั่นเอง หรือแม้กระทั่งตัวเคนเองก็ตามที่ถูกสร้างเป็น “Perfect Man” ที่มีความเป็นผู้ชายเต็มขั้น ผมบลอนด์ ตัวโตกล้ามใหญ่ มาให้เป็นคู่สร้างคู่สมของกันและกัน แต่เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปค่านิยมของความเป็น Ideal เองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักแต่เพิ่มเติมคือความหลายหลายทางสีผิวซะมากกว่า ซึ่งถูกแสดงด้วยตัวละครในเวอร์ชั่นต่าง ๆ ของบาร์บี้ในเรื่องนี้
—
ดินแดนบาร์บี้หรือ Barbieland ภายในเรื่องนั้นก็เหมือนกับการที่อยู่เหล่าปวงชนชาวบาร์บี้เวอร์ชั่นต่าง ๆ ซึ่งมีแน่นอนต้องมีผู้หญิงเป็นผู้นำทางสังคม (Matriarchy) หรือ “มาตาธิปไตย” (เหมือนจะเปรียบได้ว่าเป็นดินแดนอุดมคติหรือ Utopia ของเหล่าบาร์บี้ก็ไม่ปาน) และมีอาชีพชั้นนำต่าง ๆ ส่วนเคนที่เหมือนกับตัวรองและเหมือนกับไม่มีอาขีพ เช่น นักท่องเที่ยว ศิลปิน ไม่ก็เป็นนักกีฬา หรือแม้กระทั่งเป็นเงือกก็โชว์ออฟความเป็นชายเพื่อที่จะได้รับความสนใจของบาร์บี้ โดยเหล่าบาร์บี้และเคนทั้งหลายในโลกก็นี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไร้ความทุกข์ไปวัน ๆ แต่ในโลกนี้ยังมีตัวละครเสริมที่ถูกละเลยโดยเหล่าบาร์บี้และเคนที่แสดงถึงความไม่สมบูรณ์หรือ “Imperfection” ในโลกของบาร์บี้อย่าง มิดจ์ (Midge) อัลลัน (Allan) ที่ถูกสร้างมาให้เป็นเพื่อนของบาร์บี้และเคน แต่โมเดลของทั้งสองนั้นถูกยกเลิกการผลิตไปนานพอสมควรแล้ว และยังรวมถึงบาร์บี้เพี้ยน (Weird Barbie) ที่ในโลกของบาร์บี้คือตุ๊กตาที่ถูกเจ้าของเล่นจับแต่งหน้า แต่งตัว ตัดผม แหกแข้งขาแหกขา จนมีสภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
—
แต่มีอยู่วันนึงที่บาร์บี้รู้สีกคิดถึงเรื่องการตายขึ้นมา ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็มีอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างการมีกลิ่นปาก มีเซลลูไลท์ และภาวะเท้าแบนซึ่งทำให้ไม่สามารถใส่ส้นสูงได้อีกต่อไป ซึ่งทำให้บาร์บี้นั้นต้องไปขอความช่วยเหลือจากบาร์บี้เพี้ยนที่แนะนำให้บาร์บี้ออกตามหาเจ้าของตัวเองในโลกของความจริงเพื่อที่จะรักษาอาการที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้ และมีบีชเคนที่ขอติดตามไปด้วยโดยที่บาร์บี้เองนั้นไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อมาถึงโลกแห่งความจริงบาร์บี้ก็ได้เรียนรู้ว่าโลกแห่งความจริงนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่บีชเคนนั้นดูเหมือนจะถูกโฉลกกับโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” นี้พอสมควร
—
ในโลกแห่งความจริงเราได้เจอตัวละครอย่าง กลอเรีย พนักงานต้อนรับหน้าห้องในบริษัท MATTEL ที่ทำงานไปวัน ๆ และกำลังประสบกับความเป็น “Existential Crisis” แม้ตัวเองจะมีความสารถที่เป็นได้มากกว่าพนักงานต้อนรับ ที่สำคัญยังเป็นเจ้าของบาร์บี้กำลังตามหาอยู่ ลูกสาวของกลอเรียอย่างซาช่าที่มีความหัวขบถและยังเป็นคนที่บอกตัวว่าบาร์บี้นั้นคือ “Unrealistic Beauty Standard” ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเปรียนเหมือนความเป็น “Existential” ของคนสมัยใหม่ที่ไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ มีความเป็นตัวเองสูง และรวมไปถึงแก๊งค์บอร์ดบริหารของ MATTEL ซึ่งเป็นผู้ชายล้วน ๆ ที่มีความเป็นนายทุนหรือ “Capitalism” แบบเต็มสูบ ที่รู้ข่าวเรี่องบาร์บี้หลุดมาที่โลกนี้ ก็พยายามจับบาร์บี้ไปรีโปรดักส์ขายซะเลย
—
ส่วนบีชเคนนั้นเมื่อได้ติดใจโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ก็เลยได้แรงบันดาลใจกลับไปยึดดินแดนบาร์บี้ร่วมกับเคนเวอร์ชั่นอื่น ๆ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้ชายเป็นผู้นำทางสังคม (Patriarchy)” หรือ “ปิตาธิปไตย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนบาร์บี้ที่อยู่ในโลกนั้นให้กลายเป็นแค่บทบาทรองทางสังคมให้กับเหล่าเคน เช่น คู่รัก/ภรรยา หรือแม้กระทั่งเป็นคนรับใช้ ส่วนบาร์บี้นั้นหลังจากแยกกับบีชเคนแล้วโดนจับไปโดยเหล่าผู้บริหาร ทำการหลบหนีด้วยความช่วยเหลือของกลอเรียและซาช่า และได้หนีกลับไปที่ดินแดนบาร์บี้ด้วยกันสามคน
—
แต่หลังจากที่ได้กลับมาเจอโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” บาร์บี้ได้พยายามชักชวนให้เหล่าบาร์บี้คนอื่น ๆ กลับมาทำให้ดินแดนบาร์บี้กลับมาเป็นดังเดิม แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่ด้วยการช่วยเหลือของคาแรกเตอร์ที่โดนสังคมเดิมหมางเมิน อย่าง มิดจ์ อัลลัน เหล่าบาร์บี้และเคนที่ตกรุ่น และไม่สมบูรณ์คนอื่น ๆ และด้วยการพูดปลุกใจของกลอเรียที่กล่าวถึงความคาดหวังของผู้หญิงในสังคมโดยมีใจความสำคัญว่า
“I’m just so tired of watching myself and every single other woman tie herself into knots so that people will like us. And if all of that is also true for a doll just representing women, then I don't even know.”
“ฉันเหนื่อยมากที่ต้องเห็นตัวเองแล้วก็ผู้หญิงทุกคนผูกตัวเองไว้กับปมที่ต้องมาคอยทำให้ทุกคนชอบ แล้วถ้านั่นมันเกิดขึ้นกับตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงด้วยอีก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
ด้วยการปลุกใจนี้เองที่ทำให้เหล่าบาร์บี้ที่โดนล้างสมองกลับเป็นดังเดิมและช่วยกันวางแผนที่รวมตัวกันสับรางสร้างความอิจฉากันเองให้เหล่าเคนทั้งหลาย กลับมายึดคืนดินแดนบาร์บี้ให้กลับเป็นเหมือนเดิม แต่คราวนี้เมื่อได้เผชิญกับความกดขี่จากสังคมด้วยตัวเอง ทำให้เหล่าบาร์บี้นั้นสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อเหล่าเคนและเหล่าคาแรกเตอร์อื่น ๆ ที่เคยถูกหมางเมินให้ดีกว่าเดิม
—
จากประโยคด้านบนจะเห็นได้ว่าตัวละครอย่างกลอเรียและบาร์บี้นั่นเองที่เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน และเหมือนกับคารแรกเตอร์ตุ๊กตาบาร์บี้ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งข้อความให้คนดูได้รู้ว่าบาร์บี้นั้นจะไม่ยึดติดกับความเป็นบรรทัดฐานหรือกรอบทางสังคมอีกต่อไป และการเป็นตัวของตัวเองแหละนั้นดีที่สุดแล้ว โดยที่บาร์บี้ยังบอกบีชเคนว่าให้ค้นหาความเป็นตัวเองให้เจอโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับบทบาทเดิมของเคนที่เคยถูกสร้างเพื่อมาให้เป็นคู่กับบาร์บี้ ซึ่งนั่นก็คือความเป็น “Existentialism”
—
และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้กำลังตัดสินใจว่าตัวเองควรจะเป็นอะไรได้พบกับ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ผู้คิดค้นและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท MATTEL ซึ่งตัวจริงเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2022 ด้วยอายุ 85 ปี ซึ่งบอกบาร์บี้ว่าเรื่องราวบาร์บี้นั้นไม่มีจุดจบและเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ต้องยึดติดกับประวัติศาสตร์และบรรทัดฐานความเป็นบาร์บี้เดิม ๆ และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้ตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะเป็นอะไร แล้วก็กลับโลกแห่งความเป็นจริงพร้อมกับกลอเรียและซาช่า ซึ่งนั้นก็คือไปเป็น “มนุษย์” นั่นเอง
—
จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีความเป็น “Existentialism” สูงมาก ซึ่งในทางสังคมอุดมคตินั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเข้ากับในสมัยปัจจุบัน โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโลยีใหม่ ๆ ค่านิยมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ใครอยากเป็นอะไรก็เป็น ขอให้มีความเชื่อมั่นในและมีความพยายามในตัวเอง แต่สุดท้ายนั้นการเป็น “Existentialism” หรือแม้กระทั่งความเชื่ออื่น ๆ ด้วยนั้น ต้องไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใครที่มีความเชื่อที่ต่างกัน ไม่ให้พูดให้ร้ายซึ่งกันและกัน เคารพความแตกต่าง เข้าใจซึ่งกันและกัน คุยกันด้วยเหตุและผล ไม่อย่างนั้นสังคมก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากที่หลาย ๆ คนคาดหวังอยากให้เป็น และเราก็จะอยู่กับการแตกแยกแบบเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พูดง่าย ๆ ว่าสังคมเราก็ยังรักษามาตรฐานเดิม ๆ แบบในอดีตนั่นแหละ แค่ทะเลาะกันด้วยวิธีที่ต่างกัน จากที่เรียกว่า “มนุษย์” เราก็แค่เป็นได้แค่ดั่ง “ตุ๊กตา” ทำตามโปรแกมหรือบรรทัดฐานที่วางมาตั้งแต่อดีตแค่นั้นเอง
—
Resources
*https://www.the101.world/existential-crisis/
*https://www.gotoknow.org/posts/677147
*http://www.parst.or.th/philospedia/Existentialism.html
*https://www.britannica.com/topic/existentialism
#siamstr #barbie #film #margotrobbie #ryangosling #hbogo #บาร์บี้ #ภาพยนตร์ #มาร์โกร๊อบบี้ #ไรอันกอสลิ่ง #สภายาแดง

ตอนแรกตั้งใจว่าดูจบจะเขียนรีวิว แต่มีคนชูมือไว้ละว่าจะเขียน (แล้วน่าจะรีวิวดีกว่าผมแน่ ๆ) ทีนี้ตอนดูจบมันมีหมื่นล้านคำในใจ ที่ไม่อาจระบายได้สั้น ๆ ผ่านตัวอักษร ฉะนั้นเลยคุยกับสมาชิกทีมว่าขอเอาหนังหน้าตาสดใสแต่ไส้ในเดือดพล่านเรื่องนี้เข้ายัติ #สภายาแดง EP. 2 วันพฤหัสบดีนี้ ส่วนจะไลฟ์กี่โมง และทำไม Barbie ถึงเป็นหนังที่ไม่ใช่แค่ควรดูแต่ควรดูให้ทะลุหน้าฉากมันด้วย ไว้เจอกัน 21 ธ.ค. นี้ครับ
https://youtu.be/4-C5k39a5iE?si=lUnERnomQGuZPQaH
ป.ล. หวังว่าหนนี้จะมีบันทึกไว้ดูย้อนหลังได้นะ 555
#siamstr
หลังจาก #สภายาแดง แล้วมีบทความให้อ่านกันต่อนะครับ ผมไม่ขอรีวีวว่าหนังดีหรือไม่ดี แต่มีประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจซึ่งไม่น่าซ้ำกับ nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk
เพิ่งไปดูมาถูกยกให้เป็นเต็ง 1 จริงด้วยครับ (3/1)
อย่าลืมยังมีลิ้วที่เป็นก้าง แล้วปืนก็ต้องยืนระยะให้ได้ด้วยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นแบบฤดูกาลก่อน 5555
ขอบคุณครับ
อูไน นี่ถ้ามีทรัพยากรที่ดีกับนักเตะที่เล่นตามระบบแกได้ ผมว่าอย่างน้อยต้องมีแชมป์เหมือนอย่างที่เคยคุมทีมกลาง ๆ อย่าง เซบีญ่า แล้วก็บียาร์เรอัล เลยครับ
Good Ebenning Aston Villa!: ฤา สิงห์ผงาดจะผงาดสมชื่อซะที
พรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 17 นี้คู่เอกศึกแดงเดือดก็จบไปแบบไร้สกอร์แบ่งแต้มกันไป แต่แฟนผีคงแอบสะใจเล็ก ๆ กับการเบรกหงส์แดงไม่ให้รักษาตำแหน่งจ่าฝูงได้ ปล่อยให้ปืนใหญ่ที่ชนะไบรท์ตันแซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง ส่วนเรือใบสีฝ้าก็สะดุดแบบต่อเนื่องกันต่อไป แต่ดั๊นมีอยู่ทีมนึงที่มาแบบเงียบ ๆ ไป ๆ มา ๆ ทำแต้มมาเท่าหงส์แดงแต่มีลูกได้เสียที่น้อยกว่า แต้มมากว่าเรือใบสีฝ้าถึงสี่แต้ม และแต้มน้อยกว่าจ่าฝูงอย่างปืนใหญ่แค่แต้มเดียวเท่านั้น และทีมนั้นคือ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “วิลล่า” นั่นเอง
—
จากที่ต้นฤดูกาลทีมที่หลาย ๆ คนคิดว่าจะมาสอดแทรกหัวตางรางได้อย่างไบรท์ตัน (Brighton & Hove Albion) ที่เล่นเกมรุกบุกแหลกไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรมจะทำผลงานได้ดี แต่ทว่าด้วยขนาดทีมที่เล็ก บวกกับปัญหาผู้เล่นที่บาดเจ็บไป และกุนซืออิตาเลียนอย่างโรแบร์โต้ เด แซร์บี้ (Roberto De Zerbi) เลือกที่เล่นแบบนี้ทุกเกมจนเริ่มถูกจับทางได้ แม้จะออกสตาร์ทฤดูกาลได้ดีพอสมควร แต่ตอนนี้อยู่แค่เพียงอันดับ 9 ในตารางเท่านั้น กลับเป็นทีมอย่างสิงห์ผงาดของกุนซือชาวสเปน อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ (Unai “Good Ebening” Emery”) ซึ่งฉายา “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” นั้นมีที่แฟนบอลล้อสำเนียงสเปนของแกเวลาที่พูดภาษาอังกฤษคำว่า “กู๊ด อีฟนิ่ง” เวลาเริ่มตอนให้สัมภาษณ์ก่อน-หลังเกมในสมัยที่แกยังคุมทีมปืนใหญ่ (ขนาดถึงมีการทำเพลงออกมาด้วยนะ) ที่ทำผลงานแรงแซงทางทุกโค้งมาอยู่อันดับ 3 ซะอย่างงั้น แถมฤดูกาลนี้เล่นในบ้านทุกนัดชนะทุกนัด และชนะทีมอย่างเรือใบสีฟ้าชนิดที่ว่าสู้ไม่ได้เลย
—
ปัจจัยที่วิลล่ากำลังบินสูงในตอนนี้จากการสังเกตตั้งแต่การเสริมทัพตั้งแต่ต้นฤดูกาลนั้นมีความน่าสนใจอย่างมากโดยเฉพาะแนวรับ ตั้งแต่การได้ เปา ตอร์เรส (Pau Torres) กองหลังเนื้อหอมชาวสเปนที่ทีมใหญ่ ๆ จีบกันให้ควั่กจากบีร์ยาเรอัล ที่ไม่รู้อูไนไปกล่อมอดีตลูกทีมคนนี้อีท่าไหนได้ตัวมาเฉยเลย เกลมองต์ ลองเลต์ (Clément Lenglet) กองหลังชาวฝรั่งเศษที่ยืมตัวมาจากบาร์เซโลน่า ยังมีกองกลางที่ได้มาฟรีอย่าง ยูริ ติเลอม็องส์ (Youri Tielemans) อดีตตัวหลักของทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ และ นิโกโล่ ซานิโอโล่ (Nicolo Zaniolo) กองกลางชาวอิตาเลียนดีกรีไม่ธรรมดาจากกาลาตาซาราย และที่สำคัญได้ปีกความเร็วสูงปรี๊ดชาวฝรั้งเศษอย่าง มุซซ่า ดิยาบี้ (Moussa Diaby) มาเติมแนวรุกให้อันตรายยิ่งขึ้นไปอีก
—
ส่งพวกตัวเดิม ๆ ที่ฟอร์มแต่ละคนก็กำลังเข้าฟอร์มฝักพร้อม ๆ กันอย่าง โอลลี่ วัตกินส์ (Ollie Watkins) กองหน้าตัวอันตรายที่ยิงไปแล้ว 9 ประตู แอสซิสต์ไปแล้วอีก 8 ลูก และยังมีปีกที่ความเร็วสูงอีกคนที่ย้ายมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วอย่าง ลีออน เบย์ลี่ (Leon Bailey) ที่แม้จะยังดูไม่ฟิตเต็มถังแต่ลงมาเป็นตัวสำรองเปลี่ยนเกมให้อยู่บ่อยครั้งก็ยิงไปแล้ว 5 แอสซิสต์ไป 5 และยังมีคู่กองกลางกัปตันทีมอย่าง จอห์น แม็คกินน์ (John McGinn) กับ ดักกลาส ลูอิซ (Douglas Luiz) ที่ช่วยกันทำประตูให้วิลล่ารวมกัน 10 ลูกไปแล้ว รวมไปถึง บูบาร์การ์ กามาร่า (Boubacar Kamara) ที่เล่นเป็นตัวปัดกวาดและเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกให้กับทีม ส่วนกองหลังอย่าง ดิเอโก้ คาร์ลอส (Diego Carlos) ที่ฤดูกาลที่แล้วโชคร้ายลงสนามไปสามนัดแล้วเจ็บยาวไปเลย มาตอนนี้เพิ่งกลับมาเป็นตัวหลักให้วิลล่าใน 5 นัดหลังสุดแล้วทีมไม่แพ้ซักนัด และเอซรี่ คอนซ่า (Ezri Konza) ที่ผันตัวไปเล่นเป็นแบ็กกึ่งสต๊อปเปอร์ด้านขวาได้อย่างยอดเยี่ยม แถมมีเปอร์เซ็นต์การจ่ายบอลเข้าเป้าสูงสุดในทีมที่ 92% สุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ (Emiliano Martinez) ผู้รักษาประตู แชมป์โลกลีลายียวนที่แม้จะมีหลุด ๆ ให้เห็นบ้างเล็กน้อย แต่ก็ช่วยเซฟให้ทีมหลายต่อหลายหนเหมือนกัน
—
และที่สำคัญต้องให้เครดิตกุนซืออย่าง อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ ที่จูนทีมจนติดด้วยแผนยืนพื้นอย่าง 4-4-2 ซึ่งเปลี่ยนเป็น 4-2-2-2 เวลาเล่นเกมรุก โดยใช้กองหลังที่ขึ้นเกมได้ดีอย่าง ตอร์เรส คอนซ่า คอยวางบอลขึ้นหน้า แบ็กซ้ายที่มี ลูก้า ดีญ (Lucas Digne) รวมถึงตัวสำรองอย่าง อเล็กซ์ โมเรโน่ (Alex Moreno) ที่วางบอลและครอสบอลดี แถมยิงประตูได้ทั้งคู่ไม่ว่าใครจะลง แถมยังมี แมตตี แคช (Matty Cash) ที่ช่วงหลังแม้ฟอร์มจะตกและหลุดเป็นสำรองไปหลังจากบาดเจ็บก็ยังมีส่วนในการลากตะลุยจากแนวรับอยู่ ส่วนกองกลางก็ใช้สไตล์ Double Pivot อย่างลูอิซกับกามาร่าที่คอยช่วยกันสลับกันขึ้น-ลงในเกมรุกและรับ คู่กองกลางตัวสไตล์ไดนาโมบู๊แหลกที่มีทีเด็ดด้วยการทำประตู ยืนพื้นโดยแม็กกินน์กัปตันทีมที่มีทีเด็ดด้วยเท้าซ้ายสุดอันตรายกับ เตเลมองส์หรือซานิโอโล่ที่คอยสลับกันลงเป็นตัวจริง และใช้กองหน้าสายสปีดจี๊ดจ๊าดวิ่งที่หายแบบวัตกินส์กับดิยาบี้ที่คอยใช้ความเร็วคอยป่วนและคอยรับบอลยาวจากแนวหลัง ถ้ากองหลังฝ่ายตรงข้ามพลาดก็คือเสร็จ แถมยังมีตัวสำรองในแนวรุกอย่างเบย์ลี่และบูอินเดียที่คอยลงมาช่วยพลิกเกมอีกต่างหาก ทำให้เกมรุกของวิลล่าอันตรายสุด ๆ ในเวลานี้ และนอกจากนั้นเกมรับในระบบ 4-4-2 แบบเบสิกที่ยืนข้อนข้างสูงคอยดักสกัดคู่แข่งในด้านกว้างของสนามก็ยังเหนียวแน่น โดยที่วิลล่านั้นมีสถิติที่ดักล้ำหน้าได้สูงสุดในลีกที่ 4.85 ครั้งต่อเกม
—
ถ้ารักษาความต่อเนื่องได้และไม่เจอปัญหาการบาดเจ็บรบกวน ฤดูกาลนี้อาจจะเป็นตัวสอดแทรกถึงขั้นกลับไปลุ้นแชมป์ได้เลยทีเดียว โดยฤดูกาลที่วิลล่าทำผลงานใกล้เคียงกับแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สุดคือจบด้วยการเป็นรองแชมป์ในฤดูกาล 1992–1993 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดจาก First Division เป็น Premiere League แถมในยูโรป้าคอนเฟอร์เรนซ์ลีก (Europa Conference League) ก็ไปเป็นที่หนึ่งแบบไม่ต้องเหนื่อยมากนักแถมถ้าเล่นดีต่อเนื่องก็อาจจะลุ้นแชมป์รายการนี้เลยก็ได้ เหมือนที่ เดวิด “จีเนียส” มอยส์ (David Moyes) เคยพาขุนค้อน หรือ เวสต์ แฮม (West Ham) เป็นแชมป์มาแล้ว
—
การที่มีวิลล่ามาสอดแทรกในการลุ้นแชมป์แบบนี้ทำให้พรีเมียร์ลีกดูลุ้นกันสนุกขึ้นเป็นเท่าตัวแถมด้วยแมนซิตี้ดันฟอร์มตกอีก ไม่งั้นก็คงเป็นเรือใบสีฟ้านอนมากันต่อไป เหมือนอย่างที่ตอนนี้ทีมกิโรน่า (Girona) ในศึกลาลีกาสเปน (La Liga) ที่เป็นม้ามืดยึดจ่าฝูงแบบยาว ๆ เบียดกับเรอัล มาริด (Real Madrid) มาจนถึงปัจจุบัน
—
ยังไงก็ขอให้เอาใจช่วย อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ กับลูกทีมขอให้ทำผลงานดี ๆ หักปากกาเซียนคว้าแชมป์ให้สมฉายา “สิงห์ผงาด” ให้แฟน ๆ ได้เฮดัง ๆ กันซะที หลังจากที่ได้แชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อปีฤดูกาล 1980–81 ซึ่งเป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร และยังเป็นปีที่ ปีเตอร์ วิธ (Peter Withe) กองหน้าชาวอังกฤษที่คอบอลน่าจะรู้จักกันดีในฐานะอดีตโค๊ชทีมชาติไทยช่วงปี 1998–2003 ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมและทำไปถึง 20 ประตูอีกด้วย
—
สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยคลิปว่าทำไมแฟนบอลอังกฤษ ถึงต้องเรียกอูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่
https://www.youtube.com/watch?v=PXVOFueg7qI&ab_channel=Joe
Resources:
*https://en.wikipedia.org/wiki/Aston_Villa_F.C.
*https://www.transfermarkt.com/aston-villa/kader/verein/405
#siamstr #footballstr #goodebening #uniemery #astonvilla #epl #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #สิงห์ผงาด
สัปดาห์นี้ฟุตบอลจะไม่มีอะไรนอกจากที่ผีแพ้ยับคาบ้าน ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนแฟนผีเจ็บจนชินชาไปแล้ว ก็เลยจะมาเขียนเรื่องที่ตัวเองสนใจแทนนะครับ
////////////////////////////////////////////////////////////////////
Tadao Ando: Live your life as the Light [光のように生きて行こ]
เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) กันบ้างมาบ้าง จากการเอกลักษณ์การใช้คอนกรีตหล่อสแตมป์มีรูเหล็กแบบกับฟอร์มอาคารโมเดิร์นสุดเท่ห์และอาจจะเคยไปยลโฉมมาเวลาไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น
—
เมื่อตัวผมเองตอนเรียนจบได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นกับเพื่อนแก๊งค์ที่เรียนสถาปัตย์ จนได้ไปสัมผัสอาคารที่คุณลุงออกแบบที่โบสถ์ Church of the Light (Ibaraki Kasugaoka Church) และ 21_21 DESIGN SIGHT และเมื่อได้ไปดู สัมผัส และซึมซับบรรยากาศของตัวอาคาร ทัศนะส่วนตัวที่มีต่องานออกแบบของคุณลุงเองได้เปลี่ยนไป จากการที่เคยชื่นชมงานออกแบบที่ใช้คอนกรีตสุดคูลกับกลายเป็นการใช้แสงธรรมชาติที่มีต่องานออกแบบของคุณลุงต่างหากที่ประทับอยู่ในใจตั้งแต่นั้นมา และเมื่อได้เจอคลิปอันนึงของคุณลุงที่อยู่ดี ๆ โผล่มาฟีดยูทูป เลยเข้าใจได้มากขึ้นแล้วว่าทำไมคุณลุงถึงให้ความสำคัญกับแสงในงานออกแบบเป็นอย่างมาก ก็เลยตัดสินใจเขียนถึงคุณลุงซะหน่อยดีกว่า
—
ก่อนมาเป็นสถาปนิกระดับโลก ทาดาโอะ อันโดะ ตอนเด็ก ๆ นั้นไม่มีพื้นฐานใด ๆ เรื่องสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย แต่ได้เริ่มความสนใจในด้านนี้ จากการที่มีช่างไม้มาทำงานต่อเติมที่บ้านในตอนที่ลุงอายุ 15 และเห็นว่าช่างคนนั้นตั้งใจทำงานกับดูสนุกกับสิ่งที่ทำจนลุงชื่นชม แต่ว่าตอนนั้นเนื่องจากบ้านคุณลุงก็ยากจนแถมยังเรียนไม่เก่งอีกต่างหาก อยู่มาวันนึงลุงได้เดินผ่านค่ายมวยแถวบ้านก็เลยคิดว่านี่แหละโอกาสได้หาเงินเลี้ยงครอบครัวที่ตอนนั้นกำลังลำบาก ก็เลยขอไปเอาดีทางต่อยมวยก่อนละกันและแถมยังเคยมาต่อยที่กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งก็เป็นที่ ๆ ลุงได้เดินทางนอกประเทศและได้แรงบันดาลใจที่จะออกเดินทางไปดูโลกกว้าง พอเก็บเงินได้ประมาณนึงก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกโดยใช้เวลาถึง 10 เดือน ซึ่งจากการเดินทางในครั้งนั้นได้ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาบ้าง และเกิดความตั้งใจที่ว่าควรที่จะได้ทำอะไรเพื่อครอบครัว สังคม ประเทศ และโลกใบนี้ผ่านงานออกแบบของตัวเอง แต่ในเมื่อไม่มีปริญญาและประสบการณ์ใด ๆ ก็เลยไม่มีบริษัทไหนจ้างด้วยขอจำกัดทางการศึกษา แต่ความพยายามของคุณลุงไม่ลดละเลยได้พยายามเรียนรู้ อ่านหนังสือและฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างหนักเป็น self-taught architect และคุณลุงยังกล่าวว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนในสาขาอาชีพนี้ถึงสองสามเท่า แต่หลังจากนั้นความตั้งใจและความมุ่งมั่นก็สำเร็จผล จนได้เปิดบริษัทของตัวเองตอนที่อายุ 29 ปี ตอนแรก ๆ คุณลุงถึงคุณลุงจะไม่มีงาน ก็ยังคงพยายามที่จะศีกษาและฝึกฝนเรื่อยมา ละก็เริ่มสร้างชื่อจากงานออกแบบในประเทศมาเรื่อย ๆ จนมาเป็นถึงมาสเตอร์พีซระดับโลกที่ทุกคนต้องซูฮกจนถึงในปัจจุบัน
—
และมันเกี่ยวข้องกับเรื่องแสงได้อย่างไร
—
ในตอนที่คุณลุงได้ไปดูงานสถาปัตยกรรมวัดญี่ปุ่นโบราณ และก็ได้ฉุกคิดว่าแก่นของงานสถาปัตยกรรมนั้นคืออะไรกันแน่นะ แล้วก็ได้มีความคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมคือมนุษย์สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมั่นคง (อ้างอิงจากคำแปลคือ “A Sense of Stability” ถ้าตีความในอีกแง่นั้นอาจจะหมายถึงการรับรู้ของประสาทสัมผัสหรือแม้กระทั่งความอารมณ์ความรู้สึกเมื่ออยู่ในตัวสถาปัตยกรรม) เมื่ออยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ (Harmony with Nature and Environment) และได้คิดว่าจะหาเอกลักณ์ในงานออกแบบของตัวเองได้อย่างไร
—
มาถึงโปรเจคแรกที่คุณลุงได้รับเป็นบ้านครอบครัวพ่อแม่ลูกน้องชายของเพื่อนหรือที่เรียกกันว่า Tomishima House ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอย 3 ชั้น ขนาด 60 ตร.ม. (ซึ่งก็ถือว่าเล็กมาก ๆ สำหรับครอบครัวสามคน) ระหว่างการก่อสร้างดั๊นมีลูกเพิ่มมาอีกคนนึง แล้วก็ได้ถามคุณลุงว่าจะทำยังไงดี จะมีพื้นที่พออยู่กันได้มั้ยเนี่ย ลุงก็ได้ตอบสั้น ๆ ว่า “เรื่องของมึง ไปคิดเอาเองครับ” (ก็คงคิดในใจแบบนี้แต่หน้างานน่าจะตอบอย่างสุภาพชนชาวญี่ปุ่นแหละ ก็บรีฟตอนแรกมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา) แล้วต่อมาก็ด๊านนนมีท้องลูกแฝดอีก แล้วก็ได้มาด้วยคำถามปวดเฮดเหมือนเดิมว่าจะทำยังไงดี ลุงก็เลยแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อบ้านนี้แล้วได้ทำการรีโนเวทเอาไว้อยู่เองซะเลยจบ ๆ และก็ได้กลายมาเป็น HQ ของออฟฟิสไปด้วยซะเลย และความที่มันเป็นบ้านอิงจากฟังก็ชั่นเดิมแล้วถูกรีโนเวท ตัวอาคารนั้นอาจจะไม่ได้ออกแบบตามหลักการและไม่ได้ฟังก์ชั่นการใช้สอยที่มีความสะดวกสบายต่อผู้ใช้สอยคนปัจจุบันอย่างคุณลุงและพนักงานออฟฟิสคนอื่นซักเท่าใดนัก แต่สิ่งที่คุณลุงชอบคือการที่ได้มีแสงธรรมชาติที่เข้ามาจากช่องแสงและที่มีพื้นที่ ๆ เปิดโล่ง สามารถคุยกันได้แบบทั่วถึง ซึ่งคุณลุงบอกว่าการอยู่บ้านนี้เหมือนได้ปรอบประโลมหรือได้พักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ และยิ่งเป็นบ้านที่สร้างเองด้วยแล้ว สำหรับตัวเองก็คือนี่แหละที่ ๆ คุณลุงควรจะอยู่...จวบจนมาถึงปัจจุบัน (ปัจจุบันมี 5 ชั้นและไม่มีลิฟท์ และคุณลุงอายุ 82 แล้ว)
—
และในที่สุดก็มาถึงตอนที่ลุงได้มีโอกาสออกแบบ Church of Light เป็นโปรเจคที่สองและเป็นงานที่เริ่มสร้างชื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตอนนั้นคุณลุงได้ออกแบบเพราะว่าไม่มีใครอยากจะทำโปรเจคเล็ก ๆ แบบนี้ด้วยซ้ำ
—
ทุกคนที่เรียนสถาปัตหรือคนที่เคยไปเยือนน่าจะจำช่องแสงรูปกางเขนด้านหลังของอาคารได้ (ถ้าไม่เคยดูรูปได้ในลิงค์ด้านล่างนะครับ) ตอนที่ออกแบบคุณลุงได้นึกถึงตอนที่การเดินทางท่องเที่ยวแล้วไปที่โบสถ์ Pantheon กรุงโรม ซึ่งมีช่องแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 ม. จากโดมด้านบนอาคารเหมือนกัน (ในปี 1965 ตอนนั้นยังไม่มีโดมกระจกเหมือนในปัจจุบัน) ซึ่งลุงได้สังเกตว่าหลาย ๆ คนจับจ้องที่แสงที่ผ่านเข้ามาแล้วนั้นได้มีความรู้สึกได้ว่า นี่คือแสงแห่งการมีชีวิตอยู่เพื่อวันข้างหน้า และก็ได้เกิดแรงบัลดาลใจว่านี่แหละเราต้องมีชีวิตอยู่ให้เหมือนแสงนี่แหละ เลยได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการออกแบบ ในตอนแรกคุณลุงไม่อยากติดกระจกตรงนั้นซะด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าการมีประสบการณ์และสามารถสัมผัสกับธรรมชาตินี่แหละเดอะเบสต์ แต่สุดท้ายโดนคัดค้านจากเหล่าสมาชิกโบสถ์และบาทหลวงเพราะกังวลเรื่องอากาศหนาวก็เลยอด
—
หลังจากนั้นมาจะเห็นได้ว่าธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แสง” นั้นกลายเป็นเอกลักษณ์การออกแบบของคุณลุง แสงที่ส่องสว่างลงมาภายในอาคาร ถึงแม้จะไม่มีสังเคราะห์ใด ๆ คอยช่วย เป็นแสงที่ให้ความหวังภายในห้องที่มืดมิด แสงที่สร้างอารมณ์ความรู้สึก (Emotional) แสงอันเป็นที่จดจำและเป็นนิรันดร์ (Timeless) แสงที่กลับมาจากการสะท้อนแนวคิดของการมีชีวิตอยู่แสงที่สะท้อนความพยายาม ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคใด ๆ แสงที่มอบความหวังให้คนอื่น เหมือนที่คุณลุงสร้างสรรค์และ เป็นวิถีของการดำเนินชีวิตที่ลุงคอยทำมาตลอดนั่นเอง
—
References:
* https://www.youtube.com/watch?v=0kuLUrEGUOc&t=747s&ab_channel=GREATMINDSOfficial
* https://www.re-thinkingthefuture.com/know-your-architects/a520-15-projects-by-tadao-ando/
* https://showitbetter.co/architects-work-tadao-ando/
* https://www.archdaily.com/101260/ad-classics-church-of-the-light-tadao-ando
* https://www.archdaily.com/802201/ad-classics-roman-pantheon-emperor-hadrian
#siamstr #architecture #tadaoando #สถาปัตยกรรม #ญี่ปุ่น
ขอบคุณที่ติดตามครับ เรื่อง Soft Power ต้องยอมจริง ๆ ครับโดยเฉพาะการเผนแพร่ผ่านทางสื่อบันเทิง ผมยังจำได้เมื่อตอนเด็ก รู้จักเพลงเกาหลีนี่มาจากสื่อบันเทิงจากเพลงวง S.E.S ทาง Channel V Thailand ก่อนเลย ต่อมาด้วยภาพยนตร์ My Sassy Girl ก็เลยเริ่มติดตามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ส่วนตัวคิดว่าญี่ปุ่นก็มี potential นะครับ แต่ด้วยความเป็นชาตินิยมก็เลยไม่สามารถสู้ได้ในเวทีโลก แต่ตอนนี้เหมือนจะรู้ตัวแล้วกับภาพยนตร์ Godzilla Minus One ที่แรงมาก ๆ จนต้องไปโปรโมตให้ชาติตะวันตกได้ชมและกระแสดีมาก ๆ ด้วย
ส่วนฮวางนี่ผมว่ามีศักยภาพไปถึงระดับใกล้ ๆ ซอนเลย แต่ขอยกซอนขึ้นหิ้งระดับโลกไปละตอนนี้ ลูกที่ฮวางยิงดับโปรตุเกสในบอลโลกก็ได้ซอนช่วยจ่าย จนโรนัลโด้ที่ถูกเปลี่ยนออกไปแล้วทำหน้ามุ่ยไปเลย 5555
ปล่อยก่อนบอลเตะวันนี้ เดี๋ยวเผื่อมีคอนเทนต์ใหม่ ๆ ให้เขียน 555
“The Korean Guy” Who Rocks English Premier League (and How Korean “Soft Power” Works)
เมื่อคิดถึงนักเตะเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ หลาย ๆ คนน่าจะคิดถึงหนังเตะอย่าง ซฮน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) หรือ ปาร์ค จี-ชอง (Ji-Sung Park) และยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ผ่านเข้ามาให้เห็นหน้าเห็นตาบ้างแต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าสองคนนี้ แต่ตอนนี้มีอีกคนที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในเวลาที่คอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถรับสารได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นตำนานมีมในเวลานี้
—
หลาย ๆ คนถึงตอนนี้ถ้าติดตามดูและเสพย์ข่าวสารของฟุตบอลอังกฤษคงไม่มีใครไม่รู้จักชายสมญานาม “The Korean Guy” ที่กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่าเรียกจนกลายเป็นมีมที่ทุกคนในพรีเมียร์ลีกอังกฤษหรือแม้แต่ในสื่อเกาหลีใต้บ้านเกิดเรียกจนติดปากไปแล้วอย่าง ฮวาง ฮี-ชาน (Hee-Chan Hwang) กองหน้ากึ่งปีกชาวเกาหลีใต้ ที่กำลังทำผลงานยิงกระฉูดให้พลพรรคหมาป่า วูลฟ์แฮมป์ตัน วอนเดอร์เรอส์ (Wolverhampton Wanderers) ที่เรียกสั้น ๆ ว่ากันว่าวูลฟ์ หรือหมาป่า ณ ตอนนี้
—
เรามาทำความรู้จักกับ The Korean Guy คนนี้กัน
ฮวางเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรโปฮัง สตีลเลอร์ (Pohang Steelers) ในระดับลีกโรงเรียนเยาวชนของเกาหลีใต้แล้วทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งกองหน้าจนได้รางวัล MVP ของลีก แล้วผลงานก็ไปเตะตาสโมสรระดับท็อปของยุโรปในลีกออสเตรียอย่างเรดบูล ซัลส์บวร์ก (Red Bull Salzburg) คว้ามาร่วมทีมในฤดูกาล 2014–2015 แต่หลังย้ายมาร่วมทีมก็ได้ถูกส่งไปยืมตัวไปอยู่กับ เอฟซี ไลฟ์เฟอร์ริ่ง (FC Liefering) ในลีกดิวิขั่นสองของออสเตรีย ซึ่งเป็นทีมสำรองของซัลส์บวร์กนั่นเอง
—
ฤดูกาลแรกที่นั้นทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักด้วยการยิงไปเพียง 2 ประตูจาก 13 นัด แต่อาจจะเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงแห่งการปรับตัวด้วยการที่ไปอยู่ลีกที่ใหม่ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และกำแพงทางภาษา แต่แล้วในฤดูกาล 2015–2016 ที่ยังคงอยู่ในช่วงยืมตัว ฮวางกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเพียงครึ่งฤดูกาลนั้นสามารถยิงไปได้ถึง 11 ประตูจาก 18 นัด จนซัลส์บวร์กต้องเรียกกลับมาใช้บริการในครึ่งฤดูกาลหลังแต่ไม่สามารถยิงได้ซักประตูให้กับทีม
—
มาถึงฤดูกาล 2016–2017 ที่ฮวางกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับซัลส์บวร์ก โดยยิงไปถึง 16 ประตูจาก 35 นัด และยังคงฟอร์มดีต่อเนื่องมาถึงฤดูกาล 2017–2018 ซึ่งฮวางได้เล่นถ้วยระดับยุโรปอย่างยูโรป้าลีก (Europa League) เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยสามารถพาทีมเข้าไปถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย โดยยิงไป 5 ประตูจาก 14 นัด ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนลีกในประเทศถึงแม้ยอดทำประตูจะหายไปบ้างแต่ก็ถือสอบผ่านด้วยผลงาน 8 ประตูจาก 23 นัด แต่พอมาถึงฤดูกาล 2018–2019 ไม่รู้ซัลส์บวร์กคิดอย่างไรถึงปล่อยฮวางไปอยู่ฮัมบวร์ก (Hamburger SV) อดีตทีมดังที่ตกอับอยู่ในลีกบุเดสลีกา 2 ในเยอรมัน แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นเหมือนฮวางก็ต้องปรับตัวใหม่ และเริ่มมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง โดยยิงไปเพียง 2 ประตูจาก 21 นัด
—
และแล้วก็มาถึงฤดูกาล 2019–2020 ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ฮวางทำผลงานได้ดีที่สุดในชีวิตนักฟุตบอล โดยกลับมาอยู่กับซัลส์บวร์ก แล้วสร้างชื่อสนั่นวงการฟุตบอลยุโรปด้วยการประสานงานในแนวรุกของทีมในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกกับ ทาคุมิ มินามิโนะ (Takumi Minamino) อดีตนักเตะหงส์แดงซึ่งเล่นในตำแหน่งละสไตล์ที่คล้าย ๆ กัน และกองหน้าตัวเป้าผมยาวสลวยสวยเก๋ขนาดสาว ๆ บางคนยังอิจฉา จนหลาย ๆ คนคิดว่าควรไปเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ยิงประตูทุบสถิติเป็นว่าเล่นแห่งทีมเรือใบสีฟ้า แมนชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในปัจจุบันอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland)โดยฮวางนั้นยิงไป 16 ประตู จ่ายไปถึง 22 แอสซิสต์ จาก 40 นัด ในทุกรายการแข่งขัน
—
เมื่อผลงานดีขนาดนี้มีหรือจะเนื้อไม่หอม แต่แล้วก็เป็นทีมแม่ของซัลส์บวร์กในเยอรมันอย่าง แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ซึ่งโดยห้ามใช้ชื่อสปอนเซอร์นำหน้าทีมด้วยกฏของบุเดสลีกาเลยต้องใช้คำว่า แอร์เบ ซึ่งเป็นคำย่อแทนที่คำว่า เรดบูล (Red Bull) ดึงตัวไปร่วมทีมในฤดูกาล 2020–2021 แต่โชคชะตาก็ไม่ได้ใจดีต่อฮวางนักเนื่องจากติดเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้จำกัดการลงสนามไปและผลงานส่วนตัวในลีกก็ไม่ดีนัก ลงสนามไป 18 นัดและไม่สามารถยิงช่วยทีมในบุเดสลีกาได้ซักประตู แต่ยังพอมีผลงานให้ปลอบใจในฟุตบอลถ้วยเดเอฟเบ โพคาล (DFB-Pokal) โดยยิงไป 3 ประตูจาก 5 นัด ส่วนในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ลงไป 3 นัด ไม่สามารถยิงได้เลย
—
เมื่อผลงานไม่ดีนักมีหรือที่ทีมชั้นนำอย่างไลป์ซิกจะเก็บไว้ใช้ต่อ เมื่อถึงฤดูกาล 2021–2022 ฮวางได้ย้ายมาผจญภัยในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นครั้งแรกกับทีมหมาป่าในรูปแบบยืมตัว โดยมีเงื่อนไขซื้อขาดได้เมื่อจบฤดูกาล ถึงแม้อาจจะยังไม่เปรี้ยงปร้างนักและเริ่มมีสัญญาณการบาดเจ็บที่แฮมสตริง (Hamstring) แต่ก็ถือทำผลงานได้น่าพอใจจนทีมตัดสินใจซื้อขาดภายในแค่ครึ่งฤดูกาล โดยที่ยิงไป 5 ประตูจาก 30 นัด แต่แล้วในฤดูกาล 2022–2023 ถัดมาก็เหมือนอาการบาดเจ็บที่แฮมสตริงก็กลับมารบกวนฮวางอีกครั้ง แต่ผลงานก็พอถูไถไม่โดดเด่น โดยยิงไป 4 ลูกจาก 32 นัด
—
แต่แล้วเมื่อถึงปัจจุบันในฤดูกาล 2023–2024 ชีวิตของฮวางก็ได้เปลี่ยนไป จนเรียกได้ว่ากลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้งทั้งเรื่องราวในและนอกสนาม โดยที่ต้องเครดิต เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีส่วนช่วยด้วยอีกแรง จนบังเกิดตำนานแห่ง “The Korean Guy”
—
ฮวางเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรงด้วยการยิง 3 ประตูจาก 6 นัดแรก จนเมื่อมาถึงนัดที่ 7 ที่มีคิวเตะกับแมนซิตี้ โดยในการแถลงข่าวก่อนเกม เป๊ป ได้คำถามจากนักข่าวว่านักเตะคนไหนของหมาป่าที่เป็นตัวอันตรายต้องจับตาดูเป็นพิเศษบ้าง เป๊ปได้เอ่ยชื่อของนักเตะหมาป่าอย่าง เปโดร เนโต้ (Pedro Neto) ปีกจอมลากเลื้อยตัวอันตรายที่เป็นผู้นำแอสซิสต์ของพรีเมียร์ลีกในปัจจุบันที่ 7 ประตู ขนาดเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บหายหน้าไปหลายแมตช์แล้ว และ มาเทอุส คุณญ่า (Matheus Cunha) กองหน้าชาวบราซิลเลี่ยน และสุดท้ายที่เป๊ปแกดันจำชื่อฮวางไม่ได้ หรือนึกไม่ทันเลยเรียกเป็น The Korean Guy แทน ตอนแรกก็เป็นประเด็นสำหรับแฟนบอลบางคนเลยว่า เห้ยเป๊ปเหยีดไรป่าวเนี่ย ทำไมจำชื่อนักเตะฝั่งตรงข้ามไม่ได้ แล้วก็มีบางคนก็บอกว่าเดี๋ยว The Korean Guy นี่แหละจะยิงแมนซิตี้ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นที่ฮวางนั้นดันมายิงประตูชัยให้หมาป่าชนะแมนซิตี้ไป 2-1 ในบ้าน จนขนาดทีมตัวเองยังเอา The Korean Guy มาใช้เป็นเฮดไลน์ในช่องทางโซเชียลมีเดียตอนที่ฮวางยิงได้ แม้กระทั่งคอมเมนเตเตอร์เกาหลีใต้ได้จะโกนออกอากาศเลยว่า “เดอะ คอเรียนนนน กัยยยยย” ซึ่งฮวางก็ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ถูกเรียก The Korean Guy ว่า ผมคิดในด้านบวกนะและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ถูกกล่าวถึงโดยหนึ่งในยอดโค๊ชที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป๊ป และหลังจากนั้นฮวางก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสถิติถึงนัดล่าสุดที่เจอกับเบิร์นลี่ โดยยิงไปทั้งหมด 9 ลูกจาก 16 นัด และยังสร้างสถิติเป็นคนแรกของวูลฟ์ที่ยิงประตูได้ทุกนัดจากการเล่นในบ้าน 5 นัดรวดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล
—
ส่วนตัวจากที่ติดตามดูผลงานของฮวางในฤดูกาลนี้ ฮวางเป็นคนที่มีความพยายาม มีความเร็ว วิ่งสู้ฟัด ตั้งใจเล่นในสไตล์นักเตะเกาหลี ไม่มีออกลูกตุกติก เป็นคนที่หาจังหวะและช่องในการยิงได้เป็นอย่างดี และไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเหมือนเคย โดยแฟนวูลฟ์ในอังกฤษบางส่วนได้กล่าวอวยถึงฮวางไว้ว่า “Nothing can stop Hwang except for his own hamstring.”
—
และทีนี้จะมาพูดถึงกระแสของฮวางและซอนในฟุตบอลอังกฤษตอนนี้เกี่ยวกับ Soft Power ที่เป็นกระแสได้อย่างไร
—
จากการที่รัฐบาลบ้านเราพยายามจะเคลมสิ่งต่าง ๆ เป็นซอฟท์พาวเวอร์โดยที่ไม่รู้ถึงบริบทของสิ่งนั้นเป็นอะไรที่ดูมึน ๆ งง ๆ สำหรับพวกเราหลาย ๆ คน เลยจะยกตัวอย่างถึงซอฟท์พาวเวอร์ของเกาหลีซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักกันดี เช่น อาหาร ภาพยนตร์ รายการวาไรตี้ วัฒนธรรม เค-ป๊อป ที่ออกไปสู่สายตาชาวโลกทั่วไป หรือแม้กระทั่งนโยบายทางการทูตก็ตาม ซึ่งเกาหลีนั้นได้พยายามในการเจาะตลาดชาวเอเชียซึ่งประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มาระยะใหญ่แล้ว แม้กระทั่งในตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียก็ตาม ซึ่งคือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และจนมาถึงปัจจุบันที่คนสามารถเสพย์ทุกอย่างได้ทุกที่ทุกเวลาบนโทรศัพท์มือถือตัวเองยิ่งทำให้ความเป็นเกาหลีได้แพร่กระจายไปสู่ทั่วโลกแบบสมบูรณ์ ซึ่งใครเอยจะเคยคิดว่าวันนึงคนทวีปอเมริกาเหนือ/ใต้ และยุโรปจะมาเสพย์สิ่งที่เป็นของชาวเกาหลี มากรี๊ดกร๊าดกับดาราหรือเค-ป๊อปวงต่าง ๆ ซึ่งไม่น่าจะต้องยกตัวอย่าง ที่หลาย ๆ คนจะรู้จักกันดีหรืออย่างน้อยก็อาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง
—
และถ้าใครติดตามข่าวสารต่างประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่อังกฤษ เมื่อวันที่ 22 เดือนที่แล้ว ที่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเปิดพระราชวังบักกิงแฮม จัดงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอังฤษและเกาหลีใต้ ซึ่งแขกรับเชิญที่ทุกคนรู้จักกันดีนั่นก็คือสี่สาว BLACKPINK และช่องยูทูปเบอร์ชื่อดังของเกาหลีใต้แต่เป็นคนอังกฤษอย่าง Korean Englishman ของสองหนุ่ม Josh Carrott และ Ollie Kendal หรือจอชและโอลลี่ ที่ไปอาศัยอยู่ที่เกาหลีและคอยโปรโมตวัฒนธรรมเกาหลี โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่พวกเขาหลงไหลให้ชาวโลกได้รับรู้กันตั้งต่ปี 2013 ซึ่งแขกรับเชิญดัง ๆ ในรายการของพวกเขาก็มีทั้งคนดังทั้งในอังกฤษ แวดวงฮอลลีวู๊ดและเกาหลีใต้มาร่วมจอยออกรายการมาแล้ว รวมถึงซอนและฮวางในตอนล่าสุดของรายการ และถ้าสองคนนี้ไม่ได้ติดภารกิจรับใช้ชาติในช่วงนั้นก็คาดว่าจะได้รับเชิญเช่นกัน และในงานนี้ษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงตรัสถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลีที่บุคคลที่กล่าวถึงข้างต้นช่วยกันเผยแพร่และนโยบาลของรัฐบาลเกาหลีมีต่ออังกฤษอีกด้วย
—
และวกกลับมาถึงวงการฟุตบอลอังกฤษในตอนนี้ถ้าเข้าไปช่องยูทูปของทีมวูลฟ์หรือแม้กระทั่งของสเปอร์สทีมของซอนจะพบคอนเทนต์ที่ความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเยอะพอสมควร โดยเฉพาะส่วนของทางวูลฟ์ในช่วงหลัง เห็นได้ชัดหลังจากการเผยแพร่ของมีม The Korean Guy โดยทางทีมมีการทำคอนเทนต์ที่คอยโปรโมตวัฒนธรรมเกาหลีเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องอาหารและภาษาเกาหลี และเดี๋ยวนี้ยังมีซับไตเติลภาษาเกาหลีด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น การให้ฮวางมาสอนเพื่อนร่วมทีมพูดภาษาเกาหลี เชฟประจำทีมทำอาหารเกาหลีให้ฮวางกิน หรือแม้กระทั่งเทปล่าสุดที่ให้ Korean Englishman มาชวนนักเตะวูลฟ์บางคนและฮวางมากินอาหารเกาหลีและต่างติดใจกันไปเป็นแถบ กระทั่งขอเอากลับบ้านไปกิน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยโปรโมตความเป็นซอฟท์พาวเวอร์ของเกาหลีแล้วยังสามารถทำให้วูลฟ์เป็นทีมที่มีความนิยมเพิ่มขึ้นจากในเกาหลีใต้อีกด้วย
—
ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ใช่อะไร ๆ ก็จะเคลมเป็นซอฟท์พาวเวอร์ได้ทั้งหมด อะไรที่มีความร่วมสมัย เข้าถึงง่ายต่อคนดูทั่วไป มีความสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดอยู่กับอดีตและวัฒนธรรมไทยอันดีงามที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้อีกต่อไป หรือไม่ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับในบริบทยุคปัจจุบัน รวมถึงเรื่องการศึกษาที่ต้องยกระดับกันทั้งโครงสร้างให้สามารถเข้าใจในบริบทสังคมโลกภายนอกนอกจากประเทศไทย และการร่วมทุนและให้ทุนจากของรัฐ องค์กรเอกชน ฝั่งครีเอเตอร์ในโลกออนไลน์และออฟไลน์ทั้งหลายที่มีความครีเอทและมีความสารมารถที่ยังขาดแหล่งเงินทุนและการสนับสนุน ฝั่งที่เราจะพยายามโปรโมตให้เขาดู นอกจากนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างประเทศของเราเองด้วยเช่นกัน และยิ่งเมื่อเห็นโอกาสก็ต้องรีบทำ ไม่ใช่เอาแต่พูดสัญญาไว้แล้วก็หายต๋อมไปตามระเบียบไทยสไตล์
—
สุดท้ายถ้าประเทศเราทำอะไรแบบเดิม ๆ บริหารกันแบบเดิม ๆ ยึดติดกับอะไรไทยเดิม ๆ ประเทศเราก็มาได้แค่นี้และก็อยู่กันแบบซอฟท์ ๆ ไทยเดิมที่ต้องต้มยำกุ้งผัดไทยกันต่อไป
—
References:
https://www.youtube.com/@koreanenglishman/videos
https://www.youtube.com/@OfficialWolvesVideo
https://www.youtube.com/@TottenhamHotspur
https://www.youtube.com/watch?v=Ev4aErlxf8U
https://www.transfermarkt.com/hee-chan-hwang/leistungsdaten/spieler/292246/saison/2023/plus/1#gesamt
https://en.wikipedia.org/wiki/Hwang_Hee-chan
#siamstr #footballstr #thekoreanguy #wolverhamptonwanderers #epl #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #วูลฟ์ #เกาหลี
After watching Indiana Jones and the Dial of Destiny on Disney+ (didn’t bother to watch it in the theatre cuz I knew the film was gonna be bad) and the new Star Wars trilogy, here are the recipes for how Disney ruined your childhood heroes in the sequels:
- Make them sad, hopeless, grumpy, and depressed af
- Create new generations of heroines to become a lead after them (if there are more sequels), which is fine if they have good writing and screenplay, but they didn’t show in any of those films
- Destroy and disregard the legacies that they built and what made them great from the previous films
- Conclude the character's arcs so easily
A bit sad for Lucas, but still I think he doesn't care anymore since he got a chunk load of money from them. However, the audiences or fans like myself will always be.
So screw you, Disney.
#siamstr #disney #starwars #lucasfilm #georgelucas #indianajones #movies #films
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ
รอดูกลางสัปดาห์เล่นนอยอีกมีเดือดแน่นอน
เขียนเล่น ๆ ถึงปีศาจหรือผีแดงแห่ง EPL
—
ด้วยความที่ยูงทองตกชั้นไปเลยไม่รู้จะตามเชียร์แบบสดยังไง หาลิงค์มุดดูก็ยากเหลือเกิน ก็เลยติดตามทีมอื่น ๆ ที่เพื่อน ๆ เชียร์ในพรีเมียร์ลีกแบบห่าง ๆ จะได้เอาไปแซะคนอื่นแบบขำ ๆ ได้ แต่วันนี้อยากจะพูดถึงทีมปีศาจแดงของเด็กผีหน่อย
—
เชื่อว่าเด็กผีตอนนี้กำลังโดนล้อแบบยับเยินเหมือนเด็กหงส์ที่เคยโดนมาก่อนสมัยที่เพื่อน ๆ ยังเด็ก ๆ เหมือนกรรมตามสนอง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยจะได้ประสบความสำเร็จถ้วยใหญ่ ๆ แบบเป็นชิ้นเป็นอันยกเว้นตอนน้ามูมาคุมอยู่ช่วงนึงแต่ก็พาแบกไม่ไหวโดนไล่ออกเหมือนโค๊ชหลาย ๆ คนที่ผ่านเข้ามา จนมาถึงยุคของ เอริก เทน ฮาก ซึ่งแบกความหวังของแฟนผี จากผลงานที่แกทำอาแจกซ์ให้เล่นบอลพาสซิ่งได้ดี เพรสซิ่งมีประสิทธิภาพ ยิงคู่แข่งเป็นว่าเล่น ว่าจะมายกระดับผีให้ดูดีมีทรง แล้วได้ลุ้นแชมป์หรือได้แชมป์อะไรปลอบใจบ้าง
—
จากที่ติดตามฤดูกาลที่แล้วถึงจะมีความกระท่อนกระแท่นพอสมควร บางนัดก็โดนถล่มเละไปบ้างแต่ก็สามารถพาผีจบที่สาม ได้รองแชมป์ยูโรป้าเพราะดันแพ้เจ้าพ่ออย่างเซบีญ่า (ซึ่งฤดูนี้ดูทรงก็เตรียมมาเอายูโรป้าอีกครา) แล้วก็ได้แชมป์ EFL คัพให้ปลอบใจได้บ้าง แถมทำให้ ดร. มาร์คัส (คูไว) แรชฟอร์ด ยิงกระจุยกระจายเป็นว่าเล่น หลังจากที่เล่นสมฉายา "คูไว" ที่เด็กผีแซ่ซ้องมาหลายปี
—
จนมาถึงฤดูกาลนี้จากที่คุยกับเด็กผีหลาย ๆ คน เห็นพ้องต้องกันว่าสงสัยจะไม่ไหวแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าคะแนนในตารางเด็กผีตอนนี้มีมากกว่าฤดูกาลที่แล้วอยู่แต้มนึงนะเออ แต่ว่าโอกาสเข้ารอบ ชปล. แทบริบหรี่ ส่วน EFL ตกรอบไปเรียบร้อย ต่างจากฤดูกาลที่แล้วที่ไม่ต้องมานั่งลุ้นให้ปวดตับแบบนี้
—
จากปัญหาตอนนี้เท่าที่ติดตามดูขอเริ่มด้วยอาการบาดเจ็บจากผู้เล่นตัวสำคัญอย่าง ชอว์ คาเซมิโร่ วาราน มาร์ติเนซ ซึ่งฤดูกาลที่แล้วทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แบกทีมไปหลายต่อหลายนัด ซึ่งเจ็บไปตั้งแต่ต้นฤดูกาลทำให้แนวรับของแมนยูยวบยาบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
—
ส่วนผู้เล่นที่มาใหม่ยังเล่นได้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทำผลงานได้ดีบ้างแย่บ้างสลับไปแล้วแต่ดวง ให้พูดแบบรายตัวคือ:
- โอนาน่า ที่เซฟช่วยทีมหลายต่อหลายนัดโดยเฉพาะในพรีเมียร์แต่เสียลูกง่าย ๆ เวลาเล่นใน ชปล. ไม่เหมือนที่เคยเซฟยับ ๆ ไม่พลาดง่าย ๆ จนพาอินเตอร์มิลานได้แชมป์ เซเรีย อา กับได้รองแชมป์ ชปล. มาแล้ว
- ฮอยลุนด์ ดาวซัลโว ชปล. ตอนนี้แต่ในพรีเมียร์ยังยิงไม่ได้ซักลูก แถมเพื่อน ๆ ก็ไม่ช่วยสร้างโอกาสให้น้องแกเลย
- เรกีล่อน เริ่มมาเหมือนจะดูดีมีทรงแต่เล่นไปนัดสองนัดเจ็บอีกสามสี่นัด
- เมาท์ จากเดอะแบกของเชลซีมาตอนนี้เล่นอะไรก็ไม่รู้เหมือนยังจูนไม่ติดแถมเจ็บไปอีก
- อารามบัต แบกฟิออเรนติน่า ไปบอลยุโรปกับพาโมรอคโคจบอันดับสี่ในบอลโลก จากความหวังที่จะมาช่วยคาเซมิโร่แบกกองกลางขันเกมรับผีให้แน่นขึ้นอีก ตอนมาถึงโดนจับไปเล่นอินเวิร์ทฟูลแบ็กก็เหมือนจะดี แต่ไป ๆ มา ๆ หลุดตัวจริงไปซะงั้น
- อีกสองหน่ออย่าง อีแวนส์ เซ็นต์ฟรีมาเป็นแบ็คอัพคงไม่ต้องพึ่งไรกันมากเด็กผีก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่ กับ บูอินเดียร์ โกลแบ็คอัพตอนโอนาน่าไป AFC ยังไม่ได้เล่นซักนาทียังบอกอะไรไม่ได้
—
จนมาถึงผู้เล่นปัจจุบันจากที่เด็กผี และกูรูอดีตนักเตะผีเห็นพ้องต้องกันว่าพวกเอ็งเล่นได้แบบไร้ใจกันสุด ๆ ขาดวิญญาณนักสู้โดยสิ้นเชิง โดนนำซักสองลูกปุ๊ปถอดใจละ ลงไปแข่งเหมือนไปเดินเล่น แถมผลงานส่วนตัวก็ไม่ดี เทน ฮาก ก็ไม่ดรอปให้แฟนผีกร่นบ่นกันไปตามระเบียบ แต่ละนัดที่ชนะมาก็ไม่ได้เล่นดีเด่อะไร ถ้าไม่ได้โอนาน่าช่วยเซฟ ไม่ก็คู่แข่งไม่คมกันเอง เจอบิ๊กทีมก็เล่นแบบสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ยกตัวอย่างแบบคร่าว ๆ เช่น แรชฟอร์ด ที่คืนร่างคูไวเต็มรูปแบบ ดื้อดึงดันจะเลี้ยงจะยิงท่าเดียว ไม่สนใจปั้นเพื่อนเลยซักนิด อันโตนี่มนุษย์หมุนที่เด็กผีเอือมใจจะขาด ประโยชน์ไม่สร้างหมุนไปวัน ๆ แถมมีปัญหาเรื่องผู้หญิงอีก ซึ่งอาจจะกระทบผลงานด้วย มาร์กซิยาล เล่นเหมือนคนเบื่อโลกไปวัน ๆ เดินรอยิงไม่ช่วยเพื่อนไล่บอลอีกจน เทน ฮาก ถึงขั้นตะโกนบอกถึงในสนามในนัดล่าสุด ดาโลต์ มีเอาไว้ยิงกับเปิดลูกมหัศจรรย์อย่างเดียว นอกนั้นแทบไม่สร้างประโยชน์ แมคโทมิเนย์ ที่ร่างทองทิ้งไว้เวลาเล่นให้กับสกอตแลนด์ ทองลอกเวลาเล่นกับแมนยู
—
ส่วนศิษย์ปัจจุบันที่พอฝากผีฝากไข้ได้บ้างอย่างกัปปิตันบรูโน่ที่คอยสร้างโอกาสให้เพื่อนตลอดเวลา แต่เพื่อน ๆ ทำอะไรก็ไม่รู้ การ์นาร์โช่ ที่หายเจ็บกลับมาแล้วน่าจะฟอร์มดีที่สุดในตอนนี้ กับ เด็กดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ไมนู ที่เล่นเหมือนเป็นซีเนียร์อยู่กับทีมมานานทั้ง ๆ ที่เล่นไปแค่สองสามนัด และแมคไกวร์ที่สยบคำครหาจนไม่มีใครด่าแล้วตอนนี้
—
ส่วนสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือ เทน ฮาก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่กล้าตัดโรนัลโด้ออกจากทีมไปเลย จนมาถึงซานโช่ในปัจจุบัน ไม่กล้าดรอปนักเตะที่ฟอร์มไม่ดีจนแฟนผีบ่นอุบอย่างแรชฟอร์ด แล้วไม่ลองส่งเปเลสตรี้ที่น่าจะพอทำอะไรได้ลงปีกขวาแทนบ้าง แถมนัดล่าสุดที่เจอนิวคาสเซิลก็จัดทีมประหลาด ๆ เอา ชอว์ ไปยืนเซนเตอร์ทั้ง ๆ ที่เพิ่งหายเจ็บ ทั้ง ๆ ที่มีเซนเตอร์อาชีพอย่างลินเดเลิฟ เพราะถ้าเอาลงจริงน่าจะต้องไปยืนเป็นสต๊อปเปอร์ฝั่งซ้ายโดยที่มีลินเดอเลิฟลงมาด้วย น่าจะเข้าแผนมากกว่า แล้วรูปเกมก็ดันสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ทั้ง ๆ ที่นิวคาสเซิลมีตัวจริงเจ็บมากกว่าครึ่งทีม ส่วนนัดเจอกาลาตาซารายนำ 3-1 ผ่อนเกมให้โดนตามตีเสมอหน้าตาเฉย
—
คิดว่าอีกสี่นัดต่อไปที่เจอเชลซี ที่ต้องการชัยชนะเหมือนกัน ต่อด้วยบอร์นมัธ และเจอบาร์เยินที่ต้องชนะสถานเดียวแถมต้องลุ้นอีกสองทีมเพื่อตัดสินการเข้ารอบ ชปล. อย่างน้อยก็ยูโรป้า และต่อด้วยแดงเดือดทันที ซึ่งคิดว่าน่าจะตัดสินอนาคตเทนฮากได้ไม่มากก็น้อย
—
ส่วนตัวคิดว่าเปลี่ยนโค๊ชก็ไม่ช่วยอะไรถ้ายังมีนักเตะเดิม ๆ อยู่ในทีม และถ้ายิ่งเล่นกับแบบ mindset เดิม ๆ ยิ่งหมดหวัง ซึ่งเด็กผีก็น่าจะรู้ดีอยู่ ถ้าไม่เจอจุดเปลี่ยนเร็ว ๆ นี้เด็กผีก็น่าจะเตรียมทำใจได้เลยว่าฤดูนี้ลุ้นไปยุโรปยังยาก ซึ่งดุทรงแล้วปีนี้ ปืน เรือ สาลิกา วิลล่า หรือแม้กระทั่งไก่ ที่แพ้มาสามนัดติดยังมีสิทธิ์จองตำแหน่งไปบอลยุโรปมากกว่าผีอีก ณ จุดนี้
—
สุดท้ายขอให้กำลังใจเด็กผีทุกคนจงลุ้นเจอจุดเปลี่ยนไว ๆ การที่ผีเล่นแบบนี้ทำให้การติดตามพรีเมียร์ลีกลดดีกรีความมันไปพอสมควร จากการที่คิดว่าเอ็งจะชนะเท่าไหร่วะแสส กลายเป็นเอ็งจะรอดมั้ยวะนัดนี้ จากเด็กยูงทองซึ่งก็ต้องลุ้นทีมตัวเองแบบห่วง ๆ เหมือนกันในแชมเปี้ยนชิพ แล้วก็หวังว่าจะได้เจอกันใน War of the Roses ฤดูกาลหน้าอีกที
#siamstr #ผีแดง #ปีศาจแดง #แมนยู #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #พรีเมียร์ลีก #ฟุตบอล