Avatar
Jingjo
a7e9b36ff24ae730706742553b4a4a2733b01156e7c9e26145f9bc6a14f061a9
beef, beer, & bitcoin🥩🍺⚡ 🦘ผู้คุมกฏแห่งรัฐไก่🐓

เก่งมากเจ้าไก่ พรุ่งนี้ขันสักตีสามครึ่งเลยนะ

ดังนั้น Lilith ก็เลยกลายมาเป็นตัวแทนของเหล่าเฟมฯ สินะ น่าสนใจดี ถึงกับต้องไปเอาตัวละครในวรรณกรรมเก่าแก่ของยิวตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. 701-800) (Alphabet of Ben Sira) มาใช้เพื่อเป็น reference ของสิทธิความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงในโลกยุคปัจจุบันกันเลยทีเดียว

ตามตำนาน (หนังสือนอกสารบบ) ได้เล่าว่า Lilith นั้นเกิดจาก “ดิน“ เหมือน ๆ กับ Adam และเป็นหญิงที่มาก่อน Eva ที่เกิดจากกระดูกซี่โครงของ Adam เธอเลยมีแนวคิดที่ว่าชายหญิงนั้นควรจะเท่าเทียมกัน จากเหตุการณ์หนึ่งคือในขณะที่ Lilith และ Adam กำลังจะทำกิจกรรมร่วมรักกัน Lilith ไม่ต้องการให้ Adam นั้นอยู่ในท่าที่อยู่สูงกว่าตัวของเธอ เพราะนั่นแสดงถึงความไม่เท่าเทียมกัน ควรจะมีการสลับกันตำแหน่งกันได้ระหว่างชายหญิง ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่ายในทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมร่วมรักกัน แต่ Adam ปฏิเสธและยืนยันว่าเขาต้องได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า Lilith นั่นจึงทำให้เธอเกิดการต่อต้าน Adam ที่เป็นชาย

แค่เรื่องบนเตียงก็สามารถถูกเอามาตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมของชายหญิงได้ ทั้ง ๆ ที่การที่หญิงชายนั้นรักกันและร่วมหลับนอนมันควรจะเป็นความสุข การมอบความต้องการที่พึงพอใจระหว่างกันและกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับกลายมาเป็นเรื่องของสิทธิได้ ต้องว่างขนาดไหนก็ลองคิดดูกันครับ ผมอาจจะเข้าไม่ถึงและตื้นเขินเกินไป หรือเข้าใจอะไรผิดอยู่ก็ได้

วรรณกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสารบบของพระคำภีร์ ถูกมองว่าเป็นเพียงงานเขียนร่วมสมัยที่เขียนขึ้นเพื่อการเสียดสีสังคมในยุคสมัยนั้น และในอีกหลาย ๆ ตำนานอย่างในแถบสุเมเรียน Lilith ก็มีตัวตนเป็นแค่เพียงปีศาจในตำนานพื้นเมือง หรือในแถบยุโรปเธอก็ถูกหยิบยกนำมาเป็นต้นกำเนิดของ Banshee (ผีสาวที่ร้องเตือนเวลาที่มีคนในบ้านกำลังจะตาย) และเธอไม่ได้มีปรากฏหรือถูกเขียนไว้ในพระคำภีร์แม้แต่น้อย

ไม่ว่าวรรณกรรมนี้จะมีเค้าโครงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิงที่แยกทางกันเพราะเรื่องบนเตียงในยุคสมัยนั้นที่ผู้เขียนได้นำเอาตัวละครที่อิงจากคำภีร์ทางศาสนามาเขียนในเชิงส่อเสียด หรือ Lilith อาจมีอยู่จริงเพียงแต่ระบบการชำระพระคำภีร์มองว่าไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอให้นำมาควบรวมในฉบับมาตรฐาน สิ่งที่น่าคิดต่อคือคนแบบไหนที่สามารถนำเอาสิ่งที่เขียนเป็นวรรณกรรมมาคิดเป็นจริงเป็นจังถึงขนาดตั้งขึ้นเป็นสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของกลุ่มได้ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวที่ถูกหยิบยกมานั้น เป็นเพียงแค่เรื่องของความแตกร้าวบนเตียงที่ไม่ลงรอยของชายหญิงคู่หนึ่ง และสิ่งที่ Lilith ทำ เธอเพียงแค่เคารพในตัวของเธอเอง และเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตของ Adam ที่ให้ในสิ่งที่เธอต้องการไม่ได้ โดยที่เธอไม่ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิความเป็นสตรีอะไรจากใคร ๆ เลยแม้แต่น้อย

เฟมฯ หลายกลุ่มบูชา demon พวกนี้ครับ และพวกเซเล็บ/มีเดียสาย woke ต่าง ๆ ในปัจจุบันก็มีการล้างหน้าล้างตาของต่อต้านพระเจ้าพวกนี้ให้กลายเป็นตัวแทนแห่งการปลดแอกอำนาจกดขี่ต่าง ๆ

agenda พวกนี้ตรงไปตรงมา แต่หลายคนก็ทำเป็นมองไม่ค่อยเห็น หรือไม่กล้าต่อต้าน กลัวโดนด่าว่าเหยียดเพศ

ถ้าคอมมิวนิสต์คือ abolition of private property

เฟมินิสต์ก็คือ abolition of family (by destroying woman and motherhood.)

#siamstr

Replying to Avatar HereTong

จริงอยู่ที่การเกิด AGE มาพร้อมกับความร้อนในการทำอาหาร

โดยเฉพาะการทำอาหารที่ร้อนมากๆและใช้เวลานานๆ

เนื้อวัวก็ไม่พ้นกลไกนี้ เพียงแต่ว่ามันดีกว่าอาหารอื่นๆตรงที่

กระบวนการเกิด AGE จะแย่มากๆถ้ามีคาร์บรวมอยู่ด้วยครับ

เช่นเดียวกับ ความไหม้เกรียม HCAs กับ PAHs เช่นกัน

ถ้าสังเกตร้านปิ้งย่าง ระหว่างโต๊ะที่มีน้ำซอสปกติ กับ โต๊ะที่ขอเนื้อแบบไม่ราดน้ำซอส

การเปลี่ยนตะแกรงของ 2 โต๊ะนี้จะต่างกัน โต๊ะน้ำซอสแทบจะเปลี่ยนทุก 10นาที

ในขณะที่โต๊ะไม่ราดน้ำซอส แทบไม่ต้องเปลี่ยนเลยตลอด 1.30 ชั่วโมงบุฟเฟ่ ฮาๆๆๆ

นั่นเพราะคาร์บเร่งกระบวนการเหล่านี้ขึ้นมาอีกหลายเท่า อีกทั้งส่วนเนื้อเกรี้ยมไหม้ดำ เราก็ควรเขี่ยออกอยู่แล้ว เพราะแทบไม่เหลือสภาพสารอาหารให้ดูดซึมเลย

นี่เป็นเหตุผลที่ นอกจากแค่เนื้อวัวแล้ว การปรุงพวกเราจึงแนะนำให้กินระดับ แรร์ ไม่เกิน มีเดียมแรร์ เพราะมันจะโดนความร้อนไม่นาน (มีเดียมแรร สุกที่อุณหภูมิ 55องศา) หรือสำหรับคนที่กังวลมาก บ่อยครั้งที่ผมซูวีเนื้อระดับ แรร์ แล้วจี่กระทะเหล็กเอาครัสสวยๆ ก็พอจะเลี่ยงได้ครับ แต่เอาจริงๆไม่ต้องเลี่ยงขนาดนั้นก็ได้ ทำเสต็กให้ถูกวิธี ก็ช่วยเรื่องพวกนี้ได้พอสมควร ไม่ตกในระดับที่จะทำร้ายร่างกายหนักหน่วงแล้วครับ

มาถึงเรื่องโอเมก้า

อาหารพวกธัญพืช ตัวอาหารเองโอเมก้า6 สูงก็จริง แต่กระบวนการย่อยของวัวต่างกับคน จุลินทรีย์ในการย่อยตามแต่ละกระเพาะวัว จะทำการแปลงวัตถุดิบไปเป็นแร่ธาตุตามกล้ามเนื้อ จริงอยู่ถ้าจะเทียบวัวกินหญ้า มันจะมีโอเมก้า3 มากกว่า แต่ก็มากกว่าเพียง "เล็กน้อย" ส่วนวัวที่ grain fed อาจจมีโอเมก้า6 มากกว่า "เล็กน้อย" แต่ก็ไม่ได้มีนัยยะสำคัญในปริมาณครับ ไม่ได้ "อุดมไปด้วย" โอเมก้า 6 ตามที่บอกต่อๆกัน เพราะอะไร?

นั่นเพราะ สัตว์เคี้ยวเอื้อง จะมีการสะสม PUFA หรือ ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน ในปริมาณที่น้อยครับ (โอเมก้า 3 และ 6 เป็นไขมันประเภท PUFA) กระบวนการเคี้ยวเอื้องนั้นเปลี่ยนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน PUFA ให้กลายเป็นไขมันอิ่มตัว SFA เรียกว่าเก็บไว้ไม่ถึง 2%

แต่ ที่ถามเรื่องหมูและไก่ อันนี้ตามหลักการแล้ว สัตว์เหล่านี้จะเก็บมากกว่าเพราะไม่ได้ย่อยอาหารกระบวนการเดียวกับวัว ดังนั้นมีโอกาสเก็บ PUFA ถึง 20% แต่ทั้งนี้ยังสู้น้ำมันพืชไม่ได้ครับ โอกาสการได้รับ PUFA จากน้ำมันพืชมีมากกว่า ทั้งปริมาณและความบ่อย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอักเสบเลยนะครับ โอเมก้า6 เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน โอเมก้า 3 ลดการอักเสบ องค์ประกอบการสร้างอวัยวะ โอเมก้า 6 เป็นพลังงาน ถ้ากังวล เราสามารถกินอาหารที่มีโอเมก้า3 เข้ามาช่วยเสริมได้ เช่นแซลมอนดิบ นั่นเป็นเหตุผลที่บอกให้เกินหลากหลายนั่นเองครับ (ในกรณีไม่ได้เน้นเนื้อเคี้ยวเอื้องนะครับ) เพราะโลกนี้ถ้าจะดูตัวโอเมก้ากันจริงๆ มันหาอาหารที่เป็นสัดส่วนอุดมคติยากครับ ในขณะที่จักรวาลคู่ขนาน คาร์บเองก็เป็นปัจจัยที่ก่อการอักเสบหนัก มาก และเร็ว กว่าเยอะเลยครับ

นอกจากนี้ การนอนที่ดี การตากแดด ก็มีส่วนช่วยในการบำบัดโทษจากโอเมก้า6ด้วยเช่นกัน

ตอบครบไหมหว่า 555 เอาแบบสั้นๆคือ

เรื่อง AGE ยังไงเสีย การ cooking ที่ต้องใช้ความร้อนก็ไม่รอดครับ เอาที่แย่น้อยที่สุดที่สบายใจทั้งรสชาติและระดับความสุก

เรื่อง โอเมก้า จริงครับ กินหญ้ามีน้อยกว่า แต่ไม่ถึงกับนัยยะสำคัญ เพราะสัตว์เคี้ยวเอื้องเก็บน้อย ถ้าหมูกับไก่ จะเก็บมากกว่า แต่ก็ไม่เคยเห็นฟาร์มหมูไก่กินหญ้าเช่นกัน ต้องไปพิสูจน์กับสายเบญจา ว่ามัน fiat ไหม ตรงนี้ต้องไป verify ครับ

สำคัญสุดคือ โอเมก้า6 ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นสุดแบบที่หลายสำนักพยายามใส่บทบาทให้ เพื่อขายโอเมก้า3 เม็ด

#siamstr

กระจ่างแจ้งเลยครับ งี้ผมก็ซดเบียร์ grain fed ต่อได้

ต้องแท็กดีเจต้าร์

นึกถึงมีม E3 gold-digger ไงไม่รู้ 555

เอ้ย อันนี้เท่โคตรเลยครับ

Replying to Avatar Lyn Alden

I was at an extended family gathering for the Eid al-Adha holiday today. At these gatherings, the older generation in this family tends to not speak great English, so they normally speak among themselves in Arabic, while the younger generation speaks English, with some periods where we all speak together and my husband translates.

The center of this gathering was a newborn baby. My husband’s cousin had a child, and he was so cute and we took turns holding him and playing with him.

The oldest uncle is a retired doctor and although he normally speaks in Arabic among his peers, he actually speaks fluent English as well when there is context for it, since he used to live and work abroad. But he rarely speaks at these gatherings, in either Arabic or English. It’s a running joke that he is grumpy and rarely has much to say, and just kind of zones out at these things. Sometimes when people ask him what he is thinking, he makes a dry concise joke or a funny brief criticism of someone with like a stone cold expression. So usually at least once someone asks him, just to see what kind of grumpy thing he will say in response, since you never know what it’ll be but it’s never boring.

When the family was figuring out which coast town we should take a vacation to in a couple weeks, the uncle was quiet and eventually someone asked him what his choice is, and he sarcastically said “El Arish” which is the Egyptian coast town right near Gaza, to be a buzzkill. The joke being that it’s an obviously bad choice for a vacation.

A while later when people were talking about movies, he was again doing his zoned out expression, so my husband and cousin were whispering to me to ask him what he’s thinking about this time. I was hesitant but they were like, “do it, it’ll be great.”

So I asked what he’s thinking about. With his perfect English, he’s like, “You and Mohamed should have a child by the time you visit us next year. You’re getting old.”

Everyone was like, “…oh shit” since they thought he would say a bad movie or tell me I watch too many movies or something. One cousin was like, “uncle, they will when and if they are ready!”

But the uncle continued. “You two think you are busy now, but it only gets worse from here. The older you get the harder it will be, and you’re already getting old. Both of you are too smart and overthinking it, waiting for a perfect moment that will never come. If you two wait too long, you might not be able to do it, or there’s a higher chance the child will have health problems. Just do it now, while you are still in your mid-thirties, don’t let yourself get any older. And if you don’t do it, naught but regret and darkness awaits.”

So everyone was facepalming, since this was not the direction they were expecting. I was like, “thank you for the blunt advice, we will consider it! 😅”

One aunt who doesn’t speak English asked what he said, so one cousin said, “He called her a hag, basically.”

That might sound harsh and salvage. But deep down inside, we all know that he speaks the truth. Plain and simple.

nostr:nevent1qqsrqy452wqty96zcqvve4gs553t8e20pnutyx7frw75a3ftnxcxxwcprpmhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjm30qgsw4v882mfjhq9u63j08kzyhqzqxqc8tgf740p4nxnk9jdv02u37ncrqsqqqqqpz8yu3l

#siamstr