We are all Satoshi !!!
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
Satoshi Nakamoto คือชื่อที่ใช้โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่พัฒนา Bitcoin
Satoshi ได้เผยแพร่เอกสาร "Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System" ในปี 2008 และเปิดตัวซอฟต์แวร์ Bitcoin เวอร์ชันแรกในปี 2009
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุตัวตนที่แท้จริงของ Satoshi Nakamoto บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา และมีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา
บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นบุคคลคนเดียวที่เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย การเข้ารหัส และบล็อกเชน
บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นกลุ่มนักพัฒนาที่ทำงานร่วมกัน บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ
แต่ใครจะคือ Satoshi Nakamoto มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คำถามที่ว่าใครคือ Satoshi Nakamoto อาจมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ
เหตุผลก็คือแนวคิดและเทคโนโลยีของ Bitcoin กำลังกลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คนจำนวนมากกำลังเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานอย่างไร และพวกเขากำลังเห็นศักยภาพในการใช้งาน
เมื่อ Bitcoin กลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ผู้คนก็จะเริ่มมอง Satoshi Nakamoto น้อยลงในฐานะบุคคล
แต่อาจจะมากขึ้นในฐานะสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเงินแบบกระจายอำนาจ
Satoshi Nakamoto กลายเป็นตัวแทนของความหวังและความฝันของผู้คนทั่วโลกที่ต้องการสร้างระบบการเงินที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน
ในท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ว่าใครคือ Satoshi Nakamoto ก็ไม่สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว
เพราะพวกเราทั้งหมดคือ Satoshi
พวกเราทุกคนคือ Satoshi
พวกเราทุกคนคือ Satoshi เพราะเราทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนา Bitcoin
เราทุกคนเป็นผู้ถือครอง Bitcoin เราทุกคนเป็นผู้สนับสนุน Bitcoin และเทคโนโลยีคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ
เราทุกคนคือ Satoshi เพราะเราทุกคนเชื่อในอนาคตของระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ
เราเชื่อว่า Bitcoin และเทคโนโลยีคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ สามารถช่วยให้เราสร้างโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น
เราทุกคนคือ Satoshi และเราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน
#siamstr

ทำไมคนใน crypto space
ถึงเชื่อเป็นตุเป็นตะกับ @satoshi
เฮ้พวก พวกเราทั้งหลายนี่แหละคื Satoshi
#siamstr 
เศรษฐา ถก ผู้ว่าฯ ธปท. นัดหารือทุกเดือน ?
แซกแทรงแก่งงงงงง
#siamstr
Honey Badger และ Bitcoin
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
Honey badger เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในแอฟริกา เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความกล้าหาญใส่เดี่ยวได้หมด และความสามารถในการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่อันตราย
Honey badger ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์ที่ใหญ่กว่าและอันตรายกว่า มันสามารถเอาชนะงูพิษ สิงโต และแม้แต่ไฮยีน่าได้
Honey badger และ bitcoin ต่างก็ทนทานและยืดหยุ่นจากการโจมตีในลักษณะของตนเอง
Honey badger เป็นสัตว์ที่มีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและสามารถทนต่อพิษได้ ทำให้ยากที่จะโจมตีหรือฆ่าได้
Bitcoin เป็นระบบการชำระเงินแบบกระจายอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือรัฐบาล
Honey badger ได้รับการขนานนามว่าเป็นสัตว์บกที่ดุร้ายที่สุดในโลก มันมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งซึ่งประกอบด้วยขนที่หนาแน่นและผิวหนังที่หนา
นอกจากนี้ยังสามารถทนต่อพิษได้หลายชนิด ซึ่งทำให้ยากที่จะโจมตีด้วยยาพิษหรืออาวุธชีวภาพ Honey badger ยังเป็นนักสู้ที่ดุร้ายและจะไม่ลังเลที่จะโจมตีศัตรูที่ใหญ่กว่าหรืออันตรายกว่า
Bitcoin เป็นระบบการชำระเงินแบบกระจายอำนาจ ซึ่งหมายความว่าไม่มีหน่วยงานกลางใดควบคุมระบบ
สิ่งนี้ทำให้ยากต่อการโจมตีจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือรัฐบาล และ Bitcoin ยังใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสลับที่ซับซ้อนซึ่งทำให้ยากต่อการปลอมแปลงหรือแก้ไขธุรกรรม
#siamstr

Low fees
#siamstr 
I&U

#siamstr
1 ในความเชื่อที่เรารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งคือ
ความเชื่อว่า USD หรือแม้แต่ THB มีทองคำค้ำอยู่ทุกๆ unit
Gold standard มันจบไปตั้งแต่ 1971 แล้ว
#Siamstr
ไม่ใช่สักอัน ผมตระหนักมาก่อนนั้นแล้ว
แค่เราดีใจที่มีคนที่ตระหนักในสิ่งที่เราสนใจอยู่
สิ่งที่เราแม้แต่จะหาคนพูดคุยด้วยก็ยังหาไม่ได้
ผมเป็นสมาชิก Patreon ยุคแรกๆเลยล่ะ
Lumix S5 BODY เปล่า , shutter 19110 พร้อม L plate smallrig , แบตแท้ 1ก้อน พร้อมกล่องและสายคล้อง
ไม่รวมแท่นชาร์จ(ขอเก็บไว้ใช้กับกล่องใหม่)
แต่ตัวกล่องชาร์จผ่าน usb c(PD)ได้เลยกับตัวกล้อง
หมดประกันแล้ว(อดีตประกัน Big camera)
ราคา 3 ล้าน satashi นัดดูของได้เฉพาะวันอาทิตย์ ตามแนว BTS
#siamstr

อ่านจบไปหลายรอบเกินไปแล้วนะ
#siamstr


Dollar Milkshake
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
Dollar Milkshake เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายถึงผลกระทบของเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ามากเกินไปต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ
ทฤษฎีนี้เปรียบเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐกับมิลก์เชค โดยมองว่าฟองนมของมิลก์เชคเปรียบเสมือนราคาสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร
และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนตัวมิลก์เชคเปรียบเสมือนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเวียนอยู่ในเศรษฐกิจโลก
โดยทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย Brent Johnson เจ้าของ Hedgefund ชื่อดัง
เมื่อธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง
อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินลดลง ส่งผลให้ความต้องการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น
ความต้องการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนการเติมฟองนมลงในมิลก์เชค
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ฟองนมของมิลก์เชคตกลงมา
การดูดฟองกลับเปรียบเสมือนการลดการไหลออกของเงินทุนจากประเทศอื่น ๆ กลับไปยังสหรัฐอเมริกา
เพราะนักลงทุนมองว่าสินทรัพย์เหล่านั้นมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากประเทศอื่น ๆ กลับไปยังสหรัฐอเมริกา
การไหลออกของเงินทุนนี้ ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศอื่น ๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ
-การขาดแคลนทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศเหล่านั้นต้องขายสินทรัพย์ออกมาเพื่อแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระหนี้และนำเข้าสินค้าและบริการ
-มูลค่าของหนี้ต่างประเทศที่มากขึ้น เนื่องจากค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลง ส่งผลให้มูลค่าหนี้ที่ชำระคืนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น
ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากไม่มีเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงพอที่จะจ่ายหนี้
ในปี 2023 ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ๆ ของโลก ส่งผลให้ค่าเงินของหลาย ๆ ประเทศอ่อนค่าลง เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
เช่น ค่าเงินของบราซิลอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าของบราซิลสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ประชาชนมีรายได้ลดลง
ค่าเงินของตุรกีอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ตุรกีประสบปัญหาเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอย
แสดงให้เห็นว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากการที่ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินที่ Dominance การเงินโลกอยู่
#siamstr
Petro dollar , What the fuck happened in 1971?
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
ในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง การตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันดิบในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันจำเป็นต้องสะสมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อชำระค่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น
สาเหตุที่สหรัฐอเมริกาต้องการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น เนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีหนี้สินจำนวนมาก
การที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง จะทำให้ประเทศอื่นๆ สามารถนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปชำระหนี้ให้กับสหรัฐอเมริกาในจำนวนที่น้อยกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ภาระหนี้สินของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น
การตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันดิบในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนกษัตริย์ฟาฮัด และฝ่ายที่สนับสนุนมกุฎราชกุมารฟัยศ็อล
ฝ่ายที่สนับสนุนกษัตริย์ฟาฮัดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนมกุฎราชกุมารฟัยศ็อลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต
ในปี 1971 ฝ่ายที่สนับสนุนกษัตริย์ฟาฮัดได้ประสบความสำเร็จในการล้มล้างฝ่ายที่สนับสนุนมกุฎราชกุมารฟัยศ็อล และสถาปนากษัตริย์ฟาฮัดขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของซาอุดีอาระเบีย
หลังจากการรัฐประหาร กษัตริย์ฟาฮัดได้ตัดสินใจที่จะกำหนดราคาน้ำมันดิบในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อตอบแทนการสนับสนุนการสนับสนุนทางทหารและความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกา
การตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันดิบในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปกอื่นๆ ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน
เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก
Petro dollar จึงเริ่มต้นขึ้นในปี 1971 หลังจากการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกายกเลิกระบบ Bretton Woods ซึ่งกำหนดให้ทองคำเป็นมาตรฐานการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศแทนทองคำ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปกก็ตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันดิบในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
#siamstr
ดูหนังกัน
#siamstr 