Avatar
krit
b0feb2b09aa3202a101411d3cd1ccaccf65970ab3d48f78961961b7680210a61
สนใจ คุยเรื่องวิ่ง🏃‍♂️ เรื่องกิน🥩 เรื่องเทคโนโลยี⏱️⚡️
Replying to Avatar Gracialo679

Davos Man: อภิมหาเศรษฐีผู้กลืนกินโลก

คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจและร่ำรวยที่สุดในโลก พวกเขาเป็นผู้นำธุรกิจ การเมือง และการเงิน พวกเขาใช้อำนาจและเงินของพวกเขาเพื่อกำหนดทิศทางของโลก

กลุ่มคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า "Davos Man" ตามการประชุม World Economic Forum (WEF) ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในเมือง Davos ประเทศ switzerland

Davos Man เริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พวกเขาได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปัจจุบัน มีDavos Man มากกว่า 2,000 คน

การเติบโตของ Davos Man เป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงการปฏิวัติเทคโนโลยี การลดภาษีสำหรับคนรวย และการลดกฎระเบียบ

การปฏิวัติเทคโนโลยีทำให้Davos Manสามารถสร้างธุรกิจและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างเช่น มหาเศรษฐีหลายคนทำเงินจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Amazon, Microsoft

การลดภาษีสำหรับคนรวยทำให้ Davos Man สามารถเก็บเงินไว้ได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถสะสมความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น

การลดกฎระเบียบทำให้ Davos Man สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระมากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถขยายธุรกิจและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของดาโวสแมนมีผลกระทบอย่างมากต่อโลก ดาโวสแมนกำลังสร้างโลกที่แบ่งแยกมากขึ้น โลกที่อภิมหาเศรษฐีและคนรวยมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่มีอำนาจน้อยลง

มีการเคลื่อนไหวหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อท้าทายอำนาจของ Davos Man เช่น การประท้วงต่อต้านความเหลื่อมล้ำ การรณรงค์เพื่อภาษีคนรวย และการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่

การเคลื่อนไหวเหล่านี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ Davos Man กำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของโลก และผลกระทบของพวกเขาต่อโลกนั้นยิ่งใหญ่และซับซ้อน

"บางคนมองว่า Davos Man มีอำนาจมากเกินไป เพราะพวกเขามีอำนาจและเงินมหาศาล ซึ่งสามารถใช้เพื่อกำหนดทิศทางของโลกได้ตามต้องการ

"

ตัวอย่างเช่น Davos Man สามารถใช้เงินของพวกเขาเพื่อสนับสนุนนโยบายหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนผลประโยชน์ของพวกเขา และพวกเขายังสามารถใช้อำนาจของพวกเขาเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ

และ Davos Man สามารถใช้อำนาจและเงินของพวกเขาเพื่อส่งเสริมนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเขาเอง

#siamstr

⚡️

ความรักในครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

ชอบเพลงนี้

https://youtu.be/Ck_G3G2t3sg?si=VPFcKk2rCkT6HzHP

ฟังตอนเช้า เรื่อง เซเปียนส์

เกิดความคิดว่า bitcoin เป็น matrix อีกชั้นที่ซ้อนกับการเงินอีกที

Layer of Matrix

https://www.youtube.com/live/7TPj3kT5s3c?si=6ziBRbdZdgBlFQ2i

Replying to Avatar chontit

ในที่สุด StartOS ผมก็ sync bitcoin core เสร็จแล้วววว.... เฮ้อออ 🎉🎉🎉

สรุปเวลารวม คือ

- 12 ชั่วโมงแรกสำหรับ 70% (Sync ถึงประมาณ Block 560,000 ... โน๊ตวันก่อนอุตส่าห์ไปโม้ไว้ 😂)

- และอีก 30% ที่เหลือเพื่อ sync ให้ถึงบล็อกปัจจุบัน ใช้อีก 2 วันเต็ม ๆ 55555

สรุปว่าเริ่มทำระบบวันอาทิตย์ sync Bitcoin Core เสร็จวันพุธ ทั้ง ๆ ที่ครั้งที่แล้วที่เคยทำ (เมื่อ 6 เดือนก่อน) ใช้เวลา sync แค่ 1 วันครึ่งเองนะ (ประมาณ 36 ชั่วโมง) 🫠

ทำไมมันเป็นอย่างนั้นหว่า ???

ลองใช้หลักการตั้งสมมติฐานโดยมีตัวแปรควบคุมคือ "คน" "คอม" "เน็ท" เหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ "ssd" และการ "sync bitcoin core พร้อมกับ electrs" .... จึงสรุปคร่าว ๆ ได้ประมาณนี้

ประเด็นที่ 1 : SSD

ในท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งวิ่งบน Interface PCI-E 3.0/4.0 แต่ถ้าใครเคยซื้ออุปกรณ์พวกนี้จะเห็นว่าราคามันไม่เท่ากัน ถึงแม้จะความจุ 2TB เท่ากันก็จริง วิ่งบน PCI-E 4.0 เหมือนกันก็จริง แม้กระทั่งตัวเลข Read/Write บนกล่องเขียนไว้เท่ากันก็จริง แต่ทำไมราคาถึงแตกต่างกันเป็นพันบาทเลยนะ ... ใช่แหละ มันต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนกันแหละ ไม่งั้นราคาไม่แพงกว่ากันหรอก จริงมั้ย?

- ครั้งก่อนผมใช้ WD Blue 1 TB ซึ่งวิ่งบน PCI-E 3.0 แต่ถึงว่าราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น ทั้ง ๆ ที่ความจุเท่ากัน : ผลก็คือ sync 36 hrs.

- ครั้งนี้ผมใช้ PNY ขนาด 2 TB ซึ่งวิ่งบน PCI-E 4.0 แต่ราคาถูกกว่ารุ่นอื่นค่อนข้างเยอะ (ถูกกว่าเป็นพันบาท) : ผลก็คือ sync 3 วัน 5555

ข้อมูลเพิ่มเติม : คอมอีกเครื่องที่รัน Umbrel ผมใช้ WD Green SSD ขนาด 1 TB ที่มีราคาค่าตัวแค่พันกว่าบาท : ผลก็คือ sync 2 สัปดาห์เต็ม ๆ แหละ ... นี่แหละน้าาา ที่มาของคำว่าใช้เงินซื้อเวลา 555 ,,, ใครอยากประหยัดตังหน่อยก็จ่ายด้วยเวลาแทน (แต่เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ ความจริงคือเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องเร่งรีบให้ sync เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง .. เก็บเงินไป stack sat ดีกว่าเย้อะะ) 🥹🥹

ประเด็นที่ 2 เทคนิคการ Sync

ครั้งนี้ผม Sync ทั้ง Bitcoin Core และ Electrs ไปพร้อมกัน โดยหวังว่าจะได้ไม่ต้องรอให้ Electrs ทำ Indexing เองอีกรอบ (ใช้เวลานานอยู่นะ...หลายชั่วโมงเลย) : ผลก็คือ "มัน Sync ใหม่" 5555 โดยเริ่มจาก Block 0 เลย!!!👍

แต่ประเด็นนี้ขอไม่ฟันธงครับว่ามีผลทำให้การ Sync ใช้เวลานานขึ้น และผมก็คงไม่เริ่มต้น sync ใหม่อีกรอบเพื่อทดสอบแน่นอน 😅 แต่อยากแนะนำว่าการเปิด sync Bitcoin Core กับ Electrs พร้อมกันแต่แรก "อย่าหาทำ!" มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ เพราะหลังจาก bitcoind sync เสร็จ เจ้า Electrs ก็เริ่มใหม่อยู่ดี เฮ้อออ....🫠

สรุปว่า ถ้าใครจะมาลองรันโหนดเล่น ๆ หรือคาดหวังจะทำตามบทความที่ผมกำลังเขียน (เขียนได้ 90% แล้ว) มีโอกาสสูงที่จะเจออุปสรรคต่าง ๆ นา ๆ อีกมากมายครับ แต่ผมจะขอเป็นกำลังใจให้ห่าง ๆ แล้วกันครับ 🧡🧡🧡

ปล. สิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย..มักจะเสียไปโดยง่าย, แต่สิ่งใดที่ได้มาด้วยความยากลำบาก..สิ่งนั้นมักจะมีค่าเสมอ👍

"อิสรภาพก็เช่นกัน"

#siamstr

ใช้ SSD ประกอบกล่องของ asus ประกอบเอง รันไปสองเดือนกล่องพัง

สุดท้ายมาจบที่ sandisk Portable SSD ที่ประกอบมาแล้วทนกว่าเยอะ

ทดลองปิดการรับข่าวสารการเงิน ราคาหุ้น ราคา BTC

มีใครทดลองแล้วผลเป็นอย่างไงบ้าง ห้ามใจดูราคาได้ไหม

Replying to Avatar Pikanet

🟠Bitcoin Village🟣

ระหว่างรอลูกเรียนดนตรี มีโอกาสไถ damus สนุกกับ nostr community พร้อมฟังสภายาส้ม ep.18 เพลินๆไปด้วย ผมสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของ Thai Bitcoiners Community และมันชัดเจนมากหลังงาน BTC 2023 ที่ผ่านมา

ระหว่างไถเพลินๆ คุณกาย @satuser ได้จุดประกายไอเดียให้ผม ผ่านทางการ Reply Note เมื่อเช้า

“Bitcoin Village ,Energy Space”

ผมสนใจไอเดียนี้จริงๆ ซึ่งผมคิดว่ามันต่อยอดทำได้จริงนะ หมู่บ้าน Bitcoin Community เนี่ย

อยากขอไอเดียเพื่อนๆทุกคนใน siamstr ช่วยผมคิด ว่าหากเรามีหมู่บ้านของชาว Bitcoiners ในเมืองไทย เราจะต้องการอะไรกันบ้าง เช่น

- Solar Cell System ที่ทุกคนใช้ไฟฟ้าร่วมกันได้เอง โดยนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้งาน แปลงเป็น Sat ด้วยการ Pool Mining แบ่งกันใน Community

- Green Area สนามหญ้าโล่งกว้างสีเขียว ให้เราสูดอากาศดีๆ สัมผัสผืนหญ้า และใกล้ชิดธรรมชาติ

- Craft Beer Garden สวนลานเบียร์คราฟ ที่เราได้ดื่มเบียร์สังสรรค์เฮฮา ตามประสาคนชอบอะไรคล้ายกัน

- ร้านอาหาร และคาเฟ่ เล็กๆ มีเสต็กเนื้อฉ่ำๆ อุดมด้วยโปรตีน และไขมัน จิบกาแฟดำ หอมๆเข้มๆ ปราศจากน้ำตาล

- Co-Working Space ที่พร้อมสำหรับกลุ่มคน Work Everywhere ผมเชื่อว่า Bitcoiners ไม่น้อยที่ทำงานแบบอิสระ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เป็นหมู่บ้านชานเมืองที่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง

- Organic Farm ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และพืชสวนครัว ที่เราสามารถเลี้ยง และบริโภค ได้ในหมู่บ้านของเราได้เองบ้างบางส่วน

- บ้าน ที่ถูกออกแบบในแนวคิดของ Bitcoin Node ทุกหลังเป็นหน่วยๆเล็กๆ ที่อิสระ เป็นส่วนตัว แต่เชื่อมต่อถึงกัน จินตนาการไว้ก่อนว่า เป็นบ้านที่เรียบง่าย ขนาดกระทัดรัด พื้นที่ใช้สอยเท่าที่จำเป็น แต่มีพื้นที่เอนกประสงค์มาก มีความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะกับการใช้ชีวิตที่อิสระ สงบ พอเพียง มีแนวคิดให้ทุกคนในหมู่บ้าน มีกิจกรรมร่วมกันในส่วน Common Area ส่วนกลางของหมู่บ้านที่มีคุณภาพดี

เพื่อนๆคิดว่า …. อยากให้มีอะไรใน 🟠Bitcoin Village🟣 อีกบ้าง รอฟังทุกไอเดียเลยนะครับ ผมคิดว่าผมอาจจะได้เจอธุรกิจในฝันที่ผมอยากทำแล้วครับ

#siamstr #nostr #ThailandZapathon

#thematrix #escapethematrix

Bitcoin university

ที่ให้ความรู้ กลับไปทำเองได้

https://yakihonne.com/article/naddr1qq24wj6fv93kuj3sxdxn2vn3geh85mt2xeuy5q3q87fs6hc9k2ase93v54h9qzx3zz5rrhwc89gstjdextprzlxcee9sxpqqqp65w0wcujn

ลงแล้วนะครับ เรื่องวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

⚡️

Replying to Avatar Gracialo679

Dollar Milkshake

คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก

Dollar Milkshake เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายถึงผลกระทบของเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ามากเกินไปต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ

ทฤษฎีนี้เปรียบเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐกับมิลก์เชค โดยมองว่าฟองนมของมิลก์เชคเปรียบเสมือนราคาสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร

และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนตัวมิลก์เชคเปรียบเสมือนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเวียนอยู่ในเศรษฐกิจโลก

โดยทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย Brent Johnson เจ้าของ Hedgefund ชื่อดัง

เมื่อธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง

อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินลดลง ส่งผลให้ความต้องการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น

ความต้องการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนการเติมฟองนมลงในมิลก์เชค

เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ฟองนมของมิลก์เชคตกลงมา

การดูดฟองกลับเปรียบเสมือนการลดการไหลออกของเงินทุนจากประเทศอื่น ๆ กลับไปยังสหรัฐอเมริกา

เพราะนักลงทุนมองว่าสินทรัพย์เหล่านั้นมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากประเทศอื่น ๆ กลับไปยังสหรัฐอเมริกา

การไหลออกของเงินทุนนี้ ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศอื่น ๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ

-การขาดแคลนทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศเหล่านั้นต้องขายสินทรัพย์ออกมาเพื่อแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระหนี้และนำเข้าสินค้าและบริการ

-มูลค่าของหนี้ต่างประเทศที่มากขึ้น เนื่องจากค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลง ส่งผลให้มูลค่าหนี้ที่ชำระคืนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น

ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากไม่มีเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงพอที่จะจ่ายหนี้

ในปี 2023 ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ๆ ของโลก ส่งผลให้ค่าเงินของหลาย ๆ ประเทศอ่อนค่าลง เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

เช่น ค่าเงินของบราซิลอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าของบราซิลสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ประชาชนมีรายได้ลดลง

ค่าเงินของตุรกีอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ตุรกีประสบปัญหาเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอย

แสดงให้เห็นว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากการที่ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินที่ Dominance การเงินโลกอยู่

#siamstr

⚡️

"สวัสดีครับ มี ออล เมม เบอร์ มั้ยครับ ?"

คำถามที่มักจะได้ยินอยู่เป็นประจำ เมื่อคุณเตรียมที่จะควักเงินจ่ายค่าสินค้าหน้าเคาน์เตอร์ให้บริการ และในทุก ๆ ปี จะมีช่วงเวลาจัดโปรโมชั่นสำหรับกระตุ้นยอดขายด้วยกิจกรรมสะสม "แสตมป์"

พวกเขาจะพยายามโน้มน้าวคุณ ไม่ว่าจะเป็นการบอกให้คุณซื้อสินค้าอีก 1 ชิ้น เพื่อได้รับแสตมป์สะสมเพิ่ม หรือ บอกให้คุณสมัคร ออล เมม เบอร์ เพื่อเปลี่ยนไปรับเป็น เอ็ม-แสตมป์ ที่จะได้จำนวนที่มากกว่า แสตมป์ แบบกระดาษ

นอกจากสิทธิประโยชน์สำหรับใช้ในการลดราคาสินค้า การใช้แทนเงินสด พวกเขายังจัดให้มีการสะสม แสตมป์ เพื่อใช้แลกของของขวัญสุดพิเศษ

ช่างหัวโปรโมชั่นของพวกเขาเถอะ ผมไม่ได้จะมาชวนคุยในเรื่องนั้น

ถ้าหากคุณเป็นคนที่ต้องเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออยู่บ่อยครั้ง คุณคงจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับพนักงานภายในร้าน ไดอะล็อกเดิม ๆ ราวกับถูกเซ็ตคำสั่งมาให้ใช้ในการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้า ระเบียบวิธีการ ชุดแต่งกาย ขั้นตอนในการคิดเงิน-ทอนเงิน

เมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน "สวัสดีครับ เชิญครับ" "ชำระเงินด้านนี้ได้นะครับ" "ชำระเป็นทรูวอลเล็ต หรือ เงินสดครับ" "สินค้าโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 นะครับ" "มี ออล เมม เบอร์ มั้ยครับ" "รับเป็น เอ็ม-แสตมป์ หรือ ดวง ครับ" "ขอบคุณที่ไม่รับหลอดครับ" "รับถุงมั้ยครับ" และ อื่น ๆ ที่มักจะได้ยินกันจนคุ้นเคย

ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าพวกเขาเป็นเหมือนกับ NPC ภายในเกมแล้วผมเป็น Player นั้นมันดูจะเพี้ยนไปสักหน่อย พวกเขาก็คนเหมือน ๆ กับพวกเรา มีชีวิต มีจิตใจ มีอารมณ์ความรู้สึก มีความนึกคิดเป็นของตัวเอง แต่อาจจะเพราะต้องสวมบทบาทที่ถูกสร้างขึ้นโดยองค์กร มันจึงทำให้เรารู้สึกไปแบบนั้น

ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือจำยอม คุณคิดว่าการต้องสวมบทบาทแบบนี้มันเป็นเหมือนกับว่า พวกเขากำลังอยู่ในโลก The Matrix ขององค์กรอยู่หรือเปล่า

พูดเวอร์ ๆ ไปหน่อยมั้ย The Matrix อะไรดูหนังมากไปหรือเปล่า กับแค่บทพูดที่ต้องถูกฝึกมา เครื่องแต่งกายที่ต้องแต่งตามระเบียบ ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป สำหรับพนักงานในองค์กร ๆ หนึ่ง จะต้องพบเจอเป็นเรื่องธรรมดาปกติ ไม่ว่าบริษัทไหน ๆ ต่างก็มีข้อบังคับที่ต้องมีสำหรับการปฏิบัติสำหรับพนังงานในองค์กรอยู่เหมือน ๆ กันใช้มั้ยละครับ

จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา กระแสการมาของปัญญาประดิษฐ์ Generative AI ที่ถูกมองว่าจะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ ในตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นในธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสของการตื่นตัวในเรื่องของการถูกเลิกจ้างงาน

เมื่อบริษัทมองว่าบางตำแหน่งงานในบริษัทนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คนในการทำงาน และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ การพิจารณานำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานก็ดูจะเป็นความคิดที่ไม่เลว

แม้แต่พนังงานร้านสะดวกซื้อเอง ก็ถูกมองว่าอาจจะถูกแทนที่ด้วยระบบรับชำระอัตโนมัติ หรือใช้หุ่นยนต์ทำงานแทน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ พวกเขาไม่คิดจะเลิกจ้างพนักงานประจำร้านสะดวกซื้อแล้วนำเอาหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์มาทำงานแทนมนุษย์เพียงเพราะต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน

มันไม่ค่อยจะเมคเซ้นส์ใช้มั้ยละครับ สำหรับองค์กรที่ต้องแสวงหาผลกำไรอยู่ตลอดเวลา การหาวิธีลดค่าใช้จ่ายนั้น ไม่ได้มีส่วนช่วยในเรื่องของรายได้หรือผลกำไรสักเท่าไหร่ การนำหุ่นยนต์ที่มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าบริการบำรุงรักษา ค่าติดตั้งระบบหรืออื่น ๆ ที่หากคำนวณแล้วก็ดูจะคุ้มค่ากว่าการจ้างงานมนุษย์ ถึงแม้จะช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่มันเพิ่มยอดขายได้ยังไงนะ

กลับกัน พวกเขาที่เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ที่มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นค่าน้ำค่าไฟ ที่สามารถชำระได้ผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของร้าน โดยอาจจะมีค่าบริการในการฝากชำระ ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นอาหารการกิน ที่บางทีก็อาจจะมีการซื้อของจากในร้านค้าเอง หรือซื้อสินค้าราคาถูกที่ใกล้จะต้องนำออกจากชั้นวางสินค้า

ถึงแม้ว่าจะมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่พนักงานก็มีคุณสมบัติในการเป็นลูกค้าของร้านด้วยเช่นกัน

จะดีแค่ไหนหากคุณสามารถจ่ายเงินให้กับคนที่จะเอาเงินที่คุณเพิ่งจะจ่ายไปให้ เอาเงินนั้นกลับมาคืนให้คุณ ในรูปแบบของการซื้อสินค้าที่คุณเป็นผู้ขาย ยอดเยี่ยมไปเลยใช้มั้ยละครับ

-

เขียนแตกประเด็นเยอะจัด ไม่ค่อยมีสาระอะไร.. ขอโทษคนที่หลงเข้ามาอ่านด้วย จริง ๆ แค่จะบ่นเฉย ๆ ว่ารู้สึกเสียเวลา ตอนที่ต้องรอพนังงานฉีกแสตมป์ส่งให้ตอนทอนเงิน

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_8768935358907792261695953859.webp

จ่ายเงินเดือนเป็น true money 💰 และให้ใช้ sim true ก็เป็นการให้พนักงานมาซื้อของล่ะ

Replying to Avatar Khing_T21

ลองจินตนาการถึงกล่อง เป็นกล่องวิเศษ

กล่องเหล่านี้มีอยู่อย่างดาษดื่นมากมาย จำนวนทั้งหมดของพวกมันมากเกินกว่าก้อนเนื้อลื่นๆ มันๆ ในกะโหลกของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์จะสามารถเข้าใจได้

กล่องเหล่านี้สร้างด้วยคณิตศาสตร์ ผนึกไว้ด้วยกุญแจแห่งสมการอันซับซ้อน ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ดำรงอยู่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกาลเวลา เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

มนุษย์ค้นพบว่าเมื่อทำกระบวนการอย่างถูกต้อง พวกเขาจะสามารถสร้างกุญแจขึ้นมาได้โดยสุ่ม ต่อเมื่อสร้างขึ้นมาสำเร็จแล้วพวกเขาจึงจะรู้ว่ากุญแจที่ได้มานี้คู่กับกล่องวิเศษใบไหน ความเป็นไปได้ที่จะมีการสุ่มกุญแจออกมาเป็นดอกเดียวกันก็พอมี แต่ก็น้อยเสียจนตัวเลขทางทฤษฎีไม่ต่างอะไรกับนิทานปรัมปรา

ถึงอย่างนั้นกล่องนี้ก็มีช่องให้ใครก็สามารถเอาของใส่ลงไปในกล่องใบไหนก็ได้แม้ไม่มีกุญแจ และใครก็สามารถมองเห็นได้ว่าในกล่องแต่ละใบ มีอะไรอยู่ข้างในบ้าง แต่เฉพาะผู้มีกุญแจที่ถูกต้องเท่านั้นจึงสามารถเปิดเอาของข้างในได้

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ากล่องใบใด มีผู้ค้นพบกุญแจที่คู่กับมันแล้วหรือไม่ มีผู้ถือกุญแจอยู่กี่คน และกุญแจเหล่านั้นยังอยู่ดีหรือสาบสูญไปแล้ว

ทีนี้ หากมีนักปราชญ์คนหนึ่งได้ให้ความช่วยเหลืออะไรเราบางอย่าง โดยเรียกร้องค่าตอบแทนเป็นการ "ให้เราเอาเงินไปใส่ไว้ในกล่องใบหนึ่งที่กำหนด" การแลกเปลี่ยนนี้สมบูรณ์เมื่อเราได้ทำตามที่ตกลงไว้

ณ ตอนนี้ เงินนั้นเป็นของใคร?

เงินนั้นอยู่ในกล่อง กล่องผนึกไว้ด้วยกุญแจ ทว่าใครเป็นผู้ถือกุญแจ เราไม่มีทางรู้ได้

เราอาจอนุมานว่านักปราชญ์คือผู้ถือกุญแจของกล่องใบนั้น แต่จะใช่แน่หรือ เขาอาจไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เปิดกล่องใบนั้นเองก็ได้ อาจเป็นคนรักของเขา ญาติของเขา หรือคนอื่นไปเลยก็ได้

หากกุญแจดอกเดียวที่ใช้เปิดกล่องใบนั้น ถูกทำสำเนามากกว่าหนึ่งชุด และถูกถือไว้โดยคนมากกว่าหนึ่งคน ทำให้ไม่ว่าคนไหนก็เปิดกล่องได้ล่ะ เงินนั้นเป็นของใคร

กล่องใบนั้นอาจต้องใช้กุญแจสามดอกร่วมกันไขจึงเปิดออกได้ บางทีอาจมีกุญแจเป็นชุดเจ็ดดอก ที่ใช้เพียงสี่ดอกไขพร้อมกันจึงเปิดออกได้ หากแต่ละดอกถูกถือโดยคนละคนกัน สัดส่วนความเป็นเจ้าของเงินในกล่องนั้นจะถูกแจกแจงอย่างไร

หรือหากเคยมีผู้ถือกุญแจของกล่องใบนั้นอยู่จริง แต่เขาได้ทำหายไปแล้ว ไม่ก็ซับซ้อนกว่านั้น ถ้ากุญแจที่ถูกต้องของกล่องใบนั้นยังไม่มีใครเคยสุ่มขึ้นมาได้ด้วยซ้ำเล่า เงินนั้นมีเจ้าของหรือไม่

อันที่จริงแล้วสิ่งแลกเปลี่ยนที่เราให้กับนักปราชญ์ไปคือเงินนั้นจริงหรือไม่ หรือว่าการ "ใส่เงินลงไปในกล่อง" นั้นคือสิ่งตอบแทนในตัวมันเองแล้ว โดยที่ความเป็นเจ้าของของตัวเงินนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกัน

และสรรพากรจะเก็บภาษีเงินได้จากนักปราชญ์ผู้นี้อย่างไร 🙃

#Siamstr

#Philosophystr

⚡️