Avatar
jakkapat.S
b44edd14523073e0bbda102a51b7384a6a627557fa473774780a62310911cf84
MA[x] Biotech🍄🍄‍🟫🍄🍄‍🟫

ผมเองก็ที่ใช้LNทุกวัน สนับสนุนช่องให้ความรู้เกี่ยวกับBTC จริงๆมันเอามาแทนระบบธนาคารได้เลยนะ🧡

Replying to Avatar chontit

GA #siamstr

แนะนำคอร์สวางแผนทางการเงินให้บิตคอยเนอร์ก็จะวุ่น ๆ งง ๆ หน่อยอ่านะ 😂

.

เรื่องมันเกิดจากมีรุ่นพี่ของผมในเฟสบุ๊กท่านหนึ่งได้ DM มาหาส่วนตัวเกี่ยวกับการเชิญชวนให้ไปร่วมกิจกรรมวางแผนทางการเงิน (น่าจะด้วยความหวังดีแหละ) ☺️

เราเลยตอบกลับไปตรง ๆ ว่า… “ตั้งแต่เข้าใจบิตคอยน์ก็มองเรื่องการเงินเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” 55555 🙏

และก็หยิบปืนบรรจุกระสุนเป็นยาเม็ดสีส้มยิงใส่พี่แกรัว ๆ เลย 🧡😂

.

ผลก็คือ … แกคงไม่กล้าทักผมมาอีกแล้วแหละ

เสียใจจัง 😩

.

ป.ล. เคสนี้ผมโพสต์ได้แค่บน Nostr เพราะว่าพี่แกไม่รู้จัก 55555

ป.ล.2 ผมพิมพ์ IF ในแชทผิด ,, หมอเอกคงไม่ดุผมนะฮะ 🫣

อธิบายใจเย็นมากๆ มีแอบยัดยาเม็ดสีส้ม ให้เขาเริ่มสงสัยระบบการเงินโลกด้วย เทคนิคแพรวพราวมากครับ😆

การคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในรูปแบบทบต้น (CAGR)

1. **ก๋วยเตี๋ยว**: จาก 2 บาทในปี 2514 เป็น 50 บาทในปี 2566

2. **น้ำเปล่า**: จาก 0.5 บาทในปี 2514 เป็น 10 บาทในปี 2566

3. **ค่าเช่าบ้าน**: จาก 300 บาท/เดือนในปี 2514 เป็น 10,000 บาท/เดือนในปี 2566

4. **เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน**: จาก 20 บาท/ชุดในปี 2514 เป็น 500 บาท/ชุดในปี 2566

5. **น้ำมันเบนซิน**: จาก 2 บาท/ลิตรในปี 2514 เป็น 35 บาท/ลิตรในปี 2566

6. **ยาสามัญประจำบ้าน**: จาก 5 บาท/ขวดในปี 2514 เป็น 100 บาท/ขวดในปี 2566

7. **ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์**: จาก 5 บาทในปี 2514 เป็น 250 บาทในปี 2566

8. **ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน**: จาก 200 บาท/ภาคเรียนในปี 2514 เป็น 20,000 บาท/ภาคเรียนในปี 2566

9. **ทองคำ**: จาก 400 บาท/บาททองในปี 2514 เป็น 30,000 บาท/บาททองในปี 2566

10. **ที่ดิน**: จาก 100 บาท/ตร.วาในปี 2514 เป็น 100,000 บาท/ตร.วาในปี 2566

เมื่อคำนวณจะได้ค่า CAGR ของสินค้าและบริการแต่ละรายการ และค่าเฉลี่ยของ CAGR สำหรับการประเมินเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณจะมีลักษณะดังนี้:

- ก๋วยเตี๋ยว: 6.40%

- น้ำเปล่า: 7.30%

- ค่าเช่าบ้าน: 8.84%

- เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน: 7.27%

- น้ำมันเบนซิน: 6.55%

- ยาสามัญประจำบ้าน: 7.59%

- ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์: 8.88%

- ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน: 9.41%

- ทองคำ: 6.63%

- ที่ดิน: 11.41%

ค่าเฉลี่ย CAGR ของสินค้าและบริการทั้งหมด: 8.23%

#siamstr nostr:note12vvnpsfl9dum8myxwe80jatawu8wn8d4hu96tpmm6v2da8ns8apq755j0z

GM.☕️🌧️ #siamstr

รดน้ำวันละครั้งครับ ไม่ได้ใส่ปุ๋ยบำรุงเลย เลี้ยงแบบปล่อยๆครับ ค่อนข้างปลูกง่าย

กลิ่นถือว่าดีเลย🧡 กลิ่นฮอปส์หอมๆเด่นไปทางฟรุ๊ตตี้สดชื่น #ต้มทั้งแผ่นดิน #siamstr

การใช้ Bitcoin เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นสามารถพิจารณาได้หลายประเด็น

ประเด็นที่ 1: การป้องกันอัตราเงินเฟ้อ

•อัตราเงินเฟ้อสูง: ในประเทศที่สกุลเงินท้องถิ่นมีอัตราเงินเฟ้อสูงมาก เช่น เวเนซุเอลาหรือซิมบับเว ผู้คนมักสูญเสียความเชื่อมั่นในสกุลเงินของตนเอง

•การใช้ Bitcoin เป็นทางเลือก: Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) และการออกเหรียญใหม่ที่ลดลงตามเวลา (การ Halving) ทำให้ Bitcoin ไม่สามารถเกิดอัตราเงินเฟ้อสูงได้

•การป้องกันมูลค่า: ผู้คนสามารถถือ Bitcoin เพื่อป้องกันมูลค่าของทรัพย์สินจากการเสื่อมมูลค่าของสกุลเงินท้องถิ่น

ประเด็นที่ 2: การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน

•ประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร: ในหลายประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ยังขาดการเข้าถึงบริการทางการเงิน (unbanked) Bitcoin สามารถเป็นทางเลือกให้ผู้คนเหล่านี้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้

•การเข้าถึงผ่านมือถือ: ในหลายประเทศกำลังพัฒนา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนกำลังเพิ่มขึ้น ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อทำธุรกรรม

ประเด็นที่ 3: การลดต้นทุนการโอนเงิน

•ต้นทุนการโอนเงินข้ามประเทศสูง: การโอนเงินข้ามประเทศโดยใช้บริการธนาคารหรือบริการโอนเงินอื่น ๆ มักมีค่าธรรมเนียมสูง

•การใช้ Bitcoin: การโอนเงินด้วย Bitcoin สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้การส่งเงินกลับบ้านสำหรับแรงงานข้ามชาติ (remittances) มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นที่ 4: การลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

•ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง การควบคุมการเข้าถึงและการใช้สกุลเงินท้องถิ่นอาจถูกจำกัดหรือควบคุม

•การใช้งาน Bitcoin: Bitcoin ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด ๆ และสามารถถือครองและโอนย้ายได้อย่างเสรี ช่วยให้ผู้คนสามารถปกป้องทรัพย์สินของตนจากการถูกยึดหรือควบคุมโดยรัฐ

ประเด็นที่ 5: การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

•การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล: Bitcoin สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถเพิ่มการเชื่อมต่อและการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่พึ่งพาระบบการเงินดั้งเดิม

•การกระจายอำนาจ: ระบบการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักจะมีลักษณะการกระจายอำนาจ (decentralized) ทำให้ลดความเสี่ยงจากการควบคุมของกลุ่มอำนาจทางการเงินเดิม

ข้อจำกัดและความเสี่ยง

•ความผันผวนของมูลค่า: Bitcoin มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับการใช้เป็นสกุลเงินในชีวิตประจำวัน

•กฎระเบียบและการยอมรับ: หลายประเทศยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการใช้ Bitcoin และบางประเทศห้ามใช้โดยสิ้นเชิง

•ความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยี: ประชาชนในบางประเทศยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Bitcoin รวมถึงขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น

บทสรุป

Bitcoin สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยการป้องกันอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ลดต้นทุนการโอนเงิน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของมูลค่าและความท้าทายทางกฎระเบียบยังคงเป็นข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา🧡

RIP. เจ้าคาโบสุ

จำนวนซาโตชิทั้งหมดที่มีในระบบบิทคอยน์จะถูกคำนวณได้โดยการคูณจำนวนบิทคอยน์ทั้งหมด (21 ล้าน BTC) ด้วยจำนวนซาโตชิต่อบิทคอยน์ (100,000,000)

21,000,000 BTC * 100,000,000 ซาโตชิ/BTC

= 2,100,000,000,000,000 (2.1 ล้านล้านซาโตชิ) #siamstr

ความแตกต่างระหว่าง "เงิน" และ "สินเชื่อ"

* **เงิน:** เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มีมูลค่าในตัวของมันเอง และสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้โดยตรง

* **สินเชื่อ:** เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ให้กู้ยืมและผู้กู้ยืม ซึ่งผู้ให้กู้ยืมให้ยืมเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ แก่ผู้กู้ยืม และผู้กู้ยืมต้องชำระคืนเงินหรือสินทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย

**ผลกระทบของการปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อ:**

การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อเกิดขึ้นเมื่อธนาคารและสถาบันการเงินสร้างเงินใหม่ผ่านการขยายเครดิต (การให้กู้) ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้ ได้แก่:

* **เงินเฟ้อ:** การเพิ่มปริมาณเงินอย่างรวดเร็วเกินไปสามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ (เงินเฟ้อ)

* **หนี้เสีย:** เมื่อผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ อาจเกิดหนี้เสียขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินล้มละลายได้

* **วิกฤตการณ์ทางการเงิน:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่ออย่างมากอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินได้ เนื่องจากการล้มละลายของธนาคารและสถาบันการเงินสามารถสร้างผลลัพธ์แบบโดมิโนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

* **ความไม่เสถียรทางเศรษฐกิจ:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อสามารถนำไปสู่ความผันผวนมากขึ้นในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนและภาวะถดถอย

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ระบบการเงินต้องรักษาความแตกต่างระหว่างเงินและสินเชื่อ และป้องกันการปนเปกันระหว่างทั้งสองอย่าง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและป้องกันวิกฤตการณ์ทางการเงิน

GM.☕️ครับ #siamstr

GM.☕️ #siamstr