ผมเองก็ที่ใช้LNทุกวัน สนับสนุนช่องให้ความรู้เกี่ยวกับBTC จริงๆมันเอามาแทนระบบธนาคารได้เลยนะ🧡 
อธิบายใจเย็นมากๆ มีแอบยัดยาเม็ดสีส้ม ให้เขาเริ่มสงสัยระบบการเงินโลกด้วย เทคนิคแพรวพราวมากครับ😆
🧡BTC🧡
การคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในรูปแบบทบต้น (CAGR)
1. **ก๋วยเตี๋ยว**: จาก 2 บาทในปี 2514 เป็น 50 บาทในปี 2566
2. **น้ำเปล่า**: จาก 0.5 บาทในปี 2514 เป็น 10 บาทในปี 2566
3. **ค่าเช่าบ้าน**: จาก 300 บาท/เดือนในปี 2514 เป็น 10,000 บาท/เดือนในปี 2566
4. **เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน**: จาก 20 บาท/ชุดในปี 2514 เป็น 500 บาท/ชุดในปี 2566
5. **น้ำมันเบนซิน**: จาก 2 บาท/ลิตรในปี 2514 เป็น 35 บาท/ลิตรในปี 2566
6. **ยาสามัญประจำบ้าน**: จาก 5 บาท/ขวดในปี 2514 เป็น 100 บาท/ขวดในปี 2566
7. **ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์**: จาก 5 บาทในปี 2514 เป็น 250 บาทในปี 2566
8. **ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน**: จาก 200 บาท/ภาคเรียนในปี 2514 เป็น 20,000 บาท/ภาคเรียนในปี 2566
9. **ทองคำ**: จาก 400 บาท/บาททองในปี 2514 เป็น 30,000 บาท/บาททองในปี 2566
10. **ที่ดิน**: จาก 100 บาท/ตร.วาในปี 2514 เป็น 100,000 บาท/ตร.วาในปี 2566
เมื่อคำนวณจะได้ค่า CAGR ของสินค้าและบริการแต่ละรายการ และค่าเฉลี่ยของ CAGR สำหรับการประเมินเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณจะมีลักษณะดังนี้:
- ก๋วยเตี๋ยว: 6.40%
- น้ำเปล่า: 7.30%
- ค่าเช่าบ้าน: 8.84%
- เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน: 7.27%
- น้ำมันเบนซิน: 6.55%
- ยาสามัญประจำบ้าน: 7.59%
- ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์: 8.88%
- ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน: 9.41%
- ทองคำ: 6.63%
- ที่ดิน: 11.41%
ค่าเฉลี่ย CAGR ของสินค้าและบริการทั้งหมด: 8.23%
#siamstr nostr:note12vvnpsfl9dum8myxwe80jatawu8wn8d4hu96tpmm6v2da8ns8apq755j0z
GM.☕️🌧️ #siamstr 
รดน้ำวันละครั้งครับ ไม่ได้ใส่ปุ๋ยบำรุงเลย เลี้ยงแบบปล่อยๆครับ ค่อนข้างปลูกง่าย
กลิ่นถือว่าดีเลย🧡 กลิ่นฮอปส์หอมๆเด่นไปทางฟรุ๊ตตี้สดชื่น #ต้มทั้งแผ่นดิน #siamstr

การใช้ Bitcoin เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นสามารถพิจารณาได้หลายประเด็น
ประเด็นที่ 1: การป้องกันอัตราเงินเฟ้อ
•อัตราเงินเฟ้อสูง: ในประเทศที่สกุลเงินท้องถิ่นมีอัตราเงินเฟ้อสูงมาก เช่น เวเนซุเอลาหรือซิมบับเว ผู้คนมักสูญเสียความเชื่อมั่นในสกุลเงินของตนเอง
•การใช้ Bitcoin เป็นทางเลือก: Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) และการออกเหรียญใหม่ที่ลดลงตามเวลา (การ Halving) ทำให้ Bitcoin ไม่สามารถเกิดอัตราเงินเฟ้อสูงได้
•การป้องกันมูลค่า: ผู้คนสามารถถือ Bitcoin เพื่อป้องกันมูลค่าของทรัพย์สินจากการเสื่อมมูลค่าของสกุลเงินท้องถิ่น
ประเด็นที่ 2: การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน
•ประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร: ในหลายประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ยังขาดการเข้าถึงบริการทางการเงิน (unbanked) Bitcoin สามารถเป็นทางเลือกให้ผู้คนเหล่านี้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้
•การเข้าถึงผ่านมือถือ: ในหลายประเทศกำลังพัฒนา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนกำลังเพิ่มขึ้น ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อทำธุรกรรม
ประเด็นที่ 3: การลดต้นทุนการโอนเงิน
•ต้นทุนการโอนเงินข้ามประเทศสูง: การโอนเงินข้ามประเทศโดยใช้บริการธนาคารหรือบริการโอนเงินอื่น ๆ มักมีค่าธรรมเนียมสูง
•การใช้ Bitcoin: การโอนเงินด้วย Bitcoin สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้การส่งเงินกลับบ้านสำหรับแรงงานข้ามชาติ (remittances) มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่ 4: การลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
•ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง การควบคุมการเข้าถึงและการใช้สกุลเงินท้องถิ่นอาจถูกจำกัดหรือควบคุม
•การใช้งาน Bitcoin: Bitcoin ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด ๆ และสามารถถือครองและโอนย้ายได้อย่างเสรี ช่วยให้ผู้คนสามารถปกป้องทรัพย์สินของตนจากการถูกยึดหรือควบคุมโดยรัฐ
ประเด็นที่ 5: การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
•การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล: Bitcoin สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถเพิ่มการเชื่อมต่อและการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่พึ่งพาระบบการเงินดั้งเดิม
•การกระจายอำนาจ: ระบบการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักจะมีลักษณะการกระจายอำนาจ (decentralized) ทำให้ลดความเสี่ยงจากการควบคุมของกลุ่มอำนาจทางการเงินเดิม
ข้อจำกัดและความเสี่ยง
•ความผันผวนของมูลค่า: Bitcoin มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับการใช้เป็นสกุลเงินในชีวิตประจำวัน
•กฎระเบียบและการยอมรับ: หลายประเทศยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการใช้ Bitcoin และบางประเทศห้ามใช้โดยสิ้นเชิง
•ความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยี: ประชาชนในบางประเทศยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Bitcoin รวมถึงขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น
บทสรุป
Bitcoin สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยการป้องกันอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ลดต้นทุนการโอนเงิน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของมูลค่าและความท้าทายทางกฎระเบียบยังคงเป็นข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา🧡 
RIP. เจ้าคาโบสุ 
จำนวนซาโตชิทั้งหมดที่มีในระบบบิทคอยน์จะถูกคำนวณได้โดยการคูณจำนวนบิทคอยน์ทั้งหมด (21 ล้าน BTC) ด้วยจำนวนซาโตชิต่อบิทคอยน์ (100,000,000)
21,000,000 BTC * 100,000,000 ซาโตชิ/BTC
= 2,100,000,000,000,000 (2.1 ล้านล้านซาโตชิ) #siamstr 
ความแตกต่างระหว่าง "เงิน" และ "สินเชื่อ"
* **เงิน:** เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มีมูลค่าในตัวของมันเอง และสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้โดยตรง
* **สินเชื่อ:** เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ให้กู้ยืมและผู้กู้ยืม ซึ่งผู้ให้กู้ยืมให้ยืมเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ แก่ผู้กู้ยืม และผู้กู้ยืมต้องชำระคืนเงินหรือสินทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย
**ผลกระทบของการปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อ:**
การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อเกิดขึ้นเมื่อธนาคารและสถาบันการเงินสร้างเงินใหม่ผ่านการขยายเครดิต (การให้กู้) ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้ ได้แก่:
* **เงินเฟ้อ:** การเพิ่มปริมาณเงินอย่างรวดเร็วเกินไปสามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ (เงินเฟ้อ)
* **หนี้เสีย:** เมื่อผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ อาจเกิดหนี้เสียขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินล้มละลายได้
* **วิกฤตการณ์ทางการเงิน:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่ออย่างมากอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินได้ เนื่องจากการล้มละลายของธนาคารและสถาบันการเงินสามารถสร้างผลลัพธ์แบบโดมิโนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
* **ความไม่เสถียรทางเศรษฐกิจ:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อสามารถนำไปสู่ความผันผวนมากขึ้นในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนและภาวะถดถอย
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ระบบการเงินต้องรักษาความแตกต่างระหว่างเงินและสินเชื่อ และป้องกันการปนเปกันระหว่างทั้งสองอย่าง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและป้องกันวิกฤตการณ์ทางการเงิน 
GM.☕️ครับ #siamstr 
GM.☕️ #siamstr 




