Avatar
Ayasa
c14986c8d132a35e2bdd9b52b672f5e0b066db7b5ffe4b80a02d577ef219ddb5

มื้อเช้าที่(เขาบอกว่า) healthy ที่สุด

#siamstr

Breakfast ด้วยไข่กันครับ

#siamstr #foodstr

”จิตวิทยาพัฒนาตนเองที่ฮีลใจ“

.

#siamstr

โลกภายนอกมันยากขนาดนี้เลยหรอ😅

.

#siamstr

“คนกินคาร์บ คนไทยห่างไกล NCDs”

อร่อยกันเลยทีเดียว

.

#siamstr

Fun Fact : ในผลไม้มี Sucrose 60-70% จึงทำให้ Fiber ในผลไม้ สำคัญมาก ๆ

.

#siamstr

อย่าลืม Stack Meat&Egg กันครับ

.

#siamstr

“Healthy Choice”

แล้วเพิ่ม 15 บาทด้วยนะ😅

#siamstr

เสี่ยขา~

.

#siamstr

มีบทความน่าสนใจมาให้ชมกันครับ เป็นบทความที่ถกกันในเซคอังกฤษของผม เรื่อง fluoridation หรือการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปา ว่ามันจำเป็นไหมที่เราจะเติม “แร่ธาตุที่เชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย“ ลงในน้ำประปา

ถ้าตามที่ผมเข้าใจ (ผมไม่ค่อยเก่งอังกฤษ ถ้าผิดพลาดตรงไหน ก็ช่วยแก้ได้ครับ ขอบคุณมาก) คือในเมือง Southampton ประเทศอังกฤษจะมีการผลักดันโครงการการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปาเป็นเมืองแรก ในปี 2008 ซึ่งก็มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน

ฝั่งสนับสนุนก็บอกว่า

- fluoridation มันลดฟันผุ

- งานวิจัยยังไม่บอกว่ามีผลกระทบที่ร้ายแรง (?)

- วิธีอื่นมันไม่ได้ผล วิธีนี้ดีสุดแล้วและทำได้จริงด้วย

- เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลดฟันผุได้โดยทั่ว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ โดยเน้นว่าช่วยคนจนได้ด้วย

ฝั่งต่อต้านก็แย้งว่า

- งานวิจัยของ flouridation แม่งต่ำกว่ามาตรฐาน

- เอางบไปลงกับการแจกยาสีฟัน แปรงสีฟัน แม่งถูกและมีประสิทธิภาพกว่าอีก

- มันเป็น mass medication (ฟิลเหมือนเราใช้ยาหรือสารเคมีบางอย่างในวงกว้างระดับประชากร เพื่อใช้ป้องกันหรือรักษาโรค ถ้าดัง ๆ ก็เติมฟลูออไรด์ไม่ก็ยาขับพยาธิในน้ำประปา ถ้าที่ผมเข้าใจ การใช้ยาในวงกว้างขนาดนี้ ผมคิดว่าน่าจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมและผลกระทบต่อสุขภาพมาก ๆ เพราะบางคนที่มีผลเสีย แพ้ ไม่ได้ต้องการใช้)

- fluoridation เป็นสาเหตุของ dental fluorosis (ฟันตกกระ) ในเด็ก ซึ่งก็ต้องรักษาซ้ำซ้อนไปอีก

ที่น่าตกใจคือ PCT บอกว่าโพลล์สาธารณะไม่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจได้ ผมแบบ เห้ย 😅 มึงเป็นเหมือนผู้ให้บริการสุขภาพพื้นฐานแก่ประชาชนแท้ ๆ ไม่ฟังประชาชนด้วยซ้ำ

อีกอย่างคือเขาจะเพิ่มจาก 0.08 ppm เป็น 1 ppm ซึ่งเพิ่มไป 12.5 เท่า คือมึงก็เอาสุดเกิน หวังดีจัด ๆ

ถ้าผิดตรงไหนก็ช่วยแย้งได้นะครับ ขอบคุณมากครับ

#siamstr

คอร์สสัมมนาธุรกิจครับ ส่งเสริมให้ทุกคนออกจากระบบ fiat ด้วยวิธี fiat 😅

ฟังบรรยายยังไงให้แอบกรี๊ดในใจ

“ถ้ารัฐบาลบอกเงินเฟ้อไม่มี ทำไมคุณภาพชีวิตมันลดลงละ?”

#siamstr

Replying to Avatar Ayasa

“การสาธารณสุข (Public Health) จะป้องกันการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection)”

ว่าง ๆ มหาลัยปิดเทอมแบบนี้ ก็อยากจะแอคทีฟเขียนอะไรซักอย่างลง Nostr บ้าง เรื่องนี้ก็เป็นเกี่ยวกับวิชาพัฒนาชุมชน ทำให้เห็นมุมมองของผู้มีอำนาจเป็นอย่างไร จึงทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณภาษีไปกับการสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งอาจารย์ของผมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ”การสาธารณสุข“ เป็นยังไง จะเฟียตไหม กายพร้อม ใจพร้อม ลุยกัน!!

โลกสมัยก่อนคือธรรมชาติคัดสรร (Natural Selection)

ในสมัยที่วิทยาการทางการแพทย์ยังไม่คีบหน้า อัตราการรอดของทารกเรียกได้ว่า 50-50 อายุขัยประชากรคือ 16-22-36 ปี(มันแล้วแต่ประเทศ แต่จะราว ๆ นี้) ซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติที่เป็นผู้ทดสอบว่าใครจะรอด ใครจะไป ทดสอบความแข็งแรงของร่างกายและความสมบูรณ์ของยีน ถ้ายีนดี ก็รอดสืบพันธุ์ต่อไป ถ้ายีนไม่ดี ก็ตายไป โลกเป็นแบบนี้มาอย่างช้านาน

จนกระทั่งเมื่อมนุษยชาติมีความก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ มากขึ้น เราสามารถเอาชนะบททดสอบของธรรมชาติได้ อายุขัยของมนุษย์มากขึ้น อัตราการตายของทารกเกือบเป็นศูนย์ ผู้คนมองเห็นว่าการช่วยให้ผู้ไม่แข็งแรงผ่านบททดสอบของธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม จึงเกิดเป็นการสาธารณสุข (Public Health) ขึ้น

จุดเริ่มต้นการสาธารณสุข (Public Health)

ย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเป็นอยู่ของประชากรผู้ด้อยโอกาส ประกอบกับการระบาดของโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ชิบหายลงกว่าเดิม นักกฎหมายคนหนึ่งชื่อ Edwin Chadwick ที่เป็นห่วงด้านสวัสดิภาพของสวัสดิการของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กังวลว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง เขามีความเชื่อว่าถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี ชีวิตก็ไม่ดีหรือทฤษฎีการเกิดโรคจากการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม (Miasma Theory) จึงขับเคลื่อนการออกตัวกฎหมายความยากจน (Poor Law Act of 1832) ที่มุ่งหวังให้มีมาตรการจัดหาที่พำนักพึงสำหรับกลุ่มแรงงานและคนไร้บ้าน

Chadwick ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับสุขภาวการณ์ของผู้ใช้แรงงานในอังกฤษที่รวบรวมข้อมูลการป่วย การตายของประชากรโดยจำแนกตามสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ และนำเสนอต่อคณะกรรมธิการด้านสุขาภิบาล เกิดการปฏิรูปสุขาภิบาลอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยและชุมชน Edwin Chadwick ที่เป็นหอกแรกในการปฏิรูปสุขาภิบาลจึงถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการสาธารณสุขยุคใหม่”

เป้าหมายของการสาธารณสุข (Scope)

การสาธารณสุขเป็นการผลักดันเชิงนโยบายที่ทางส่วนใหญ่ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน เพิ่มส่งเสริมให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี แต่จะสุขภาพดีได้ยังไงบ้าง มี 3 ทาง

- ส่งเสริมศูนย์สาธารณสุข เช่น การกระจายศูนย์อนามัยด้วยเงินสนับสนุน การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือให้โรงพยาบาลเก็บสถิติทางสุขภาพเพื่อนำไปทำแผนพัฒนาชุมชน

- ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี + จูงใจคนให้รักสุขภาพ เช่น อบรบให้คนเข้าใจว่า “สุขภาพดี” เป็นยังไง (อาจจะเป็นกิน 3 มื้อ มี LDL ต่ำ กินยาที่หมอสั่งก็ได้นะ หรือใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ดี) จูงใจให้คนออกกำลังกาย

- ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เช่น กำกับดูแลความสะอาดของอาหาร แหล่งน้ำ ยา ร้านค้า บ้านเรือน ฉีดยากันแมลง พาหะนำโรค ยุงลายหน้าฝน ดูแลไม่ให้มีการปนเปื้อนมลพิษในดินหรือน้ำ

Public Health vs. Natural Selection

การมีอยู่ของการสาธารณสุขป้องกันการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เนื่องจากการสาธารณสุขจะช่วยให้คนที่ไม่แข็งแรงสามารถผ่านบททดสอบของธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โรคระบาด เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้มีอำนาจที่หวังดีออกนโยบายสาธารณสุขคือเรื่องจริยธรรมล้วน ๆ เรามองว่าพวกเขา (ผู้ที่ไม่แข็งแรง) คือมนุษย์เหมือนกับเรา ทุกคนควรได้รับ “โอกาส” ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การสาธารณสุขเป็นสิ่งที่คนมองว่าถูกจริยธรรม เราช่วยเหลือคนไม่แข็งแรง ยีนไม่ดีก็สามารถรอดได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ทางรัฐบาล ทำยังไงได้ละ เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขาอยู่ดี ด้วยการที่ศีลธรรมมันค้ำคอและความประสงค์ดี ด้วยภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เราจึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนอย่างที่ต้องการได้ จึงจำเป็นต้องเลือกช่วยเหลือผู้ที่ไม่แข็งแรงที่สุดก่อน ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนแก่หรือผู้มีโรคประจำตัวก่อนคนปกติ ซึ่งผู้มีอำนาจจะมองว่าไม่ธรรมชาติคัดสรรแล้ว เย้

“Unfits” พวกยีนด้อยก็ตายไป คนจนก็ตายไป มีแต่คนรวย แข็งแรงรอด

สุดท้ายแล้วในโลกปัจจุบัน แม้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่ากับเอกชน แต่ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเราไม่จ่าย “ภาษี” แล้วคนที่ลำบากเขาจะอยู่ยังไง จริยธรรมยังคงมีอยู่ในสังคม เราอยากจะช่วยเหลือเขาเหลือเกินแต่แค่ตนเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ทำไมทางออกมันกลับคลุมเคลือเสียเหลือเกินนะ

โลกก็ยังคงมีการคัดเลือกตามธรรมชาติอยู่ เพื่อหาผู้ที่แข็งแรง ยีนที่ดี หรือมีทรัพยากรมากเพียงพอ ซึ่งปัจจัยยีนเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่สามารถเลื่อนฐานะตนเองจนมีเงินพอที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีเงิน แต่หากความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งจริงแท้ แต่เหตุใดคนจนที่หาเช้ากินค่ำอย่างขยันขันแข็ง เพื่อหวังว่าเขาจะเลื่อนฐานะตนเอง กลับไม่สามารถรอดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติได้ ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังบิดเบี้ยว

บ่นส่งท้าย

ตอนนั่งเรียน ๆ อยู่คือแบบว้าว รัฐสวัสดิการสินะ ทุกคนในห้องเรียนที่กำลังซึมซัมคำพูดอาจารย์เรื่องจริยธรรม มันดีมากเลย รัฐบาลนี่สิ พระเอกขี่ม้าขาวที่จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทุกคนเผลอลืมผลกระทบระยะยาวไป ซึ่งหากมองว่าเราจะไม่จ่ายภาษี เพราะมองว่ารัฐบริหารไร้ประสิทธิภาพ เป็นเพียงการปล้นเงินจากภาคเอกชนที่ทำได้ดีกว่า เราก็จะถูกมองว่าเป็นพวกไร้จรรยาบรรณ อยู่ในสังคมไปได้ยังไงวะ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น โตมายังไงพ่อแม่สั่งสอนป่าว คนที่ไม่มีจะกินเขาจะอยู่ยังไงวะ ภาษีกลายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นเช่นเดียวกับความตาย

ถึงตอนนี้ผมจะรู้สึกว่ามีทางออกเรื่องการลดอำนาจรัฐแล้ว แต่ว่าเรื่องการสาธารณสุขแบบนี้ ผมยังคงมองทางออกได้ไม่ชัดว่าหากเอกชนหรือผู้ใจบุญมาช่วยเหลือ เขาจะเป็นใครและทำยังไงได้บ้างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใครมีแนวทางช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่ทำโดยเอกชนและมีประสิทธิภาพก็นำมาแชร์กันได้นะครับ เผื่อตอนผมออกชุมชนช่วงเรียนปี 6 ไม่ก็ช่วงใช้ทุนแล้วโดนสสจ.เรียก จะได้มีแนวทางบริหารงบประมาณเงินเฟียตจากรัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ถ้ามีข้อมูลตรงไหนที่ผิดพลาด ก็กราบอภัยด้วยครับ น้อมรับทุกคำติชม เรียนไปก็เข้าหัวบ้างไม่เข้าบ้าง ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

#siamstr

งง ทำไมผมไม่เห็นโพสต์ตัวเอง ใครรู้ขอคำแนะนำด้วยครับ #siamstr

“การสาธารณสุข (Public Health) จะป้องกันการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection)”

ว่าง ๆ มหาลัยปิดเทอมแบบนี้ ก็อยากจะแอคทีฟเขียนอะไรซักอย่างลง Nostr บ้าง เรื่องนี้ก็เป็นเกี่ยวกับวิชาพัฒนาชุมชน ทำให้เห็นมุมมองของผู้มีอำนาจเป็นอย่างไร จึงทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณภาษีไปกับการสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งอาจารย์ของผมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ”การสาธารณสุข“ เป็นยังไง จะเฟียตไหม กายพร้อม ใจพร้อม ลุยกัน!!

โลกสมัยก่อนคือธรรมชาติคัดสรร (Natural Selection)

ในสมัยที่วิทยาการทางการแพทย์ยังไม่คีบหน้า อัตราการรอดของทารกเรียกได้ว่า 50-50 อายุขัยประชากรคือ 16-22-36 ปี(มันแล้วแต่ประเทศ แต่จะราว ๆ นี้) ซึ่งเป็นผลจากธรรมชาติที่เป็นผู้ทดสอบว่าใครจะรอด ใครจะไป ทดสอบความแข็งแรงของร่างกายและความสมบูรณ์ของยีน ถ้ายีนดี ก็รอดสืบพันธุ์ต่อไป ถ้ายีนไม่ดี ก็ตายไป โลกเป็นแบบนี้มาอย่างช้านาน

จนกระทั่งเมื่อมนุษยชาติมีความก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ มากขึ้น เราสามารถเอาชนะบททดสอบของธรรมชาติได้ อายุขัยของมนุษย์มากขึ้น อัตราการตายของทารกเกือบเป็นศูนย์ ผู้คนมองเห็นว่าการช่วยให้ผู้ไม่แข็งแรงผ่านบททดสอบของธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม จึงเกิดเป็นการสาธารณสุข (Public Health) ขึ้น

จุดเริ่มต้นการสาธารณสุข (Public Health)

ย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเป็นอยู่ของประชากรผู้ด้อยโอกาส ประกอบกับการระบาดของโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ชิบหายลงกว่าเดิม นักกฎหมายคนหนึ่งชื่อ Edwin Chadwick ที่เป็นห่วงด้านสวัสดิภาพของสวัสดิการของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กังวลว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง เขามีความเชื่อว่าถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี ชีวิตก็ไม่ดีหรือทฤษฎีการเกิดโรคจากการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม (Miasma Theory) จึงขับเคลื่อนการออกตัวกฎหมายความยากจน (Poor Law Act of 1832) ที่มุ่งหวังให้มีมาตรการจัดหาที่พำนักพึงสำหรับกลุ่มแรงงานและคนไร้บ้าน

Chadwick ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับสุขภาวการณ์ของผู้ใช้แรงงานในอังกฤษที่รวบรวมข้อมูลการป่วย การตายของประชากรโดยจำแนกตามสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ และนำเสนอต่อคณะกรรมธิการด้านสุขาภิบาล เกิดการปฏิรูปสุขาภิบาลอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยและชุมชน Edwin Chadwick ที่เป็นหอกแรกในการปฏิรูปสุขาภิบาลจึงถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการสาธารณสุขยุคใหม่”

เป้าหมายของการสาธารณสุข (Scope)

การสาธารณสุขเป็นการผลักดันเชิงนโยบายที่ทางส่วนใหญ่ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน เพิ่มส่งเสริมให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี แต่จะสุขภาพดีได้ยังไงบ้าง มี 3 ทาง

- ส่งเสริมศูนย์สาธารณสุข เช่น การกระจายศูนย์อนามัยด้วยเงินสนับสนุน การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือให้โรงพยาบาลเก็บสถิติทางสุขภาพเพื่อนำไปทำแผนพัฒนาชุมชน

- ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี + จูงใจคนให้รักสุขภาพ เช่น อบรบให้คนเข้าใจว่า “สุขภาพดี” เป็นยังไง (อาจจะเป็นกิน 3 มื้อ มี LDL ต่ำ กินยาที่หมอสั่งก็ได้นะ หรือใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ดี) จูงใจให้คนออกกำลังกาย

- ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เช่น กำกับดูแลความสะอาดของอาหาร แหล่งน้ำ ยา ร้านค้า บ้านเรือน ฉีดยากันแมลง พาหะนำโรค ยุงลายหน้าฝน ดูแลไม่ให้มีการปนเปื้อนมลพิษในดินหรือน้ำ

Public Health vs. Natural Selection

การมีอยู่ของการสาธารณสุขป้องกันการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เนื่องจากการสาธารณสุขจะช่วยให้คนที่ไม่แข็งแรงสามารถผ่านบททดสอบของธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โรคระบาด เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้มีอำนาจที่หวังดีออกนโยบายสาธารณสุขคือเรื่องจริยธรรมล้วน ๆ เรามองว่าพวกเขา (ผู้ที่ไม่แข็งแรง) คือมนุษย์เหมือนกับเรา ทุกคนควรได้รับ “โอกาส” ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การสาธารณสุขเป็นสิ่งที่คนมองว่าถูกจริยธรรม เราช่วยเหลือคนไม่แข็งแรง ยีนไม่ดีก็สามารถรอดได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ทางรัฐบาล ทำยังไงได้ละ เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขาอยู่ดี ด้วยการที่ศีลธรรมมันค้ำคอและความประสงค์ดี ด้วยภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เราจึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนอย่างที่ต้องการได้ จึงจำเป็นต้องเลือกช่วยเหลือผู้ที่ไม่แข็งแรงที่สุดก่อน ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนแก่หรือผู้มีโรคประจำตัวก่อนคนปกติ ซึ่งผู้มีอำนาจจะมองว่าไม่ธรรมชาติคัดสรรแล้ว เย้

“Unfits” พวกยีนด้อยก็ตายไป คนจนก็ตายไป มีแต่คนรวย แข็งแรงรอด

สุดท้ายแล้วในโลกปัจจุบัน แม้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่ากับเอกชน แต่ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเราไม่จ่าย “ภาษี” แล้วคนที่ลำบากเขาจะอยู่ยังไง จริยธรรมยังคงมีอยู่ในสังคม เราอยากจะช่วยเหลือเขาเหลือเกินแต่แค่ตนเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ทำไมทางออกมันกลับคลุมเคลือเสียเหลือเกินนะ

โลกก็ยังคงมีการคัดเลือกตามธรรมชาติอยู่ เพื่อหาผู้ที่แข็งแรง ยีนที่ดี หรือมีทรัพยากรมากเพียงพอ ซึ่งปัจจัยยีนเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่สามารถเลื่อนฐานะตนเองจนมีเงินพอที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีเงิน แต่หากความสามารถในการหาทรัพยากรเป็นสิ่งจริงแท้ แต่เหตุใดคนจนที่หาเช้ากินค่ำอย่างขยันขันแข็ง เพื่อหวังว่าเขาจะเลื่อนฐานะตนเอง กลับไม่สามารถรอดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติได้ ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังบิดเบี้ยว

บ่นส่งท้าย

ตอนนั่งเรียน ๆ อยู่คือแบบว้าว รัฐสวัสดิการสินะ ทุกคนในห้องเรียนที่กำลังซึมซัมคำพูดอาจารย์เรื่องจริยธรรม มันดีมากเลย รัฐบาลนี่สิ พระเอกขี่ม้าขาวที่จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทุกคนเผลอลืมผลกระทบระยะยาวไป ซึ่งหากมองว่าเราจะไม่จ่ายภาษี เพราะมองว่ารัฐบริหารไร้ประสิทธิภาพ เป็นเพียงการปล้นเงินจากภาคเอกชนที่ทำได้ดีกว่า เราก็จะถูกมองว่าเป็นพวกไร้จรรยาบรรณ อยู่ในสังคมไปได้ยังไงวะ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น โตมายังไงพ่อแม่สั่งสอนป่าว คนที่ไม่มีจะกินเขาจะอยู่ยังไงวะ ภาษีกลายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นเช่นเดียวกับความตาย

ถึงตอนนี้ผมจะรู้สึกว่ามีทางออกเรื่องการลดอำนาจรัฐแล้ว แต่ว่าเรื่องการสาธารณสุขแบบนี้ ผมยังคงมองทางออกได้ไม่ชัดว่าหากเอกชนหรือผู้ใจบุญมาช่วยเหลือ เขาจะเป็นใครและทำยังไงได้บ้างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใครมีแนวทางช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่ทำโดยเอกชนและมีประสิทธิภาพก็นำมาแชร์กันได้นะครับ เผื่อตอนผมออกชุมชนช่วงเรียนปี 6 ไม่ก็ช่วงใช้ทุนแล้วโดนสสจ.เรียก จะได้มีแนวทางบริหารงบประมาณเงินเฟียตจากรัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ถ้ามีข้อมูลตรงไหนที่ผิดพลาด ก็กราบอภัยด้วยครับ น้อมรับทุกคำติชม เรียนไปก็เข้าหัวบ้างไม่เข้าบ้าง ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

#siamstr

bitcoin 4th halving day วันที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่ง

สำหรับ Bitcoin Halving day มันอาจเป็นเพียงแค่วันธรรมดาวันหนึ่งของคนทั่วๆไป แต่สำหรับคนที่เข้าใจ bitcoin ไม่ว่าจะได้เหตุผลอะไร มันเป็นวันที่ถูกยกระดับความสำคัญขึ้นมา เพื่อเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่มันมีความหมายมากกว่าเงินตรา

แต่ผมเชื่อว่านอกเหนือจากการเฉลิมฉลอง สำหรับใครก็ตามที่ได้มาในงาน bitcoin Halving Day เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ได้เข้าใจ bitcoin อะไรลึกซึ้งมากนัก เป็นเพียงคนๆนึงที่สนใจในหลักการในแนวคิดที่มันมีอยู่ใน bitcoin นั่นคือคำว่า Fiat และคำๆนี้เองทำให้ผมได้มาอยู่ในสังคม bitcoin นับเวลาได้ก็น่าจะ2ปีแล้วมั่งหรือมากกว่านั้นไม่แน่ใจ

แต่ใครจะคิดว่าจากแค่สนใจเสาะหา wealth จากสิ่งที่เรียกว่า bitcoin จนได้มาอยู่ในสังคมนี้จนได้มาเจอ right shift จากแค่เป็น unknow จนตอนนี้ผมได้มาเป็น someone ไม่ใช่แค่ใน bitcoin แต่รวมไปถึงใน Mainstream ด้วย

จากที่หลายๆคนคงพอทราบ ผมเป็นคนที่ sef esteem ต่ำ เมื่อมาอยู่ในสังคมนี้มันทำให้ผมได้พัฒนาตัวไปอีกขั้นจากการที่พวกเราหลายๆคนได้ส่งมอบคุณค่าให้กับผมผ่านช่องทางต่างๆไม่ว่าจะ right shift nostr และช่องทางต่างๆมาก โดยเฉพาะ right shift โดยเฉพาะลงไปอีกก็คือคุณตั้ม ที่ฉุดลากล่อลวงพยายามส่งมอบภารกิจเพื่อที่จะให้ผมได้แสดงตัวเพื่อให้พวกเราได้ส่งมอบคุณค่าให้กับผม

การที่ผมได้วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งม่วงมาตั้งแต่ที่มีคนไทยวิ่งกันอยู่ไม่ถึง 10 คนจนถึงวันนี้ มันทำให้ผมได้รู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำมันมีคุณค่าจากการที่พวกเราทุกคนได้ส่งมอบให้ แต่ใครคิดว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา งานที่มีคนถึง 300 คนมาร่วมงานที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าคนที่ผมเคยเห็นหน้ามาก่อนมีแค่ประมาณ 10 คน เมื่อได้เข้าไปในงานกลับมีคนมากมายที่ต้อนรับผมจากความคิดวูบแรก ก็คงมีแต่ right shift มั้งที่จะได้พูดคุยกัน กลับกลายเป็นว่าในทุกพื้นที่ที่เราได้เดินเข้าไปในงาน มีคนมากมายที่ต้อนรับทักทายโอบกอดกันอย่างเป็นมิตรอย่างจริงใจ ราวกับเราเป็นเพื่อนมาเนิ่นนานเป็นคนดัง เป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งๆที่เราเป็นแค่ someone

คนที่ self esteem ต่ำอย่างผม แค่วันนี้ Rightshift ให้เกียรติก็ ok แล้ว แต่ในคืนนั้นมันทำให้ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมมีคุณค่ามากขนาดนั้นเลยหรอ ที่พวกเราทุกคนต่างให้เกียรติให้ความเคารพ จากเราแค่ตั้งใจที่จะมาเจอแค่เพื่อนไม่กี่คน กลับกลายเป็นว่า เกือบทุกคนในงานอยากเจอผม อยากพูดคุย ต่างให้เกียรติผม สายตาที่ทุกคนมองมา อันเต็มไปด้วยความดีใจ ยินดี มีความสุข มันส่งออกมาอย่างเต็มเปี่ยม จากตัวเป็นๆไม่ใช่แค่เสียงหรือตัวอักษร

ใครจะคิดว่าในวันเสาร์ที่ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อขับรถมากรุงเทพฯมีบรรยายตอนเช้าถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยนะเสร็จแล้วก็มาต่อกับพวกเราในงาน แต่ไม่อยากจะคิดเลยว่าความเหนื่อยที่มีมาตั้งแต่เช้ามันได้หายไปตั้งแต่คำทักทายแรก กอดแรก แล้วหลังจากนั้นทุกอ้อมกอด ทุกคำทักทาย มันเติมเต็มคุณค่าในชีวิตผมที่ก็ไม่รู้ว่าจะหาได้จากที่ไหนอีก

ทุกคำทักทาย ทุกประโยคที่พูดคุย ทุกคำถาม ผมไม่คิดเลยว่า มันจะทำให้ผมนั่งคุยนั่งเล่าและนั่งบ่นยาวตั้งแต่เข้าถึงงานไปจนถึงเกือบตี 2 มีความรู้สึกว่าทุกสายตาที่ผมได้มองไป มันเต็มไปด้วยพลังของเขาแล้วมันส่งมาที่ผมใครจะคิดว่าจะบ้าพลังได้ขนาดเป็นกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ตรงนั้น ขนาดเจ้าของร้าน(พี่ชิต)ก็กลับไปแล้ว 5555555

กลับมาถึงที่พัก ผมมานั่งถามตัวเองว่านี่กูบ้าอะไรวะ ทำไปได้ไง เช้าบ่ายบรรยาย ตกเย็นมาบ้าพลังบ่นต่อยันตี 2 มันเหมือนฝันมันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่คิดว่าผมจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำตลอดมา แม่งโคตรมีคุณค่าขนาดนี้เลยหรอ

จาก nobody สู่ someone ที่มีคนอยากคุยด้วย ที่มีคนอยากจะพาไปแนะนำให้คนอื่นรู้จัก คนที่มางานแม้จะไปงาน bitcoin แต่กลับอยากจะมาฟังผมบ่น หรือแม้กระทั่งอยากให้ผมได้คุยได้พูดกับครอบครัวหรือแม้กระทั่งลูกของเขา ผมต้องมีคุณค่าขนาดไหนถึงมาในจุดนี้ได้ มันไม่เคยอยู่ในหัวผม แต่คืนนั้นมันกลับเกิดขึ้นกับผม คืนที่ทุกคนส่งคุณค่าให้ผมได้สัมผัสได้รับรู้และได้รับการเยียวยาจิตใจ

ผมบ่นมาถึงตรงนี้ไม่ได้มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองที่เหมือนแค่การเอาคนบ้าในเรื่องอะไรสักอย่างมารวมตัวหาเรื่องแดกเหล้าแดกเบียร์ แต่แม่งโคตรมีคุณค่ากับคนๆหนึ่ง ก็คือผมคนนี้มากมายจริงๆ

พิมพ์ต่อไม่ไหวแล้ว ขออภัย

ขอบคุณ อาจารย์ตั๊ม nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv ที่ให้เกียรติ และให้โอกาสผม

ขอบคุณ คุณตั้ม nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 ที่ไม่รู้ว่ามองเห็นอะไรในตัวผม แต่เขาก็ฉุดกระชากลากจูงล่อลวงให้ผมมาอยู่ในจุดนี้

ขอบคุณ ทีมงาน rightshift ทุกคน nostr:npub1ejn774qahqmgjsfajawy7634unk88y26yktvwuzp9kfgdeejx9mqdm97a5 ที่คอยช่วยสนับสนุนตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แม้ผมจะไม่ใช่ทีมงานก็ตาม “ you’re my Family ” nostr:npub1en9ma92rj4ksr64l0ed0fh9588g8mn0ht0v0m87ssx0slvgrnkasf5ws53 nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj nostr:npub1e963pmyq9q6873njkzxu279l8rh3mymxj9y5lq3x3hkeyj5s2pkqut3z4f nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 nostr:npub1eahsj3ngx39s3dvk78frad0dwsw09q8nqprudy8vld4sjqd8uafsu362ah nostr:npub1wzlj8qxwzwfls9fez23ne90rjey6kxkaqz7nltfajqx5kmp7w2tqfkkad0 nostr:npub1vm0kq43djwdd4psjgdjgn9z6fm836c35dv7eg7x74z3n3ueq83jqhkxp8e nostr:npub1m008pf6d9w3hrsqwrqmg3w5rp2zjnxzrl7a5entl4nyecwdn3avsrfeuf6 (ครบยัง)

ขอบคุณ #nostr ที่ทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงพวกเราได้เจอกัน

ขอบคุณ #siamstr ที่รวบรวมให้พวกเราได้มาเจอกันได้มาปล่อยของให้กัน

ขอบคุณ #bitcoin ที่ทำให้ผมเข้าใจวิถีชีวิตที่มันควรจะเป็น

และแน่นอนขอบคุณพวกเราทุกคนที่ยังคงส่งมอบคุณค่าให้กันและกันเสมอมาตลอดเส้นทางและจะเดินทางจับมือไปข้างหน้าด้วยกัน “you’re my World”

ขอบคุณจากใจจริงๆครับ

ปล. ขออภัยที่ร่ายยาวทั้งๆที่เป็นเรื่องส่วนตัว ขอบคุณที่คุณอ่านจนจบ

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstrOG

#siamstr

#bitcoin

#siamesebitcoiners​

ดีใจและสนุกมาก ๆ ที่ได้คุยกับหมอเอก หมอเอกคือไอดอลผมเลย ขอบคุณมากครับ

คณะในสายสุขภาพนี้แหละครับ

“มหาลัยรัฐปกติเค้าสอนอะไรกันบ้างนะ”

ผมไม่ได้จะมา disclaimer อาจารย์ผมว่าสอนผิดอะไรหรอกนะครับ แต่แค่อยากเล่าเฉย ๆ ว่าในมหาลัยรัฐที่ผมกำลังเรียนอยู่ ซึ่งเป็นคณะสายสุขภาพ ว่าเค้าสอนอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการเผาผลาญสารอาหาร (metabolism) แต่ขอบอกไว้ก่อนว่านี้ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ที่ผมเรียน เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ชวนผมรู้สึก “เอ๊ะ” ว่า Fiat มันอยู่ได้ทุกวงการจริง ๆ บางอย่างผมก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ก็เลยอยากแชร์

.

ผมได้ย่อยเนื้อหาให้มันเข้าใจได้ง่าย ๆ เป็นยังไง โปรดใช้วิจารณญาณ ไปดูกันครับ

.

“ทำไมเราต้องกินคาร์โบไฮเดรต” , “มันโอเคหรอ ที่จะกินอาหาร low carb”

- อาจารย์พูดถึง “ผลที่ได้จากการย่อยอาหาร” รวม ๆ แล้วเรากิน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตสลายได้ “คาร์บอนไดออกไซต์” เราหายใจทิ้งไปอยู่แล้ว ไขมันเนี่ย ถ้ากินถึงจุดหนึ่ง มันจะเปลี่ยนเป็น “keto bodies” ซึ่งทำให้เลือดเป็นกรด ส่วนโปรตีน สลายแล้วได้ ”ยูเรีย“ ขับทางไต กินมากไปไตก็วาย low carb ไม่สามารถกินนาน ๆ ได้หรอกครับ

.

“ถ้าอ้วนไปแล้ว จะกลับมาผอมยากนะ”

- อาจารย์อธิบายถึงการสะสมไขมันในร่างกายว่า คนเราจะอ้วนได้จะขึ้นกับ 2 อย่างคือ “จำนวน” และ “ขนาด” ของเซลล์ไขมัน การกินที่มากเกินไป จะเพิ่มทั้ง ”จำนวนและขนาด“ การออกกำลังกายเป็นเพียงแค่ “การลดขนาดของเซลล์ไขมัน” เราจึงผอมลง แต่ถ้าเรามีพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม มันก็กลับไปอย่างเดิม ฉะนั้นอย่าอ้วนแต่แรกดีกว่าครับ

.

”น้ำตาลเป็นพลังงานหลักของสมอง“

- ใช่ครับ that’s why เราควรกินคาร์โบไฮเดรต สมองเราเลือกพลังงานจากน้ำตาล เราจึงคารกินคาร์โบไฮเดรต

.

“ทำยังไงก็ได้ให้ HDL สูง LDL ต่ำ“

- หากเรากินไขมันเยอะ ๆ เซลล์ไขมันก็เก็บไม่ทัน มันก็ไปล่องลอยในกระแสเลือด มีโอกาสเกิดไขมันอุดตันและหลอดเลือดฉีกขาดในระดับเล็ก ๆ พอแก่ตัวไป ก็ซ่อมผนังหลอดเลือดไม่ทัน เริ่มมีเกล็ดเลือด ก่อเป็น plaque (สุดท้ายมันจะก่อเป็นหลอดเลือดตีบ) นั่นแหละครับ LDL เป็นไขมันเลว HDL เป็นไขมันดี เราไม่ควรมีไขมันในเลือดเยอะ นิสิตกินชาบูระวัง ๆ หน่อย แก่ไปลำบาก

.

“ระวังนะนิสิต กินชาบู ไม่กินผัก”

- เมื่อร่างกายดูดซึมไขมัน หากตับกำจัดไขมันไม่ทัน จะมีไขมันที่ตับ ก่อเป็น ”ไขมันฟอกตับ“ ได้ และไขมันส่วนหนึ่ง ก็จะถูกสร้างเป็น “น้ำดี” ซึ่งน้ำดีทำให้ไขมันถูกดูดซึมง่าย ดังนั้นอะไรละ ที่ช่วยตัดวงจรไขมันนี้ “ผักไง” ผักจะดูดไขมันไว้แทน ฉันจะรับไว้แทนนายเอง!

.

“กินพาราควรกินยาละลายเสมหะ“

- พาราเซตามอลเป็นยาที่ถูกกำจัดที่ตับ หากมี “ glutathione” ในตับมากเพียงพอ พาราก็จะช่วยลดไข้ แต่ถ้ามีไม่เพียงพอ พาราก็จะเป็นพิษ จึงไม่ควรทานติดต่อกันมากไป ในยาละลายเสมหะ มีส่วนประกอบที่ร่างกายสามารถนำไปสร้าง “glutathione” ได้ เห็นใครจะสละยานเตรียมไปโลกหน้า กินพารา 50 เม็ด หมอจึงฉีด glutathione เข้าเลือด ดังนั้นกินพารา กินยาละลายเสมหะ

.

”อย่าเครียดนะนิสิต“

- เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือ “cortisol” ซึ่งมันจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงตลอด เพราะสมองมันจะใช้พลังงานคิดนู่นคิดนี้ ซึ่งสมองใช้น้ำตาลเป็นหลัก น้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้เกิด “อนุมูลอิสระ” มะเร็งจะถามหาได้

.

“อย่าลืมกินข้าวเช้านะนิสิต”

- อาจารย์เคยไม่กินข้าวเช้าไปคุมสอบ น้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ขึ้นมา วูบ มือสั่น สมองเบลอไปหมด ดีนะมีนิสิตพกลูกอมติดตัวไว้ วันนี้อาจารย์กินอาหารเช้ามาแล้ว เป็นซีเรียลซึ่งเป็น complex carbohydrates ไม่วูบแน่นอน

.

“นิสิตควรระวังนะ หากไม่กินข้าวเช้าบ่อย ๆ“

- ถ้านิสิตไม่กินข้าวเช้ามา เพราะต้องรีบมาเรียน ตับก็จะปล่อย LDL มาให้ร่างกายใช้ ซึ่ง LDL เป็นไขมันไม่ดี ก่อนมาเรียนก็ควรกินข้าวเช้ามาด้วย

.

“นิสิตควรพกลูกอมที่มีน้ำตาลไว้หน่อยนะ”

- หากน้ำตาลตก (hypoglycemia) อาการจะเริ่มมา ก็จะหงุดหงิดง่าย วูบ มือสั่น ถ้ามีลูกอม ย้ำนะครับว่าต้องมีน้ำตาล หรือน้ำแดงเฮลบลูบอยเนี่ย ดีมากเลย กินไปซักพัก 5 นาที ก็ฟื้นละ

.

“ควรกินบุฟเฟต์ที่ไม่จำกัดเวลานะ“

- นิสิตลองคิดดู หากเป็นบุฟเฟต์ที่จำกัดเวลา นิสิตจะรีบกินมาก กินไปเยอะมาก น้ำตาลในเลือดก็ดีดปี๊ด insulin (ฮอร์โมนลดระดับน้ำตาลในเลือด) ก็จะหลั่งมาก น้ำตาลก็จะตกเร็ว อาจทำให้เกิด hypoglycemia ได้ เพราะงั้นไม่ต้องรีบกิน กินเรื่อย ๆ หรือไม่จำกัดเวลาไปเลยยย~

.

“กินแอลกอฮอล์ ระวังน้ำตาลตกได้นะนิสิต“

- หากเรากินแอลกอฮอล์ ตับก็จะสลายใช่ไหม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาคือ “NADH” หากเรากินแอลกอฮอล์เยอะ ๆ NADH ก็จะเหลือบาน ซึ่ง NADH สามารถนำไปสร้างพลังงานได้ ตับมันก็คิดว่าพลังงานเหลือ ๆ ละ ไม่ต้องเพิ่มน้ำตาลในเลือดแล้ว วะฮะฮ่า เรียบร้อยน้ำตาลก็ค่อย ๆ ตก อะแถม NADH เป็นหนึ่งสิ่งที่จะถูกใช้เพื่อสร้างไขมันสะสม ถ้ากินแอลกอฮอล์มากไป ก็เป็นไขมันฟอกตับ แล้วมันจะกลายเป็นผังผืด ตับก็วายในที่สุดดด

.

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของที่ผมเรียนครับ ไม่มีอาจารย์คนไหนที่คิดร้ายกับนิสิตหรอกครับ ทุกคนหวังดีกับลูกศิษย์ตัวเองเสมอ แค่อยากแชร์ว่ามหาลัยรัฐสอนอะไรแก่สายสุขภาพบ้าง อย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่พึ่งอ่านไป ผมแค่นักศึกษาคนหนึ่ง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองศึกษามาครับ

.

สุดท้ายนี้ “stay humble and แดกหญ้ากันเถอะ“ ขอบคุณครับ

.

#siamstr