Avatar
Bow RightShift
c97510ec8028347f4672b08dc578bf38ef1d936691494f82268ded924a90506c

ลืมอีกล่ะ #siamstr

ได้เวลาลูกเราบ้าง

เวลาสำหรับลูกชาวบ้านพักไปก่อน

555555555

Replying to Avatar Bow RightShift

Open House

ช่องทางการสื่อสารที่สำคัญเพื่อให้น้องๆได้เห็นภาพการเรียนการสอน ภาพผลงานตัวอย่าง ได้เจอกับอาจารย์ที่สอน ได้รู้ว่าเรียนอะไรบ้าง เพิ่มเติมมี workshop ให้ด้วย

ปีนี้พวกเราออกแบบ workshop ให้ง่ายขึ้น ให้ลองได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าการออกแบบในงานอสังหาฯ มันต้องมีเซนส์เรื่องอะไรบ้าง เช่น แยกสไตล์บ้าน แยกเกรดบ้านจากราคา เดาๆ ลูกค้า รสนิยม ความต้องการ แล้วลองจับคู่ บ้าน กับ เจ้าของบ้าน สนุกๆ

โบว์สอนหลักสูตรนี้ สถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

หลักสูตรที่โดนมองว่าเรียนแล้วออกแบบแต่อาคารที่น่าตาน่าเบื่อๆ (นึกภาพบ้านจัดสรร)

พยายามทำความเข้าใจอยู่นาน ว่าทำไมมุมมองมันเป็นแบบนั้น มันคงเป็นการทำให้รู้สึกว่าเด็กที่จบออกจากสาขานี้ ออกแบบไม่เก่ง ไม่สวย ไม่ใช่สถาปนิกชื่อดัง ไม่สร้างชื่อเสียง

ประมาณ 60-70% ของเด็กที่จบไป ไปอยู่ในตำแหน่งงานที่เรียกว่า Product Development/Business Devlopment และแน่นอนพวกเค้าเป็นคนบรีฟงานให้เด็กที่จบจากอีกสาขานึง

เค้าไม่จำเป็นต้องออกแบบ แต่เค้าต้องเข้าใจการออกแบบ

เค้าไม่ต้องเก่งโครงสร้าง แต่เค้าต้องเข้าใจว่าแต่ละโครงสร้างต่างกันอย่างไร

เค้าไม่ต้องออกแบบงานระบบอาคาร แต่เค้าต้องรู้จักงานระบบอาคาร

เค้าไม่ต้องเก่งงาน interior แต่เค้าต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร

เค้าไม่ต้องถอด BOQ อาคาร แต่เค้าต้องคิดความเป็นไปได้ทั้งโครงการ

เค้าไม่ต้องเก่งบัญชี แต่เค้าต้องรู้ที่มารายได้ และรายจ่าย และคิดกำไรโครงการได้

เค้าไม่ต้องเก่งงานช่าง แต่เค้าต้องบริหารช่างได้

และอีกเยอะเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเค้าเรียนไม่ต่างกันกับเด็กสถาปัตย์ ทั้งหน่วยกิต และรายวิชาทางวิชาชีพ แต่เค้าต้องเรียนอย่างอื่นเพิ่มเข้าไป การเงิน การตลาด การบริหารโครงการ บริหารงานก่อสร้าง การประมาณราคา การบริหารอาคาร การบริหารผู้เช่า เพื่อให้มั่นใจว่าเค้าสามารถประกอบอาชีพที่หลากหลาย และปรับตัวตามสภาพตลาดงานได้

ผลลัพธ์คือ หลักสูตรเรียนหนักเกินไป เพราะความที่พวกเราต้องเผื่อไว้ก่อน

เผื่อเด็กไปสอบไปประกอบวิชาชีพ เผื่อเด็กได้ทำงานตำแหน่งประมาณนี้ๆ

ทำให้เด็กหลักสูตรนี้ รู้เยอะ ทำได้หลายอย่าง แต่ดูไม่โดดเด่นเอาซ้ะเลย

แต่เชื่อมั้ยว่า บ.อสังหาดังๆ กลับบอกเราว่าเด็กอาจารย์ดีนะ อยู่ในจุดที่ธุรกิจอสังหาต้องการ

และจากที่เราตามเด็กพูดคุยกับเด็กไปเรื่อยๆ หลักสูตรก็ค่อยๆปรับลดลงให้มันเหลือเท่าที่ตลาดต้องการ

เราพยายามลดความเผื่อ และนั่นใช้เวลา 10ปี

10ปีเลยนะ กว่าเราจะมั่นใจว่า แค่นี้พอ เพราะอะไรนะเหรอ

เพราะเรากลัวพวกเค้าไม่มีงานทำ

กลัวพวกเค้าหาตัวตนไม่เจอ

กลัวพวกเค้าหาจุดเด่นของตัวเองไม่เจอ

กลัวว่าความหวังของพ่อแม่เค้า ที่พวกเค้าแบกมา มันจะไม่ทำให้เค้าภูมิใจ

ยาวเกิน- ได้เวลารับลูก

Open House

ช่องทางการสื่อสารที่สำคัญเพื่อให้น้องๆได้เห็นภาพการเรียนการสอน ภาพผลงานตัวอย่าง ได้เจอกับอาจารย์ที่สอน ได้รู้ว่าเรียนอะไรบ้าง เพิ่มเติมมี workshop ให้ด้วย

ปีนี้พวกเราออกแบบ workshop ให้ง่ายขึ้น ให้ลองได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าการออกแบบในงานอสังหาฯ มันต้องมีเซนส์เรื่องอะไรบ้าง เช่น แยกสไตล์บ้าน แยกเกรดบ้านจากราคา เดาๆ ลูกค้า รสนิยม ความต้องการ แล้วลองจับคู่ บ้าน กับ เจ้าของบ้าน สนุกๆ

โบว์สอนหลักสูตรนี้ สถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

หลักสูตรที่โดนมองว่าเรียนแล้วออกแบบแต่อาคารที่น่าตาน่าเบื่อๆ (นึกภาพบ้านจัดสรร)

พยายามทำความเข้าใจอยู่นาน ว่าทำไมมุมมองมันเป็นแบบนั้น มันคงเป็นการทำให้รู้สึกว่าเด็กที่จบออกจากสาขานี้ ออกแบบไม่เก่ง ไม่สวย ไม่ใช่สถาปนิกชื่อดัง ไม่สร้างชื่อเสียง

ประมาณ 60-70% ของเด็กที่จบไป ไปอยู่ในตำแหน่งงานที่เรียกว่า Product Development/Business Devlopment และแน่นอนพวกเค้าเป็นคนบรีฟงานให้เด็กที่จบจากอีกสาขานึง

เค้าไม่จำเป็นต้องออกแบบ แต่เค้าต้องเข้าใจการออกแบบ

เค้าไม่ต้องเก่งโครงสร้าง แต่เค้าต้องเข้าใจว่าแต่ละโครงสร้างต่างกันอย่างไร

เค้าไม่ต้องออกแบบงานระบบอาคาร แต่เค้าต้องรู้จักงานระบบอาคาร

เค้าไม่ต้องเก่งงาน interior แต่เค้าต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร

เค้าไม่ต้องถอด BOQ อาคาร แต่เค้าต้องคิดความเป็นไปได้ทั้งโครงการ

เค้าไม่ต้องเก่งบัญชี แต่เค้าต้องรู้ที่มารายได้ และรายจ่าย และคิดกำไรโครงการได้

เค้าไม่ต้องเก่งงานช่าง แต่เค้าต้องบริหารช่างได้

และอีกเยอะเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเค้าเรียนไม่ต่างกันกับเด็กสถาปัตย์ ทั้งหน่วยกิต และรายวิชาทางวิชาชีพ แต่เค้าต้องเรียนอย่างอื่นเพิ่มเข้าไป การเงิน การตลาด การบริหารโครงการ บริหารงานก่อสร้าง การประมาณราคา การบริหารอาคาร การบริหารผู้เช่า เพื่อให้มั่นใจว่าเค้าสามารถประกอบอาชีพที่หลากหลาย และปรับตัวตามสภาพตลาดงานได้

ผลลัพธ์คือ หลักสูตรเรียนหนักเกินไป เพราะความที่พวกเราต้องเผื่อไว้ก่อน

เผื่อเด็กไปสอบไปประกอบวิชาชีพ เผื่อเด็กได้ทำงานตำแหน่งประมาณนี้ๆ

ทำให้เด็กหลักสูตรนี้ รู้เยอะ ทำได้หลายอย่าง แต่ดูไม่โดดเด่นเอาซ้ะเลย

แต่เชื่อมั้ยว่า บ.อสังหาดังๆ กลับบอกเราว่าเด็กอาจารย์ดีนะ อยู่ในจุดที่ธุรกิจอสังหาต้องการ

และจากที่เราตามเด็กพูดคุยกับเด็กไปเรื่อยๆ หลักสูตรก็ค่อยๆปรับลดลงให้มันเหลือเท่าที่ตลาดต้องการ

เราพยายามลดความเผื่อ และนั่นใช้เวลา 10ปี

10ปีเลยนะ กว่าเราจะมั่นใจว่า แค่นี้พอ เพราะอะไรนะเหรอ

เพราะเรากลัวพวกเค้าไม่มีงานทำ

กลัวพวกเค้าหาตัวตนไม่เจอ

กลัวพวกเค้าหาจุดเด่นของตัวเองไม่เจอ

กลัวว่าความหวังของพ่อแม่เค้า ที่พวกเค้าแบกมา มันจะไม่ทำให้เค้าภูมิใจ

ยาวเกิน- ได้เวลารับลูก

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

เรามีเพื่อนที่สนิทจริงๆกี่คน…

เป็นโพสที่ผมอยากโพสลงเฟสบุ๊คมากเพราะเพื่อนที่รู้จักมักจี่กันเยอะมาก แต่เอาเข้าจริงในชีวิตผมกลับผมเพียงความว่างเปล่า

เพื่อนที่ให้ความรักความหวังกลับล้วนอยู่ในการพบเจอกันผ่านทางโซเชียลเสียส่วนใหญ่

หากคุณไปกดที่หน้าโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คก็จะพบว่าคนที่มาไลค์ มาคอมเมนต์ให้บ่อยๆ คือ คนในโลกออนไลน์ที่แทบไม่ได้รู้จักกัน

ด้วยความอีโก้สูงของตัวเอง เมื่อสมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เท่าที่ผมจำได้คือ โพสที่ลงรูปที่ถ่ายมีคนสนใจอยู่มิน้อย ทั้งจากความเป็นนักถ่ายรูปมือสมัครเล่น ทั่วไป ผมเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากหันมาทำธุรกิจ “ขายตรง” เพื่อนๆเริ่มหาว่าเราบ้าสิ่งนู้นสิ่งนี้ เรารู้ตัวเองพร้อมสภาวะจำยอมที่เราเริ่มต้นด้วยการที่ไม่มีทุนทรัพย์

เราเป็นเด็กที่เอเนจี้สูงมากหากอยู่ในสังคม แต่แน่นอนว่าสังคมที่มันไหลไปตามสภาวะของสังคมจำยอม มันไม่ได้คัดสรรค์จากตัวเราเอง

ผมเริ่มไม่ได้เป็นที่ต้องการ เพราะเด็กพวกนั้นมองหาแต่ความสนุก แต่สิ่งที่ผมเผชิญหน้าทุกครั้งคือความทุกข์ แม้แต่การเจอกัน เราเริ่มตีตัวออกห่างซึ่งกันและกัน เรื่องที่คุยกันได้ทำให้ผมคิดว่า “เห้ย บางทีกูกับมึงไม่ควรเป็นเพื่อนกันเลย”

ในตอนที่ IG มีปุ่ม Close friend มันเหมือนการที่ผมต้องเลือกว่าใครเป็นเพื่อนสนิท และเป็นผมเองนี่แหละครับที่ไม่เคยใช้ฟังก์ชั่นนี้เลยเพราะไม่รู้ว่า “ใครสนิทกับกูวะ”

เมื่อช่วงเดือนมีนาคม วันที่ผมไปช่วยทีม Right Shift อัด Alt+Tab ผมจำได้อย่างหนึ่ง คือ รู้สึกสนุกเอนจอยกับงานที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมึง ไม่ต้องสนิทกับมึง แค่เค้ารักในสิ่งที่มึงรัก ผมว่านี่คือการมีคนรู้จักและนับเป็นเรื่องโชคดี

แต่กลับกันหลังจากวันนั้นผมนั่ง BTS เพื่อไปกินเลี้ยงงานรวมตัวเพื่อนเก่า ซึ่งช่วงแรกของงานก็ดูจะราบเรียบ แต่เมื่อพอย้ายสถานที่ไปถึงร้านแห่งหนึ่ง

สมองผม ณ ตอนนั้น คือความว่างเปล่า มันเหมือนโดนผลกระทบจากความธรรมดา และ กลุ่มคนที่เหมือนแค่เคยรู้จักกัน เป็นความเลวร้าย ผมเหมือนเป็นคนทรยศในสถานการณ์นั้น ผมเริ่มปฏิเสธ สิ่งที่พวกเค้าหยิบยื่น การเข้าสังคม ณ ตอนนั้นของผม กลายเป็นเรื่องเลวร้าย ผมไม่อยากที่จะคิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน และ ต้องมาอยู่ในที่ซึ่งเลวร้าย รายล้อมไปด้วย อบายมุข

ความหรรษาเหมือนถูกตราตรึงเมื่อพวกเค้าดึงผมไปสถานที่ ที่สาม และเป็นผมเองที่เดินจากมา

อีกเรื่องที่จะกล่าวมิได้คือ เพื่อนผมที่ไม่ได้ติดต่อกันมาเกินสิบปี เสียชีวิต ผมจำได้ว่า เจอเค้าครั้งสุดท้ายคือ เซเว่นกลางตัวจังหวัด เราทั้งคู่ต่างอวยพรให้กันและกันผดชคดีตามประสาเด็ก ม.5 เค้าเสียชีวิตด้วยอุบัต เหตุ เมื่อผมทักไลน์ถามในกลุ่ม ไม่มีคนตอบผมสักคน

ปีนี้ผมเหมือนถูกทำร้ายด้านความคิดเรื่องเพื่อนไปหมดสิ้น เพื่อนที่เหมือนพึ่งจะเลิกคบ เพื่อนที่ตาย เพื่อนที่ในอดีตที่แทบไม่พูดกันแม้แต่งานศพเพื่อน เพื่อนที่แม้แต่งานแต่งงานเค้ายังไม่มีเรา นี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ

ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นเพียงแค่คนรู้จัก มิตรภาพ ณ ตอนนั้น กลายเป็นคำโป้ปด

เราอาจจะเป็นคนเดียวที่ให้คุณค่าหรือแม้แต่กำหนดคุณค่าด้วยตัวของตนเอง

แด่เพื่อนรักทั้งหลาย หากได้มาอ่านใน Note นี้ความสัมพันธ์เรายังเป็นเหมือนเดิม ยังรัก และ หวังดีกับทุกคน

หากการที่เราจากมาคนละเส้นทาง ถือเป็นการเดินทางที่สวยงามเมื่อเราจากกัน ณ ตอนนั้น

ขมิ้นเพิ่งถามเรื่องนี้ไปเอง

บอกขมิ้นว่า

มบ: พอแม่โบว์เริ่มคุยกะตั๊มตั๊ม เราก็คุยกับเพื่อนน้อยลง

ขม: เอ๊า

มบ: เพื่อนแม่โบว์คุยกะตั๊มตั๊มไม่รู้เรื่อง แล้วพอเราเริ่มคุยกันคนละเรื่องเราก็ไม่ค่อยได้คุย เวลาเจอกันทีเราก็เฮฮากันไป ปล่อยมุขกันไป แซวความแก่ตัวเองไป ทำนองนี้

ขม: แล้วไม่สนิทกันแล้วเหรอ

มบ: สนิทนะ แต่ก็ไม่ได้คุยกันทุกเรื่อง ไม่ได้คุยกันทุกวัน ไม่ได้เห็นหน้าฟีดด้วยซ้ำ

ขม: (นั่งเล่นเกมส์ไปแล้ว)

พอมาคิดดีๆ เพื่อนสนิท ก็น่าจะเป็นคนที่ เจอกันปีละครั้ง เวลานั่งอยู่ด้วยกัน เราไม่รู้สึกถึงอันตราย ต่อให้ไม่ได้คุยอะไรกันก็ตาม

Replying to Avatar PreeshaAod6642

เชื่อมั้ย..ว่าข้าวโพด2กองนี้

การไช้งานคล้าย Bitcoinเลย😁😁

**อย่างข้าวโพดฝักนี้**

ก็เปรียบเสมือน Bitcoin ออนเชน

ซึ่งเมื่อจะเอาไปไช้งาน ต้องผ่านการเซ็นธุรกรรม

ผ่าน H.W.ถึงจะไช้งานได้

ข้าวโพดฝักก็เช่นกัน

กว่าจะไช้งานได้ต้องผ่านการ สี ไห้เป็นเม็ดก่อน

ถึงจะนำไปเป็นวัตถุดิบ..ไช้งานหรือขายได้ ..

ส่วนข้าวโพดเม็ดนี้

ก็เปรียบเสมือน Bitcoin ไล้นิ่ง

พร้อมไช้งานได้เลย รวดเร็วฉับไว

แสกนจ่ายได้เลย

ข้าวโพดเม็ดก็เช่นกัน..

พร้อมไช้งานเลย จะนำไปขายหรือว่า จะนำไปเป็น

วัตถุดิบ ไม่ต้องรอ พร้อมจัดส่ง 😅😅😅

ช่างคิดได้นะ..😁😁 เรียบเรียงได้แค่นี้จริงๆ

เอาเรื่องไกล้ตัว มาเปรียบเทียบ Bitcoin ซะเลย

GM..ครับ สายม่วงมุกคนทุกท่าน

ตื่นมาแล้วมีความ สุขกับสิ่งที่เราทำก็พอแล้ว

#Siamstr

#Nostr

https://video.nostr.build/8f12eead8f38c43ddc7d0ef84d0bd7f86d334b820e90190213e6469bfc0b5440.mp4

เดินทางปลอดภัยค่ะ

อร่อยมั้ยยยย เราพบว่า 4ไม้ อยู่ได้ชั่วโมงเดียว แต่ถ้ายกแผงนั่น น่าจะได้ทั้งวันอยู่นาาา 😁

อร่อยมั้ย

เอาล่ะ

เราเดินทางมาถึงมื้อเย็นกันแล้ว

ข้าวหน้าเนื้อ

#foodstr

#siamstr

Replying to Avatar Riina

ชอบคำนี้มากเลยค่ะ “เค้าจะหยิบตัวตนของตัวเองมาสร้างคุณค่าได้เอง”

เป็นคำตอบของคำถามว่า ถ้าไม่มีวุฒิ แล้วโตไปลูกจะทำงานอะไร ในมุมของเราที่มองว่างานต้องสอดคล้องกับชีวิต ไม่อยากให้งานเป็นสิ่งที่ต้องทนทำเพื่อให้ได้เงิน ลูกจะทำงานอะไรในอนาคต พ่อแม่ก็ไม่สามารถตอบได้หรอก เพราะเอาจริงๆก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตจะมีงานแบบไหนให้ทำ หรืองานแบบไหนที่จะหายไป

แต่ตัวตนของตัวเองที่สร้างคุณค่าอะไรบางสิ่งขึ้นมา จริงๆนั่นก็คืองาน มันก็จะมีใครบางคนที่ชื่นชอบหรือต้องการในคุณค่านั้น และเขาจะเอาอะไรสักอย่างที่เป็นคุณค่าที่ได้จากงานของเขา พวกเขาจะเอามันมาแลกกัน

คิดอยู่นานว่าจะสื่อความหมายนี้ออกมายังไงดี แต่ก็คิดไม่ออก ขอบคุณคุณโบว์มากค่ะ กระจ่างเลย

คุณมิ้นมายาม่วงบ่อยๆนะคะ บรรยากาศดีค่ะ

Replying to Avatar Riina

การเลี้ยงลูก หรือการกระตุ้นความใฝ่รู้ให้เด็กๆ หลักจิตวิทยานั้นสำคัญมาก นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง

ในวัยเด็กเล็ก ให้เด็กเล่นให้มาก ให้เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น ยิ่งเล่นมาก ประสบการณ์ยิ่งมาก การจดจำความสุขในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านการเล่นก็ยิ่งมาก ทำให้เขาสามารถค้นหาตัวตนได้ดีขึ้นในวัยถัดไป

วัยเด็กโต เด็กๆจะเริ่มมีความชอบส่วนตัว ความสนใจที่แตกต่างกัน กระทั่งความถนัดต่างๆ ที่สั่งสมมาจากการเล่นในวัยก่อนหน้า บางคนชอบคิดวางแผน บางคนชอบลงมือทำ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน เพราะผู้คนแตกต่างกัน เราถึงได้ทำหน้าที่ที่ต่างกันออกไปในแบบของตัวเอง

วัยรุ่น วัยแห่งพลัง ที่ต้องปีกกล้า ขาแข็ง ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก เขาจะลองผิดลองถูก เพื่อพัฒนาตัวตนและความสามารถในแบบของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว อีกไม่นานเขาต้องออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ไปตามเส้นทางของตัวเอง เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ความหมายคือ เขาจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับพ่อแม่ไว้ได้นั้น คือความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่ได้มอบไว้ให้ลูกตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ สิ่งนี้จะทำให้เขารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาจะคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะเดินไปผิดทาง

ไม่ว่าจะทำโฮมสคูล หรือไม่ทำโฮมสคูลนั้น จริงๆแล้วยังไม่ใช่จุดสำคัญหลัก แต่ที่สำคัญคือพ่อแม่ได้มีเวลาให้กับลูกในแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ได้เอาใจใส่เขาเพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอก็คงไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะส่งลูกไปโรงเรียนหรือทำโฮมสคูล แต่ส่วนมากการส่งลูกไปโรงเรียน ทำให้เวลาใน 1 วันสำหรับครอบครัวนั้นเหลือน้อยมากจริงๆ

ทั้งยังสภาพแวดล้อมที่อยู่เหนือการควบคุม สำหรับในวัยที่ลูกยังเด็ก สภาพแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของมนุษย์คนนึงขึ้นมา การส่งลูกไปโรงเรียนเหมือนการทอยลูกเต๋า ว่าสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมเด็กคนนึงให้ไปในทิศทางใด ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีนะคะ แต่หมายถึงว่าปัจจัยตรงนี้อยู่เหนือการควบคุมของพ่อแม่ เหมือนกับทอยลูกเต๋า มันอาจจะดีหรือไม่ดี เราควบคุมไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่าการปกป้องลูกทุกอย่าง เหมือนไข่ในหิน จะทำให้ลูกไม่แข็งแกร่ง แต่ส่วนตัวเรามองว่า วัยเด็กไม่ใช่วัยที่จะต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องสร้างมาตรฐานของชีวิตให้กับลูก พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องปกป้องและให้ความปลอดภัยในวันที่ลูกยังเด็ก การสร้างมาตรฐานให้ลูก ทำให้ลูกรู้ว่า ความปลอดภัยนั้นดีอย่างไร ความมีอิสระนั้นมีค่าแค่ไหน และการตัดสินใจในสิ่งที่ต่างออกไปจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด

พอเขามีมาตรฐานชีวิตที่เป็นอิสระ มีทัศนคติที่ไม่ถูกตีกรอบ สิ่งนี้จะเป็นมาตรฐานของชีวิตเขา วันหนึ่ง เมื่อเขาไปเจอกับสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาเคยโตมา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งนั้น เขาจะหลีกเลี่ยงมัน เขาจะไม่ทำอะไรเพียงเพราะผู้คนทำตามๆกัน

ไม่ได้ว่าการไปโรงเรียนเลวร้ายหรือไม่ดีนะคะ แต่ถ้าเลือกได้เราก็ไม่อยากทอยลูกเต๋า และวัยสำหรับการหล่อหลอม ก็คือวัยเด็ก วัยที่เล่นอะไรก็สนุกที่สุด วัยโลกทั้งใบยังเป็นmagic วัยที่กำลังต้องการพ่อแม่มากที่สุด มันมีแค่ไม่กี่ปี และหลังจากนั้น แม้เราจะอยากให้เขาอยู่กับเรามากแค่ไหน เขาก็จะต้องออกไปจากอ้อมอกเราอยู่ดี

nostr:note16pr8rraxrr8ya2fkdrtrzpk4296g27899ar3l076m2cymv8y7dgqlclgzk

จริงๆพ่อแม่รุ่นเราๆคิดแบบนี้99%

แต่แต่ละคนก็จะมีทางออกในครอบครัวตัวเอง บนบริบทของตัวเอง มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องวางรออยู่ตรงหน้า

เหมือนที่คุณมิ้นบอก ถ้าตัดสินใจแล้วมันต้องไปด้วยกัน - แค่ประเด็นนี้อย่างเดียวก็ยากมากแล้ว

ถ้าอาชีพเราคือเป็นแม่และครูให้กับลูก

ก่อนแปดขวบเน้นเล่น เน้นภาษา

8-10 เน้นลอง+เที่ยว

11-12 เน้นฝึกฝนวิธีการคิดแก้ปัญหา

13-15 พัฒนาเฉพาะด้าน

16-18 พัฒนาด้านที่ spark joy

มหาวิทยาลัย เอาที่ spark joy ไปทำให้เป็นอาชีพ

ถ้าเราไม่ตัดวงจรพลังงานวัยรุ่น ถ้าเราไม่ตัดพลังงานแห่งความอยากรู้และจินตนาการ เด็ก1คน เค้าจะเก่งได้หลายด้าน ไม่จำเป็นที่เราต้องค้นหาตัวตน แต่เค้าจะหยิบตัวตนของตัวเองมาสร้างคุณค่าได้เอง