Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5
Replying to Avatar Note Nopparat Ph

https://video.nostr.build/4b011ebb78bee573d4832506dc1260b432ba6c40a5a055be70e4e2ab34bebb23.mp4

KISS HOT DAy (คิดฮอดเด้)-Note Nopparat Ph [Official Video]

บรรเลง/ทำนอง : Note Nopparat Ph

เรียบเรียง : PJ Johan

Mastering : เดอะ เจชี่

บทเพลงนี้ผมใช้เวลาในการทำทั้งหมดประมาณ ปีกว่าๆ ทั้งคิดเมโลดี้ อัดทำแล้วช้ำเล่าจนกว่าจะเจอโน้ตที่ชอบ และได้ถ่ายทอดออกมาตามความรู้สึกของผมเอง ที่อยากพาดนตรีอีสาน ออกสู่หูคนฟังทั่วโลก

ผมขอลงใน #nostr ให้ทุกท่านได้ฟังก่อนใคร และทุกเพลงต่อจากนี้ ที่ผมจะทำ จะเอามาลงในทุ่งม่วงก่อนเลย

🥰🥰🥰 เอ็นจอยฮะ🥰🥰🥰

ขอกำลังใจจากทุกท่านที่ได้ฟังแค่คนละแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจด้วยนะครับผม🥰

#siamstr #muisic #Bitcoin #nostr #introductions #สอนกีตาร์ลายพิณ #ไทย

#guitar #guitarsolo #เพลง

In

GM ☕️🎶สีสบายตา

Replying to Avatar Stellar ✨🪐

อยู่แคนาดามา 2 ปีกว่าๆ แต่ขอใช้คำว่า Vancouver แทนนะ เพราะไม่รู้ว่าต่างที่ต่างถิ่นต่างเมืองจะดีกว่านี้ไหม เริ่มสงสัยกับตัวเองว่าเราชอบที่นี่จริงๆไหม หรือ เราชอบที่ไทยมากกว่า ❓

ข้อดีที่ชอบมากๆของแคนาดาคือ ธรรมชาติ มันสวย มันงดงาม อลังแบบในภาพถ่ายจริงๆ ไม่มีต้องใช้ฟีลเตอร์ใดๆ อย่างคำพูดที่ว่า "Beautiful things don't ask for attention" จากเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty.

ข้อดีอีกอย่างที่พอจะคิดได้ คือ เรื่องการเดินทางที่อาจจะสะดวกกว่าไทยนิดนึงไหมนะ แบบในเมืองรถไฟมันเดินทางง่าย รถบัสมันสะดวกไม่วุ่นวาย ไม่งง ละเหมือนกับว่าการเดินเท้าเป็นอะไรที่สนุก ไม่น่าเบื่อ ทางเดินกว้าง อากาศไม่ร้อน ด้วยความที่เมืองติดกันมันเดินข้ามเมืองยังได้เลย แต่มันก็ยังต้อง มีรถ !!! เพราะ บัสมันก็ไม่ใช่จะมาแบบบ่อยขนาดนั้น ละมันกินเวลา จะออกไปไหนมาไหนไกลบัสมันก็ไม่ถึงอยู่ดี ไปเดินป่า ทางเดินเข้ามันก็ต้องใช้รถนำร่องไปก่อน สุดท้ายแล้ว รถก็ยังจำเป็นครับ

แต่เท่าที่พอจะคิดได้ก็มีแค่นี้ ที่เหลือคือเฉยๆไปเลย ยกตัวอย่าง

ด้านความเป็นอยู่ - อากาศมันก็สะอาดจริงๆ สูดได้สะดวก แดดไม่ค่อยมี แบบไม่ได้บ่อยเหมือนที่ไทยนะ แบบถ้าจะเอาแบบชัวร์ ซัมเมอร์ได้แบบฉ่ำ แต่ส่วนมากตลอดทั้งปีแดดจะหด ขึ้นอยู่กับดวงจริงๆ แล้วช่วงอากาศมันเอนไปทางหนาว ด้วยสภาพภูมิประเทศอะเนาะ เวลาหนาวคือหนาวแบบมือชา ถ้าไปเมืองอื่นติดลบแบบ -10 -30 ก็คือแสบดากไปหมด หิมะตกก็อาจจะดูสนุกในช่วงแรก แต่ผ่านๆไปจะเริ่มรำคาญเพราะแม่งสกปรกและแบบเดินทางลำบาก บางทีบัสเดี้ยงเพราะหิมะ รถยนต์ก็ต้องเปลี่ยนยางเป็นแบบเอาไว้ขับตอนช่วงที่หิมะตกอีก บ้านไหนไม่มีฮีทเตอร์เตรียมตุยนะครับ เรียกได้ว่าก็มีข้อดีข้อเสียอะเนาะ เรื่องที่สำคัญเลยคือค่าครองชีพแพง ตามนั้นเลย ทำงานคือเอามาจ่ายค่าบ้านหมด ใครมีรถ มีผ่อนอะไร ก็คือเกือบทั้งเงินเดือนหายไปหมดและ กินข้าวข้างนอกอย่าหวังแพงหีฉีก ไม่ใช่แค่อาหารแต่ tip ขั้นต่ำ 15% อีก ตายค่ะะ การหาหมอไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ง่ายเลย ป่วยออดแอดซื้อยากินที่ร้านทั่วไปนะห้ะ แพงด้วยอิเวง อย่าหาป่วยและเป็นแผล ทำเองนักเลงพอ

ด้านการงาน - หางานประจำตามบริษัทจัดว่ายาก ตลาดงานที่นี่ย่ำแย่มาก เอาจริงๆ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดวง สกิล และก็สายงานด้วยแหละ แต่ตามระบบ fiat education เด็กที่จบมาส่วนใหม่ (เช่นผม) มักจะหางานไม่ได้เพราะสาขาที่จบมาไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด Marketing, Business เกลื่อนไปหมด แม้แต่สาขาเฉพาะทางก็เริ่มเกลื่อนไปละ IT, Aircraft Mechanic ต่างๆ ก็ยังยากที่จะหางานเหมือน supply มันโตนำ demand ไป ส่วนหนึ่งเพราะมีคนมากมายไหลเข้ามาแคนาดาด้วยแหละ ตัวเลือกจัดว่าเยอะเลย ผู้คนส่วนมากที่จบสูงๆ มอดีๆ บางคนยังทำงาน labour ซึ่งตัวผมเองตอนนี้ก็ทำงาน labour ทั่วไปเพื่อเก็บตัง stack sats ในด้านการหาเงินมันก็ไม่ได้แย่ แต่ในเรื่องความหมายของการทำงาาน เป้าหมายในการทำงานนอกจาก stack sats แล้ว มันดูไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่อะ ทำไปวันๆจบก็แค่นั้น ไม่ได้พัฒนาสกิลอะไรเท่าไหร่ แบบมันทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้น นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าอยากเก็บเงินแล้วไปทำธรุกิจที่ไทยเหมือนกัน connection จัดว่าสำคัญ ใครบอกที่ไทยมีแต่เส้น ที่นี่ก็เส้นใหญ่ใส่ไข่นะคะ บางคนเข้าไปแบบไม่ต้องสัมภาษ์เลยก็มี แต่มันแค่อาจจะไม่ได้น่าเกลียดมากแบบไทย หรือ เอาจริงๆมันก็อาจจะพอๆกัน ถ้ามีคนรู้จักก็คือแต้มต่อไปไกลละ ได้ไม่ได้อีกเรื่อง

ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ - ที่นี่ก็ธรรมาชาติเลยครับ แคมปิ้ง เอ้าดอร ถกกระดอรอลมหนาว ส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมเอ้าดอร์สะส่วนใหญ่ เพราะ พื้นที่มันค่อนข้างเยอะ วิ่งออกกำลัง อะไรสะดวก ถ้ามีรถนี่ยิ่งไปไกลได้อีก ไปเลยไป lake ไปนั่งชิวๆ สวยๆ ชมวิวฟินน้ำแตกแน่นอน เพราะมันสวยจริงๆ แต่ถ้าเป็นคนชอบ city vibe ชอบท่องเมือง มันก็ยังพอมีห้างให้เดิน ให้ช้อป แต่จะไม่ได้อลังการเหมือนไทย เดินแก้ความอยากได้ ส่วนใหญ่มันจะเป็น shop ของแบรด์นั้นๆ เล็กๆ เดินเข้าเป็น shop เป็น shop ไป ส่วนใหญ่ชอบกินเบีย ดื่มเหล้า มีก็มีร้านให้นั่งดื่มเต็มไปหมดดด craft beer ที่นี่เยอะมากๆ เชิญเลือกเข้าได้เลย แต่อย่างที่บอก แก้ว 2 แก้วก็น่าจะเริ่มพอ เพราะ แพง ใครหลวมตัวกินเยอะก็อาจจะจุกเพราะโดน tip ใส่หน้าอีกกก สายชาบูอาจจะผิดหวังเพราะแอบแพง หมูทะบ้านเราดีสุด 555555

คือถ้าเทียบในด้านเรื่องการไปปาร์ตี้ในเมืองต่างๆ ให้ไทยดีกว่า มันง่ายมันถูก หมูทะ จบต่อเบีย ชิวๆ ไม่เจ็บมาก แต่ธรรมชาติแคนาดาก็มันเยอะกว่าอยู่ละ

แต่ใดๆ ด้วยความที่ไม่มีครอบครัว แฟน คนใกล้ตัวมาอยู่ด้วย มันอาจทำให้ความสนุกน้อยลงไปอีก แต่ถามว่าถ้าพวกเขามาอยู่เราจะยังคงชอบไหม มันก็ตอบไม่ได้ เพราะ มันยังไม่เคยเกิด แต่ตอนไปหาแม่ พี่สาว ที่เมกา ได้ลองอยู่กับพวกเขาแล้วมันก็ดีขึ้นมานะ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังคงขาดอะไรไปสักอย่างที่เราคิดว่ามันยังไม่สุด มันยังได้กว่านี้

ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านเราแหละ ตามคำที่เขาพูดๆกัน 😄

เอาหล่ะที่นี้มีสิ่งหนึ่งที่ตกตะกอนอยู่ คือ

1. การตั้งใจจะย้ายไปประเทศเป็นเรื่อง "ส่วนบุคคลอย่างแท้จริง" ถ้าอยากไปที่ไหนสักที่ อยากให้ลองตั้งตัวเป็นกลาง และลองไปอยู่ก่อน แบบไปอยู่สัก 3-4 เดือน หรือเต็มที่ 6 เดือนเลยก็ได้ ไม่ต้องแบบเทใจเพราะใครรีวิว เดี๋ยวจะโดนซิวตูด มันจะเสียทั้งเวลาและเงิน stack sats ถ้าไปอยู่แล้วไม่ได้เหมาะกับเราขนาดนั้น

2. คนเรามักจะมองข้ามสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันไป เพราะ เรามักจะ take it for granted ตลอด การได้กินหมูทะ ตากแดด ขี่มอไซ์ตากลม เจอเพื่อน เจอ community บิตคอยน์ได้ง่ายสะดวก อยู่กับพ่อแม่ ไปทานหมูปิ้งหน้าปากซอย อาจจะเป็นเรื่องที่คุณให้คุณค่ากับมันมากที่สุดก็ได้ หรือ การไปปีนเขา ได้มีอากาศาสะอาด เล่นหิมะ ได้เจอธรรมชาติสวยๆ ก็อีกเช่นกัน ให้ลองพิจารณาชีวิตประจำวันของตัวเองดู แล้วคิดดูว่าถ้าไม่มีมันเราจะโอเคไหม ชั่งน้ำหนักดูครับแล้วเราจะหาคุณค่าที่แท้จริงเจอ

3. เงินที่มั่นคงมันทำให้การย้ายประเทศนั้นไม่ใช่การตัดสินใจแค่ด้านเดียว - หลายๆคน มักจะย้ายประเทศเพราะอยากได้เงิน เงินมันดี เงินมันแบบโอ้โหแหะ แต่ลองนึกสภาพในโลก bitcoin standard การย้ายประเทศจะมีผลเกี่ยวกับเงินน้อยมาก หรือ แทบไม่มี ในโลกที่เงินมันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ผมเชื่อว่าปักเจกเองเนี่ยแหละ จะย้ายไปในที่ๆตัวเองชอบที่สุด เหมาะกับตัวเองที่สุด เราจะไม่ได้สนใจแล้วว่าประเทศนั้นค่าเงินเป็นไง ทำงานได้เงินมากขนาดไหน ส่งกลับบ้านได้เท่าไหร่ แต่เราจะเลือกประเทศที่ตอบโจทย์ในทุกๆด้านของเรา สภาพการทำงาน สภาพความเป็นอยู่ สภาพการใช้ชีวิตส่วนบุคคล ต่างๆ สะมากกว่า ถ้าเงินมันอยู่ในหน่วยเดียวกันมันจะวัดค่าแรงของสินค้าและบริการกันข้ามโลกแบบเป็นภาษาเดียวกันนะ

ทิ้งท้ายนี้ ผมมีแพลนจะกลับไทยในอีก 2 ปี ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้ามีโอกาสอยู่ที่นี่ในฐานะ permanent residence ก็อยากลองขึ้นอยู่กับงานและโอกาส แต่ตอนนี้งานไม่ค่อยได้หาเลยเหมือนมันค่อนข้างหมดไฟไปละ อีกทางคืออาจจะต้องย้ายไปอยู่เมืองชนบท (ซึ่งไม่ติด ชอบอยู่นะ แต่ไม่เคยลองไปอาจจะดี หรือ แย่กว่าที่คิด) อยากบอกว่าใครอยากรับผมเป็นลูกสมุนตอนกลับไทย ยินดีครับ 555555555555 เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีระหว่างรอๆปั้นธุรกิจ แอบคิดว่าจะไปช่วยพี่มิคที่ห้วยผึ้งแบบกรุบๆ เอนจอยกับสิ่งที่เราอยากช่วยผู้คนต่างๆ

ใดๆก็ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีกับทุกคนนะครับ และ ถ้าใครจะคิดย้ายประเทศก็ขอให้ประสบความสำเร็จและเลือกที่ๆเหมาะกับตัวเองที่สุดเน้อ

วันนี้โน้ตยาวหน่อย เพราะอยากให้สมองได้คิดไตร่ตรองอะไรบ้าง ช่วงนี้สมองแม่งเครียดแต่กับเกมหมา Dota 2

GM ครับ ✨

#siamstr

เจ็บกระดูด5555

Replying to Avatar maiakee

🎨พาโบล ปีกัสโซ: อัจฉริยะผู้ปลดปล่อยศิลปะสู่ความบริสุทธิ์

“It took me four years to paint like Raphael, but a lifetime to paint like a child.”

— Pablo Picasso

พาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso) คือศิลปินผู้ปฏิวัติวงการศิลปะด้วยความอัจฉริยะอันหาใครเทียบได้ ไม่เพียงแต่เขาสร้างสรรค์ผลงานอันล้ำยุค แต่เขายังเข้าใจถึงแก่นแท้ของศิลปะ ว่าความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเด็ก คือจุดสูงสุดของการสร้างสรรค์ ไม่ต่างจากปรัชญาของเต๋าที่มุ่งสู่ “ความว่าง” และการปล่อยวางจากการยึดติดในอนิจจสัญญา

🎨ต้นกำเนิดและพัฒนาการของปีกัสโซ

ปีกัสโซเกิดในปี 1881 ที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินอย่างรวดเร็ว และเมื่ออายุเพียง 14 ปี ก็สามารถวาดภาพได้อย่างปรมาจารย์ยุคเรอเนสซองส์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่เพียงความสามารถในการเลียนแบบศิลปินคลาสสิก แต่เป็นความสามารถในการ “ปลดปล่อย” ตัวเองจากกรอบเดิม ๆ และกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่

“ศิลปะเป็นการโกหกที่ทำให้เราตระหนักถึงความจริง”

— ปีกัสโซ

🎨ยุคต่าง ๆ ในผลงานของปีกัสโซ

1. ยุคสีฟ้า (Blue Period, 1901–1904)

ยุคนี้เต็มไปด้วยอารมณ์เศร้าและความโดดเดี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความหม่นหมองในชีวิตของเขาเอง ภาพที่มีชื่อเสียง ได้แก่ The Old Guitarist (1903) ซึ่งถ่ายทอดความทุกข์ของศิลปินเร่ร่อนและคนยากไร้

2. ยุคสีชมพู (Rose Period, 1904–1906)

เมื่อชีวิตของเขาเริ่มสดใสขึ้น ภาพวาดของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นโทนอบอุ่น นำเสนอชีวิตของนักแสดงละครสัตว์ ตัวอย่างเช่น Boy with a Pipe (1905) ซึ่งแสดงถึงความงามของช่วงเวลาที่เปราะบาง

3. ยุคแอฟริกัน (African Period, 1906–1909)

ปีกัสโซได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแอฟริกัน โดยใช้รูปทรงเรขาคณิตและความแปลกใหม่ของโครงสร้างใบหน้า หนึ่งในผลงานสำคัญคือ Les Demoiselles d’Avignon (1907) ซึ่งเป็นรากฐานของศิลปะแบบคิวบิสม์

4. คิวบิสม์ (Cubism, 1909–1919)

“When we discovered Cubism, we did not have the aim of discovering Cubism. We only wanted to express what was inside us.”

— Picasso

ศิลปะแบบคิวบิสม์ถือเป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ปีกัสโซและจอร์จ เบรค (Georges Braque) ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ศิลปะแบบนี้ขึ้นมา แม้ว่าหลายคนจะให้เครดิตแก่ อองรี มาติสส์ (Henri Matisse) ว่าเป็นผู้จุดประกายแนวคิดนี้ก่อน คิวบิสม์ไม่ใช่เพียงการแตกโครงสร้างของวัตถุเป็นเหลี่ยมมุม แต่มันเป็นการมองโลกในหลายมิติพร้อมกันในผลงานเดียว เช่น Guernica (1937) ที่สะท้อนถึงสงครามและความทุกข์ของมนุษย์

🎨ปีกัสโซ, เต๋า และการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“The supreme good is like water, which nourishes all things without trying to.”

— Laozi (เต๋าเต๋อจิง, บทที่8)

ปรัชญาเต๋าเน้นเรื่องของความเรียบง่าย การไหลไปตามธรรมชาติ และการกลับสู่ “ความว่าง” เช่นเดียวกับที่ปีกัสโซกล่าวว่า “ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อกลับไปวาดภาพแบบเด็ก” ความคิดนี้สะท้อนถึงแนวคิดของ “無為” (อู๋เว่ย) หรือการไม่ฝืนในปรัชญาเต๋า ปีกัสโซไม่ได้แค่สร้างศิลปะ เขาค้นพบความบริสุทธิ์ผ่านเส้นสายที่ดูเหมือนไร้เดียงสาแต่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ

🎨ปีกัสโซกับเลอกอร์บูซิเยร์: ศิลปะและสถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ 20

เลอกอร์บูซิเยร์ (Le Corbusier) เป็นอีกหนึ่งอัจฉริยะที่มีอิทธิพลต่อศิลปะสมัยใหม่ แม้เขาจะเป็นสถาปนิก แต่แนวคิดของเขามีความใกล้เคียงกับปีกัสโซในเรื่องของรูปทรงเรขาคณิตและการแสดงความคิดผ่านโครงสร้าง

“A house is a machine for living in.”

— Le Corbusier

ในขณะที่เลอกอร์บูซิเยร์เชื่อว่าสถาปัตยกรรมควรเป็นไปตามหลักเหตุผลและประโยชน์ใช้สอย ปีกัสโซก็ใช้แนวคิดคล้ายกันในคิวบิสม์ นั่นคือการแสดงความจริงในแบบที่มันเป็น แทนที่จะเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างปีกัสโซกับเลอกอร์บูซิเยร์นั้นเห็นได้ชัดในวิธีที่พวกเขาสลายรูปแบบเก่าและสร้างสิ่งใหม่ เลอกอร์บูซิเยร์ใช้เส้นเรขาคณิตที่คำนวณมาอย่างดี ขณะที่ปีกัสโซใช้เส้นเหล่านั้นในการปลดปล่อยจินตนาการ ผลงานอย่าง Guernica หรือ Three Musicians (1921) ของปีกัสโซ อาจเปรียบได้กับสถาปัตยกรรมแบบ Brutalism ของเลอกอร์บูซิเยร์ ซึ่งดิบ เรียบง่าย และสะท้อนความจริงของยุคสมัย

บทสรุป: อัจฉริยะที่อยู่เหนือกาลเวลา

พาโบล ปีกัสโซ เป็นศิลปินที่ไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ แต่เขาได้เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก เขาค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ทักษะเชิงเทคนิค แต่คือการกลับไปหาความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเด็ก ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับปรัชญาเต๋าที่เน้นการปล่อยวางและการหลอมรวมกับธรรมชาติ

“Art is the elimination of the unnecessary.”

— Pablo Picasso

เขาไม่ได้แค่พยายามแสดงให้เห็นความจริงของโลก แต่เขาปลดเปลื้องสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากศิลปะ เช่นเดียวกับปราชญ์เต๋าที่ตระหนักถึงความว่างเปล่า (Wu Wei) และความเป็นธรรมชาติ (Ziran) ทำให้ผลงานของเขาเหนือกาลเวลาและยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

#Siamstr #nostr #artist #artwork #cubism #picasso

😊☕️🌞🌱🎶