Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5
Replying to Avatar satuser

nostr:npub1esncxg2lyxjh3eyj4sx0x8js8zl848mm3wxkj6k820zghntqwjjs77gtsv พี่เจนมาเด้อครับ 😁🧡🙏

😃

ช้าลง ตกแล้ว 😊☕️🌱🌧️

แก่ตัวไปไม่ได้ต้องการคู่ชีวิตที่รวยหรืออะไรเว่อวังหรอก.. ถ้าเราคอมพลีททุกด้าน ทั้งการงาน การเงิน ขาดแค่เรื่องความรัก มีแค่ไม่กี่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ

คนที่พูดจารู้เรื่อง คนที่ยอมรับซึ่งกันและกัน คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แค่นั้นแหละ

อยู่ไม่ถึงร้อยปีไม่เอาอะไรเยอะแยะ เผลอๆไม่เอาอะไรเลย เพราะเข้าใจคำว่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา เพราะขนาดใจเรายังเป็นของเธอ.. ไม่ใช่ ตัดเหตุผลออกอันนั้นมุก ที่จะสื่อก็ตามนั้นแหละ แต่ยากและนานใช้ได้กว่าจะเข้าใจแบบถ่องแท้

เคยได้ยินเรื่องประมาณนี้ตอน 10 ขวบ 20 ขวบ ยัน 30 คือ ความเข้าใจต่างกันแบบสิ้นเชิงเลย

ตอนสิบ คือ ของฉัน ของฉันเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ของฉัน จะเจ็บปวดมาก จะร้องไห้เยอะๆ

ตอนยี่สิบ คือ ของฉัน ของฉันจริงๆ ถ้าไม่ใช่ของฉัน ฉันจะพยายามจนกว่าจะเป็นของฉัน ตายก็ยอม

ตอนสามสิบ คือ ฉันรู้แล้วว่าอะไรคือทรัพย์สิน หนี้สินและมิจฉาชีพ

มารไม่มีบารมีไม่เกิดแท้ๆ ถ้าไม่ถูกสแกมเมอร์ในวันนั้น ก็คงรู้จักแต่ทุ่งลาเวนเดอร์ ชีวิตคนเรามันต้องเป็นเหยื่อสักครั้งแหละน่า

GN😊😴

ฤดูเปลี่ยน

กระจันทร์ไม่มี

ใยแมงมุมไม่มี

ผู้เขียนไม่เห็นอะไร

ผู้เขียนไม่รู้อะไร

ผู้เขียนก็ไม่มี

GN🙏🙏🙏🙏🙏

Form is not form — that is why it is form.

The moon is not full, for from the beginning it is empty.

The spider's web neither exists nor does not exist.

One who truly sees, sees the Dharma in the web woven by no weaver.

Replying to Avatar maiakee

🎨ความสุขสามแม่สี : การไขว้ถักของจิต วิทยาศาสตร์ และปัญญา

1. ความสุขเชิงชีวภาพ (Pleasure & Satisfaction)

ในเชิง ประสาทวิทยา ความสุขรูปแบบนี้สัมพันธ์กับ dopamine reward pathway และ opioid system ที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจเมื่อได้กินอิ่ม ดื่มน้ำเย็น หรือพักผ่อนหลังทำงานหนัก เหมือนแม่สีเหลืองที่สดใสและตรงไปตรงมา เป็นความสุขที่สัญชาตญาณที่สุด

แต่มันก็มี ข้อจำกัด — หากเราหลงอยู่กับมันเพียงอย่างเดียว มันกลายเป็น วงจรการเสพติด (addiction loop) ไม่ต่างจากการผสมสีเหลืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่อาจสร้าง “เขียว” หรือ “ส้ม” ได้

2. ความสุขเชิงสัมพันธ์และการเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging & Love)

ในระดับ มานุษยวิทยาและสังคมวิทยา มนุษย์ไม่เคยอยู่เพียงลำพัง ความสุขจากการได้รับการยอมรับ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง คือแก่นของการอยู่รอดและวิวัฒนาการ

ทาง สมอง เราพบว่าระบบ oxytocin และ mirror neurons มีบทบาทสำคัญ ทำให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจ และร่วมสุขร่วมทุกข์กับผู้อื่น

นี่คือแม่สีฟ้า ที่แม้เย็นแต่ก็ลึกสงบ และเมื่อนำมาผสมกับเหลือง (pleasure) หรือแดง (excellence) จะให้สีที่เข้มข้นและมีมิติ

3. ความสุขเชิงความเป็นเลิศ (Excellence & Self-Transcendence)

นี่คือความสุขที่คุณกล่าวไว้ว่า “ไม่สามารถแทนที่ได้” เพราะมันอยู่บนยอดของ Maslow’s hierarchy of needs— self-actualization และ self-transcendence

ในเชิง ประสาทวิทยาศาสตร์ มันเกี่ยวข้องกับ prefrontal cortex และ long-term neuroplasticity ที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ (deliberate practice) ตลอดจน flow state ตามแนวคิดของ Csikszentmihalyi

ในเชิง พุทธธรรม นี่สอดคล้องกับ ภาวนา (การฝึก) และ ปัญญา (paññā) ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านความอึดอัดและความพยายามระยะยาว เช่นเดียวกับที่คุณเปรียบว่า การวิ่งมาราธอนวันแรกเต็มไปด้วยความเหนื่อยและเจ็บปวด แต่เมื่อจิตเข้าถึง “กระบวนการ” เรากลับตกหลุมรักมันเอง

นี่คือแม่สีแดง — ร้อนแรง เต็มไปด้วยพลัง และเป็นฐานของการสร้างเฉดใหม่ที่มีชีวิตชีวาที่สุด

การไขว้ถักและการผสมสีแห่งความสุข

ความสุขเหล่านี้ไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็น ฟรัคทัล (fractal) ที่ทอถักเข้าด้วยกันในทุกระดับของชีวิต

• หากขาด “เหลือง” (satisfaction) เราก็หมดแรงจะมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์ใด ๆ

• หากขาด “ฟ้า” (belonging) เราก็อาจประสบความสำเร็จแต่โดดเดี่ยว

• หากขาด “แดง” (excellence) เราก็จะจมอยู่กับการเสพและความพอใจระยะสั้น ไม่เคยได้ลิ้มรสความลึกซึ้งของการเปลี่ยนตัวเอง

การมีครบทั้งสาม ไม่ได้เพียงสร้าง “ความสำเร็จ” แต่สร้าง อัตลักษณ์ (identity) และ ความหมาย (meaning)

เชื่อมโยงสู่ปรัชญาและพุทธธรรม

ในทางพุทธ การไขว่คว้าความสุขทั้งสามสอดคล้องกับหลัก ปฏิจจสมุปบาท — ความสุขไม่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เกิดจากเงื่อนไขซ้อนทับกัน

• เวทนา (feeling) สอดคล้องกับ pleasure

• ตัณหา (craving) อาจพัฒนาเป็นความผูกพันในระดับ social bonding

• ภพ (becoming) แปรเป็นความพยายามฝึกฝนและสร้างตนเอง

แต่เมื่อมองให้ลึก ความสุขจากความเป็นเลิศ (excellence) คือ ทางออกจากวัฏฏะ เพราะมันไม่เพียง “ตอบสนอง” แต่ “เปลี่ยนแปลง” — เปลี่ยนความเป็นไปได้ของตัวเราเอง

สรุป

ดังเช่นแม่สีที่เมื่อขาดไปสีหนึ่งย่อมไม่อาจสร้างเฉดสีอื่นได้ ความสุขแต่ละรูปแบบก็เป็น โครงสร้างพื้นฐาน ของชีวิตที่ต้องการการผสมผสานอย่างสมดุล

• ความสุขเชิงพึงพอใจ (เหลือง) เติมพลัง

• ความสุขเชิงสัมพันธ์ (ฟ้า) เติมความเป็นมนุษย์

• ความสุขเชิงความเป็นเลิศ (แดง) เติมความหมายและอัตลักษณ์

และเมื่อทั้งสามถูกผสมอย่างกลมกลืน เราจึงได้ ภาพชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการอยู่รอด แต่เป็นการ เบ่งบานในฐานะมนุษย์

วงล้อแม่สีแห่งความสุข : แผนภาพเชิงสหสาขา

1. ความสุขเชิงพึงพอใจ (เหลือง – Biological Pleasure)

• ชีววิทยา: การกระตุ้น dopamine–opioid pathway ในสมอง เช่น การกิน การพักผ่อน การได้สิ่งที่ต้องการ

• สังคมวัฒนธรรม: พื้นฐานที่สุดของการดำรงชีวิต → อาหาร น้ำ ความปลอดภัย

• พุทธธรรม: สอดคล้องกับ กายสุข และ เวทนา ที่เกิดจากผัสสะ หากติดมากก็กลายเป็น “ตัณหา”

2. ความสุขเชิงสัมพันธ์ (ฟ้า – Social Belonging)

• ประสาทวิทยา: เกี่ยวข้องกับ oxytocin และ mirror neurons ทำให้เกิดความผูกพัน ความเห็นอกเห็นใจ

• มานุษยวิทยา: เป็นกลไกทางวิวัฒนาการของการอยู่รอด → มนุษย์คือสัตว์สังคม

• พุทธธรรม: ใกล้เคียงกับ เมตตา–กรุณา การเชื่อมโยงกับผู้อื่น ลดอัตตา และทำให้เห็น “อนัตตา” ผ่านความสัมพันธ์

3. ความสุขเชิงความเป็นเลิศ (แดง – Excellence & Self-Transcendence)

• ประสาทวิทยา: ใช้ prefrontal cortex, executive function, และการสร้าง neuroplasticity จากการฝึกระยะยาว (เช่น deliberate practice)

• จิตวิทยา: ตรงกับ flow state และ self-actualization ของ Maslow

• พุทธธรรม: ตรงกับ ภาวนา และ ปัญญา (paññā) — การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนตัวตน

การผสมแม่สี : ความสุขเฉดใหม่

1. เหลือง + ฟ้า = เขียว

→ ความสุขของ ความปลอดภัยในความสัมพันธ์ เช่น การมีครอบครัว อาหาร และความรักพร้อมกัน

→ ในสมอง: สมดุลระหว่าง dopamine กับ oxytocin

→ ในพุทธธรรม: “ศีล” ที่ทำให้ชีวิตมั่นคง

2. ฟ้า + แดง = ม่วง

→ ความสุขของ การสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การทำงานอาสา ศิลปินในชุมชน นักวิจัยที่ทำเพื่อมวลมนุษย์

→ ในสมอง: coupling ระหว่าง reward system และ prefrontal cortex

→ ในพุทธธรรม: “กรุณา–ปัญญา”

3. แดง + เหลือง = ส้ม

→ ความสุขของ การฝึกฝนทักษะจนได้ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ เช่น การได้เล่นดนตรีไพเราะหลังจากฝึกซ้อม หรือร่างกายแข็งแรงหลังวิ่งมาราธอน

→ ในสมอง: dopamine boost จาก “achievement”

→ ในพุทธธรรม: “สมาธิ–ปัญญา”

4. เหลือง + ฟ้า + แดง = ขาว (ความสมบูรณ์)

→ คือความสุของค์รวม (integrated happiness) ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่เป็น ชีวิตที่มีความหมาย

→ ในพุทธธรรม: ตรงกับ อริยมรรค ที่ไม่แยกส่วน แต่บูรณาการศีล สมาธิ ปัญญา

มุมมองสหสาขา

• ฟิสิกส์/คณิตศาสตร์: วงล้อความสุขคือ “ฟรัคทัล” — ไม่ว่ามองในระดับจุลภาค (สมอง) หรือมหภาค (สังคม) ก็ปรากฏรูปแบบซ้ำกัน

• ชีววิทยา: การผสมความสุขแต่ละแบบเหมือน symbiosis ของเซลล์ที่สร้างชีวิตซับซ้อน

• ปรัชญาตะวันตก: Aristotle เรียกความสุขสูงสุดว่า eudaimonia — ตรงกับการผสมทั้งสามแม่สีเข้าด้วยกัน

• พุทธธรรม: ความสุขที่ผสมกลมกลืนไม่ใช่การวิ่งตามเวทนา แต่คือการมี “โยนิโสมนสิการ” มองทะลุเงื่อนไข และสร้างชีวิตที่เป็นอิสระ

สรุป

ดังเช่นแม่สีสามสีที่ผสมกันจนเกิดเฉดสีหลากหลาย ความสุขสามรูปแบบก็เป็นแม่สีของชีวิต เมื่อเรารู้จักจัดสมดุล

• ใช้ความสุขพื้นฐานเพื่อพยุงชีวิต

• ใช้ความสุขจากความสัมพันธ์เพื่อเชื่อมมนุษย์

• ใช้ความสุขจากความเป็นเลิศเพื่อสร้างความหมาย

เราจะได้ชีวิตที่ไม่เพียงแต่ “มีความสุข” แต่ยัง “เบ่งบานในฐานะมนุษย์ผู้มีปัญญา”

#Siamstr #nostr #ปรัชญา

GE🙏😊🌱

เข้ายก ออกวาง เข้ายก ออกวาง เข้ายก ออกแตะ เข้ายก ออกวาง เข้ายก ออกแตะ เข้ายก ออกวาง

จากนั้น เข้าออกวางแตะยก Never mind, I can’t tell the difference. 5555555 GN😊🙏

GM☕️เป็นวันที่ดี ยินดีด้วย 🎉เด็กน้อย

เห็นนายส้มด้วยมั้ย😊

GM 🙏☕️กาแฟถ้วยอุ่น

ซ้าย…ขวา… เช้า….ออก…………….🎶

แสงอ่อนส่อง🌱

Replying to XJP

เมื่อโตขึ้น จึงค่อยๆรู้ว่าทุกสิ่งล้วนสมมติ

จริงๆผมเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ

ผมจำได้ว่าขับรถไปต่างอำเภอกับแม่ ผมเห็น Lamborghini จอดอยู่ข้างทางจึงเรียกแม่ดูด้วยความตื่นเต้น ผมจำได้ว่าแม่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร

ตอนนั้นผมก็มีความงง ทั้งๆที่ราคารถต่ำๆก็หลายสิบล้านบาท เครื่องก็แรง พบเห็นได้ยากบนท้องถนนต่างจังหวัดแบบนี้ เป็นรถที่ใฝ่ฝันของเด็กผู้ชายหลายๆคน เหตุใดแม่จึงไม่รู้สึกเหมือนเรา ?

หลายปีผ่านไป ประสบการณ์มากขึ้น

ผมพึ่งจะรู้ว่าที่เรารู้สึกกับมันเพราะเราใส่ Story (สมมติให้มัน)

เราจะมีความรู้สึกร่วมกับมันเฉพาะเมื่อเรารู้ Story เช่น เรื่องรถข้างต้นผมมี Story ในหัว มีประสบการณ์ร่วม เคยเล่นเกม เคยดูคลิป เคยโหลด Wallpaper แต่แม่ผมไม่มี อย่างมากก็คงรู้สึกว่าทรงแปลกๆ

"เพราะจริงๆมันก็เป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้ว"

ความหมายคือทุกสิ่งนั้นไม่มีประจุเป็น neutral แต่ positive หรือ negative นั้นเป็นประจุที่เรา "เติมแต่ง" เข้าไปเป็น Story ที่เราใส่ไป

ยกตัวอย่าง

การได้ไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ บางคนมองว่าเสียดายเงินกว่าจะหามาได้ ในขณะที่บางคนมองว่านี่คือรางวัลชีวิต

บางคนบอกว่าชีวิตที่ดีคือการได้ออกไปเจอโลกกว้าง ในขณะที่บางคนบอกว่าการอยู่กับตัวเอง อยู่กับบ้านใช้เวลาส่วนตัวนั่นคือชีวิตที่ใฝ่ฝัน

บางคนบอกต้องมีเงินเยอะๆถึงจะดี บางคนบอกว่าถ้าแลกกับการที่ต้องเครียด วุ่นวายเพิ่มขึ้น เท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

บางครั้งผมรู้สึกว่าเพลงๆนี้มันเจ๋งมาก ในแง่ความมีชั้นเชิงและความหมาย แต่บางคนกลับบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง

บางทีก็เจอเรื่องที่ยากลำบากก็ดันผลักให้ต้องพัฒนาอะไรสักอย่างจนเจอหนทางใหม่ที่ดีกว่า

กลับกันการไม่เจออะไรยากๆ ก็ไม่เกิดไอเดียอะไรใหม่และมีแนวโน้มจะใช้วิธีเดิมไปเรื่อยๆ ลำบากภายหลัง

บางคนดีใจหุ้นกำลังวิ่งทะยาน แต่อีกคนมองว่ากำลังจะจบรอบ

บางคนเศร้าหมองราคาหุ้นตกต่ำ บางคนมองว่านั่นคือ bottom แล้ว ต่อไปเป็นขาขึ้น นี่คือโอกาส

บางคนทำงานวันแรก เห็นปัญหาเยอะเต็มไปหมด เจอโอกาสพัฒนามากมาย (เพราะ story เกี่ยวกับที่นี่เป็น 0)

บางคนทำไปนานๆเคยชิน(bias) ก็จะมองไม่เห็นอะไร

ทั้งๆที่ทำงานอย่างเดียวกัน

จากเรื่องทั้งหมดนี้ผมเห็นอะไร???..

แต่ละเหตุการณ์แม้เป็นเรื่องเดียวกัน...แต่คนทั้งสองมองต่าง เหตุเพราะ story ที่เอามาปรุงนั้นไม่เหมือนกัน

ผมเลยคิดย้อนกลับหากเอา story ออก มันจะเกิดอะไรขึ้น ??

มันก็ไม่มีอะไร มันก็เพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น...

ฉะนั้น เรากำลังตามหาอะไร ? สมมติของตัวเอง ? สมมติของคนอื่น ? หรือจริงๆแล้วอาจไม่จำเป็นต้องตามหาอะไรเลย ?

พูดง่ายนะ แต่ทำยาก แต่ผมว่ามันจำเป็น ในการเดินทางระยะยาว

(วิชาตัวเบา)

#ธรรมะ #siamstr

GN🙏🙏🙏อายุเท่าไหร่ตื่นเร็วแท้

อายุกะสมมติ

เป็นเช่นนั้นเอง

ตื่น จากความฝันอันยาวนาน

กำลังตามหาอะไร?

สมมติของตัวเอง?

สมมติของคนอื่น?

หรือจริงๆแล้วไม่ต้องตามหาอะไรเลย?

ผู้ถาม เองเป็นสมมติ

สิ่งที่ตามหา เองเป็นสมมติ

และ การตามหา เองเป็นสมมติ

โลกนี้คืองานศิลป์แห่งมายา

เหมือนคนดูละคร ที่รู้ว่ามันคือละคร

จึงสามารถเสียน้ำตา โดยไม่ทุกข์

วิชาตัวเบา ตัวเบา ก็ไม่มี

เดินสมมติ ไม่ยึดสมมติ

สัมผัสปรมัตถ์ ไม่เอื้อมคว้า

เหนือสมมติ มีปรมัตถ์

เหนือปรมัตถ์ ไม่มีอะไรต้องยึดอีก

อย่าติดใน ความว่าง

จิตยึดว่า ไม่มีอะไรเลย

ยังเป็นอีกขอบหนึ่งของทวินิยม

nostr:note103uv8p70l4d8jp5d9jahsvs0cwxnr2a248vzpg2lzfavhamkyg4qz7tunh