1 ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงที่ปรัชญา/ธรรมะ ไหลเข้าหัวผมเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว อาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่สงบใจขึ้นมากๆ
ขอบคุณ BTC ที่พาผมมาเจอสังคมดีๆ 🙏🏻
#siamstr
GM คร้าบบบ #siamstr
เมื่อคืนนอนเยอะ วันนี้ได้ตื่นเช้ามาวิ่ง
ตอนนี้กำลังจิบกาแฟก่อนเริ่มงานเฟียต
เช้านี้รู้สึกดีมาก
แวะมาแจกพลังบวกครับ 55555
ขอให้เป็นวันที่ดีครับบบบ
เมื่อวานนั่งเล่าสารบัญ The bitcoin standard, the fiat standard กับ principles of economics ให้เพื่อนฟังในชมรมเล่าหนังสือเฉพาะกิจ
โคตรมันส์ 5555
เพื่อนไปซื้อ the bitcoin standard มาเรียบร้อย
#siamstr
555555 มันแปลว่า
ได้โปรดอธิบายอีกครั้ง ไหมครับ 😂
ส่วนตัวผมคิดว่า สุดท้ายแล้วคำตอบว่าจะสะสม proof of work ด้านไหน เจ้าของคำถามต้องหาคำตอบด้วยตัวเองแหละ
แต่ถ้าจะให้แนะนำ ผมว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ ของคนวัยนี้คือ “การ explore โลกให้เยอะๆ” นะ
หาโอกาสทำกิจกรรมที่คิดว่าจะสนใจ แล้วเอาตัวเข้าไปทำเลย ถ้าเราชอบ เราจะอยากทำมันต่อเอง แต่ถ้าเราไม่อิน เราก็จะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเองครับ ผมว่าไม่มีอะไรที่ทำแล้วเสียเวลาเปล่า 100% หรอก
แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ยากของโลกเฟียต มันก็คือมันหาโอกาสดีๆ ได้ยากนี่แหละ ถ้าเรามีทุนไม่มากพอ
ส่วนตัวผมไม่ได้เชียร์ให้ต้องเดินตามระบบเฟียตนะ แต่แนะนำให้ลองมองดูดีๆ ว่ารอบตัวเรามันมีโอกาสอะไรที่เราจะคว้าไว้ได้ไหม ถ้ามีก็ลุยเลย ค่อยๆ รู้จักตัวเองไปครับ
แต่สำหรับบางคน การเข้าไปในมหาลัยมันก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมใหม่ๆ เยอะมาก มีโอกาสที่จะไปเจอโลกกว้างเยอะมาก และมีโอกาสที่จะได้รู้จักคนเก่งๆ ในวัยเดียวกันอีกมาก
(แม้หลายๆ อย่างมันจะเฟียตสักหน่อย แต่ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเป็นทาสระบบนั้นนะ 5555)
วัย 20 มันเป็นวัยที่ต้องหาตัวเองก่อนแหละ
หลายอย่างที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ตอนอายุ 20 ผมยังไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ 555555
เอาใจช่วยให้มีไฟใช้ชีวิต ขอให้มีพลังค้นหาตัวเองต่อไปค้าบ ✌🏼
ทุกวันนี้สนุกเวลาได้เล่าเรื่อง BTC กับระบบเงินเฟียตให้เพื่อนฟัง ชอบเวลาเห็นแววตาเป็นประกายของเพื่อนหลายๆ คน 😀
แล้วจะยิ่งตื่นเต้นเป็นพิเศษเวลามีเพื่อนที่ anti-BTC อยู่ในวง เวลาดิสคัสกันด้วยเห็นผลแล้วมันเหมือนได้ลับคมความคิดตัวเองดี เหมือนเป็นการพิสูจน์ proof of work ที่ได้ศึกษา BTC มาตลอด 1-2 ปี 😂
#siamstr
วันนี้ผมได้ไปร่วมงานศพแม่ของเพื่อนสนิทมาครับ
ปกติผมไม่ค่อยได้ตั้งใจไปงานศพใครเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการติดตามพ่อกับแม่ไปงานศพของคนที่ผมไม่เคยรู้จัก
แต่งานวันนี้มันให้อะไรกับผมมากกว่าที่คิดมากๆ
…
ตลอดงานผมรู้สึกสงบใจแบบบอกไม่ถูก
และพลังจากคนในงานทำให้ผมเข้าใจจริงๆ ว่า ‘การจากโลกนี้ไปอย่างเป็นที่รัก’ มันเป็นยังไง
ผมรู้สึกได้เลยว่าแม่ของเพื่อนผมท่านได้ทำหน้าที่บนโลกมนุษย์นี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนมามากจริงๆ
งานวันนี้ทำให้ผมอยากใช้ชีวิตให้ดีขึ้น แล้วถ้าวันหนึ่งจะต้องมีงานของผม ผมหวังว่าคนในงานจะรู้สึกสงบใจและได้แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เหมือนที่ผมได้วันนี้ :)
#siamstr
#siamstr
เริ่มงานวันแรกของปี 2024 ด้วยปริมาณงานที่มากเหมือนเดิม ยากเหมือนเดิม แต่รู้สึกสนุกและท้าทายกว่าเดิม
ขอบคุณทุ่งม่วงที่มอบพลังใจให้ผมมาตลอดครึ่งปีหลังของปี 2023 🙏🏻
ตามข่าวอะไรไม่ทันเท่าไหร่เหมือนกันครับ 55555
ขอบคุณครับบบ 🤟🏻
#Reflection2023
#siamstr
“กูโคตรชอบชีวิตตัวเองตอนนี้เลยว่ะ”
เป็นคำพูดที่ผุดขึ้นมาในหัวผมเมื่อสามวันก่อนตอนกำลังนั่งทบทวนตัวเอง หลังจากเลิกงาน Fait วันสุดท้ายของปี 2023 แล้วมันก็วนอยู่ในหัวผมมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าอยากจะแชร์ให้ทุกคนอ่านครับ 555 :D
ตอนแรกผมกะจะมาเล่าชีวิตผมในปี 2023 แต่ก็คิดได้ว่า คนอื่นอาจจะไม่ได้สนใจรายละเอียดชีวิตผมขนาดนั้น เลยจะเปลี่ยนเป็นเล่าว่าผมได้เรียนรู้อะไรที่รู้สึกว่ามีประโยชน์กับผมก็แล้วกันนะ
1. สิ่งที่จำกัดที่สุดของมนุษย์ คือ “เวลา”
ข้อแรกนี่ตรงไปตรงมา มนุษย์ทุกคนมีเวลาจำกัด เพราะสักวันหนึ่งเราต้องตาย หรือบางทีแม้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ อายุที่มากขึ้นก็อาจจะเป็นข้อจำกัดที่จะทำให้เราใช้เวลาที่เหลืออยู่ได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิมแล้ว
2. ทุกอย่างในชีวิตต้องใช้ “เวลา” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้
ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การงาน ความสัมพันธ์ สุขภาพ กีฬา ดนตรี หรืออื่นๆ หากเราต้องการพัฒนาชีวิตด้านใดด้านหนึ่งให้ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องใช้เวลาทั้งสิ้น
ทักษะ/ความรู้/ความสัมพันธ์ที่ดี มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราค่อยๆ สร้างมันทีละน้อย เพราะสมองมนุษย์ไม่เหมือนคอมพิวเตอร์ ที่สามารถดาวน์โหลดสิ่งต่างๆ ลงไปในเวลาไม่กี่นาที สมองมนุษย์เรียนรู้โดยการเชื่อมต่อกันของโครงข่ายเส้นประสาท ซึ่งต้องอาศัยการทำซ้ำและจำเป็นต้องอาศัยเวลาเพื่อให้มันเกิดขึ้นมาได้
ส่วนสุขภาพหรือรูปลักษณ์ที่ดีนั้น เราจะมีได้มาก็ต่อเมื่อเรากินอาหารที่ดี และออกกำลังกายสม่ำเสมอเท่านั้น การไปฟิตเนสเดือนละครั้งอาจจะไม่ได้มีผลกับสุขภาพของเราขนาดนั้น
3. เงิน ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
เงิน เป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมาเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เพื่อให้มนุษย์สามารถนำไปแลกสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ “ให้คุณค่า” ได้ ดังนั้นสิ่งที่สนุษย์ต้องการจริงๆ มันก็คือสิ่งที่คุณให้คุณค่าเหล่านั้นแหละ ไม่ใช่เงิน
นอกจากนั้นเงินมันไม่สามารถแลกได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรก็ตามที่ต้องอาศัย “เวลา” เพื่อให้ได้มา เช่น ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือความสุขสงบในใจที่แต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกัน
—-----------------------------------------
แค่สามข้อนี้รวมกันก็ให้อะไรผมเยอะมากๆ
ตลอด 26 ปีที่ผมอยู่บนโลกนี้มา ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเทกับการเรียนมาตลอด ตั้งแต่ประถม มัธยม จนเข้ามาตรากตรำในคณะแพทย์อีกร่วม 6 ปี เพื่อที่จะจบมาแล้วพบว่า เราแทบไม่มีอิสระอะไรในชีวิตตัวเองเท่าไหร่เลย ในระบบที่มีอยู่มานานนี้ เราก็เป็นแค่เบี้ยตัวเล็กๆ ที่ถูกกำหนดให้ต้องจ่ายเวลาส่วนตัวทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยมี “เงิน” จำนวนหนึ่งเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
จนเมื่อปีที่แล้วที่ผมได้มีเวลาว่างมากขึ้นเพียงพอที่จะหยุดพัก แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าต้องถอดบทบาทหมอออกไป ผมจะอยากเป็นอะไรในสังคมวะ”
คำตอบที่ได้ทำให้ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกัน
ทั้งที่ผมรู้ตัวว่าตัวเองมีความชอบ ความรู้ หรือทักษะมากพอที่จะย้ายสายงานได้ไม่ยากนัก แต่คำตอบของผมก็ยังเป็น “แพทย์” อยู่เหมือนเดิม
แต่ผมไม่ได้อยากเป็นแพทย์เป็นอย่างแรกนะ
“ผมอยากเป็นมนุษย์ที่มีความรู้แพทย์” ถ้าต้องเลือกระหว่างต้องเป็นหมอ หรือเป็นมนุษย์แค่อย่างเดียว ผมจะเลือกเป็นมนุษย์ ผมอยากมีชีวิตที่มีความสุขกับชีวิตประจำวัน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีโอกาสได้พัฒนาความรู้ความสามารถในสาขาที่ผมชอบ ไม่ว่าจะเป็นในวงการแพทย์หรือนอกวงการแพทย์ก็ตาม
แต่ในเมื่อผมไม่ต้องเลือกแค่อย่างเดียว ผมก็เลยยังอยากเป็นหมอด้วย เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตัดสินใจสมัครเรียนต่อเฉพาะทางอายุรศาสตร์ที่บ้านริมน้ำที่รักในปีการศึกษาที่จะถึงนี้
คำตอบนี้ทำให้ผมยังต้องทำงานเป็นหมอเหมือนเดิมแหละ แต่ผมโคตรมีความสุขกับการทำงานเลย เพราะพอคิดได้แบบนี้ผมก็รู้แล้วว่าผมชอบเนื้องานของแพทย์ แต่ผมแค่ไม่ชอบ ‘ระบบราชการ’ บวกกับการมีคู่คิดที่รู้ใจและมีความคิดแบบเดียวกัน เลยได้จับมือกันลาออก จ่ายเงินชดใช้ทุนราคาหกหลัก เพื่อมาทำงานเป็นแพทย์ ในกทม.ซึ่งผมยืนยันได้เลยว่าระบบมันคนละชั้นกันเลย
ผมได้มีชีวิตแบบที่อยากมี ได้ออกกำลังกาย ได้อ่านหนังสือนอกเวลา ได้ศึกษาความรู้ และพัฒนาตัวเองไปทีละน้อยในทุกวัน มันมีคุณค่ากับผมมากจริงๆ มากกว่าที่เงินจะให้ผมได้หากผมต้องแลกมันด้วยเวลาที่มีค่าของผม
—-----------------------------------------
ปี 2024 ผมตั้งใจว่าผมจะมุ่งมั่นสร้างคุณค่าในด้านต่างๆ ให้มากขึ้นอีก และจะใช้เวลาทุกนาทีให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปลายปีหน้า ผมจะสามารถพูดได้อีกครั้งว่า
“กูโคตรชอบชีวิตตัวเองตอนนี้เลยว่ะ!!!” :D
#siamstr
รู้สึกกันไหมครับว่าช่วงนี้บรรยากาศรวมๆ มันสงบสุข คนรอบๆ ตัวดูมีความสุขกันกว่าช่วงปีก่อนเยอะเลย
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นแค่รอบตัวผม หรือเป็นเพราะอยู่แต่ในทุ่งม่วงนะ 😅
วันนี้ลองพยายามเล่าเรื่องบิทคอยน์ให้น้องสาวฟัง ปรากฎว่าน้องสนใจมากกว่าที่คิด
ได้ข้อคิดว่า
แต่ละคนมี pain point จากระบบ Fiat ที่ต่างกัน ถ้าเราแตะให้ถูกจุด แล้วเริ่มจากตรงนั้น เราก็เริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับบิทคอยน์กับคนใหม่ๆ ได้ไม่ยาก 🙂
#siamstr
#siamstr
วันนี้นั่งคิดเรื่องการให้เงินลูกของพ่อแม่ แล้วได้เห็นว่ากระบวนการที่ต่างกันมันมีผลต่อวิธีคิดของเด็กมากกว่าที่คิดมากเลยนะ
สมมติเด็กคนที่ 1 ได้เงินเดือนจากพ่อแม่เป็นเงินก้อนรอบเดียวจบ สิ่งที่เขาต้องทำคือไปจัดการเงินของตัวเอง กินข้าวให้อิ่ม กินขนมเท่าที่เห็นสมควร ถ้าอยากได้อะไร ก็ต้องเก็บออมเอง จนมีเงินพอไปซื้อของที่อยากได้
กับเด็กคนที่ 2 ได้เงินเป็นวันๆ ไป ถ้าอยากได้ของอะไรเพิ่มเติมก็มาบอกพ่อกับแม่ให้ซื้อให้
สุดท้ายเด็กทั้งสองคนอาจจะได้เงินรวมทั้งเดือนเท่ากัน อาจจะได้ของต่างๆ เท่ากัน แต่วิธีคิดน่าจะต่างกันพอสมควรเลย
สำหรับผม ผมชอบแบบแรกนะ ผมว่าเด็กน่าจะได้ฝึกจัดการตัวเอง ได้รู้จักการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
ผมว่าเราไม่ควรปลูกฝังความรู้สึกว่าเงินเป็นอะไรที่มีไม่จำกัด อยากได้เมื่อไหร่ก็มาขอเพิ่มได้เรื่อยๆ ให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก
ซึ่งจริงๆ มันไม่มีผิดมีถูกหรอก…เอาเป็นว่ามันเป็นวิธีคิดที่ผมไม่คลิกแหละครับ
