จากโล่สู่เตาไฟ: ตำนานแห่งพิซซ่า

ย้อนเวลากลับไปสู่สมรภูมิรบอันร้อนระอุในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งสงครามและเสียงโห่ร้องของเหล่าทหาร ณ ที่แห่งนั้นเอง กำเนิดตำนานแห่งอาหารจานโปรดของคนทั่วโลก "พิซซ่า"

ใช่แล้วค่ะ ท่านผู้ชม นานก่อนที่อิตาลีจะได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของพิซซ่า บรรพบุรุษของอาหารจานนี้ อาจถือกำเนิดขึ้นจากภูมิปัญญาของทหารเปอร์เซียผู้ชาญฉลาด พวกเขาคิดค้นวิธีอบขนมปังแผ่นเรียบ บนโล่โลหะที่ใช้เป็นอาวุธ เหนือกองไฟที่ลุกโชน
ขนมปังแผ่นนี้ไม่เพียงแต่พกพาสะดวก ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม แต่ยังเป็นฐานรองรับอาหารได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการเติมแต่งชีสและอินทผลัม ก็กลายเป็นมื้ออาหารแสนอร่อย ที่ช่วยเติมพลังให้กับนักรบแห่งเปอร์เซีย
จากสนามรบสู่ครัวเรือน แนวคิดการนำขนมปังมาผสมผสานกับวัตถุดิบอื่นๆ เดินทางข้ามกาลเวลาและวัฒนธรรม

ในยุคโรมันโบราณ ทหารนิยมรับประทานขนมปังแผ่นเรียบ ราดด้วยสมุนไพร น้ำมันมะกอก และชีส
หลายศตวรรษต่อมา ณ เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี แนวคิดนี้ได้พัฒนาจนถึงขั้นสูงสุด ขนมปังแผ่นเรียบ ถูกนำมาแต่งแต้มด้วยมะเขือเทศ วัตถุดิบจากโลกใหม่ ที่เดินทางมาถึงยุโรปในศตวรรษที่ 16

บวกกับความคิดสร้างสรรค์ และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ในที่สุด "พิซซ่า" อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันก็ถือกำเนิดขึ้น

จากอาหารจานด่วนของทหาร สู่เมนูระดับโลก พิซซ่า ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้แต่อาหารที่เรียบง่ายที่สุด ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน

นี่คือตำนานแห่งพิซซ่า เรื่องราวความอร่อย ที่เริ่มต้นจากโล่ สู่เตาไฟ และเดินทางมาจนถึงจานอาหารของเราในวันนี้ค่ะ
ไลบ์นิซ กับ อี้จิง
ในปี ค.ศ. 1701 นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ได้รับแผนภาพของรูปฉักลักษณ์ (hexagrams) ในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งถูกส่งมาจาก โจอาคิม บูเวต์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสผู้ติดต่อกับเขา
ในช่วงเวลานั้น ไลบ์นิซกำลังพัฒนาระบบเลขฐานสอง -- ระบบที่ประกอบด้วยเลข 1 และ 0 ซึ่งปัจจุบันเป็นตรรกะพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เขาค้นพบว่าระบบเลขฐานสองที่แฝงอยู่ในคัมภีร์อี้จิงนั้นสะท้อนงานของเขาอย่างใกล้ชิด!
นี่คือสิ่งที่ไลบ์นิซเขียนตอบกลับไปยังบูเวต์:
"แต่เรามาพูดถึงหัวข้อหลักประการหนึ่งในจดหมายของคุณกัน นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างเลขฐานสองของข้าพเจ้ากับแบบจำลองของฝูซี ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์และนักปรัชญาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่โลกรู้จัก และถูกมองว่าเป็นผู้ก่อตั้งจักรวรรดิจีนและวิทยาการของพวกเขา แบบจำลองนี้จึงเป็นหนึ่งในอนุสรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในจักรวาลในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีอายุมากกว่า 4,000 ปี และบางทีอาจไม่ได้รับการทำความเข้าใจเลยเป็นเวลาหลายพันปี เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่มันตรงกับวิธีการทางเลขคณิตแบบใหม่ของข้าพเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ และข้าพเจ้าควรจะได้เขียนถึงคุณเกี่ยวกับเลขคณิตของข้าพเจ้าในเวลาที่เหมาะสมพอดี นั่นคือ ในเวลาที่คุณกำลังทุ่มเทให้กับการถอดรหัสบรรทัดเหล่านี้"
https://leibniz-bouvet.swarthmore.edu/letters/letter-j-18-may-1703-leibniz-to-bouvet/

🚨🇺🇸 CIA เผยแพร่หนังสือที่ให้รายละเอียดว่าโลกจะถึงจุดจบอย่างไร
หนังสือปี 1966 เรื่อง 'The Adam and Eve Story' โดย Chan Thomas ทำนายการทำลายล้างโลกในระดับที่เกินจินตนาการ
ถูกจัดประเภทเป็นความลับมานานกว่า 50 ปี โดยอ้างว่าโลกเผชิญกับภัยพิบัติร้ายแรงทุกๆ 6,500 ปี ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กอย่างกะทันหัน และเตือนว่าครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
Thomas อธิบายว่าแคลิฟอร์เนียถูกทำลายล้างด้วย "ลมเหนือเสียง" และคลื่นสึนามิสูง 2 ไมล์ กวาดล้างลอสแองเจลิสและซานฟรานซิสโกภายในไม่กี่ชั่วโมง
ทวีปอเมริกาเหนือจะแตกออก แมกมาจะพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ และไม่มีทวีปใดที่จะรอดพ้นจากความโกลาหลของเปลือกโลกที่กลืนกินโลก
ภายในวันที่ 7 ขั้วโลกของโลกจะพลิกกลับ น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย และทวีปต่างๆ จะถูกจัดเรียงใหม่จนจำไม่ได้
หนังสือกว่า 200 หน้ายังคงเป็นความลับสุดยอด ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการคาดเดาว่าเหตุใด CIA จึงจัดประเภทไว้ตั้งแต่แรก
นักวิจารณ์ รวมถึง NASA ไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างดังกล่าวว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่ความลับกลับทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของสาธารณชนทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ที่มา: Daily Mail

วิธีที่ Risk to Reward Ratios สามารถเปลี่ยนแปลงการเทรดของคุณได้
แปลจาก https://x.com/SJosephBurns/status/1876595348921262590
ลองใช้ตัวอย่าง Risk/Reward Ratio ที่, 1:2:
สมมติว่าคุณทำการเทรด 10 ครั้ง โดยเสียงเงิน $1,000 ต่อครั้ง:
ถ้าคุณชนะ 4 ครั้งจาก 10 ครั้ง คุณจะได้กำไร $8,000 (4 ครั้ง x $2,000 กำไรต่อครั้ง)
ถ้าคุณเท่าทุนใน 2 ครั้ง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเงินทุน ($0)
ถ้าคุณแพ้ 4 ครั้ง คุณจะขาดทุน $4,000 (4 ครั้ง x $1,000 ขาดทุนต่อครั้ง)
รวมทั้งหมด คุณจะได้กำไรสุทธิ $4,000 (+$8,000 - $4,000)
แม้คุณจะชนะเพียง 4 ครั้งจาก 10 ครั้ง คุณก็ยังมีกำไร!
สิ่งที่ตัวอย่างนี้สอนเรา: อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง อาจไม่ใช่เพราะการวิเคราะห์ตลาดของคุณไม่ดี แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้ยึดมั่นในแผนการจัดการความเสี่ยงของตัวเอง (เช่น Stop Loss และการกำหนดขนาดของตำแหน่งการลงทุน)
แม้ว่าคุณจะมีทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าขาดการบริหารความเสี่ยงและวินัย การทำกำไรอย่างยั่งยืนก็ยังเป็นไปไม่ได้
บทเรียนสำคัญ:
การเทรดไม่ได้เกี่ยวกับความสมบูรณ์แบบ แต่เกี่ยวกับ ความอดทน วินัย และการยึดมั่นใน "คณิตศาสตร์ของความคาดหวังเชิงบวก" (Positive Expectancy)
สรุป:
อย่าพยายามชนะทุกครั้ง แต่ให้เน้นการจัดการความเสี่ยงและยึดมั่นในแผนการเทรดของคุณ เพราะเพียงแค่วินัยและการจัดการความเสี่ยงที่ดี คุณก็สามารถทำกำไรได้ แม้จะชนะเพียงครึ่งเดียวของการเทรดทั้งหมด!

In the cold winters of northern Europe, houses were difficult to heat, then some forgotten craftsman gave him a bed to build, almost like a closet, where to hide from the cold of the night, when the last chills of the family fire went out, real woodworking were these beds of one or two compartments, which from 16 for centuries protected non-claustrophobic Europeans from night ice.
The box bed, which originated in the late medieval period, appeared in different forms throughout
Europe: there are examples from Britain, Scotland, Austria, the Netherlands and Scandinavia. In some places they were used until the 20th century, which makes sense when you consider the cold European winters and houses where the warmth came only from a wood fire. And even before electricity, people simply didn't heat their homes that much, so being cold outside also meant being cold inside.

ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีสังเกตอาการแรกเริ่มของภาวะสมองเสื่อมได้แบบง่าย ๆ ระหว่างการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอาบน้ำ
ปัจจุบันมีสถิติว่า พบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ทั่วโลกเป็นจำนวนมากถึง 55 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป โรคนี้เป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้ผู้ป่วยหลงลืมสิ่งต่าง ๆ มีความกังวลและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออาการลุกลาม
การสังเกตพบอาการแต่เนิ่น ๆ จะมีประโยชน์มากในการช่วยเตรียมตัวรับมือโรคนี้ ทั้งนี้มีคำแนะนำให้สังเกตอาการเริ่มแรกแบบง่าย ๆ ระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการอาบน้ำ ซึ่งก็คือความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น เมื่อเราไม่สามารถได้กลิ่นหรือจดจำกลิ่นของแชมพูสระผมหรือสบู่ที่ใช้เป็นประจำได้ เว้นแต่ว่าจะอยู่ระหว่างป่วยเป็นโรคโควิด-19 หรือมีอาการคัดจมูก
“เมื่อเราอายุมากขึ้น ประสาทสัมผัสของเราก็มักจะเปลี่ยนไป” ดร.เมเรดิธ บ็อค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทจากรีโมเฮลท์ ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมอธิบาย “การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจสังเกตได้ชัดเจนขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม”
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นว่าการไม่ได้กลิ่นหรือประสาทรับกลิ่นบกพร่องเมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นอาการของภาวะสมองเสื่อมเสมอไป
ดร.ฟูเซีย ซิดดิคี แพทย์ระบบประสาทและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ด้านการนอนหลับของศูนย์การแพทย์เซนทารา อาร์เอ็มเอชก็กล่าวถึงความเชื่อมโยงนี้ว่า ผู้ที่มีประสาทการรับรู้เสื่อมถอย โดยเฉพาะประสาทการรับกลิ่นจะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และมีภาวะสมองเสื่อม การรับรู้และระบุกลิ่นได้มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีคัดกรองโรคที่มีประโยชน์วิธีหนึ่ง
ถ้าจะอธิบายจากหลักง่าย ๆ ก็คือ เนื่องจากภาวะสมองเสื่อมเป็นโรคทางระบบประสาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองและส่งผลกระทบต่อประสาทสัมผัสทั้งหลายอีกทีหนึ่ง
“กระบวนการเสื่อมถอยของระบบประสาทที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมยังส่งผลต่อความรู้สึกและการประมวลผลทางประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น ทำให้ยากต่อการรับรู้กลิ่นที่คุ้นเคย เช่น แชมพูหรือสบู่เหลวที่ตนชื่นชอบ” ดร.บ็อคกล่าว พร้อมทั้งอธิบายว่า การสูญเสียประสาทรับกลิ่นมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป และอาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นความบกพร่องทางสติปัญญาอื่น ๆ
“ในกรณีของภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี (Lewy body dementia) ความผิดปกติของการรับกลิ่นดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเกิดโรค” ดร.ซิดดิคีกล่าวและชี้ว่า โดยทั่วไป ความผิดปกติด้านการรับกลิ่นนี้อาจเกิดขึ้นก่อนอาการอื่นของภาวะสมองเสื่อมได้หลายปี และอาจนานเกือบสิบปีในบางกรณี
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองแนะนำว่า เมื่อพบอาการผิดปกติเกี่ยวกับการรับกลิ่น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะไม่แน่ว่าอาการเช่นนี้จะเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองเสื่อม
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หากความผิดปกติของประสาทรับกลิ่นเกิดขึ้นเพราะภาวะสมองที่เริ่มเสื่อมแล้ว ประสาทส่วนนี้จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้ดังเดิม ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมมักจะสูญเสียความสามารถในการรับกลิ่นอย่างถาวร
ที่มา : parade.com
วิธีการทำหมั่นโถว mántou 馒头 ในแบบชนบทของจีน โดยทำจากแป้งสาลีเป็นวัตถุดิบหลักและเป็นหนึ่งในอาหารหลักประจำวันของชาวจีน และคลิปยุ้งฉางของประเทศจีน ในที่ราบภาคกลางหรือจงหยวน Zhōngyuán 中原 บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 90 ล้านหมู่ (ประมาณ 60,000 ตร.กม. หรือประมาณ 37,500,000 ไร่) คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในสี่ของผลผลิตข้าวสาลี Xiǎomài 小麦 ทั้งหมดของประเทศจีน
จงหยวน Zhōngyuán 中原 หรือที่ราบตอนกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ หัวเซี่ย huáxià 华夏, จงถู่ zhōng tǔ 中土, จงโจว zhōngzhōu 中州 หมายถึงพื้นที่เขตเหอลั่ว hé luò 河洛 (เหอลั่วคือพื้นที่ระหว่างแม่น้ำเหลืองหรือฮวงโห 黄河 และแม่น้ำลั่ว 洛水 หรือ 洛河 โดยมีแอ่งลั่วหยางเป็นศูนย์กลาง ขยายไปถึงพื้นที่ต่างๆ) เป็นต้นน้ำลำธารตอนกลางและตอนล่างของแม่น้ำเหลืองที่อยู่ตรงกลาง เมื่อชาวต่างชาติพูดถึงพื้นที่อาศัยหลักของชาวฮั่น จะหมายถึงประเทศจีนโดยทั่วไปและแคบลงมาคือมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน
จงหยวน แปลว่า ถิ่นทุรกันดารกลางโลก (แปลจากกูเกิ้ล) tiānxià zhì zhōng de yuányě 天下至中的原野 เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมจีนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของประชาชาติจีน huáxià mínzú 华夏民族 และถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของโลก ด้วยการรวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนและการขยายตัวของอารยธรรมที่ราบตอนกลางทำให้ภูมิภาคที่ราบตอนกลางค่อยๆ แผ่ออกไปด้านนอก ขยายกลุ่มชาติพันธุ์ฮั่นและจีนโดยมีวัฒนธรรมที่ราบภาคกลางเป็นหลัก การแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และวัฒนธรรมของที่ราบภาคกลางครองตำแหน่งหลักในกระบวนการความหลากหลายและการบูรณาการของต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน
ภูมิภาคที่ราบตอนกลางหรือจงหยวนเป็นภูมิภาคที่มีราชวงศ์เมืองหลวงมากที่สุด มีประวัติศาสตร์เมืองหลวงยาวนานที่สุด และมีเมืองหลวงโบราณมากที่สุดในประเทศจีน นับตั้งแต่ราชวงศ์เซี่ย มีราชวงศ์มากกว่า 20 ราชวงศ์ รวมถึงชาง โจว ฮั่น เหว่ย จิน ซุย ถัง และซ่ง และจักรพรรดิมากกว่า 300 พระองค์ ตั้งเมืองหลวงที่นี่หรือย้ายเมืองหลวงที่นี่ ที่ราบภาคกลางเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการคมนาคมของจีนมายาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณกล่าวว่า "ใครชนะที่ราบภาคกลางก็จะชนะโลก" 得中原者得天下 มีเพียงการแข่งขันในที่ราบภาคกลางเท่านั้นที่โลกจะสถาปนาได้
ยีสต์ หรือ ส่าเหล้า (อังกฤษ: yeast) คือ รากลุ่มหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็นเซลล์เดี่ยว มีรูปร่างหลายแบบ เช่น รูปร่างกลม รี สามเหลี่ยม รูปร่างแบบมะนาว ฝรั่ง เป็นต้น ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยวิธีการแตกหน่อ พบทั่วไปในธรรมชาติในดิน ในน้ำ ในส่วนต่างๆ ของพืช ยีสต์บางชนิดพบอยู่กับแมลง และในกระเพาะของสัตว์บางชนิด แต่แหล่งที่พบยีสต์อยู่บ่อยๆ คือแหล่งที่มีน้ำตาลความเข้มข้นสูง เช่น น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน ยีสต์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มักจะปนลงไปในอาหาร เป็นเหตุให้อาหารเน่าเสียได้ ยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส (eukaryotic micro-organisms) จัดอยู่ในกลุ่มจำพวกเห็ด รา (Fungi) มีทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษต่ออาหาร มีการนำยีสต์มาใช้ประโยชน์นานมาแล้ว โดยเฉพาะการผลิตอาหารที่มีแอลกอฮอล์ จากคุณสมบัติที่มีขนาดเล็กมาก สามารถเพาะเลี้ยงให้เกิดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และวิธีการไม่ยุ่งยาก ทำให้ยีสต์เริ่มมีบทบาทที่สำคัญในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงอาหารธรรมชาติที่สำคัญอีกทีหนึ่ง เช่น ไรแดง โรติเฟอร์ และอาร์ทีเมีย (วิกิพีเดีย ยีสต์)
credit 抖音 
ผู้เชี่ยวชาญ ยกนิ้วให้ 10 อันดับ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ในเอเชีย ที่เหมาะกินกับข้าว
ตามรายงานของ เดอะ นิคเคอิ (The Nihon Keizai Shimbun) หนังสือพิมพ์การเงินรายใหญ่จากญี่ปุ่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นโดย "โมโมฟูกุ อันโด" ผุ้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในช่วงทศวรรษ 1950 ซึ่งทำให้เกิดความฮือฮาไปทั่วโลกทันทีที่มีการเปิดตัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รสชาติได้รับการพัฒนาทั่วเอเชีย โดยแต่ละรสชาติได้รับการสนับสนุนเป็นของตัวเอง
The Nihon Keizai Shimbun ได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน เลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 10 อันดับแรก จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเอเชียจำนวนมาก โดยพิจารณาจากเกณฑ์ความง่ายในการรับประทาน ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับประทานกับข้าว ซึ่งผลสรุปบะหมี่ที่เข้มข้นและน้ำซุปมีกลิ่นหอมจนได้รับการยกย่องอย่างสูงจากผู้เชี่ยวชาญ มีดังนี้
อันดับ 1: "บะหมี่ลักซา" แบรนด์พรีม่าเทสท์ สิงคโปร์
อันดับ 2: "บะหมี่น้ำมันต้นหอม" แบรนด์หม่านฮั่นต้า ไต้หวัน
อันดับ 3: "บะหมี่รสปลาหมึกผัด" แบรนด์นงชิม เกาหลีใต้
อันดับ 4: "รสต้มยำกุ้ง" แบรนด์ยำยำ ประเทศไทย
อันดับ 5: "แกงกะหรี่สไตล์ปีนัง" แบรนด์ MyKuali มาเลเซีย
อันดับ 6: "จาจังมยอน" แบรนด์ Paldo Eight เกาหลีใต้
อันดับ 7: "บะหมี่แรคคูน" แบรนด์นงชิม เกาหลีใต้
อันดับ 8: "รสต้นหอม, พริก และงา" แบรนด์ ZENG ไต้หวัน
อันดับ 9: "รสแกงเขียวหวานไก่" แบรนด์ iMee ประเทศไทย
อันดับ 10: "บะหมี่น้ำมันต้นหอม" แบรนด์ KiKi ไต้หวัน 
โลกของกาแฟและนมคู่กัน
วงการกาแฟคุ้นเคยกับการใช้นมในการทำเครื่องดื่มกาแฟเป็นอย่างดี ความสามารถของนมในการสร้างฟองนมที่เสถียร ทำให้นมเป็นที่นิยมของทั้งบาริสต้าและผู้ดื่มกาแฟ นมประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่ช่วยให้เกิดฟองนมที่เสถียร และองค์ประกอบเหล่านี้เองที่ทำให้เราได้ผลิตภัณฑ์นมชนิดอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โยเกิร์ต ไอศกรีม ชีส และเครื่องดื่มนมต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป
ผลกระทบของนมต่อกาแฟ: ดีหรือไม่ดี
ตอนนี้คุณคงรู้แล้วว่าในแก้วนมที่คุณหยิบออกมาจากตู้เย็นมีอะไรบ้าง ถึงเวลาที่เราจะมาเจาะลึกถึงผลกระทบของการใส่นมลงในกาแฟประจำวันของคุณกันบ้าง (เล่นคำนิดหน่อยนะ) และไม่ใช่แค่เรื่องที่นมจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันให้กาแฟของคุณอย่างที่เราเข้าใจกันมาตลอด แท้จริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นที่คุณมองเห็นและได้กลิ่นในตอนเช้าทุกวัน มันไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนตัวอีกต่อไป
งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับผลกระทบของนมต่อกาแฟ
นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเนสท์เล่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ค้นพบว่าหลังจากดื่มกาแฟ ร่างกายจะค่อยๆ ปล่อยสารพอลีฟีนอลที่มีประโยชน์ออกมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นนักวิจัยได้ศึกษาต่อว่าครีมเทียมและนมมีผลต่อการดูดซึมสารอาหารสำคัญเหล่านี้อย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า การดื่มกาแฟดำกับกาแฟใส่นมนั้นแตกต่างกันอย่างไร
คุณควรดื่มกาแฟดำหรือกาแฟใส่นม?
1.อย่าเพิ่มนมถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก เห็นได้ชัดว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักและทำงานอย่างแข็งขันเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น การดื่มกาแฟโดยไม่ใส่นมสักระยะหนึ่งจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ กาแฟดำมีแคลอรี่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการดื่มกาแฟที่มีทั้งนมและน้ำตาล กาแฟดำมีพลังงานเพียง 4.7 แคลอรี่ต่อถ้วย จะช่วยคุณในการติดตามปริมาณแคลอรี่ที่คุณได้รับในช่วงลดน้ำหนัก ในทางตรงกันข้าม กาแฟที่มีน้ำตาลและนมมีแคลอรี่ถึง 56.6 แคลอรี่อย่างน่าประหลาดใจ
2.ดื่มกาแฟใส่นมตอนเย็นดีกว่า กาแฟดำบริสุทธิ์ช่วยเพิ่มพลังงานและทำให้จิตใจแจ่มใส เนื่องจากไม่มีครีมหรือนมมาลดผลกระทบ ดังนั้น การดื่มกาแฟดำในตอนเย็นอาจทำให้คุณนอนไม่หลับได้นาน ดังนั้น การดื่มกาแฟใส่นมซึ่งมีแคลอรี่เพิ่มขึ้นเพียง 50 แคลอรี่ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และจะช่วยให้คุณไม่รบกวนรูปแบบการนอนหลับของคุณ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับตอนกลางคืนอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ไม่ดื่มกาแฟ ทั้งแบบดำหรือใส่นม หลังพระอาทิตย์ตกดิน หากคุณวางแผนจะทำอะไรสำคัญในตอนเย็นและเริ่มรู้สึกง่วง การดื่มกาแฟดำจะช่วยให้คุณตื่นตัวได้นานขึ้น
3.หากคุณเป็นโรคกรดไหลย้อน ควรเติมนมลงในกาแฟ
ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟดำ เพราะมีค่า pH สูงมาก นอกจากนี้ การดื่มกาแฟดำเข้มข้นยังทำให้กรดในปัสสาวะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการดื่มกาแฟใส่นม และดื่มน้ำมากๆ พร้อมกับรับประทานอาหารที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงกวา เพื่อช่วยลดความเป็นกรด
4.เติมนมในกาแฟ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
หนึ่งในความกังวลเกี่ยวกับการดื่มกาแฟคือความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งหลอดอาหาร เป็นที่ทราบกันดีว่าการดื่มกาแฟร้อนจัดจะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดแผลไหม้ที่เนื้อเยื่อบอบบางของหลอดอาหาร และแผลไหม้เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร อย่างไรก็ตาม การเติมนมลงในกาแฟจะช่วยลดอุณหภูมิของเครื่องดื่มลงอย่างมาก ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าการเติมนมลงในกาแฟมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพไม่แนะนำให้ใช้นมวัวเต็มไขมันเมื่อดื่มกาแฟ เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูงและอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือการใช้นมอัลมอนด์ที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เสริมแคลเซียม และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่ดีขึ้น และนมอัลมอนด์ยังมีแคลอรี่ต่ำกว่าอีกด้วย
การใช้นมอัลมอนด์เป็นวิธีที่ดีในการปรับปรุงคุณภาพและรสชาติของกาแฟของคุณ โดยการเติมแคลเซียมลงในเครื่องดื่มและลดอุณหภูมิในเวลาเดียวกัน อีกวิธีง่ายๆ ในการเพิ่มรสชาติให้กับกาแฟของคุณคือการโรยอบเชยเล็กน้อย งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอบเชยช่วยต่อสู้กับภาวะดื้อต่ออินซูลินและชะลอความแก่

บุรุษหัวใจสิงห์
มีหนุ่มน้อยหน้ามนคนหนึ่ง ชื่อ ซีนก่าย ( Zenkai ) สืบเชื้อสายของซามูไร แต่ไปเกิดอยู่ถิ่นบ้านนอก พอเข้าวัยหนุ่มพ่อแม่จึงส่งเข้าไปอาศัยอยู่กับขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง ในกรุงเอโดะ คือโตเกียวในปัจจุบัน ในฐานะเป็นเด็กรับใช้อยู่ในคฤหาสน์
ต่อมาหนุ่มซีนก่ายเป็นเด็กหน้าตาดี ทำงานเก่ง เฉลียวฉลาดว่องไว จึงได้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดประจำตัวท่านขุนนาง อยู่มาไม่นานภรรยาของขุนนางได้ลอบเป็นชู้กับซีนก่าย
จนคืนหนึ่งขุนนางผู้นั้นจับได้ จึงกระชากดาบซามูไรที่แขวนไขว้อยู่ที่ฝา หมายจะสังหารซีนก่าย ซีนก่ายเห็นจวนตัว ก็เอาเก้าอี้ และสิ่งที่ใกล้ตัว ป้องปัดรับดาบไว้ พลางถอยไปรอบๆห้อง พอดี คุณนายผู้เป็นตัวการได้ตัดสินใจชักดาบที่แขวนข้างฝาอีกเล่มหนึ่งมาแทงขุนนาง เมื่อเห็นท่านขุนนางตายแล้ว คุณนายก็สั่งให้ซีนก่าย รีบหนีออกจากบ้านไปพร้อมกันในตอนดึกคืนนั้นเองหลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซีนก่ายที่หมายมั่นจะมาสร้างความเจริญก้าวหน้า แต่ได้มาอยู่ในฐานะสามีของคุณนายที่ต้องอยู่กันอย่างหลบๆซ่อนๆ ทีแรกก็พอจะมีสิ่งของ แลกเปลี่ยนซื้ออาหารการกินบ้าง แต่ในที่สุดก็ไม่มีอะไรจะจับจ่าย จะไปทำงานทำการก็ไม่สามารถแสดงตัวต่อสังคมได้ ต้องจำใจลักขโมยเขากิน ตอนต้นก็นึกว่าพอทนทำไปได้ เพราะเห็นแก่ความสุขในการได้เป็นผัวเป็นเมียกัน พอนานวันเข้า ซีนก่ายเกิดมีความคิดขึ้นว่า แม้ตนจะตั้งความปรารถนาดีมาตั้งแต่บ้านว่าจะเข้ากรุงเพื่อหาความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชีวิต แต่เป็นเพราะตนทนต่อสิ่งยั่วยวนไม่ได้ วิถีชีวิตจึงต้องพังทลายเพราะตนตกอยู่ในอำนาจของกิเลส มีทางเดียวคือต้องรีบเปลี่ยนแปลงตนเอง พอคิดได้ดังนั้นก็จึงหลบหนีภรรยา เดินทางจากไปให้ไกลที่สุด สู่อำเภอบ้านนอกแห่งหนึ่ง ในจังหวัดบูเส็น หัวเมืองทางฝ่ายใต้ โดยได้เข้าอาศัยเป็นลูกศิษย์พระในวัดแห่งหนึ่ง ไม่นานก็ขอบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา
เมื่อมาได้ความเป็นอิสระแล้วก็ทำให้พระซีนก่ายอยากทำความดีเพื่อไถ่ถอนกรรมในอดีต ในถิ่นที่ท่านบวชอยู่นั้นชาวบ้านยากจนข้นแค้น เป็นอำเภอเล็กๆ ไปมาติดต่อกับตัวจังหวัดเพียงทางเท้าเล็กๆ ที่ต้องค่อยเดินเรียงหนึ่ง เลียบหน้าผาของภูเขาสูง ที่ขวางกั้นอำเภอกับตัวจังหวัด ถ้าวันไหนฝนตก ฟ้าร้อง หิมะตก หรือลมแรง ก็ไปมาไม่ได้ แต่ละปีมีคนข้ามคนพลัดลื่น หล่นจากชะง่อนผาสูงลงไปตายแล้วหลายคน โดยไม่มีใครคิดแก้ไขแต่ประการใด หากใครอยู่ทางกิ่งอำเภอหลังเขานี้แล้ว ก็จะต้องอดอยากลำเค็ญ ชาวบ้านเพาะปลูกอะไร เพื่อเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายในเมืองไม่สะดวก เพราะนำไปนำมาไม่ได้มาก แม้มีใครเจ็บป่วยลง บางทีก็ต้องปล่อยให้ตายไป เพราะไม่สามารถจะพากันหามคนไข้คนเจ็บไต่ไหล่เขาข้ามไปยังตัวจังหวัดได้ พระซีนก่ายเห็นว่ามีทางเดียว คือเจาะอุโมงค์ลอดภูเขาใหญ่ เพราะไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ครั้นจะพูดเรื่องนี้กับใครก็คงไม่มีใครเขาเห็นด้วย ความคิดอย่างนี้ มันคิดได้ แต่ใครจะทำ ฉะนั้นท่านจึงตัดสินใจเริ่มสกัดหิน เริ่มงานมันคนเดียวโดยไม่คำนึงว่าภูเขาที่เขาไปนั่งสกัดทีละสะเก็ดๆอยู่นั้น มันตระหง่านสูงค้ำฟ้าเพียงไร
พระซีนก่าย ใช้เวลาตอนเช้าออกบิณฑบาต เวลานอกนั้น อุทิศให้แก่การเจาะหินที่ภูเขานั้นทั้งหมด เมื่อมันเหนื่อยก็พัก มีเรี่ยวแรงคืนมาก็ทำต่อ เป็นอย่างนี้ไม่ว่าจะค่ำจะมืด นานๆครั้งจะมีคนผ่านมาทางนั้น คนพวกนั้นก็ได้แต่หัวเราะ ถามว่าท่านจะสร้างถ้ำหรือจะสร้างวัด แล้วต่างก็มองตากันอย่างไม่ไว้ใจว่า พระรูปนี้ สติยังบริบูรณ์อยู่หรือ ดูไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าท่านทำเพราะไม่มีอะไรจะทำนั่นเอง
วันเวลาได้ผ่านไปนานถึง 30 ปี พระซีนก่ายที่เคยนั่งสกัดหินมาตั้งแต่ยังหนุ่ม บัดนี้ก็ยังคงนั่งสกัดเอา สกัดเอา ไม่ลดละ แม้ท่านจะมีอายุห้าสิบแล้ว ร่างกายของท่านก็ยังรับใช้จิตใจที่บึกบึนแข็งกว่าหินได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครรู้ว่าท่านเอาน้ำอดน้ำทนมาจากไหน เอาเรี่ยวแรง เอากำลังใจมาจากไหน นอกจากตัวท่านเอง เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้จึงทำให้จังหวัดบูเส็น( Buzen ) ที่ท่านเลือกเอาเป็นถิ่นปฏิบัติธรรมของท่านได้มีอุโมงค์เจาะลอดภูเขาใหญ่เชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างกิ่งอำเภอ ที่ครั้งหนึ่งแสนจะทุรกันดารให้เปิดมาสู่ความเจริญในเมืองได้ ในปัจจุบันนี้ ใครได้ไปญี่ปุ่น ไปเมืองบูเส็น ก็ยังพบอุโมงค์อันมีประวัติ ที่เจาะด้วยแรงคน และเป็นแรงคนที่เกิดจากพลังธรรมะ อุโมงค์นี้สมัยแรก มีแนวคดไม่เกลี้ยงเกลาอยู่บ้าง บัดนี้เป็นอุโมงค์ที่มีขนาด กว้าง10 เมตร สูง 6 เมตร ทะลุภูเขายาวกว่า 750 เมตร
ก่อนที่อุโมงค์จะสำเร็จใช้เดินถึงกันได้ สัก 2 ปีนั้นได้มีชายคนหนึ่งร่อนเร่มาจากเมืองกรุง ปรากฏภายหลังว่าเป็นบุตรชายของท่านขุนนางเจ้านายเก่าที่ตายไป ชายหนุ่มคนนี้ขณะบิดาถูกฆ่าเขายังเล็กอยู่ พอโตขึ้นก็ผูกใจเจ็บ เที่ยวถามติดตามมาหลายปี พร้อมกับหัดเป็นนักดาบมาอย่างช่ำชอง พอเก่งแล้ว ก็จะเข้าเอาชีวิตเพื่อล้างแค้นให้พ่อ แต่ยังมีติดขัดอยู่ว่า มาเห็นคนฆ่าพ่อของเขา บัดนี้ห่มจีวรพระแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการฆ่าผิดตัว จึงถามเอาตรงๆ พอพระซีนก่ายถูกถามเช่นนั้น ก็รับว่าเป็นนายซีนก่ายที่เขาต้องการพบและต้องการฆ่า ท่านไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างไร แต่พูดจาชี้แจงให้ชายหนุ่มคนนั้นฟังว่า ท่านกำลังทำงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อมหาชนมากหลาย และจะสำเร็จอยู่แล้ว ขอผ่อนผันให้ท่านได้สกัดหินต่อไป เท่าที่ชายหนุ่มนั้นก็เห็นอยู่แล้วว่าเหลือเพียงเล็กน้อย เมื่อเสร็จงานในวันใด ท่านยอมใช้กรรม ให้ตัดศีรษะในวันนั้นทีเดียว ชายหนุ่มคนนั้นก็ตกลง เพราะมองเห็นจริงๆ ว่าถ้าท่านไม่ทำต่อ งานชิ้นสำคัญต่อสังคมส่วนใหญ่นี้ ก็จะต้องเป็นอันถูกยกเลิกไปเสีย
ทีแรกหนุ่มชาวกรุงก็ยังไม่วางใจนัก ว่าคนที่เคยฆ่าพ่อของตนจะไม่เป็นคนลอบทำร้ายตนก่อน จึงต้องเหน็บดาบและมีดระแวดระวังตัวอยู่เสมอ และคอยเวียนไปที่อุโมงค์นั้นเสมอๆ เพื่อจะรู้ว่าท่านชิงหนีไปก่อน หรือท่านจะคอยถ่วงเวลา สกัดหินช้าๆ ให้เวลาเนิ่นนานไป เมื่อมีการไปพบหลายหนหลายครั้ง และเคยยืนดูท่านกำลังทำงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดละทั้งคืนทั้งวัน ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจ นานเข้าก็มีการชวนท่านคุย และถามนั่นถามนี่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายเดือน หินของภูเขาก็ถูกสกัดกร่อนบางไปเรื่อยๆ หนุ่มลูกชายท่านขุนนาง เมื่อยืนเฝ้าดู จนเมื่อยแล้วก็เริ่มนั่งคุย การได้สนทนากันจึงแน่ใจว่าท่านรู้สึกนึกคิด เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ว่าอย่างไร เมื่ออยู่เฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ลองสกัดหินช่วยพระซีนก่ายไปพลาง เรื่องเลยกลายเป็นได้ร่วมงาน ร่วมกิน ร่วมนอนด้วยกัน ในอุโมงค์นั้นเอง ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ช่วยที่รู้จักทำงานโดยตั้งจิตไว้ในธรรมปฏิบัติ ตามแบบที่พระซีนก่ายแนะให้ ทำไปทำไปโดยไม่หยุดยั้งเหมือนกัน จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปกว่าขวบปีอย่างไม่รู้สึกว่านาน ตลอดเวลา ชายหนุ่มได้เลียนลอกแบบเอาคุณธรรมที่ตนได้เห็น ได้ค้นพบ ที่เนื้อที่ตัวของพระซีนก่ายนั้นเอง ว่าพระรูปนี้ช่างเต็มไปด้วยบุคลิกภาพพิเศษและความเป็นผู้มีหัวใจสิงห์เหลือเกิน
ในที่สุด อุโมงค์ลอดภูเขาใหญ่ก็สำเร็จลุล่วง ผู้คนพากันมาดู และได้ใช้เป็นหนทางติดต่อกับตัวเมือง ไม่ได้รับความยากลำบากที่จะต้องไต่ไปตามไหล่เขาชันอีกต่อไป พอเสร็จในวันนั้น พระซีนก่ายก็เหลียวมายังชายหนุ่ม ที่ยืนอยู่ข้างหลังกำลังมองดูความสำเร็จที่ตนมีส่วนร่วมอยู่ด้วย ท่านได้พูดขึ้นว่า เราตัดภูเขาแท่งทึบ เชื่อมให้คนติดต่อถึงกันได้แล้ว ทีนี้ก็ถึงตอนที่ คอที่ต่อศีรษะติดกับร่างของฉัน ได้เวลาขาดออกจากกันตามสัญญาแล้ว พูดแล้วก็น้อมกายยื่นไปให้ชายหนุ่มลูกศิษย์ของท่านโดยดี ชายหนุ่ม น้ำตานองหน้า ทรุดตัวลงคุกเข่า มือทั้งสองพนมไหว้ พลางกล่าวว่า หลวงพ่อจะให้ผมตัดศีรษะของบุคคลที่เป็นอาจารย์ของผมได้อย่างไร
จากหนังสือ เล่านิทานเซ็น เล่าเรื่องโดย อ.อภิปัญโญ เผยแพร่โดย ธรรมสภา 
เราคิดตั้ง Docker ตามนี้ https://www.digitalocean.com/community/tutorials/how-to-install-and-use-docker-on-ubuntu-20-04
ใช้host ที่เดียวกันเลยค่ะ
น้ำมันมะกอกเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในชีวิตประจำวันของชาวโรมันโบราณ ไม่เพียงใช้ในการปรุงอาหาร แต่ยังเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการให้แสงสว่างและใช้เป็นครีมบำรุงผิวในโรงอาบน้ำ การผลิต การค้าขาย และการขนส่งน้ำมันมะกอกจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของชาวโรมัน
กระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกในโรมันโบราณ
การผลิตน้ำมันมะกอกถูกนำเข้าสู่อาณาจักรโรมันโดยชาวฟินิเชียนและกรีก แต่ชาวโรมันเองเป็นผู้ที่ผลิตน้ำมันนี้ในปริมาณมาก จนกลายเป็นสินค้าที่ทุกชนชั้นในสังคมโรมันบริโภคกันทั่วไป โดยแหล่งผลิตหลักคือตาม villa ซึ่งเป็นที่ดินชนบทขนาดใหญ่ที่มักปลูกข้าวและผลิตไวน์ควบคู่ไปด้วย
หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว มะกอกจะถูกเก็บไว้ในห้อง tabulatum ซึ่งมีพื้นกันน้ำและมีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อให้มะกอกสามารถระบาย alpechín (น้ำสีเข้มที่มีกลิ่นฉุน) ออกมาได้ ของเหลวนี้ยังถูกนำไปใช้เป็นยากำจัดแมลงและเชื้อรา
ขั้นตอนต่อไปคือการบดมะกอก โดยใช้กลไกที่สามารถบดได้โดยไม่ทำให้เมล็ดแตก เนื่องจากเชื่อว่าการแตกของเมล็ดจะทำให้น้ำมันเสียรสชาติ เครื่องบดที่นิยมใช้คือ trapetum ซึ่งมีฐานหินที่เรียกว่า mortarium และหินทรงครึ่งวงกลม 2 ก้อนที่เรียกว่า orbis การบดจะได้เนื้อมะกอกที่ถูกนำไปบีบอัดในห้อง torcularium
ในห้องนี้จะมีแท่นบีบ (หรือเรียกแท่นนี้ว่า torcularium) ซึ่งเป็นกลไกที่สามารถสร้างแรงดันมหาศาลเพื่อบีบอัดน้ำมันออกมา น้ำมันที่ได้จะถูกกรองลงไปยังภาชนะเซรามิกทรงกลมที่เรียกว่า dolia ซึ่งฝังไว้ในดินบางส่วนเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ จากนั้นน้ำมันจะถูกนำไปเก็บในอัมโฟราในห้องเก็บน้ำมันที่เรียกว่า cella olearia
น้ำมันมะกอกคุณภาพสูงสุดที่เรียกว่า oleum omphacium จะถูกสกัดจากมะกอกสีเขียวที่เก็บเกี่ยวในเดือนกันยายน โดยเฉพาะในแคว้นฮิสปาเนียที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันมะกอกคุณภาพดี ส่งออกไปยังทุกมุมของจักรวรรดิโรมัน
📷: Carlos Raggi Figueroa

กระทะเหล็กจางชิว

กระทะเหล็กหลอมทำด้วยมือแบบดั้งเดิมในเขตจางชิว เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง
กระทะเหล็กจางชิวหมายถึง กระทะตี ด้วยมือแบบดั้งเดิมในเขตจางชิวเมืองจี่หนานมณฑลซานตง การผลิตต้องใช้กระบวนการ 12 ขั้นตอน โดยใช้ความร้อน 18 เท่า ผ่านการอบที่อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 1,000 องศา และทนทานต่อการตีขึ้นรูปนับหมื่นครั้ง จนเนื้อกระทะเป็นเหมือนกระจกเงา

รูปทรงของกระทะเหล็กหลอมจางชิวนั้นสอดคล้องกับ ความต้องการของ อาหารผัดของจีน มากกว่า โดยมีลักษณะไม่เคลือบตามธรรมชาติ ควบคุมความร้อนได้ง่าย ไม่ติดกระทะ ประหยัดน้ำมัน และ อายุการใช้งานยาวนาน " It is natural and has no coating, the heat is easy to control, it is not easy to stick to the pan, it saves oil, has a long service life, and is durable"
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 Zhangqiu Iron Wok ได้รับความสนในวงกว้างจากการออกอากาศ ในซีซั่นที่ 3 ของรายการ " A Bite of China " ทางสถานี CCTV
เขตจางชิวของเมืองจี่หนานเป็น
"บ้านเกิดของช่างตีเหล็ก" ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ในสมัยโบราณมีคำกล่าวว่า "ช่างตีเหล็กจางชิว สามารถพบเจอได้ทั่วโลก"
หมายความว่าถ้าเจอช่างตีเหล็ก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจางชิว ?
ประวัติความเป็นมาของหม้อเหล็กจางชิว
ประเพณีการถลุงเหล็กของ จางชิวเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ใน สมัย จักรพรรดิหวู่แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมีสำนักงานเหล็ก 48 แห่งทั่วประเทศ และ 12 แห่งในซานตง มี "สุสานตงปิง" หนึ่งแห่ง ในเมืองจางชิว ตามราชวงศ์ถัง ตามเล่มที่ 41 ของ " ซานตง ถงจือ " : "ในสมัยราชวงศ์ถัง เครื่องเหล็กมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในจางชิว" ช่างตีเหล็กยังกลายเป็นอาชีพที่กระจุกตัวมากที่สุดในหมู่ช่างฝีมือของจางชิว ในอดีต "มีคนคนหนึ่งก่อไฟ" และทั้งตระกูลก็ทำเหล็กขึ้นมาโดยสืบทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน” ต่อไป” ช่างตีเหล็กจางชิวไม่เพียงแต่ทำงานในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเดินทางไปรอบๆเดินทางไปยัง เจียวตง เหอเป่ยตอน บน ชานตงตอนล่างและจวงกวนตง คนงานอพยพคิดเป็นประมาณสามในห้าของจำนวนช่างตีเหล็ก จึงมีคำกล่าวที่ว่า "ช่างตีเหล็กจางชิวล้วนไปถึงทั่วทั้งโลก"

จะทานละนะคะ วันนี้ทำสลัดแซลมอน

หนุ่มให้เพื่อนยืมเงินเกือบ 1 ล้าน แต่จู่ ๆ เพื่อนจากไปอย่างกระทันหัน 3 ปีต่อมา มีคนแปลกหน้านำของขวัญมาที่บ้าน รู้ความจริงตกใจสุดขีด
หลี่ เซิ่น ชายวัย 32 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา อาศัยอยู่ในมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน โดยเป็นคนจากอำเภอเล็ก ๆ หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เขาได้ย้ายมาทำงานในเมืองและค่อย ๆ สะสมเงินจนช่วยให้ชีวิตของเขาและครอบครัวดีขึ้น
ในปี 2020 วันหนึ่งหลังเลิกงาน หลี่ เซิ่น กลับถึงบ้านและได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทชื่อว่า หวัง หลี่ จากปลายสายหวัง หลี่ขอเงินกู้ 200,000 หยวน (ประมาณ 944,000 บาท) ทำให้หลี่ เซิ่นตกใจมาก เพราะแม้เขาจะมีเงินก้อนนี้อยู่ แต่เป็นเงินที่เขาสะสมมาหลายปี
“พี่เซิ่น ผมรู้ว่านี่เป็นเงินจำนวนมาก แต่ตอนนี้ผมประสบปัญหาและต้องใช้เงินนี้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ คุณคือความหวังสุดท้ายของผม” หวัง หลี่อ้อนวอน พร้อมกับสัญญาว่าจะคืนเงิน 200,000 หยวนภายใน 3 เดือน
หลี่ เซิ่น ถอนหายใจ เขาเข้าใจดีว่าด้วยนิสัยของหวัง หลี่ ถ้าไม่ประสบปัญหาใหญ่จริงๆ เขาคงไม่มาขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ในที่สุด หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจให้เงินกู้แก่หวัง หลี่
หลังจากวางสาย หลี่ เซิ่นนอนอยู่บนเตียงและไม่สามารถหลับได้เป็นเวลานาน เขารู้ว่าการตัดสินใจนี้อาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขา แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเขาไม่สามารถมองดูเพื่อนสนิทที่ประสบปัญหาได้
แต่สิ่งที่หลี่ เซิ่นไม่คาดคิดคือ สายโทรนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พูดคุยกับหวัง หลี่ หลังจากที่เขาให้เงินกู้กับหวัง หลี่ วันหนึ่งเมื่อเขามาถึงที่ทำงาน หลี่ เซิ่น ได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ของหวัง หลี่ แจ้งว่า ลูกชายของพวกเขาได้เสียชีวิตแล้ว
หลี่ เซิ่น รู้สึกตกใจและอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานาน เขาเบลอในที่ทำงาน มักทำผิดพลาด และนอนหลับไม่สนิทในตอนกลางคืน แม้ว่าเขาจะเสียใจที่ไม่สามารถเรียกเงิน 200,000 หยวนกลับคืนมาได้ แต่สิ่งที่เขาคิดมากกว่าคือการจากไปอย่างกระทันหันของเพื่อนสนิท
3 ปีต่อมา ชีวิตของหลี่ เซิ่น เริ่มกลับเข้ามาปกติ แม้จะสูญเสียเงินเก็บ 200,000 หยวน แต่เขาก็ไม่รู้สึกเสียใจเกี่ยวกับการตัดสินใจช่วยเหลือเพื่อนในตอนแรก
สายโทรศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต
หนึ่งวันหลังจากเลิกงาน หลี่ เซิ่นได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า เขายิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าผู้โทรคือ ลี่ เหม่ย ลูกพี่ลูกน้องของหวัง หลี่ เธอต้องการนัดพบหลี่ เซิ่นเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหวัง หลี่
ตอนกลางวันวันถัดไป หลี่ เซิ่นมาถึงร้านกาแฟตามนัดกับลี่ เหม่ย พอเขานั่งลงที่โต๊ะ เธอก็นำกล่องของขวัญมามอบให้เขา "นี่คือสิ่งที่หวัง หลี่ฝากไว้ให้คุณ หลังจากที่เขาเสียชีวิต ไม่มีใครในครอบครัวสามารถค้นพบของที่เขาทิ้งไว้ได้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้เข้าไปในห้องเก่าของเขาและพบกล่องนี้" ลี่ เหม่ย อธิบาย
เมื่อกลับถึงบ้าน หลี่ เซิ่น ยังคงงุนงงกับความจริงที่ลี่ เหม่ยเปิดเผยในระหว่างการสนทนา เธอบอกว่า ก่อนที่หวัง หลี่จะเสียชีวิต เขาได้เตรียมแผนการชำระหนี้ 200,000 หยวนไว้แล้ว
ลี่ เหม่ย กล่าวว่า "ในกล่องที่คุณถืออยู่มีเงินจากประกันภัยและรายได้จากการลงทุนของหวัง หลี่ รวมกันมีมูลค่า 600,000 หยวน (ประมาณ 2,833,000 บาท) เขาได้เตรียมก้อนนี้เอาไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำชำระหนี้"
หลี่ เซิ่น เงียบงัน ไม่รู้จะพูดอย่างไร ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เขามักคิดว่าคงไม่มีทางได้คืน 200,000 หยวน แต่เขาไม่คาดคิดว่าหวัง หลี่ไม่เพียงแต่จะไม่ลืมสัญญา แต่ยังมอบเงินให้เขาอีกมากมาย
เขายังได้ทราบว่าจริงๆ แล้ว เงิน 200,000 หยวนที่เขาให้กู้ไปเมื่อปีนั้น หวัง หลี่ได้นำไปใช้ช่วยชีวิตตัวเอง ก่อนที่จะมากู้เงินกับเขา หวัง หลี่ประสบความล้มเหลวในการทำธุรกิจและมีหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง เขาจึงมาหาหลี่ เซิ่นเพื่อขอเงินกู้เพื่อลงทุนในโอกาสใหม่
ต่อมาหวัง หลี่ใช้เงินจากหลี่ เซิ่น "เดิมพัน" ลงทุนในหลายๆ โครงการ และสุดท้ายสามารถทำเงินได้มากมาย จำนวนเงินนี้ไม่เพียงพอให้หวัง หลี่ชำระหนี้เกือบหมด แต่ยังช่วยให้เขาสร้างชีวิตใหม่ได้อีกด้วย
แต่ในระหว่างทางกลับบ้าน เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอจากการอดนอนหลายวัน หวัง หลี่จึงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน น่าเสียดายที่เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ก่อนที่เขาจะจากไป เขาได้ใช้เงินเพื่อดูแลคนที่เขารักและชำระหนี้ที่ยังค้างอยู่
เมื่อได้พบกับลี่ เหม่ยและฟังเรื่องราวของเพื่อนสนิท หลี่ เซิ่นรู้สึกโชคดีที่เขาไม่เคยโทษหวัง หลี่ เขาไม่เคยคิดผิดที่เชื่อว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้หวัง หลี่ไม่สามารถคืนเงินให้เขาได้
เขาสัญญากับตัวเองว่าจะต้องใช้ชีวิตให้ดีขึ้น และมีความรับผิดชอบต่อเงินที่เขาหามาได้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กับเพื่อน เขาเข้าใจว่าชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย
ก่อนหน้านี้ เขามักคิดว่าการหาเงินคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้เขาเริ่มตระหนักว่าทรัพย์สินมีค่าน้อยกว่าชีวิตและความรัก หลี่ เซิ่น เริ่มพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาจะมุ่งมั่นที่จะใช้เวลาให้กับเพื่อนและครอบครัว เพราะเขามักเตือนตัวเองว่าอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
#มิตรภาพ #เพื่อน #สัญญา

ในช่วงเวลาที่หลายคนประสบปัญหาในการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ น้ำมันที่มีรสชาติแปลก ๆ เหล่านี้ถูกนำเสนอว่าเป็นทางออกสารพัดประโยชน์ และปรากฏว่า หนึ่งในน้ำมันเหล่านั้นมีคุณค่าทางวิตามินที่ทรงพลังจริง ๆ
ทุกวันนี้ คำว่า “น้ำมันตับปลา” อาจชวนให้นึกถึงภาพของช้อนที่ตักของเหลวขุ่น ๆ โบกไปมาโดยพยาบาลโรงเรียนหรือครูใหญ่ในสไตล์ยุคดิกเกนส์ [หมายถึง ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ ซึ่งอยู่ในยุควิกตอเรีย หรือระหว่าง ค.ศ. 1837 - 1901]
ยารักษาโรคหลายชนิดจากศตวรรษที่ 18 และ 19 ไม่ถูกใช้อีกต่อไปแล้ว เช่น ทุกวันนี้เราไม่ได้ให้ฝิ่นกับทารกที่ร้องไห้อีกต่อไป หรือน้ำเชื่อมมะเดื่อและน้ำมันละหุ่งก็ไม่ถือเป็นยารักษาสารพัดโรคอีกแล้ว แม้จะช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ดี (บางครั้งก็อาจดีเกินไป) และคุณจำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่คุณแวะร้านขายยาเพื่อซื้อน้ำมันกำมะถันกับน้ำเชื่อมใส่น้ำตาลคือเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตาม น้ำมันตับปลาเป็นหนึ่งในยาสมัยโบราณไม่กี่ชนิดที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์จริง ๆ น้ำมันตับปลามีกระบวนการผลิตโดยการให้ความร้อนกับตับปลาค็อดและเก็บน้ำมันที่ไหลออกมา ซึ่งน้ำมันนี้อุดมไปด้วยวิตามินดีและวิตามินเอ
ก่อนที่จะมีการค้นพบวิตามิน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปีต่อมา ผู้คนสังเกตเห็นว่าเด็กที่ได้รับน้ำมันตับปลามักจะไม่เป็นโรคกระดูกอ่อน ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกที่พบในวัยเด็ก ชื่อของโรคนี้ยังเป็นที่มาของคำว่า “rickety” (ซึ่งหมายถึงอ่อนแอหรือเปราะ) และโรคนี้อาจทำให้เกิดอาการชักและหัวใจวายได้
การค้นพบในปี 1919 ว่าการขาดแคลเซียมและวิตามินดีเป็นสาเหตุของโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (rickets) ได้อธิบายถึงพลังอันน่าทึ่งของน้ำมันตับปลา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้แจกน้ำมันตับปลาให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีฟรี โดยโปสเตอร์ในยุคนั้นมีข้อความเตือนว่า “อย่าลืมน้ำส้มกับน้ำมันตับปลาของจิมมี่!”
แม้ว่าน้ำมันตับปลาจะมีคุณประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ารับประทานนัก เช่นเดียวกับน้ำมันทั่ว ๆ ไป เมื่อสัมผัสกับออกซิเจน น้ำมันจะเหม็นหืนและมีรสคาวอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการรับวิตามินดี อย่างการออกไปนั่งตากแดดเพื่อให้เอนไซม์ใต้ผิวหนังผลิตวิตามินดีกลับไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้ง่ายสำหรับเด็กในสหราชอาณาจักร ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ยังคงเป็นจริงในปัจจุบันเหมือนกับเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว (และอาจแย่ลง เนื่องจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า ภายในปี 2070 ฤดูหนาวจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 1990)
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาเสริมสารอาหารในอาหาร เมื่อปี 1940 สหราชอาณาจักรเริ่มเสริมวิตามินดีในเนยเทียม (margarine) เป็นข้อบังคับ ผู้ผลิตขนมปัง นม และซีเรียลอาหารเช้าก็เข้าร่วมเสริมสารอาหารเช่นกัน ในสหรัฐอเมริกา การเสริมนมด้วยวิตามินดีเป็นข้อบังคับตั้งแต่ปี 1933 และการเสริมซีเรียล ขนมปัง และแป้งก็ทำเป็นปกติ แม้จะไม่ใช่ข้อบังคับ
แม้กระทั่งในศตวรรษที่ 21 รัฐบาลหลายประเทศก็ยังเปลี่ยนนโยบายเพื่อเพิ่มระดับวิตามินดี เช่น ฟินแลนด์ที่เริ่มโครงการเสริมสารอาหารโดยสมัครใจในปี 2003 โดยผู้ผลิตอาหารเข้าร่วมอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเสริมสารอาหารในสหราชอาณาจักรเจอปัญหาในช่วงแรก ๆ เมื่อพบผู้ป่วยโรคภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcaemia) ซึ่งเป็นภาวะที่มีแคลเซียมในเลือดสูงเกินไป ทำให้เกิดนิ่วในไตและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสงสัยว่าเด็กอาจได้รับวิตามินดีเกินขนาด ส่งผลให้การเสริมสารอาหารถูกห้ามในปี 1950 ยกเว้นเนยเทียมและนมผงสำหรับทารกอย่างไรก็ตาม น้ำมันตับปลาดูเหมือนจะไม่ได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ในปี 2013 สหราชอาณาจักรยุติการเสริมวิตามินดีในเนยเทียม โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทน (แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ทำตาม หรือแม้แต่รู้เกี่ยวกับคำแนะนำนี้)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อการตรวจระดับวิตามินดีในเลือดมีความแม่นยำมากขึ้น ความจริงที่น่าตกใจก็ปรากฏขึ้น ระหว่างเดือน ม.ค. ถึง มี.ค. ซึ่งมีแสงแดดน้อยที่สุด เด็กในสหราชอาณาจักรเกือบ 40% ในบางกลุ่มอายุมีภาวะขาดวิตามินดี และผู้ใหญ่เกือบ 30% เผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวคล้ำมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ
“ภาวะวิตามินดีต่ำเกือบจะเป็นเรื่องปกติในประชากรเอเชียใต้ในสหราชอาณาจักร” จูดิธ บัททริส นักโภชนาการสาธารณสุขจากสถาบันวิทยาศาสตร์โภชนาการ (Academy of Nutrition Science) เขียนไว้ในบทบรรณาธิการของวารสารโภชนาการ (Nutrition Bulletin)
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ โรคกระดูกอ่อน (rickets) ได้กลับมาอีกครั้ง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคกระดูกอ่อนในสหราชอาณาจักรมีน้อยมากในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 และลดลงเรื่อย ๆ ในทศวรรษต่อมา ในปี 1991 มีผู้ป่วยโรคกระดูกอ่อนเพียง 0.34 รายต่อประชากร 100,000 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปีในอังกฤษ แต่ในช่วงทศวรรษ 2000 อัตราผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคกระดูกอ่อนในอังกฤษขณะนี้สูงที่สุดในรอบห้าทศวรรษ” นักวิทยาศาสตร์เขียนในปี 2011
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การเสริมสารอาหารจะกลับมาอีกครั้ง ?
คณะกรรมการที่ปรึกษาทางโภชนาการของสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาประเด็นนี้ โดยขณะนี้มีความเชื่อว่า กรณีของภาวะแคลเซียมเกินในเลือด (hypercalcaemia) ที่ทำให้การเสริมวิตามินถูกยกเลิกในอดีตนั้น มีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรมที่รบกวนการดูดซึมวิตามิน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาอาจไม่ใช่เพราะการบริโภคอาหารเสริมมากเกินไป
การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อาจกำลังเกิดขึ้น
ปัจจัยเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของโรคกระดูกอ่อนในสหราชอาณาจักรอาจมีหลายประการ แต่สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “น้ำมันตับปลาหนึ่งช้อน” อาจจะได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอีกครั้ง
ปัจจุบันมีเจลแคปซูล ก็ทานง่ายค่ะ
เพราะอย่างไรก็ย่อยในลำไส้เล็กอยู่แล้วนะคะ
#น้ำมันตับปลา #น้ำมันปลา #อาหาร

ผู้เรียกตน เป็นพระอาจารย์
มีลูกศิษย์ลูกหา นับพันหมื่น ..
บ่อยครั้ง อ้างอิงเซน .. มาสอนชาวบ้าน
พอๆกับอ้าง Growth mindset
ถ้อยคำ ฮาวทู .. เลิศหรู
ไฉนเลย จึ่งได้สะท้านสะเทือน
กับ "ผายลม" ..
.................................................
นิทานเซน : ลมแปดทิศไม่สะท้าน
มีนิทานเซนที่น่าสนใจหลายเรื่อง
เกี่ยวกับ "ซูตงโพ(苏东坡)"
ยอดนักกวีและนักปกครอง ในสมัยซ่งใต้
ซึ่งเรื่องหนึ่งเล่าเอาไว้ว่า...
ครั้งหนึ่งซูตงโพได้ประพันธ์บทกวี ความว่า
"อภิวาทองค์เหนือฟ้า
รัศมีเจิดจ้าส่องไพศาล
ลมแปดทิศพัดโบกไม่สะท้าน
ประทับมั่นในปทุมม่วงทอง"
ซึ่งคำว่า ลมแปดทิศ ในที่นี้หมายถึง
โลกธรรมแปด อันประกอบด้วย
ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
เมื่อประพันธ์เสร็จ ซูตงโพเข้าใจว่า
บทกวีบทนี้ของตน มีความลุ่มลึก
ในทางธรรม ไม่น้อย
จึงได้ให้คน นำไปมอบให้อาจารย์เซนฝออิ้น
ณ วัดจินซาน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ
โดยหวังว่า เมื่ออาจารย์เซนได้อ่าน
คงจะยกย่องตน ในฐานะที่ปฏิบัติธรรม
จนมีความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งแล้ว
เมื่ออาจารย์เซนเปิดบทกวีออกอ่าน
ได้หยิบพู่กันเขียนอักษรเติมลงไปสองตัว
จากนั้นให้คนนำกลับมาคืนซูตงโพ
มิคาด เมื่อซูตงโพเปิดดู
ก็พบข้อความของอาจารย์เซนฝออิ้น
ที่เขียนเอาไว้เพียงว่า "ผายลม"
ทำให้เขาบันดาลโทสะยิ่งนัก
จึงรีบขึ้นเรือข้ามน้ำ
ไปพบอาจารย์เซน ยังวัดจินซานทันที
เมื่อพบอาจารย์เซน
ซูตงโพก็เอ่ยถาม ด้วยความเกรี้ยวกราดว่า
เหตุใดอาจารย์เซน
จึงได้ใช้ข้อความระรานผู้อื่น ถึงเพียงนี้
อาจารย์เซนเพียงตอบว่า
"ท่านว่าลมแปดทิศพัดมาไม่สะท้าน
แต่ไฉนเพียงหนึ่งผายลม
จึงพัดจนท่านข้ามแม่น้ำมาได้?"
เมื่อนั้นซูตงโพ จึงค่อยสำนึกตัวได้
ปัญญาเซน : จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
คือมงคลชีวิตประการหนึ่ง
ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4 และ MGR Online 
ชาวบาจาวเป็นชนเผ่าแรกในโลกที่พัฒนาไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนสามารถปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใต้ท้องทะเลได้ พวกเขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตบนท้องทะเลและค้นหาอาหารบนพื้นท้องทะเล พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านไม้ยกพื้นชั่วคราวและบนเรือที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วท้องทะเลของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้มาเป็นเวลากว่า 1,000 ปีแล้ว และอาหารของพวกเขาขึ้นอยู่กับอาหารทะเลที่อยู่รอบๆ เป็นหลัก
ทำให้พวกเขาต้องทำงานใต้น้ำตลอดทั้งวันเพื่อจับกุ้ง ปู ปลา และปลาหมึก
ดังนั้น ชาวบาจาวจึงเจาะแก้วหูเพื่อรักษาสมดุลของความดันระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายเมื่อดำน้ำลึก อย่างไรก็ตาม การเจาะแก้วหูยังอาจทำให้ความสามารถในการได้ยินของพวกเขาลดลงและทำให้พวกเขาติดเชื้อในหูได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ชาวบาจาวต้องยอมรับเพื่อที่จะใช้ชีวิตใต้น้ำได้
สิ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งคือพวกเขาสามารถดำน้ำได้นานกว่า 13 นาทีที่ความลึก 60 เมตรใต้พื้นท้องทะเล ทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนี้ได้? ปรากฏว่าม้ามของพวกเขามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก ม้ามของพวกเขามีความสามารถในการสูบฉีดออกซิเจนเข้าสู่เลือดได้มากกว่า และทำงานไม่ต่างจากถังดำน้ำแบบใช้ร่างกาย ม้ามของพวกเขามีปริมาตรมากกว่าคนทั่วไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่พิเศษคือคุณสมบัตินี้ไม่เพียงแต่พบในนักดำน้ำเท่านั้น แต่ยังพบในสมาชิกคนอื่นๆ ในเผ่าด้วย รวมถึงเด็กๆ ที่ไม่เคยดำน้ำมาก่อน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้พัฒนาจนสามารถใช้ชีวิตใต้น้ำได้ง่ายขึ้น"
📸 ชาวประมงซามา-บาจาวว่ายน้ำขึ้นมาบนผิวน้ำพร้อมกับปลาหมึกยักษ์ที่จับได้ในทะเลบันดาในสุลาเวสี อินโดนีเซีย เครดิต: James Morgan

ภาพถ่ายทางอากาศของคูเมืองเชียงใหม่
ประเทศไทย 🇹🇭
#คูเมืองเชียงใหม่
อดีตเป็นคูเมืองที่ใช้ป้องกันข้าศึก และยังเป็นแหล่งประมงและแหล่งน้ำสำหรับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งน้ำในคูเมืองเป็นน้ำที่รับมาจากดอยสุเทพ
ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีกำแพงเมืองแล้ว จึงเรียกแนวกำแพงเมืองเชียงใหม่นี้อย่างเป็นทางการว่า "คูเมือง" ซึ่งคูเมืองเชียงใหม่ เป็นคูน้ำความกว้างราว 13 เมตร (อดีตเคยกว้างสูงสุด 25 เมตร) ลึกสุด 4 เมตร ตลอดคูเมืองจะมีน้ำพุ และจุดกลับรถกั้นเป็นระยะ ๆ การจราจร รอบนอกเป็นแบบวิ่งรถทางเดียวตามเข็มนาฬิกา ส่วนรอบในวิ่งรถทางเดียวทวนเข็มนาฬิกา อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครเชียงใหม่ 