Avatar
SOUP
d5c3d0636715f1a9d5be2af8adae092d75579623ab223f7e970516184d1159b3
การถูกพรากอิสรภาพ เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ Bitcoin is freedom

อิ่มไปเลย

nostr:naddr1qq25wcnwxfryx3z3xajnqnrsfpxrga6xvakhqq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wmd6sm9

#Siamstr #พรีเมียร์ลีก #PLSiamstr ใครชอบทีมอะไร (̶◉͛‿◉̶) ⚽

สัปดาห์นี้ฟอร์มทีมที่ชอบเป็นไงบ้าง มาเหลากันหน่อยครับ

ซุปชอบ #ลิเวอร์พูล นัดนี้เจอ #ฟูแล่ม ใช้โอกาสเปลืองไปหน่อย แต่รูปเกมส์พอใจอยู่

เต็มใบมันจะพุ่งไปตรงๆ ครับ

ถ้าครึ่งใบมันคือ "ลูกไซด์" วิธีทางมันจะพุ่งไปข้างหน้าแบบโค้งๆ

ไม่ว่าจะเป็นการเตะบอลหรือแทงสนุ๊ก

ถ้าเล็งครึ่งใบมาทางซ้ายวิถีลูกมันจะไซด์ขวา

ในตรงกันข้ามถ้าเล็งมาทางขวาวิถีลูกมันจะไซด์มาทางซ้าย

นักบอลมืออาชีพถ้าถนัดทั้งซ้ายและขวาจะได้เปรียบมาก

12 คนอยู่ด้วยกันตลอด 5 ชม. กับ LIVE ตัดต่อคลิป #สภายาส้ม EP18

อยากรู้จังมีใครใน #siamstr บ้างขอเสียงหน่อยฮะ (̶◉͛‿◉̶) 👍

ทำไมสังคมอนาธิปไตยแบบฝ่ายซ้ายถึงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

.

ลัทธิอนาธิปไตย (anarchism) เป็นกลุ่มความคิดทางการเมืองที่เชื่อว่าต้องไม่มีรัฐที่เป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงเหนือพื้นที่แล้วผลักดันสังคมที่ไม่มีสถาบันทางการเมืองและความร่วมมือกันอย่างสมัครใจ บางครั้งคำว่าอนาธิปไตยก็ทำให้หลายคนชวนสับสน แต่เราจำเป็นต้องพูดถึงนิยามของมันตามรากศัพท์และบริบทของกรีก (ใช้จนถึงปัจจุบัน) ก่อน โดยคำว่า anarkhia หมายถึง "ปราศจากรัฐ" (ตามบริบทที่เป็นไม่ใช่ปราศจากผู้นำหรือผู้ปกครอง) โดยมันมีคำว่า an ที่หมายถึง "ปราศจาก" หรือ without ในภาษาอังกฤษ และคำว่า arkhos หมายถึง ผู้นำ หรือ ผู้ปกครอง (ruler) หากกล่าวตามบริบทจริง ๆ มันก็คือรัฐที่เป็นองค์กรเพียงองค์กรเดียวที่สามารถผูกขาดความรุนแรงเหนือพื้นที่ได้ พิจารณานิยามเพิ่มเติมจาก Oxford Dictionary ในคำว่า anarchy มันหมายถึง "สถานการณ์ในประเทศ องค์กรหรืออื่น ๆ ที่ไม่มีรัฐในการควบคุม" หรือนิยามจาก Merriam-webster บอกไว้เหมือนกันว่า "การไม่มีรัฐ" "สภาวะที่ไม่มีกฎเกณ์หรือระเบียบทางการเมืองอันเนื่องมาจากไม่มีผู้มีอำนาจของรัฐ" "สังคมอุดมคติที่มีเสพสุขไปกับเสรีภาพโดยปราศจากรัฐ" "การไม่มีผู้มีอำนาจใด ๆ ที่สร้างระเบียบ" ซึ่งในความหมายใด ๆ ก็ตามคำว่า 'ผู้ปกครอง' 'ผู้มีอำนาจ' 'ผู้นำ' ในแง่บริบทของคำว่าอนาธิปไตยจะหมายถึง "รัฐ" ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าอนาธิปไตยจะไม่มีผู้นำหรือผู้ปกครอง เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าผู้นำ (*ผู้ปกครองในบริบทที่ไม่ใช่รัฐบาล) ระเบียบทางสังคม กฎหมาย ชนชั้น ครอบครัว วัฒนธรรมต่าง ๆ ล้วนแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ไม่มีรัฐทั้งหมด

.

ในหมู่อนาธิปไตยก็มีการแบ่งลัทธิทางความคิดไปเป็น "อนาธิปไตยฝ่ายซ้าย" (left-anarchism) และ "อนาธิปไตยฝ่ายขวา" (right-anarchism) โดยที่อนาธิปไตยฝ่ายซ้ายจะมองว่า รัฐเป็นองค์กรที่ปกป้องดูแลและให้อภิสิทธิ์แก่พวกนายทุน ซึ่งนำไปสู่การกดขี่แรงงานและสนับสนุนการถอดถอนทรัพย์สินส่วนบุคคลนำไปสู่สังคมไร้ทุน ไร้ชนชั้น ลัทธิอนาธิปไตยฝ่ายซ้ายมีรากฐานมาจากสังคมนิยมแบบดั้งเดิมอีกทีหนึ่งและผลักดันให้สังคมไปสู่สภาวะความโกลาหน (chaos) ขบวนการเคลื่อนไหวแบบอนาธิปไตยเริ่มต้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 แนวคิด “อนาธิปไตย" เคยเป็นคำและขบวนการที่ผูกกับกลุ่มฝ่ายซ้ายในช่วงแรกและจะเรียกตัวเอง 'anarchist communism' หรือ กลุ่ม 'left-wing anarchism' ที่มีการขับเคลื่อนในรัสเซียโดยปีเตอร์ โครพอตกิน (Peter Kropotkin) และมิคาเอล บาคูนิน (Michael Bakunin) ซึ่งมีความคิดในลักษณะเดียวกันกับในยุโรป อย่างในสาธารณรัฐฝรั่งเศสก็มีปิแอร์-โจเซฟ พราวดอน (Pierre-Joseph Proudhon) ที่นำเสนอว่า “Property is theft” ในงานเขียนของเขาอย่าง What is property? ที่แสดงทัศนะเรื่องอนาธิปไตยแบบของเขา ในขณะที่อนาธิปไตยฝ่ายขวายอมรับการมีอยู่ของทรัพย์สินส่วนบุคคล เสรีภาพในชีวิต ทรัพย์สินแลtร่างกาย ชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันอย่างสมัครใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการผลักดันสภาวะให้สังคมไปสู่ความมีระเบียบ (order) ในแบบที่ไม่มีรัฐบาล ขบวนการเคลื่อนทางการเมืองแบบอนาธิปไตยฝ่ายขวาที่โดดเด่นก็คือ 'อนาธิปไตยทุนนิยม' (anarcho-capitalism) เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นจากนักคิดอิสรนิยมอย่างเมอร์เรย์ เอ็น. ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) ซึ่งเป็นแกนหลักของอิสรนิยมในยุคปัจจุบันที่ถือเป็นเศษซากจาก "ขวาเก่า" (old right) ในช่วงสงครามเย็น

.

หากพิจารณาตามความเป็นจริงเราจะเห็นได้ว่าลัทธิอนาธิปไตยนั้นมี 2 สายและมีความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า อนาธิปไตยฝ่ายซ้ายต้องการสร้างความโกลาหนและอนาธิปไตยฝ่ายขวาต้องการสร้างระเบียบ โดยทั้งสองอุดมการณ์นี้มีจุดร่วมเหมือนกันก็คือ "ไม่มีรัฐ" แต่คำถามในบทความนี้ก็คือ "ทำไมสังคมอนาธิปไตยแบบฝ่ายซ้ายถึงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง" และก็ต้องถามต่ออีกว่า "แล้วทำไมสังคมอนาธิปไตยฝ่ายขวาถึงเกิดขึ้นจริงได้?" เราจึงขอตอบคำถามเหล่านี้ไล่เรียงทีละข้อแบบรัดรวบ ก็คือ (a).อนาธิปไตยและนักคิดโดยเริ่มแรกล้วนเป็น "สังคมนิยม" เริ่มแรก และมักจะมีมุมมองต่อโลกที่ยังคงเป็น 'ถ้าสังคมมีปัญหาและทุกอย่างก็ต้องหารัฐเพื่อแก้ไข' (static view of society) มันจึงทำให้พวกเขาหลงลืมว่าสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้อย่างไร เพียงแต่พวกเขารู้แค่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง (ความขัดแย้งทางชนชั้น ... เป็นคอมมิวนิสต์) ตามความคิดของคาร์ล มากซ์ (Karl Marx) ดังนั้น เวลาพวกเขาวิเคราะห์โลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาจะละเลยการนำ "เวลา" (time) มาเป็นองค์ประกอบในการอธิบายว่าทำไมถึงเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในอนาคตที่ต่างจากอดีต โลกตามทัศนะของสังคมนิยมคือ คนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน เพียงแต่ในกรณีนี้เพิ่้มเติมแค่ว่า พวกเขาเป็นอนาธิปไตยที่ยังคงเชื่อในการตัดสินใจอย่างอิสระของปัจเจกบุคคล ตรงนี้เองถึงจะมีความคิดที่คล้ายคลึงกับอนาธิปไตยฝ่ายขวาในเรื่องของ "การตัดสินใจของปัจเจก" (individual choices) แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ของเศรษฐกิจและโลกที่เรียกว่า "ความพอใจในการบริโภคต่างเวลา" (time preference) หรือ ทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ceteris paribus” คืออะไรและมีได้อย่างไร? เมื่อปราศจากสิ่งเหล่านี้ในโลกแห่งความเป็นจริงมันก็ไม่สามารถบอกได้ว่า "ตลาดทำงานอย่างไร" "ความต้องการของคนในเศรษฐกิจมีเท่าไหร่" "จะประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันได้อย่างไร";

.

(b).ข้อเท็จจริงที่ว่า "มีเพียงปัจเจกบุคคลเท่านั้น" เป็นข้อโต้แย้งที่ดีที่สุดสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวแบบอนาธิปไตย ที่ไม่ว่าจะมีระบบ หรือ สองคนขึ้นไปก็ตามที่มีกำลังบังคับก็ไม่อาจเทียบเคียงคน ๆ เดียวได้ เพราะการมีอยู่ของ "คนสองคนขึ้นไป หรือ ระบบ" บ่งบอกถึงความไม่เท่าเทียม (ตามมุมมองของฝ่ายซ้ายมันก็คือ "การกดขี่") แต่หากมีเพียงแค่ปัจเจกบุคคล มันก็ไม่มีเหตุผลที่คนอื่นจะพยายามครอบครองอำนาจเพื่อมาปกครองอีกคนหนึ่งเพราะเขาจะต้องมีความเป็นเจ้าของตัวเองและมีความสุขไปกับสิทธิ์ที่คนอื่นจะไม่ละเมิดตน แต่ข้อเท็จจริงนี้เองมันยังหมายถึง "คนมีความแตกต่างกัน คนมองสิ่งเดียวกันอาจคิดต่างกันหรือให้ค่าไม่เท่ากัน" (subjective value) ดังนั้นโดยหลักการของสังคมนิยม (ทั้งอนาธิปไตยและอุดมการณ์ที่พึ่งพารัฐ) ไม่อาจตระหนักถึงข้อเท็จจริงตรงนี้ได้ว่ากลไกของสังคม สถาบัน ตลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสมัครใจและเป็นธรรมชาตินั้นไม่ได้เท่าเทียมกัน การนำเสนอหลักการใด ๆ ก็ตามที่ต้องการยกเลิกหรือบิดเบือนล้วนแล้วเป็นการ "ฝืน" ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าการกำหนดเป้าหมายที่อยู่ภายใต้ภาพลวงตาว่าจะสามารถทำการฝืนธรรมชาติของสังคมและปัจเจกบุคคลที่ไม่เท่ากันสำเร็จได้ มันจึงนำไปสู่ (c).อุดมการณ์ทางการเมืองใดก็ตามจำเป็นต้องมีผลประโยชน์เป็นแรงขับเคลื่อน (และมี "อำนาจ" เป็นเป้าหมายสูงสุด) อย่างเช่น ทุนสนับสนุน เสบียงอาหาร หรืออื่น ๆ เป็นการทำให้องค์กร กลุ่มสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้แต่อนาธิปไตยฝ่ายซ้ายไม่ว่าจะเป็นโรจาวา (Rojava) ซาปาติสตา (Zapatista) ชาส (CHAZ : Capitol Hill Autonomous Zone) หรืออื่น ๆ ล้วนแล้วต้องมี "เศรษฐกิจ" (economy) เพื่อขับเคลื่อนการอยู่รอดเสมอ ประเด็นสำคัญก็คือ หลักการของอนาธิปไตยฝ่ายซ้าย หรือ สังคมนิยมฝ่ายซ้ายมีเป้าหมายเพื่อ “ถอดถอนทุนนิยม” “ล้มล้างทรัพย์สินส่วนบุคคล” ต่าง ๆ แต่กลับพยายามอาศัยสิ่งที่เป็นเป้าหมายเพื่อการล้มล้างมาใช้ประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ของตนเอง (จำเป็นต้องอาศัย “ทุน” หรือ อะไรบางอย่างที่เป็นสัญญะของทุนนิยม) มันจึงเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งในตัวเองของอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายในโลกแห่งความเป็นจริง (self-contradiction) แม้แต่ปารีสคอมมูน (Paris commune) ที่ครั้งหนึ่งคาร์ล มากซ์อธิบายว่ามันคือ "เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" (dictatorship of the proletariat) ที่แท้จริง แต่ก็ต้องล่มสลายไปเพราะความอ่อนแอภายในที่จำเป็นต้องปล้นทรัพยากรจากผู้มั่งมีไปให้กับกลุ่มตนเองและปัจจัยสงครามภายนอกที่มีพละกำลังมากกว่าปราบปรามเพื่อเข้ายึดปารีสกลับโดยกองทัพฝรั่งเศส

.

ในทางตรงกันข้ามทำไมอนาธิปไตยฝ่ายขวาถึงเกิดขึ้นจริงได้ละ? หากทำความเข้าใจว่าทำไมอนาธิปไตยแบบฝ่ายซ้ายเกิดขึ้นไม่ได้นั้นก็คือ 'การทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกันทั้งหมด' อย่างเช่น (a).อนาธิปไตยฝ่ายขวายอมรับเรื่องของ "ทุน" หรือ การต้องมีอะไรตกถึงท้องจึงจะขับเคลื่อนอุดมการณ์ องค์กร หรือกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมไปถึงการดำรงอยู่ของทรัพย์สินส่วนบุคคล สิทธิ์ในทรัพย์สิน ชนชั้นทางสังคมและอื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในธรรมชาติของสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องของชนชั้น การทำลายหรือย่อยสลายมันเป็นเพียง "การหมุนเวียนของชนชั้นนำที่ขึ้นมาแทนที่" (b).อนาธิปไตยฝ่ายขวาปฏิเสธมุมมองแบบรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวข้องใด ๆ ทุกมิติทางสังคมและเศรษฐกิจและผลักดันให้เกิด "สังคมเอกชน” ( “Private Society” ) อันประกอบไปด้วย องค์กรเอกชน (private company) ทรัพย์สินส่วนบุคคล (private property) กฎหมายเอกชน (private law) หน่วยงานเอกชนและอื่น ๆ (private agency) ที่ขึ้นอยู่กับการตกลงกันอย่างสมัครใจที่จะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังนั้น พื้นที่ที่อนาธิปไตยฝ่ายขวายอมรับว่าเป็นความสำเร็จของตนอย่างเช่น สาธารณรัฐคอสไปยา (Republic of Cospaia) ชุมชนอาคาเดีย (Acadian community) ไอซ์แลนด์ยุคกลาง (Medieval Iceland) ตะวันตกเก่า (the Old West) และอื่น ๆ ซึ่งล้วนแล้วมีความเป็นเอกราช (สามารถปกครองตนเองได้) ที่อาจเกิดจากความบังเอิญที่เป็นดินแดนนั้นถูกละเลยหรือถูกยกเว้นจากประเทศภายนอก และ (c).หลักการของอนาธิปไตยฝ่ายขวามองว่ามนุษย์ "ไม่เท่าเทียม" ในธรรมชาติ สารตั้งต้นตรงนี้นำไปสู่การพัฒนาทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาอธิบาย "ความพอใจในการบริโภคต่างเวลา" หรือ กฎอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งงาน การรวมกลุ่มกันเป็นสังคม กลไกตลาด การจะทำให้สังคมหรือเป้าหมายหนึ่งเป็นไปได้ก็คือ การทำสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติ กล่าวคือ การดำเนินการ หรือ ปล่อยไปตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ของมัน การก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่เท่าเทียมกันล้วนแล้วจะต้องเกิดการกระทำที่ "ย้อนแย้งในตัวเอง" จากการที่พวกเขาต้องพยายามสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ หรือ กลายสภาพไปเป็นสิ่งที่ฝืนธรรมชาติมากกว่าเดิม

.

บรรณานุกรม

Nikolic, Luka. A Brief History of French Socialists. Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2018.

Bylund, Per. The Trouble With Socialist Anarchism. Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2019.

Rothbard, Murray N. Are Libertarians "Anarchists"?. Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2022.

Mises, Ludwig von. Socialism : An Economic and Sociological Analysis. New ed. J. Cape 1953.

กลับถึงบ้าน ช่างก็เอาแท่งนี้แหละครับพี่ ตอกลงดิน (>‿◠)✌

อ่าวจริงดิ (╥︣﹏᷅╥)

ช่างไฟฟ้าบอกให้มาซื้อแท่งกาว

ต้องอันนี้แน่ๆ เขียนไว้ชัดเจน "แท่งกาว"

#siamstr

จะพิมพ์ #siamstr ทำไมเป็น @ วะ 55555

Replying to Avatar Panai Lawasut

ฉันล่ะชื่นชม nostr:npub1ejn774qahqmgjsfajawy7634unk88y26yktvwuzp9kfgdeejx9mqdm97a5 เหลือเกิน

นี่คือตัวอย่างขององค์กร ที่ทำให้ผมมั่นใจว่า เมืองที่ไร้รัฐ เกิดขึ้นได้จริง

ทุกคนมี skill in the game เก่งในเรื่องที่ตัวเองทำ

ทุกคนทำงานแบบไม่มีใคร depends on ใคร ทุกคนทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

องค์กรก็ยังขับเคลื่อนไปได้เพราะทุกคนมีความเชื่อร่วมกัน

และดูเหมือน founder แทบจะไม่มี authority ในองค์กรนี้เลย โดนแกงตลอดเวลา

Key สำคัญน่าจะเป็นเพราะว่าเป็นองค์กรที่ทำเพื่อคอมมูนิตี้โดยไม่แสวงหาผลกำไร

แน่นอนว่าคนในองค์กรคงจะมี benefit ในมิติอื่นบ้าง อาจจะเพื่อความรู้สึกดี self esteem หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่มันต้องใช้ความบ้าและเสียสละขนาดไหนที่ยอมเอาเวลา(ซึ่งมีค่ามากที่สุด)มาให้กับคอมมูนิตี้ ก็คนมี skill in the game ก็ล้วนแต่มีทางเลือกเยอะใน game ของตัวเองทั้งนั้น

และที่สำคัญที่สุด องค์กรสามารถสร้าง value ขึ้นมาได้จริง ทำให้คนในคอมมูที่ได้รับ value อยากที่จะส่งต่อ value กลับ

ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ อยากมีส่วนร่วม อยากให้องค์กรอยู่ต่อไป

แล้วก็ไม่ว่าด้วยรูปแบบใดก็แล้วแต่ sat เงิน ความช่วยเหลือ แรงงาน ความรู้

นี่มันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี

ผมเถียงขาดใจถ้าจะมีใครบอกว่า ในรูปแบบเมืองที่ไร้รัฐ ใครมันจะไปยอมจ่ายภาษี

ก็ถ้าถนนที่มันจะตัดผ่านหน้าบ้านคุณมันต้องใช้เงิน เท่าไหร่ผมก็จ่าย ขอแค่คนมี skill in the game มาทำ

ไม่ได้จะมาอวยRS หรือมาเชียร์ให้supportกัน

ต่อให้ไม่มี อ.ต๊ำ หรือ พี่ตั้ม มันก็จะมีคนอื่นทำ แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ในช่วงชีวิตของคุณมั้ย แต่ยังไงตลาดมันก็จะทำงานของมัน

ที่อยากจะบอกก็คือ ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว โมเดลตัวอย่างของเมืองที่ไร้รัฐ องค์กรที่ทำเพื่อคอมมูนิตี้

รู้ตัวไว้เถิดว่าเราโชคดี ถ้าปล่อยผ่านไป ผมเทียบให้ว่า คุณถูกรางวัลที่1 แล้วไม่ไปขึ้นเงินแบบนั้นเลย

“Take advantage ของคุณซะ”

// ไม่รู้จะมาเขียนเรื่องนี้ใน nostr ทำไม ช่วยถือซะว่าเป็นเรื่องเอาไว้เล่าเวลาป้ายยาส้มละกัน

// ช่วยกันซัพพอร์ตก็ดีนะ องค์กรแบบนี้มันต้องอยู่ไปยันลูกหลานของเรา

#Siamstr

สวัสดี #siamstr เราตามอ่านไม่ทันแล้ว ¯\_( ͡❛ ͜ʖ ͡❛)_/¯