ขอบคุณครับ
เขียนบทความนี้เป็นของขวัญวันเกิด 11/05 ให้กับ nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f Happy birthday นะน้อง 🎂 🍻

อ่านที่ https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/ih39GZx1m4FmaLhgxNo9q
nostr:naddr1qq2kj6pn89r457p3d56yvmtpf35xw7zwduuhzq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wz20cnm
#siamstr #jakkstr #AustrianEclnomic #Value
#SubjectiveValue #Soup
ขอบคุณพี่ตั้มมากๆ คร๊าบบบ โอ้ยไปไม่ถูกเลย คือคุยกันหลังไมค์กันเรื่อง Principles of Economics และบทความอื่นๆ แล้วอยู่ดีๆ แกก็หายไป แล้วกลับมาพร้อมกับบทความ HBD เราเฉยเลย
แต่อาจารย์บอกว่ามีเพื่อนเยอะขึ้นนะ 😍
## **The Burgest ปรัชญาเบอร์เกอร์กับ Human Action**
เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในร้านเบอร์เกอร์ ‘The Burgest’ สาขาใหม่ใจกลางห้าง Central World ท่ามกลางการตกแต่งสไตล์อินดี้ 4 หนุ่มกำลังสนทนากันอย่างออกรส หัวข้อที่ดูเหมือนจะหนัก แต่กลับถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีสีสันผ่านบทสนทนาของพวกเขา

“เออ... นี่พวกนายรู้ป่ะว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราต่างจากลิงยังไง?” nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt เจ้าของร้านเอ่ยขึ้นพลางนั่งหมุนเก้าอี้ไปมาอย่างอารมณ์ดี
อิสระ น้องเล็กของกลุ่มมองสมนึกแบบเอือมๆ พลางพูดว่า.. “พี่นึก.. จะเล่นมุกอะไรอีกล่ะเนี่ย?”
ซุป หนุ่มเมืองแกลง ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“ผมว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง Human Action ที่เราเคยคุยกันไว้นะ”
จิงโจ้ บก. พี่ใหญ่ของกลุ่ม มองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง
“Human Action มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะเว้ย มันคือรากฐานของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน ถ้าเข้าใจหลักการนี้แล้วชีวิตมึงจะเปลี่ยน!”
สมนึกทำท่าครุ่นคิด..
“อืม... เหมือนลิงที่มันหยิบกล้วยมากิน กับคนเราที่ปลูกกล้วยเก็บเกี่ยวผลแล้วเอาไปขายในตลาด ต่างกันตรงที่คนเรารู้จักวางแผน คิดขั้นตอนได้เยอะกว่าลิง ใช่มั้ย?”
ซุปพยักหน้า.. “ใช่ครับ.. มนุษย์เรากระทำสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล มีจุดประสงค์ ไม่ใช่แค่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้นแบบสัตว์”
อิสระเสริม.. “พูดง่ายๆ คือ เราใช้สมองในการคิด วิเคราะห์แล้วลงมือทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”
“ถูกต้อง!” จิงโจ้เน้นเสียง “และ "การกระทำ" ของแต่ละคนมันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เหมือนผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ”
“โคตรคม!” อิสระเผลออุทานออกมา
จิงโจ้หันไปมองซุป.. “คิดดูนะ.. เวลาพวกมึงทำคลิปสักอัน มันต้องเริ่มจาก "การกระทำ" ตั้งแต่คิดคอนเท้นต์ ถ่ายทำ ตัดต่อ ตรวจงาน จนกระทั่งเผยแพร่”
ซุปพยักหน้า.. “แต่ละขั้นตอนมันคือ "การตัดสินใจ" ที่ใช้ "เหตุผล" เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”
“แม้กระทั่งการเลือกมุมกล้อง ใส่ซาวด์ มันก็สะท้อนความคิดของคนทำ”
หลังจากนั้นสมนึกพูดขึ้นมาอย่างกวนๆ ว่า..
“เหมือนตอนผมเลือกเสื้อผ้ามาทำงาน ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าชุดไหนจะเหมาะกับการอัดคลิปวันนี้”
จิงโจ้มองทุกคนด้วยแววตาจริงจัง..
“Human Action มันบอกเราว่า เราเป็น "ผู้กำหนด" ชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ "เหยื่อ" ของโชคชะตา”
ซุปพยักหน้าเห็นด้วย.. “ทุกการกระทำของเรามีความหมาย เราทุกคนเป็น ‘ผู้กระทำ’ ที่ใช้ ‘เหตุผล’ ในการตัดสินใจและสร้างโลกของเราเอง.. เหมือนกับที่สมนึกสร้าง The Burgest ขึ้นมาจากความฝัน ความมุ่งมั่น และการลงมือทำ”
“เราจึงต้อง "รับผิดชอบ" ต่อการกระทำของตัวเอง เพราะทุกการกระทำล้วนส่งผลกระทบ ไม่ใช่แค่กับตัวเรา แต่กับคนอื่นๆ และสังคมโดยรวม”..อิสระช่วยสรุป
“จำไว้ พวกมึงอยากได้อะไร มึงต้องลงมือทำ อย่ามัวแต่นั่งรอโชคชะตา” ..จิงโจ้กำชับขึ้นมาอย่างหนักแน่น
“ใช้เหตุผลให้มาก คิด วิเคราะห์ ก่อนลงมือทำ และที่สำคัญ รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นด้วย!”
จากนั้น สมนึกก็พูดแทรกขึ้นมา..
“สรุปก็คือ มนุษย์ต่างจากลิงตรงที่ เราใส่เสื้อผ้าเป็น ใช้สมองได้ เลยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำสินะ”
ทุกคนหัวเราะพร้อมกันแบบเจื่อนๆ จิงโจ้ส่ายหัวให้กับความสองสลึงของสมนึก แต่ในใจก็อดภูมิใจในความเฉลียวฉลาดของน้องๆ แต่ละคนไม่ได้

“Human Action” หรือ “การกระทำของมนุษย์” ที่พวกเขาพูดถึง เป็นทฤษฎีสำคัญของนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนอย่าง “ลุดวิก ฟอน มิเซส” (Ludwig von Mises) ซึ่งมองว่าการกระทำของมนุษย์เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ ทุกการตัดสินใจ ทุกการเลือก ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เปรียบเสมือน คลื่นเล็กๆ ที่เกิดจากการโยนหินลงน้ำ แม้จุดเริ่มต้นจะเล็ก แต่แรงกระเพื่อมสามารถแผ่ขยายเป็นวงกว้างได้
ลองจินตนาการถึงการตัดสินใจง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การที่คุณเลือกจะทานอาหารเช้าเป็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อร้านขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ร้านขายวัตถุดิบ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผู้เลี้ยงหมู และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นลูกโซ่
หรือ.. หากคุณตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน การตัดสินใจนี้ส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ สถานีชาร์จไฟฟ้า และอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
การกระทำของมนุษย์แต่ละคน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เหมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนกลไกขนาดใหญ่
Human Action จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือการมองโลก มองสังคม และมองความสัมพันธ์ของมนุษย์ในมุมมองที่ต่างออกไป
นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างมิเซส มองว่า.. การทำความเข้าใจเศรษฐกิจ ไม่ใช่การศึกษาตัวเลข กราฟ หรือสูตรคำนวณ แต่มันคือการศึกษา "มนุษย์" ศึกษาแรงจูงใจ ความต้องการ และการกระทำของมนุษย์
เพราะในท้ายที่สุด **เศรษฐกิจก็คือเรื่องของ "คน"**
### **Human Action กำหนดชะตาชีวิต**
เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง สมนึกยักคิ้ว ก่อนจะถามต่อด้วยท่าทีจริงจังขึ้น
“แล้วพวกเราคิดว่า Human Action มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตพวกเรา นอกจากเรื่องทำคลิป ทำเบอร์เกอร์?”
อิสระยกมือขึ้น “ขอตอบครับ!”
“จริงๆ แล้วมันคือปรัชญาที่บอกว่า มนุษย์เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม เราเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง เพราะเราเชื่อว่ามันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เหมือนกับที่ ลุดวิก ฟอน มิเซส นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า ‘มนุษย์กระทำ (Man acts)’ การกระทำของเรานี่แหละ ที่สร้างโลกที่เราอยู่”
“ใช่ และ การกระทำทุกอย่างมันมีต้นทุน” ซุป เสริม
“มิเซสเรียกมันว่า ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ (opportunity cost) คือสิ่งที่เราต้อง ‘สละ’ ไป เมื่อเราเลือกทำอย่างหนึ่ง แทนที่จะทำอีกอย่าง สมมุติว่าวันนี้เราเลือกมาฉลองเปิดร้าน เราก็เสียโอกาสที่จะนอนอยู่บ้าน ดู Netflix หรือไปเที่ยวที่อื่น การตัดสินใจของเรามันสะท้อนถึงสิ่งที่เราให้คุณค่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ”
“แค่เริ่มจาก ‘คิด’ ก่อน ‘ทำ’ ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจล้วนมี ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ ‘เหตุผล’ ในการวิเคราะห์ ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรคือเป้าหมายที่เราต้องการบรรลุและเราจะลงมือทำอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสีย ‘ต้นทุน’ น้อยที่สุด”
จิงโจ้พยักหน้า.. “และ Human Action มันไม่ได้มองแค่ตัวบุคคล แต่มองไปถึงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด การกระทำของคนคนหนึ่ง มันส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ เหมือนกับทฤษฎี ‘Domino Effect’ ที่ เมอร์เรย์ รอธบาร์ด อีกหนึ่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนพูดถึง ผลกระทบเล็กๆ มันสามารถขยายวงกว้างและส่งผลต่อภาพรวมได้”
สมนึกทำท่าครุ่นคิด.. “อืม... เหมือนเวลาที่ลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาซื้อเบอร์เกอร์ มันก็ส่งผลต่อรายได้ของร้าน ส่งผลต่อเงินเดือนพนักงาน ส่งผลต่อร้านขายวัตถุดิบ และอื่นๆ อีกมากมาย”
“ใช่เลย” จิงโจ้ตอบ “เพราะฉะนั้น Human Action มันสอนให้เรามองโลกแบบ ‘เชื่อมโยง’ มองเห็นความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจที่ล้วนมีความหมาย”
อิสระยิ้ม.. “และที่สำคัญ มันสอนให้เรารับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง เพราะเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเองครับ”
“สรุปก็คือ...” สมนึกพูดขึ้นพร้อมทำท่าทางประกอบ
“...อยากได้อะไร ต้องลงมือทำ! คิดให้รอบคอบ ตัดสินใจ ลงมือทำ และรับผิดชอบ! เหมือนกับการทำเบอร์เกอร์ ต้องเลือกวัตถุดิบ ปรุงรส จัดวาง และเสิร์ฟ ทุกขั้นตอนสำคัญหมด”
จิงโจ้ยิ้มมุมปาก “ไอ้นี่... เปรียบเทียบได้ดีนี่หว่า”
บทสนทนาของทั้งสี่หนุ่มดำเนินต่อไป เสียงหัวเราะและความคิดที่แลกเปลี่ยนกัน สะท้อนถึงความเข้าใจใน Human Action ปรัชญาที่ไม่เพียงอธิบายเศรษฐกิจ แต่ยังอธิบายชีวิต และสอนให้เรามองโลกในมุมมองที่ต่างออกไป
“การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ที่กำหนดตัวตนของเรา” – ลุดวิก ฟอน มิเซส
Human Action เส้นทางสู่ความสำเร็จ
สมนึกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ถ้าอย่างนั้น Human Action มันช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ยังไง?”
ซุปยิ้ม.. “มันช่วยให้เรามี ‘mindset’ ที่ถูกต้อง คือเข้าใจว่าความสำเร็จมันไม่ได้มาจากโชค แต่มาจากการกระทำของเราเอง มิเซส เขาเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างสรรค์ เราสามารถใช้ ‘เหตุผล’ ในการวิเคราะห์ วางแผน และลงมือทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายเหมือนกับที่นายสร้าง The Burgest ขึ้นมา”

“และมันยังช่วยให้เรามี ‘วินัย’ ในการลงมือทำด้วยนะ” จิงโจ้เสริม
“รอธบาร์ด เขาเคยพูดถึง ‘ระดับความเห็นแก่เวลา’ หรือ ‘Time Preference’ คือ มนุษย์เรามักจะให้คุณค่ากับสิ่งที่อยู่ ‘ตรงหน้า’ มากกว่าสิ่งที่อยู่ ‘ในอนาคต’ เพราะฉะนั้น การที่จะประสบความสำเร็จเราต้องมีวินัยในการ ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ ยอมลำบาก ยอมเหนื่อยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต”
“เหมือนกับการออกกำลังกาย หรือการเก็บออมเงินใช่ไหมครับ?” อิสระถาม
“ใช่เลย” ซุปตอบ “มันคือการลงทุนใน ‘ตัวเอง’ เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคต”
“และ Human Action ยังสอนให้เรามี ‘ความรับผิดชอบ’ ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษโชคชะตา เมื่อเกิดความผิดพลาด” จิงโจ้กล่าว
“มิเซส เขาเชื่อว่า ‘ความผิดพลาด’ คือบทเรียนสำคัญ มันช่วยให้เราเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาตัวเอง”
สมนึกพยักหน้า.. “เหมือนตอนที่ผมลองทำเบอร์เกอร์สูตรใหม่ใช้เนื้อแมวสด บางครั้งมันก็ออกมาอร่อย บางครั้งก็... พังไม่เป็นท่า แต่เราก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาสูตรให้ดีขึ้น”
“นั่นแหละ Human Action” จิงโจ้สรุป “มันไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่มันคือ ‘แนวทางในการใช้ชีวิต’ ที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจโลก และก้าวไปสู่ความสำเร็จ”
อิสระมองไปรอบๆ ร้าน “เหมือนกับร้าน The Burgest ของพี่นึก ที่เกิดจาก Human Action ของคนที่เกี่ยวข้องทุกคน”
“ใช่” สมนึกรับ “และมันจะเติบโตต่อไป ด้วย Human Action ของพวกเราและของทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ The Burgest นายที่กำลังแดกอยู่ก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน.. อิสระ”
“ทุกคนที่นี่กำลัง ‘กระทำ’ บางอย่าง เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ลูกค้าต้องการอิ่มท้อง พนักงานต้องการเงินเดือน เจ้าของร้านต้องการกำไร และทุกการกระทำมันส่งผลกระทบต่อกันและกัน สร้างระบบเศรษฐกิจที่เราเห็นอยู่”
จิงโจ้โพล่งขึ้นมาเพื่อกล่าวทิ้งท้าย..
“โลกนี้มันก็เปรียบเสมือนผืนผ้าใบ ที่รอให้เราสร้างสรรค์งานศิลปะลงไป”
“และ Human Action คือพู่กัน ที่ช่วยให้เราแต่งแต้มสีสันและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ที่เรียกว่า ‘ชีวิต’”
“The world is but the canvas to our imagination” – Henry David Thoreau
บทสนทนาของพวกเขาดำเนินต่อไป เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วยพลังของ Human Action
> “มนุษย์มีแต่ ‘การกระทำ’ เท่านั้นที่เป็นของพวกเขา ไม่ใช่ ‘ผลลัพธ์’” – ลุดวิก ฟอน มิเซส
> “การกระทำ คือกระจกสะท้อนตัวตน” – เมอร์เรย์ รอธบาร์ด
- - -
ประโยคนี้ของ เฮนรี เดวิด ธอโร นักเขียนและนักปรัชญาชาวอเมริกัน สื่อถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของจินตนาการมนุษย์ และความสามารถในการสร้างสรรค์โลกของเราเอง
ธอโร เชื่อว่า.. โลกภายนอกเป็นเพียงวัตถุดิบ และจินตนาการของเรานี่เองที่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
จินตนาการเป็นสิ่งที่ทรงพลัง มันสามารถพาเราไปยังที่ที่ไม่เคยไป สร้างสิ่งที่ไม่เคยมี และเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ โลกนี้มันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เราสามารถสร้างสรรค์และกำหนดชีวิตของเราเองด้วยจินตนาการและการลงมือทำ
และเนื่องจากเราเป็นผู้สร้างสรรค์โลกของเราเอง เราจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ประโยคนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงพลังของจินตนาการ และความสามารถในการสร้างสรรค์โลกของเราเอง เราไม่ใช่เพียงแค่ “ผู้ชม” แต่เป็น “ผู้สร้าง” ที่สามารถเปลี่ยนแปลง และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ด้วยจินตนาการและการลงมือทำ
#jakkstr #siamstr #AustrianEconomic #HumanAction
ปกติครับ รุ่นนี้ทำงานแบบนี้แหละ
บางท้าลมมาลูกพี่
มันจะหล่นมั้ยฮ้ะ
#siamstr https://nostrcheck.me/media/c97510ec8028347f4672b08dc578bf38ef1d936691494f82268ded924a90506c/20f14802bab56166b717b598aed75c344cc508c22c069de9d1ec656e46265dab.webp https://nostrcheck.me/media/c97510ec8028347f4672b08dc578bf38ef1d936691494f82268ded924a90506c/31188128625f412f42fec9562430eed5fde3da00d50892f73fd2791f422c35f5.webp
รมควันฮะ
## **Time preference กับ เสต็คเนื้อแห่งอนาคต**
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างโชยแตะจมูก.. ภายในร้านเสต็คเนื้อบรรยากาศสุดคลาสสิค แสงไฟสลัวส่องกระทบผนังอิฐเปลือย ภาพวาดวัวกระทิงแขวนเรียงราย บ่งบอกถึงความเป็น "Meat Lover" ของเจ้าของร้าน ทีมงาน Right Shift 3 หน่อกำลังนั่งล้อมโต๊ะไม้ขัดเงา ..รอคอยเมนูจานหลัก

"นี่มันเหมือน Marshmallow Test ชัดๆ"
nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองเสต็คเนื้อริบอายชิ้นโตตรงหน้า..
"จะกินเลยตอนนี้มันก็ฟิน แต่ถ้านั่งรออีกสักพักก็จะได้เวลล์ดันที่สุกกำลังดี"
"มันคือ Time Preference ล้วนๆ" nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f เสริม
"เราให้คุณค่ากับความสุขตอนนี้ทันทีมากกว่าผลตอบแทนในอนาคตมากแค่ไหน"
Time Preference หรือ ความเห็นแก่เวลา เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และจิตวิทยา ที่อธิบายว่าคนเรามีมุมมองต่อ "คุณค่าของเวลา" แตกต่างกัน บางคนให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต (High Time Preference) ในขณะที่บางคนมองการณ์ไกล ยอมรอผลตอบแทนในระยะยาว (Low Time Preference)
nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk บก. พี่ใหญ่ของทีมขมวดคิ้ว.. "พวกที่เห็นแก่เวลามากๆ (High Time Preference) ก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เลือกกินมาร์ชเมลโลว์ทันทีแทนที่จะรอสองชิ้นนั่นแหละ"
"ก็ชีวิตมันไม่แน่นอนอะครับ" อิสระเสริม
"ใครจะไปรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็กินมันเลยตอนนี้แหละชัวร์สุด"
ความไม่แน่นอนของชีวิต เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ Time Preference เมื่ออนาคตยิ่งดูเลือนลาง คนก็ยิ่งอยากไขว่คว้าความสุขในปัจจุบันให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน
"แต่ถ้ารอหน่อย ก็ได้ความสุขที่มากขึ้นนะ" ซุปโต้แย้ง
"เหมือนเสต็คเวลล์ดันที่สุกทั่วถึง รสชาติมันเข้มข้นกว่ากันเยอะ"
"ก็เหมือนกับการออมเงินนั่นแหละ" จิงโจ้เสริม
"มันก็คือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน"
การออม และ การลงทุน เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงถึง Low Time Preference (ไม่เห็นแก่เวลา) ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อรอผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต
บทสนทนาของทีม Right Shift เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Time Preference กับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกินเสต็คเนื้อไปจนถึงการวางแผนอนาคต
"แต่มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเหมือนกันนะครับ" อิสระแย้ง
"เพราะถ้าอนาคตมันดูไม่แน่นอน ใครจะไปกล้ารอล่ะครับพี่"
ความไม่แน่นอน (Uncertainty) คือ ยิ่งอนาคตดูเลือนลาง มีความเสี่ยงสูง คนก็ยิ่งมีแนวโน้มเลือกความสุขในปัจจุบัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตจริงหรือเปล่า

"ก็เหมือนกับร้านนี้" ซุปชี้ไปที่ครัวเปิด
"ถ้าเห็นเชฟทำเนื้อไหม้อยู่ตลอด ใครจะกล้าสั่งเวลล์ดันล่ะ"
ความเชื่อมั่น (Trust) คือ หากมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตอย่างแน่นอน คนก็จะมีแนวโน้มยอมรอ แต่ถ้าเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง (อย่างกรณีนี้คือสั่งเวลล์ดันแล้วได้เนื้อไหม้ตลอด) ก็คงไม่มีใครอยากรอ
"ความเชื่อมั่นก็สำคัญแหละ" จิงโจ้กล่าว
"ถ้ารู้ว่าผลตอบแทนในอนาคตมันดีจริง คนก็ยอมรอ"
อีกปัจจัยก็คือ อายุ (Age) โดยทั่วไป เด็กและวัยรุ่นมักจะมี High Time Preference เน้นความสุขระยะสั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักมี Low Time Preference มองการณ์ไกลและให้ความสำคัญกับอนาคตมากขึ้น
"เหมือนการลงทุนระยะยาว" ซุปเสริม
"ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมัน ถึงจะยอมรอผลตอบแทนได้"
การลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวม, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการเก็บออมในบิตคอยน์ ก็ล้วนต้องการ Low Time Preference เพื่อรอผลตอบแทนที่งอกเงยในอนาคต
"Time Preference มันสะท้อนในการตัดสินใจทุกอย่างเลยเนอะ" อิสระกล่าว
"ตั้งแต่การใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การเรียน การทำงาน"
จิงโจ้ได้กล่าวเสริมอิสระไปว่า..
“Time Preference ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น การใช้จ่าย ซื้อของฟุ่มเฟือยทันที vs. ออมเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการในอนาคต”
“หรือจะเรื่องสุขภาพ อย่างการกินอาหาร Fast Food vs. เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ”
“หรือการศึกษา ที่ต้องเลือกระหว่างเรียนจบเร็วๆ เพื่อทำงาน vs. ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น”
“ทีนี้การทำงาน ก็ต้องเลือกงานที่เงินเดือนสูง แต่เครียด vs. เลือกงานที่เงินเดือนน้อย แต่มีความสุข”

คราวนี้ซุปยกตัวอย่างบ้าง.. "เหมือนการเลือกเสต็ค"
"จะเน้นปริมาณ หรือเน้นคุณภาพ จะกินเนื้อติดมัน หรือเนื้อสันใน"
เน้นปริมาณ (High Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อติดมันราคาถูก กินให้อิ่มในปัจจุบัน
เน้นคุณภาพ (Low Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อสันในราคาแพง เพื่อรสชาติและประสบการณ์ที่ดีกว่า
Time Preference กับปรัชญาการใช้ชีวิต
"มันคือปรัชญาในการใช้ชีวิต" จิงโจ้สรุป
"เราจะใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หรือจะวางแผนเพื่ออนาคต"
“Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันสะท้อนถึงปรัชญาการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย
Carpe diem (High Time Preference) ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในปัจจุบัน
Delayed Gratification (Low Time Preference) ยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต..”
3 หน่อ Right Shift เริ่มเข้าใจ Time Preference มากขึ้นหลังการถกเถียง พวกเขาตระหนักว่าการหาจุดสมดุลระหว่างปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จ
"แต่ก็ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ" อิสระเสริม
"ถ้ามัวแต่รออนาคต ก็อาจพลาดความสุขปัจจุบัน มัวแต่สนุกในวันนี้ ก็อาจจะลำบากในวันหน้าเอาได้"
การหาจุดสมดุลระหว่าง High Time Preference และ Low Time Preference เป็นสิ่งสำคัญ
High Time Preference ใจเร็วด่วนได้มากเกินไป อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัว, ปัญหาสุขภาพ, ขาดความมั่นคงในอนาคต
Low Time Preference อดเปรี้ยวไว้กินหวานมากเกินไป อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความสุขในปัจจุบัน, เครียด จนกดดันตัวเองมากเกินไป
"เหมือนการกินนั่นแหละ" ซุปกล่าว
“การกินอาหาร เป็นตัวอย่างที่ดีของการหาจุดสมดุลระหว่างความสุขและสุขภาพ..”
“ถ้ากินแต่ของอร่อย (High Time Preference) อร่อยถูกปาก แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว”
“ในขณะที่ถ้ากินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (Low Time Preference) ดีต่อสุขภาพ แต่อาจจะขาดความสุขในการกิน”

"Time Preference มันเหมือนเข็มทิศ" จิงโจ้สรุปอีกครั้ง
"มันช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสม"
“Time Preference ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเราให้คุณค่ากับอะไร ปัจจุบัน หรือ อนาคต ตัดสินใจได้อย่างมีสติ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในระยะยาว”
“วางแผนอนาคต กำหนดเป้าหมาย และ วางแผนการเงิน การศึกษา อาชีพ สร้างสมดุลชีวิต มีความสุขกับปัจจุบัน พร้อมกับเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”
.
.
.
เสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้น.. เสต็คเนื้อถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทีม Right Shift ดื่มด่ำกับรสชาติและบทสนทนาที่ชวนขบคิด พวกเขาเรียนรู้ที่จะ "**เลือก**" "**รอ**" และ "**พอ**" เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง
เพราะชีวิตก็เหมือนเสต็คเนื้อ เลือกสรรอย่างมีสติ ค่อยๆ ย่างอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ
Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ.. **ศิลปะในการใช้ชีวิต**
การเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง ช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้
- - -
## **มาร์ชเมลโล่เทสต์** บททดสอบ Time Preference
การทดลอง "มาร์ชเมลโล่ เทสต์" ที่อิสระกล่าวถึงในช่วงต้น เป็นการทดลองทางจิตวิทยา ที่ศึกษาเรื่อง "Time Preference" หรือ "ความเห็นแก่เวลา" ในเด็ก
โดยให้เลือกระหว่างจะกินมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้นในทันที หรือจะรอ 15 นาที เพื่อได้รับ 2 ชิ้น
ผลการทดลองพบว่า เด็กที่สามารถรอได้ มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า ทั้งในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น.. เพราะการรอคอย แสดงถึงความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ (Self-control) ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตัวเอง, การวางแผน (Planning) คิดถึงผลลัพธ์ในอนาคต, ความอดทน (Patience) รอคอยผลตอบแทนที่ดีกว่า
มาร์ชเมลโล่เทสต์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Time Preference ต่อการดำเนินชีวิต
การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับ Time Preference ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหาร
ดังนั้น.. การทำความเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน
ครั้งต่อไปที่ต้องตัดสินใจ ลองถามตัวเองว่า
กำลังเลือกความสุขในปัจจุบัน หรือ ผลตอบแทนในอนาคต?
กำลังเลือกมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้น หรือ 2 ชิ้น?
คำตอบนั้น.. อยู่ที่ตัวคุณเอง
#jakkstr #siamstr #AustrianEconomy #TimePreference
## **Time preference กับ เสต็คเนื้อแห่งอนาคต**
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างโชยแตะจมูก.. ภายในร้านเสต็คเนื้อบรรยากาศสุดคลาสสิค แสงไฟสลัวส่องกระทบผนังอิฐเปลือย ภาพวาดวัวกระทิงแขวนเรียงราย บ่งบอกถึงความเป็น "Meat Lover" ของเจ้าของร้าน ทีมงาน Right Shift 3 หน่อกำลังนั่งล้อมโต๊ะไม้ขัดเงา ..รอคอยเมนูจานหลัก

"นี่มันเหมือน Marshmallow Test ชัดๆ"
nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองเสต็คเนื้อริบอายชิ้นโตตรงหน้า..
"จะกินเลยตอนนี้มันก็ฟิน แต่ถ้านั่งรออีกสักพักก็จะได้เวลล์ดันที่สุกกำลังดี"
"มันคือ Time Preference ล้วนๆ" nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f เสริม
"เราให้คุณค่ากับความสุขตอนนี้ทันทีมากกว่าผลตอบแทนในอนาคตมากแค่ไหน"
Time Preference หรือ ความเห็นแก่เวลา เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และจิตวิทยา ที่อธิบายว่าคนเรามีมุมมองต่อ "คุณค่าของเวลา" แตกต่างกัน บางคนให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต (High Time Preference) ในขณะที่บางคนมองการณ์ไกล ยอมรอผลตอบแทนในระยะยาว (Low Time Preference)
nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk บก. พี่ใหญ่ของทีมขมวดคิ้ว.. "พวกที่เห็นแก่เวลามากๆ (High Time Preference) ก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เลือกกินมาร์ชเมลโลว์ทันทีแทนที่จะรอสองชิ้นนั่นแหละ"
"ก็ชีวิตมันไม่แน่นอนอะครับ" อิสระเสริม
"ใครจะไปรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็กินมันเลยตอนนี้แหละชัวร์สุด"
ความไม่แน่นอนของชีวิต เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ Time Preference เมื่ออนาคตยิ่งดูเลือนลาง คนก็ยิ่งอยากไขว่คว้าความสุขในปัจจุบันให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน
"แต่ถ้ารอหน่อย ก็ได้ความสุขที่มากขึ้นนะ" ซุปโต้แย้ง
"เหมือนเสต็คเวลล์ดันที่สุกทั่วถึง รสชาติมันเข้มข้นกว่ากันเยอะ"
"ก็เหมือนกับการออมเงินนั่นแหละ" จิงโจ้เสริม
"มันก็คือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน"
การออม และ การลงทุน เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงถึง Low Time Preference (ไม่เห็นแก่เวลา) ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อรอผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต
บทสนทนาของทีม Right Shift เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Time Preference กับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกินเสต็คเนื้อไปจนถึงการวางแผนอนาคต
"แต่มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเหมือนกันนะครับ" อิสระแย้ง
"เพราะถ้าอนาคตมันดูไม่แน่นอน ใครจะไปกล้ารอล่ะครับพี่"
ความไม่แน่นอน (Uncertainty) คือ ยิ่งอนาคตดูเลือนลาง มีความเสี่ยงสูง คนก็ยิ่งมีแนวโน้มเลือกความสุขในปัจจุบัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตจริงหรือเปล่า

"ก็เหมือนกับร้านนี้" ซุปชี้ไปที่ครัวเปิด
"ถ้าเห็นเชฟทำเนื้อไหม้อยู่ตลอด ใครจะกล้าสั่งเวลล์ดันล่ะ"
ความเชื่อมั่น (Trust) คือ หากมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตอย่างแน่นอน คนก็จะมีแนวโน้มยอมรอ แต่ถ้าเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง (อย่างกรณีนี้คือสั่งเวลล์ดันแล้วได้เนื้อไหม้ตลอด) ก็คงไม่มีใครอยากรอ
"ความเชื่อมั่นก็สำคัญแหละ" จิงโจ้กล่าว
"ถ้ารู้ว่าผลตอบแทนในอนาคตมันดีจริง คนก็ยอมรอ"
อีกปัจจัยก็คือ อายุ (Age) โดยทั่วไป เด็กและวัยรุ่นมักจะมี High Time Preference เน้นความสุขระยะสั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักมี Low Time Preference มองการณ์ไกลและให้ความสำคัญกับอนาคตมากขึ้น
"เหมือนการลงทุนระยะยาว" ซุปเสริม
"ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมัน ถึงจะยอมรอผลตอบแทนได้"
การลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวม, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการเก็บออมในบิตคอยน์ ก็ล้วนต้องการ Low Time Preference เพื่อรอผลตอบแทนที่งอกเงยในอนาคต
"Time Preference มันสะท้อนในการตัดสินใจทุกอย่างเลยเนอะ" อิสระกล่าว
"ตั้งแต่การใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การเรียน การทำงาน"
จิงโจ้ได้กล่าวเสริมอิสระไปว่า..
“Time Preference ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น การใช้จ่าย ซื้อของฟุ่มเฟือยทันที vs. ออมเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการในอนาคต”
“หรือจะเรื่องสุขภาพ อย่างการกินอาหาร Fast Food vs. เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ”
“หรือการศึกษา ที่ต้องเลือกระหว่างเรียนจบเร็วๆ เพื่อทำงาน vs. ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น”
“ทีนี้การทำงาน ก็ต้องเลือกงานที่เงินเดือนสูง แต่เครียด vs. เลือกงานที่เงินเดือนน้อย แต่มีความสุข”

คราวนี้ซุปยกตัวอย่างบ้าง.. "เหมือนการเลือกเสต็ค"
"จะเน้นปริมาณ หรือเน้นคุณภาพ จะกินเนื้อติดมัน หรือเนื้อสันใน"
เน้นปริมาณ (High Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อติดมันราคาถูก กินให้อิ่มในปัจจุบัน
เน้นคุณภาพ (Low Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อสันในราคาแพง เพื่อรสชาติและประสบการณ์ที่ดีกว่า
Time Preference กับปรัชญาการใช้ชีวิต
"มันคือปรัชญาในการใช้ชีวิต" จิงโจ้สรุป
"เราจะใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หรือจะวางแผนเพื่ออนาคต"
“Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันสะท้อนถึงปรัชญาการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย
Carpe diem (High Time Preference) ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในปัจจุบัน
Delayed Gratification (Low Time Preference) ยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต..”
3 หน่อ Right Shift เริ่มเข้าใจ Time Preference มากขึ้นหลังการถกเถียง พวกเขาตระหนักว่าการหาจุดสมดุลระหว่างปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จ
"แต่ก็ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ" อิสระเสริม
"ถ้ามัวแต่รออนาคต ก็อาจพลาดความสุขปัจจุบัน มัวแต่สนุกในวันนี้ ก็อาจจะลำบากในวันหน้าเอาได้"
การหาจุดสมดุลระหว่าง High Time Preference และ Low Time Preference เป็นสิ่งสำคัญ
High Time Preference ใจเร็วด่วนได้มากเกินไป อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัว, ปัญหาสุขภาพ, ขาดความมั่นคงในอนาคต
Low Time Preference อดเปรี้ยวไว้กินหวานมากเกินไป อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความสุขในปัจจุบัน, เครียด จนกดดันตัวเองมากเกินไป
"เหมือนการกินนั่นแหละ" ซุปกล่าว
“การกินอาหาร เป็นตัวอย่างที่ดีของการหาจุดสมดุลระหว่างความสุขและสุขภาพ..”
“ถ้ากินแต่ของอร่อย (High Time Preference) อร่อยถูกปาก แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว”
“ในขณะที่ถ้ากินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (Low Time Preference) ดีต่อสุขภาพ แต่อาจจะขาดความสุขในการกิน”

"Time Preference มันเหมือนเข็มทิศ" จิงโจ้สรุปอีกครั้ง
"มันช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสม"
“Time Preference ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเราให้คุณค่ากับอะไร ปัจจุบัน หรือ อนาคต ตัดสินใจได้อย่างมีสติ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในระยะยาว”
“วางแผนอนาคต กำหนดเป้าหมาย และ วางแผนการเงิน การศึกษา อาชีพ สร้างสมดุลชีวิต มีความสุขกับปัจจุบัน พร้อมกับเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”
.
.
.
เสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้น.. เสต็คเนื้อถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทีม Right Shift ดื่มด่ำกับรสชาติและบทสนทนาที่ชวนขบคิด พวกเขาเรียนรู้ที่จะ "**เลือก**" "**รอ**" และ "**พอ**" เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง
เพราะชีวิตก็เหมือนเสต็คเนื้อ เลือกสรรอย่างมีสติ ค่อยๆ ย่างอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ
Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ.. **ศิลปะในการใช้ชีวิต**
การเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง ช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้
- - -
## **มาร์ชเมลโล่เทสต์** บททดสอบ Time Preference
การทดลอง "มาร์ชเมลโล่ เทสต์" ที่อิสระกล่าวถึงในช่วงต้น เป็นการทดลองทางจิตวิทยา ที่ศึกษาเรื่อง "Time Preference" หรือ "ความเห็นแก่เวลา" ในเด็ก
โดยให้เลือกระหว่างจะกินมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้นในทันที หรือจะรอ 15 นาที เพื่อได้รับ 2 ชิ้น
ผลการทดลองพบว่า เด็กที่สามารถรอได้ มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า ทั้งในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น.. เพราะการรอคอย แสดงถึงความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ (Self-control) ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตัวเอง, การวางแผน (Planning) คิดถึงผลลัพธ์ในอนาคต, ความอดทน (Patience) รอคอยผลตอบแทนที่ดีกว่า
มาร์ชเมลโล่เทสต์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Time Preference ต่อการดำเนินชีวิต
การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับ Time Preference ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหาร
ดังนั้น.. การทำความเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน
ครั้งต่อไปที่ต้องตัดสินใจ ลองถามตัวเองว่า
กำลังเลือกความสุขในปัจจุบัน หรือ ผลตอบแทนในอนาคต?
กำลังเลือกมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้น หรือ 2 ชิ้น?
คำตอบนั้น.. อยู่ที่ตัวคุณเอง
#jakkstr #siamstr #AustrianEconomy #TimePreference
เอาอีกแล้ววววว กรี๊ดดดด
เตรียมเบียร์ให้พร้อมก่อนเข้าห้องเรียน มีที่ไหน มีที่นี่แหละ 55555
## **Together we're strong**
ระหว่างที่กำลังประชุมเพื่อรังสรรค์ #หนังสือพี่ชิต กันอยู่นั้น.. อยู่ๆ ผมก็ปิ๊งบางอย่างขึ้นมา..
**Jakk**: พี่เหลือเวลาอีกกี่นาทีคับ?
**พี่ชิต**: 5 นาที
**Jakk**: (คิดในใจ) ชิบหาย.. จะพอไหมวะเนี่ย?
งั้นพี่ช่วยโหลดแอปที่ชื่อ Amethyst หน่อยได้ไหมครับ?
**พี่ชิต**: ได้ๆ มันคือแอปอะไรหรอ?
**Jakk**: มันคืออิสรภาพครับ..
Welcome to freedom nostr:npub1d3p50qlhd5q45f43kpafc3w9y5rzn8td3jnjwzktl2kuxl799ghspyc79h
#siamstr
เยสสสสส ยินดีต้อนรับพี่ชิตสู่ถนนอิสรภาพ
ทำเลเด่นย่านเมืองเก่า ที่รถติดทุกวันเหมือนเดิม






