db
Rattawit027
db79bd3c6874db449698bbef0843e2743eab53ce070ad94b59a3a7da73f2b624
Creator

จริงๆมันก็ไม่ขนาดนั้นนะ เหมือนเตรียมใจไปดูสารคดีเรื่องนึงอ่ะ หนังมันก็มีความงาม ในแบบของมัน

เมื่อวานไปดู “RED LIFE” มาหว่ะนาย

เลยอยากมาอวยให้ ลองไปดู

.

แต่ฟันธงเลย หนังนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คือใครชอบก็ชอบสัด ไม่ชอบก็จะออกจากโรงแบบอึนๆ แบบ หนังเชี่ยไรวะเนี่ย มึงเอาแบบนี้จริงๆเหรอ

.

หนังแม่งไม่สนุก(สนุกแบบคึกครื้นหน่ะนะ)

ไม่มีฉากให้กูพอได้หัวเราะซักแอะ หนังแม่งไม่ได้ให้ความบันเทิง หนังแม่ง หม่น แม่งดาร์ก แม่งบีบคั้น

แม่งอึดอัด เหมือนผู้กำกับจับมึงกดน้ำอ่ะ

แม่งเหมือนมึงดู สารคดีชีวิตกะหรี่ วงเวียน 22

.

ต้องขออนุญาติใช้คำตรงๆแบบนี้ เพราะมึงจะรีวิวหนังเรื่องนี้ แม่งใช้คำว่า “ผู้หญิงขายบริการ” “sex worker” หรือ ”โสเภณี“ ไม่ได้จริงๆ

.

แต่จริงๆก็ไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาด ตบเข่าฉาด แต่ยืนยันอีกเสียง ว่าหนังเรื่องนี้แม่งโคตรดียยยยย์ ควรค่าแก่การชมในโรงภาพยนตร์

หนังแม่งเล่าเรื่องชีวิตคน 2 คนที่อยู่ตรงวงเวียน22 เส้นเรื่องคนละเรื่องตัดสลับไปมา

.

เต๋อ(แบงค์ ธิติ) กับส้ม (น้องซิดนีย์)

เต๋อแม่งเป็นนักเลงกระจอก มีเมียเป็นกระหรี่สาวสวยประจำวงเวียน22 , ส้มมีแม่เป็นกระหรี่ สู้งานส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ความสุขเดียวของเจ๊อ้อย(แม่ส้ม) ก็คือการเห็นส้มเติบโต ได้รับการศึกษาที่ดี และออกไปจากตรงนี้ให้ได้

.

หนังก็พาไปดูความระยำตำบอนที่เกิดขึ้นกับชีวิต 2 คนนี้

.

สิ่งที่เด็ดของหนังเรื่องนี้คือ ดูแล้ว

“แม่งโคตรเรียล” ทั้งฉาก ที่ถ่ายจากสถานที่จริง ตัวประกอบแม่งก็ได้ฟิวจริงๆ บ้านของตัวละครในเรื่องก็ที่จริงที่คนแถวนั้นเค้าอยู่กัน บทพูดแม่ง ตรงๆง่ายๆ ไม่ประดิษฐ์ประดอย แม่งบ้าน แม่งคือประโยคที่มนุษย์ปกติเค้าพูดกัน ไม่มีโควตคำคมเชี่ยไรให้ได้แค๊บ

.

งานภาพแม่งดีย์เลิศอ่ะ ที่อยากจะอวยยย คือภาพแม่งสวยจริงๆ ทุกช็อต มันดาร์ก มันละมุน มีซีนให้พอเท่ห์ๆ ว้าวๆ

.

บทแม่งดี คือด้วยความ BrandThink เป็นผู้สร้างอ่ะมึง คลิปก่อนหน้านี้ แม่งก็ดาร์ก ก็ลึกอยู่แล้ว เรื่องรีเสิชนี่หายห่วง ไม่มีอะไรให้มึงได้เอ๊ะเลย

.

แต่จังหวะของหนังแม่ง ขายความเนิบ ความช้า บางคนไม่ชอบก็จะอึดอัด แล้วก็โดยรวมหนังมันมันเล่าเรื่อยๆ มีบิ้วไคลแมกซ์ ตอนท้ายพอให้ได้ลุ้นนิดนึง ถ้าคนไม่ชอบสไตล์นี้ ก็จะเกลียดเลย

.

นักแสดงแม่งเล่นดีชิบหาย ตัวหลัก 5 ตัวในโปสเตอร์แม่งก็สุด ตัวที่ชอบที่สุด คือ “มายด์”

เมียเต๋อ ชอบแววตา ชอบซีนปล่อยทอดอารมณ์ สำหรับนักแสดงใหม่ แม่งคือที่สุดแล้ว

ความอัฉริยะของบทแม่งคือ นอกจาก 5 ตัวนี้ ตัวแสดงเสริม นึกไวๆอย่างน้อยก็อีก 5-6 ตัว คือแม่งโคตรเยอะ แม่งเกลี่ยความสำคัญ เกลี่ยเรื่องที่เล่าได้พอดี คือตัวแม่งเยอะขนาดนี้ยังพอที่จะเล่าให้ตัวละครทุกตัวแม่งมีความรู้สึก มีเนื้อมีหนัง มีความทรงจำกับคนดูได้ทุกตัว มุมนี้แม่งโคตรอัฉริยะ

.

อ่อเรื่องเพลงก็ดี เพลงที่มันใช่ มาในเวลที่พอเหมาะ มันแบบ โคตรอร่อยเลย

.

หนังไม่มีซีนบิ้วเรียกน้ำตา ดูหนังทั้งเรื่อง แม่งเหมือน นั่งแดกซอยจุ๊ น้ำจิ้มแจ่วขมๆ หน้าสลัม

แม่งดิบ แม่งขมมมม แล้วก็ไม่ได้มีอะไรให้จี๊ดจ๊าดเร้าใจ แต่แม่งดี แม่งเพลิน

.

ใครชีวิตยังขมไม่พอ ต้องการความดาร์กในชีวิตเพิ่ม จัดซะ หนังมันดีจริงๆ

#siamstr

ถ้าสนใจก็ลองหาดูครับ ปลายปี งานแบบนี้เพียบเลยครับ

รีวิวสรุป ”มีชื่อโฟล์คเฟสติวัล“

จากที่คุยกับน้องร้านกาแฟ คนจัดงานเป็นคน บ้านติ้ว หล่มสัก นี่เอง ชื่อพี่เบนซ์ สถานที่มันจะเป็นเกาะกลางน้ำ

.

งานจัดมาปีที่ 4 แล้ว เลยรู้สึกว่าการบริหารจัดการต่างๆ ก็ค่อนข้างโอเค จากการลองผิดลองถูกมาหลายปี ที่ชอบก็คือ จัดเวที 2 อันตั้งข้างกัน ซ้ายจบ ขวาขึ้น มันต่อเนื่อง ไม่ต้องรอวงเซ็ตเครื่องดนตรี เหมือนหลายๆงานที่เคยดู แม้จะชอบวิธีการนี้มาก แต่ยังพบข้อเสียอยู่คือ ถ้าเวทีซ้ายเล่นอยู่ เวทีขวาแม่งมาเทสเสียงรอ ถ้าเวทีซ้ายเล่นเพลงเร็วเพลงเต้นก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเวทีซ้ายกำลัง ร้องเพลงช้าๆ เนิบๆ กำลังบิ้วถึงอารมณ์ อยู่ดีๆ แม่งมีเสียง “วัน ทู ฮ่า ฮ๊า ทดสอบ ทดสอบ” แล้วก็ส่งกลอง เทสกลอง ของเวทีขวา แม่งแบบโคตรเชี่ยย มันมีวิธีเทสเสียงแบบ ไม่ต้องให้คนดูได้ยินมั้ยวะ โคตรขัดอารมณ์เลย555

.

งานมิวสิคเฟส สำคัญที่สุดคือไลน์อัพ

เท่าที่ไปมา ในความคิดผม งานมิวสิคเฟสที่สามารถข้ามเรื่อง ไลน์อัพไปได้ มีแค่ wonderfruit กับ mahorasop

คืออันนั้นมันลงไปถึง ว่าทำให้งานเป็น Culture ได้คือแม่ง งาน wonderfruit แค่มาดูงานสถาปัตยกรรม ดูกิจกรรมต่างๆ ดูมวลรวมของแต่ละเวที แม่งก็คุ้มแล้ว แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้ถูกจริตกับ wonderfruit มาก ไปครั้งเดียวให้รู้ว่าเป็นยังไงก็พอแล้ว แต่แม่งเจ๋งมาก ถ้าใครชอบมิวสิคเฟส ก็แนะนำให้ไปลองซักครั้ง

.

ตัดมาสำหรับงานนี้ ยอมรับว่า ซื้อบัตรมาแบบเปิดใจมาก ดูไลน์อัพแล้วรู้จักวงน้อยมาก แต่แค่รู้สึกว่าเราชอบแนวโฟล์ค แนวอะไรอย่างงี้อยู่แล้ว น่าจะมีวงเด็ดๆ ที่ไม่เคยฟังให้ได้เซอร์ไพรส์

แล้วก็จริงอย่างงั้น เลยขอจัดลำดับความประทับใจของวงต่างๆ ที่ผมได้ฟังในงานละกัน แล้วก็อยากแนะนำให้ไปลองฟังดู จิ้มตามกันไปในยูทูป ในสปอติฟายก็ได้ เผื่อจะชอบเหมือนกัน ทั้งหมดนี้เป็นจริตความชอบส่วนตัวของผมนะ ใครชอบไม่เหมือนกันก็แล้วแต่คนไป

.

ลำดับแรก ขอเรียกว่า ระดับ “ปรากฏการณ์”

คือแม่งชอบแบบมากกก แบบไม่รู้จะอธิบายยังไงคือฟังแล้วแม่งแบบใช่เลย อยากเข้าไปเขย่าตัววงแรงๆ แล้วบอกว่า โคตรเจ๋งเลยหว่ะ ทำไมเราเพิ่งได้รู้จักกัน

.

วงแรก “พาลอารมณ์” อวยไส้แตกไปแล้วในโพสที่แล้ว แม่งผสมเมานิดๆด้วย เลยจัดซะ คือแม่งเด็ดจริง ที่ชอบมากๆ คือดนตรี เนื้อหา เสียงร้อง และไลน์ประสาน

.

วงที่สองคือ “วสันต์17“ อันนี้ก็โพสอวยไปแล้วเช่นกัน คือวงที่ใช่ ฟังไปครึ่งเพลง ก็รู้แล้วว่ามันใช่ ขนาดกูซื้อข้าวแดกอยู่ ฟังอยู่ไกลๆ ไปครึ่งเพลง ต้องรีบ เอาผ้ามาปูนั่งจ้องนั่งฟังแม่ง หน้าเวที สุดจริงๆ

.

วงที่สาม ”อภิรมย์“ จริงๆ ไม่ได้คาดหวังมากเพราะเคยตามฟัง ตามดูรัว แต่นานมากแล้ว สมัยผิงไฟ กับนางสาวไฉไล ฮิตใหม่ๆ จากนั้นก็ไม่ได้ตามต่อ โหววนั่งนับดูก็เกือบๆ 10 ปีแล้วนะ คือหายไปฟังวงอื่นบ้างอะไรบ้าง แต่กลับมาฟังคราวนี้เหมือนฟังวงใหม่ คือช่วงเวลาที่หายไป เค้าก็ไปทำเพลงใหม่ๆมาเรื่อยๆแหละ เลยทำให้ว้าวมากกก แล้วก็ส่วนหนึงน่าจะ สมาชิกอาจจะไม่เหมือนเดิมกับ 10 ปีที่แล้ว เลยรู้สึกเหมือนเป็นสีใหม่ หรือว่าเค้าเรียบเรียงดนตรีใหม่ก็ไม่รู้นะ อันนี้จากความรู้สึก ยังไม่ได้หาข้อมูล สรุปคือดีมาก

.

วงที่สี่ อันนี้ชอบมาก ”มนัสวีร์“ บนเวทีคือดี เป็นวงฟูลแบนอันเดียวที่ เลือกมาในนี้ ก่อนนี้แค่เคยได้ยินชื่อวงไม่เคยฟังเพลง ฟังแล้วเออหว่ะ เด็ดจริง ไวโอลินนี่สุดยอดเลย โคตรพริ้ว ที่เด็ดที่สุดคือวงนี้เล่นแล้วแม่งโคตรสนุก แบบจัดหนักใส่เต็ม คือดูแม่งแล้วมันรู้สึกได้ว่าคนบนเวทีแม่งสนุกจริงๆ ไม่ได้บิ้ว ไม่ได้ทำไปตามความเคยชิน คือบางทีเราไปดูวงที่แม่งดังๆแล้วอ่ะ มันขึ้นคอนเสิร์ตจนชิน เจอคนดูจนเอียน มันจะมีอารมณ์เหมือนทำไปด้วยความเคยชินอ่ะ แต่อันนี้ไม่ใช่ แม่งโคตรสนุก

.

วงที่ประทับใจผมในระดับปรากฏการณ์มีประมาณนี้ ในลำดับถัดไป จะจัดอยู่ในระดับ

“ดีแบบ รักษาคุณภาพ” อันนี้ด้วยความที่เราอาจจะตามฟังวงเหล่านี้จนยับไปแล้วก่อนหน้านี้

แค่ฟังแล้วก็ยังสนุกเหมือนเดิม

“ดวงดาวเดียวดาย” “เขียนไขและวาณิช”

“คณะขวัญใจ” ”ปู พงสิทธ์“ฟังกี่ทีก็ไม่เบื่อ

”เยนา“ ”เรนิษรา“ คือทุกวงก็สร้างความประทับใจ ได้เหมือนที่เคยประทับใจ

ต่อมาคือวงที่เพิ่งเคยฟังแล้วรู้สึกว่า ดีมากๆ ฟังเพลิน ต่อไปแม่งดังแน่คือ

“มาณพ“ อันนี้ชอบสุดๆ ดนตรีแม่งดี ร้องแน่นเอนเตอร์เทนดี” วงWHATFALSE”ดูแล้วแม่งเหมือนเห็นสิงโตนำโชคตอนยังไม่มีใครรู้จักเลย “วงไทยตรง” “วงT_047” ก็เล่นสนุกดี “@วงอีสานฟิวชั่น ก็สุด มันส์มาก เสียงน้องพลอย(นักร้องหญิง) แม่งโคตรใช่ หมอลำแท้ๆ มันส์มาก

.

สำหรับวง ก็มีเท่านี้ ลองไปเลือกไปฟังดูละกัน

.

เรื่องสถานที่เรื่องการจัดการก็โอเค ในระดับที่มิวสิคเฟสควรจะมี ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาอีกนะ แต่ขอไปตระเวณตามงานโฟล์คที่จัดขึ้นตามจังหวัดต่างๆก่อน หวังว่าน่าจะมีงานที่ประทับใจไม่แพ้กัน

.

การจัดวงไหนขึ้นก่อนขึ้นหลังก็สำคัญ บางทีศิลปินเบอร์ใหญ่แม่งต้องรีบขึ้นเพราะต้องไปงานอีกที่ต่อ การที่จัดศิลปินที่ไม่ค่อยมีฐานแฟนคลับ ไปลงแถวๆ ตอนคนคึกแล้วแม่งอันตรายมาก เฟลทั้งศิลปิน เฟลทั้งคนดู ถ้าฐานแฟนคลับยังไม่มากพอ จัดไว้ต้นๆเถอะ สงสารศิลปิน ศิลปินทุกคนถ้าเล่นดี มันจะมีที่ทาง มีเวลา มีฐานแฟนคลับของตัวเอง

ขอแค่อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับเค้าพอ

.

หลายคนเคยถามว่า มามิวสิคเฟสคนเดียว

ไม่รู้สึกปะหลาดเหรอ จะบอกว่าแรกๆมันก็แปลกๆ หน่อย แต่ถ้าคุณรู้สึกเป็นส่วนเดียวกับวงบนเวทีแล้ว ที่เหลือแม่งไม่สำคัญเลย คุณจะสนุกกับคนที่ชื่นชอบวงเดียวกับคุณ ที่มารวมตัวกันหน้าเวที ทีนี้หล่ะมันส์โคตร คุณจะรู้สึกอุ่นใจเล็กๆ ว่าแม่งมีคนที่ชอบเหมือนคุณอยู่เหมือนกันนี่หว่าา จะเหล่สาวจะอะไรก็จัดไปตามสบาย ใครที่อยากไปพวกมิวสิคเฟสแล้วยังไม่ได้ลอง จัดเลย เผื่อจะได้มาเต้นข้างๆกัน งานสนุกมากๆ

.

อ่อ…อีกอย่าง งานเล็กๆอย่างงี้ แม่งเป็นปกติที่คุณจะได้เดินไปพูดคุย ไปชนแก้ว ไปทักทายศิลปิน ที่คุณชื่นชอบ มันแบบเดินเจอกันหมดอ่ะ อบอุ่นดี ให้กำลังใจผู้จัด งานสนุกมาก

แล้วสุดท้ายเท่าที่นึกได้ คอนเสิร์ตเสกลประมาณนี้มันเหมือนการเติมกำลังใจให้ศิลปิน บางคนมันเพิ่งเริ่ม บางคนทำนานจนท้อ หนทางเป็นศิลปินแม่งลำบาก บางคนที่ว่าเก่งโอาสยังไม่มาก็ต้องเปลี่ยนไปทำมาหากินอย่างอื่นเลี้ยงชีพไป คนพวกนี้แม่งมีความฝัน มีแพสชั่น จะเห็นได้ในเนื้อเพลง ไม่ว่าจะอีกกี่สิบปี เนื้อแม่งก็จะประมาณว่าทำตามฝัน สักวันคงเป็นของเรา อะไรประมาณนี้5555 ยังไงก็ขออวยพรให้ ไปรอดกันทุกคนละกัน

.

ชอบหว่ะ แต่ก่อนดูคอนเสิร์ต เราจะดู น้านั่น น้านี่ มาสู่ ยุคที่เรียกศิลปินว่าพี่ พี่ตูน พี่ป๊อด ตอนนี้ ศิลปินที่ชอบแม่งเป็นน้องเราหมดแล้ว 30 ต้นๆ ทั้งนั้น แต่แม่งเก่งมาก ไว้ให้กำลังใจกันยาวๆ

ขอบคุณคร้าบบบบ ผลิตงานดีๆออกมาให้ฟังกันเรื่อย แล้วเจอกันครับ

#siamstr

GM เช้าวันอาทิตย์ครับ เช้านี้เริมต้นชิวๆด้วยลาเต้ร้อน ไม่มีอาการแฮงค์

อากาศก็ยังไม่หนาว ตอนเช้าได้แค่พอเย็นๆ คอนเสิร์ตจบแล้ว คนกำลังทะยอยกันเก็บของ โดยรวมสนุกดี

“มีชื่อโฟล์คเฟสติวัล“ เกาะกลางน้ำ หล่มสัก เพชรบูรณ์ ถ้ามาสายเพลงโฟล์ค น่าจะไม่ผิดหวัง เจอวงเด็ดๆ ที่เพิ่งเคยรู้จักเพียบ เดี๋ยวคงได้ไปมิวสิคเฟสแนวๆนี้มากขึ้น มาแล้วรู้สึกว่าใช่เลย สำหรับสายคอนเสิร์ต สายมิวสิคเฟส แนะนำว่าให้ลองดูครับ

#siamstr

เออ นั่นทำไมมันไม่ขึ้น บนหน้าผมวะ555 เห็นแต่หน้าที่น้องโบว์รีโพส

Replying to Avatar xyzy

ขอบคุณที่เขียนแชร์ครับ

ผมออกมาเริ่มทำเอง ปลายปี 54 ตอนน้ำท่วมกรุงเทพ สายก่อสร้างเช่นกันครับ

ตั้งแต่ออกมาทำด้วยตัวเอง จนถึงวันนี้ ยังไม่เคยโดนลูกค้าโกงแม้แต่ครั้งเดียว

..........แต่ก่อนหน้านั้น ตอนรับงานเสริมรับงานนอก ตอนที่ยังทำงานประจำ ผมโดนโกงโดนผู้ว่าจ้างชิ่งประจำ 555 เจ็บแล้วจำครับ

พอมาทำเองเลยพอดูคนออกบ้าง แล้วใช้ใบเสนอราคาช่วยในการคัดคนอีกรอบ แล้วพอลูกค้าเห็นใบเสนอราคา ใครจะเป็นลูกค้าเราจริงๆ คนนั้นคือคนที่จ่ายมัดจำ

ใบเสนอราคาแบ่งหลายงวด เขียนขอบเขตงานให้ชัด ขั้นตอนไหนต้องจ่ายงวดไหน และทำสัญญาจ้างเพื่อความสะบายใจทั้ง 2 ฝ่าย แม้งานนั้นราคาจะน้อยนิดก็ตาม

***ชีวิตฟรีแลนซ์ ที่ไม่เคยมีคอนเนคชั่น ก็อยู่รอดได้ ถ้ามีโอกาศผมจะเขียนแชร์ note ของผมบ้างนะครับ

ขอบคุณครับ ไว้ติดตามอ่านครับ

"ชีวิตฟรีแลนซ์มันไม่ง่าย มันเรียลโคตร"

ขอเขียนเรื่องนี้บันทึกไว้กับตัวเองหน่อย

น้าแน้ก/แอ๊ด ในวัยใกล้จะ 40

.

ตั้งแต่ตั้งใจว่าจะเอาดีในการเป็นฟรีแลนซ์ เริ่มทำบริษัท

จนได้จดบริษัท

.

ตั้งแต่วันสุดท้ายที่ เป็นพนักงานประจำ น่าจะช่วงประมาณ ปี 60

ในตำแหน่งงานคนคุมงาน ตอนนั้นไซท์จบ เราก็ตัดสินใจว่าไม่ทำต่อแล้ว

เลยหยุดออกมาเป็นฟรีแลนซ์ เต็มตัว ตอนแรกที่มาเริ่มทำฟรีแลนซ์

สองสามเดือนแรกที่ทำงาน จะเป็นการรับงานจิปาถะ ไม่มีแนวทางชัดเจน

เรียกได้ว่า มีอะไรให้ทำก็ทำหมด ตัดโมเดล เขียนแบบ เมชเชอร์ คอนเซาท์คุมงานก่อสร้าง

.

เดือนแรกหลังจากเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกได้เลย ว่าใช่เลย

"นี่แหละทางของกู" แม่งโคตรเจ๋ง

ทุกอย่างแม่งขึ้นอยู่กับตัวมึง มึงทำงานน้อยมึงก็ได้เงินน้อย มึงทำงานมากมึงก็ได้เงินมาก มึงนั่งไถฟีตรูดเฟสบุ๊คไปเปื่อยๆ ยังไงมึงก็ไม่ได้เงินเพิ่ม ถ้ามึงแยกแยะไม่ได้ว่าลูกค้าคนไหนโอเค คนไหนให้เกียรติเรา คนไหนต้องการมาเอาเปรียบเรา มึงมองพลาดมึงก็เจ็บเอง แล้วจังหวะไม่มีจะแดก มึงจะอดจะทนยื้อไปจนถึงสิ้นเดือน ยังไงมึงก็ไม่มีเงินเข้ามา 5555

.

ตอนนั้นแม่งเหมือนคอร์สเร่งรัด เหมือนมึงโดนถีบลงกลางทะเล คือมึงต้องรอดให้ได้สถานเดียว ช่วงแรกๆ กับการเป็นฟรีแลนซ์คือการลองผิดลองถูก ทำงานมันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่าจ้างก็ต่อรองอะไรไม่ได้มาก และด้วยความที่เราเป็นคนง่ายๆสบายๆ เค้าจ้างเท่าไหร่ก็เอา งานจึงมีมาก เหนื่อยแต่ยังลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ได้พี่น้องๆส่งงานมาให้ทำอยู่เรื่อย ใช่เลยเราเจอทั้งประสบการณ์ดีร้าย โดนชิ่ง ไม่จ่าย หรือพี่บางคนเราเสนอราคาไป เค้าบอกเลยมึงคิดราคามาน้อยไป พร้อมกับบวกเงินค่าจ้างมาให้เพิ่มเกือบ 2 เท่า

.

ช่วงแรกเราเป็นคนเกรงใจคน กลัวว่าจะคิดราคาเค้าแพงไป จึงเป็นข้อเสียในการชอบกดราคาตัวเองทั้งที่เค้ายังไม่ได้ต่อ ช่วงนั้นลุ่มๆดอนๆจริงๆ

ช่วงแรก ผมมาประเมิณตัวเอง อิมเมจที่ทุกคนนึกถึงผมมันจะประมาณว่า

.

"งานหนัก งานเร่ง งานใช้แรงงาน งานแบกหาม งานขอแรง งานฟรี งานค่าจ้างน้อย งานลุย" คนจะนึกถึงผมก่อนเลย อาทิเช่น ใครจะย้ายห้อง ย้ายหอ ผมนี่มือ 1 ไปทุกที่ จัดให้อย่างเนี๊ยบสบายใจ 5555 อันนี้ไม่ได้รู้สึกไม่ดีนะ เพราะเราก็ยินดีช่วยจริงๆ

.

ทีนี้พอเป็นฟรีแลนซ์ เรื่องแรกเลยที่ผมต้องเร่งเคี่ยวกรำคือ

"การมองคน ให้ขาด" ช่วงแรกต้องฝึกฝนเรื่องนี้อย่างมาก ว่าคนที่เข้ามาจ้างงานเราเค้าเป็นคนแบบไหน แฟร์มั้ย ให้คุณค่าของงานเรารึเปล่า

ต้องฝึกฝนอย่างมาก เพราะมันเจ็บมาเยอะจริงๆ

จริงๆทุกวันนี้ก็ยัง มองคนไม่ขาดมากนัก แต่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมากโข เชื่อเถอะ

ตอนแรกต้องฝึก เวลาเข้าไปคุยกับเค้าครั้งแรกต้องมองให้ออกให้ได้ว่าคนนี้แฟร์มั้ย เพราะบางทีรับทำงานไปแล้ว เราต้องมาเสียสุขภาพจิตกับคนๆนี้ไปอีกเป็นปี หร์ออาจจะหลายปีก็ได้

เพราะถ้าครั้งนี้มองพลาด ต้องกลับมาประเมิณว่าพลาดเพราะอะไร ครั้งหน้าต้องไม่พลาดอีก แต่มันก็ยังพลาดในเรื่องใหม่ๆอยู่เสมอ

.

แล้วก็อีกอย่างที่สำคัญมาก คือต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือที่ผมใช้แล้วเวิร์คมากคือ "การเก็บมัดจำ" 5555 อาจเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผม มันยากจริงๆ คือว่า ใช้วิธีว่า ทำพอร์ตให้ดี ให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรได้ จ้างเราเค้าจะได้อะไร แล้วต้องเก็บมัดจำ ถ้าไม่จ่ายมัดจำไม่เริ่มงานเด็ดขาด 555 แค่นี้ก็พอประเมิณได้ในความแฟร์ของเค้า ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก แต่กว่าจะผมจะก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ไม่ง่ายเลย

.

ทีนี้ปัญหาอีกเรื่องคือ การเป็นฟรีแลนซ์ ที่งานอะไรมึงก็รับหมด อิมเมจมันไม่ชัด งานเลยเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เช่นสมมุติ นึกหาคนเขียนแบบเคลียแบบให้ หน้าโมแม่งจะลอยขึ้นมาเลย

ทีนี้ผมก็มาคิดว่ากูทำอะไรได้ดีวะ เลยตัดสินใจสโคปงานตัวเองเหลือแค่ 2 อย่าง คืองานคอนเซาท์งานก่อสร้างแบบฟรีแลนซ์ กับงานเมชเชอร์

เราตัดงานอื่นออกหมดแล้วเหลือรับงานแค่ 2 อย่างงี้จริงๆ ทีนี้ดีขึ้นมาก

พออิมเมจชัดเวลามีงานพวกนี้ คนก็กริ๊งกร๊างมาหา

.

ในช่วงแรกที่คนยังไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้เราทำงานอะไร ตอนนั้นเรียกได้ว่าดีดดิ้นขั้นสุด ต้องทำหลายๆอย่างที่ฝืนตัวเอง พยายามออกไปงาน แนะนำตัวเอง ตามที่เค้าสมาคมกัน ตามที่ๆพี่ๆสถาปนิกเค้ารวมตัวกัน เออแต่แม่งได้ผลหว่ะ เข้าใจเลยคำว่า "อย่าอายทำกิน" เลยพอมีงานเข้าต่อเนื่อง

.

อีกอย่างที่ต้องปรับคือ อิมเมจ "อิมเมจ งานหนัก งานฟรี งานเหนื่อย" ต้องใช้เวลาอย่างมากที่จะปรับ อิมเมจพวกนี้ ใช้เวลาพิสูจน์เรื่อยๆ ค่อยๆกล้าเสนอราคา เทคนิกก็คือ สมมุติวันนี้เรารับงานประมาณนี้อยู่ 20,000 บาท ทำไปทำมาค่ารถค่าราค่าแรงสุดท้ายเหมือนไม่ได้กำไรอะไรเลย ทีนี้สำหรับคนที่เคยจ้างเรา 20,000 เราก็ยังคิดราคานั้นอยู่ แต่คนที่เข้ามาใหม่ เราจะลองเสนอที่ 22,000 ถ้ายังมีคนจ้างอยู่แสดงว่า มันขึ้นได้อีก ครั้งหน้า ก็ขยับเป็น 25,000 ขยับไปเรื่อยๆจนมันจะมี ตัวเลขที่ เสนอไปแล้วมึงไม่ได้งานเลย ก็ขยับปรับลงมา แสดงว่าเนื้องานในตลาด มันจ่ายสูงสุดได้ราคานี้แหละ

.

แล้วเราทำงานคู่ขนานมาตลอด ระหว่างงานคอนเซาท์ก่อสร้าง กับงานเมชเชอร์ เราพบว่า งาน 2 อย่างนี้เราทำได้ แต่แม่งคนละโลกตรงข้ามกันเลย

งานคอนเซาท์แม่งต้องบริหารจัดการ วุ่นวายเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละวันมึงรับโทรศัพท์กันให้วุ่น ประณีประนอม รอบคอบ ใช้เอกสารจัดการงาน

ความเสียหายทุกอย่างแม่งมีราคา แล้วก็มีคนที่ต้องจ่าย ขึ้นอยู่กับว่าสรุปกันได้มั้ยว่าใครจะจ่าย เลยวุ่นวายปวดหัวมาก ใครที่ยังสนุกและสามารถทำงานคอนเซาท์ หรือเป็นผู้รับเหมาที่ดี ที่มีประสิทธิภาพได้ ผมเลยนับถือเค้ามาก คือมันยากแบบยากจริง คนพวกนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้เงินเยอะๆ แบบถ้าเจอดีๆซักคน มึงยกมือไหว้ท่วมหัวได้เลย ขอบคุณเค้ามากๆ คือคนทำดีๆมันหายากจริงๆ

.

ตัดสลับมาที่งานเมชเชอร์ เวลาผมเหยียบไปที่ไซท์ นั่นแหละสรรรค์ของผมเลย มีแค่ตัวผมกับบ้านร้างๆ ทำงานไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เซ็งอย่างมากก็กลิ่นขี้แมว ขี้ค้างคาว แต่มันโอเคกว่าปวดหัวกับคนเยอะ งานนี้อาจจะต้องจิตแข็งหน่อย เพราะบางหลังมันหลอนจริงๆ เข้าไปทุกไซท์ ผมไหว้งามๆก่อนเลย บอกเจ้าของบ้านเค้าจ้างผมมานะ เอ็นดูผมด้วย แล้วทุกไซท์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และอีกอย่างของงานเมชเชอร์ที่ผมชอบมาก คือแม่งเป็นงานที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก หรือเทสด้านความงามเกี่ยวข้อง 3.55 คือ 3.55 พี่จะเอายังไง หรือว่า วัดได้ 3.56 พี่จะให้ผมปัดมั้ย หรือเอาตัวเลขนั้นเลย คือพอมันเป็นตัวเลขแล้วมันเข้าใจง่าย ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีผิด มีถูกที่วัดได้ ชัดเจน นี่แหละสวรรค์ของผมเลย

.

อีกเรื่องพอมึงมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือเริ่มทำบริษัทแล้วก็ตาม วันเสาร์อาทิตย์มึงจะหายไป จริงๆมันพูดง่ายเรื่อง work life balance แต่ในทางปฏิบัติแล้วความเป็นฟรีแลนซ์มันทำยาก เค้าโทรมาวัศุกร์ค่ำๆ อยากได้ใบเสนอราคา ถ้ามึงรอจนวันจันทร์ถึงจะเริ่มทำให้เค้า งานอาจจะหลุดไปแล้ว ตอนนี้ผมเลยใช้วิธี เอาทุกอย่างมาหยำกันหมด อยากเที่ยวอยากพัก พักเลย ไม่ต้องรอวันเสาร์อาทิตย์ มีเศษเวลา มึงเที่ยวมึงพัก แต่สิ่งที่มันต้องแลกมาคือ กูต้องแบกโน๊ตบุ๊คไปทุกที่อ่ะ แบบจนหลังแอ่น ดูคอนเสิร์ตไปก็เปิดโน๊ตบุ๊ค ทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วย มันก็สนุกดี มันคือชีวิตในรูปแบบของมึงง่ะ แล้วมึงจะรู้ว่าอะไรจำเป็นต้องติดตัว หังปลั๊ก 3 ตา ที่ต้องแปลงไปเสียบปลั๊ก 2 ขาเพราะร้านทั่วไปแม่งไม่มี ปลั๊ก 3 รูให้เสียบ โทรศัพท์ที่อินเตอร์เน็ตค่อนข้างเสถียร แล้วโน่นนี่นั่นอีกมากมาย สกิลการหาร้านกาแฟที่จะพอมีปลั๊กให้มึงเสียบ มีที่ให้มึงนั่งทำงานได้

.

เรื่องนี้เลยมาแชร์ให้ฟัง เป็นฟรีแลนซ์ ชีวิตมันเรีบลจริงๆ

หวังว่าทุกท่านที่เดินทางนี้อยู่จะรอดไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

*ภาพประกอบก็คือที่นั่งทำงานวันนี้ เพราะทุกๆที่คืออฟฟิตครับ

ขอให้โชคดี กับหนทางของตัวเองนะครับ

GM คับ หน้าเตนท์ เช้านี้ อากาศดี วิวโอเค แฮงค์บางๆ เตรียมมาหนาวเต็มที่ 20 องศา เพิ่งรู้ตัวว่า ดูอุณหภูมิมาผิดที่ เมื่อวานดันไปดูอุณหภูมิที่เขาค้อ แล้วจริงๆ ตัวเองมาหล่มสัก55555

แต่ก็พอเย็นสบายอยู่นะ

#siamstr

เคยดูยูทูปร้องสดตอนแรกๆ ร้องโคตรแย่555 ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ตอนนี้ดีเยี่ยมเลย มีโอกาส ไปลองฟังสดนะคับ ดีๆ ช่วงนี้ออกงานเยอะ

เมื่อเช้ากดดูบอก 20 องศา นี่เตรียมเสื้อหนาวมาเลย ทำไมหลังชุ่มอย่างงี้ เต้นก็ไม่ค่อยได้เต้นเท่าไหร่555