ผมเดินทางจากทะเลหลากหลายสี ขึ้นมาถึงทุ่งสีม่วงได้ราวๆ 8 เดือนเห็นจะได้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมเปิดพื้นที่เล็กๆ ไว้ทำกาแฟให้คนผ่านไปผ่านมาได้ดื่ม ไม่ได้แพลนไว้ว่าจะมีทิศทางไปทางไหน (มีเอสเย็นขายด้วย) มีเสียงแว่วๆ มาว่า ถ้าไม่รู้จะเดินทางไปที่ไหนบนท้องทุ่งกว้างแห่งนี้ ให้นายไปยังเผ่า #siamstr เพื่อตั้งหลักก่อน ความรู้สึกแรกหลังจากที่เริ่มได้หายใจด้วยปอดแทนเหงือก เดินสำรวจด้วยเท้าแทนการสบัดครีบและหาง สมองที่พัฒนาขึ้นจากการได้รับโปรตีนและไขมัน ปอดที่เริ่มแข็งแรงส่งลมผ่านกล่องเสียงออกมาแผ่วเบา What the hell on this place!!!! มหาสมุทรที่ผมคิดว่ารู้จักมันดีแล้ว มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมเข้าใจ เมื่อผมเห็นว่าสิ่งมีชีวิตบนทุ่งม่วงแห่งนี้ มีวิถี มีความคิด มีอะไรๆ ที่แปลกประหลาดสำหรับผมเหลือเกิน และผมก็ใช้เวลาอยู่กับชนเผ่านี้เพื่อเรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย (เลิกขายเอสเย็นละ) ไม่นานก็มีกลุ่มคนบางคนในเผ่า ชักชวนกัน ไปสร้างพื้นที่อาศัยบนต้นไม้ ใช่แล้วล่ะรังนกนั่นเอง ผมใช้เวลารวบรวมความกล้าสักพัก เพื่อที่จะเริ่มปีนขึ้นไปบนรังนกนั้น แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ ผมต้องอุทานอีกครั้ง รังนกได้ให้อะไร หลายๆ อย่างกับผมมากๆ สิ่งที่ผมได้นำมาฝึกใช้หลักๆ เลยคือ การเป็นผู้ฟัง เป็นธรรมดาที่งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา รังนกก็เริ่มเงียบเหงา แต่สิ่งที่ผมได้รับจากผู้คนในทุ่งม่วง บนรังนก การพบเจอผู้คน ประสบการณ์ ต่างๆ ทำให้ผมมั่นใจว่า หลายๆคน ต่างก็ยังคงทำหน้าที่ ในเส้นทาง และวิธีการ ของตัวเอง บนพื้นที่ที่ทุกคนอาศัย(ทางกายภาพ)อยู่
และแน่นอนว่าสิ่งที่ผมได้รับจากที่แห่งนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าอนาคตทิศทางที่ตัวเองกำลังเดินนั้นจะไปทางไหน รักทุกคนครับ
แล้วเจอกันที่งาน #TBC2024 #ThailandZapathon
#พ่อออกค้ำ
^^ ของผมก็ 5 ปี+ ครับ คือตอนนั้นอ่านแล้วก็ แค่เออ มันเกิดแบบนี้ๆ อ้าวเหมือนกันทั้งเล่มเลย ก็เลยวางไว้ แต่ช่วงนี้ผมมาฝึกสมาธิบ่อยขึ้น เลยรู้สึกต้องการปริยัท มาเป็นตัวบ่งชี้ลักษณะ ดาต้า ที่เกิดขึ้นตอนนั้น
GM ครับ
GM ครับ
GN ล่วงหน้าครับ โน้ตนี้เป็นตัวอย่างของการเกิดของกระแสปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ซับซ้อนมากเป็นภาพกว้างๆ ค่อนข้างยาวเลย ยังไงก็ค่อยๆ พิจารณากันนะครับ เดินทางมาถึงครึ่งทางของคำชี้แจงการศึกษาเรื่องนี้แล้ว(ปล.เผื่อคนที่ผ่านมาเห็นครั้งแรก ข้อความในโน้ตผมทำให้กระชับขึ้นจากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาทของพุทธทาส)
ตัวอย่างที่ 1 กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด
เด็กเล็กๆคนหนึ่งร้องไห้จ้าขึ้นมา เพราะตุ๊กตาตกแตก เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร พอเขาเห็นตุ๊กตาตกแตกนี้เรียกว่าตากับรูปกระทบกันเกิดจักษุวิญญาณรู้ว่าตุ๊กตาตกแตก ตามธรรมดาเด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะอะไรเลย เมื่อตุ๊กตาตกแตกนั้นใจของเขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา
อวิชชาจึงปรุงแต่งให้เกิดสังขาร คืออำนาจชนิดหนึ่งที่จะให้เกิดความคิดนึกอันหนึ่งที่จะเป็นวิญญาณ
สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็คือเห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ว่าตุ๊กตาตกแตกอันนี้เป็นวิญญาณทางตา แล้วมีอวิชชาอยู่ในขณะนั้น คือไม่มีสติ เพราะไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลยจึงเรียกว่า จึงเรียกว่าไม่มีสติและมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้นจึงเกิดอำนาจปรุงแต่งวิญญาณที่จะเห็นรูปนี้ไปในทางที่จะเป็นทุกข์ เมื่อตากับรูปคือตุ๊กตาแล้วกับวิญญาณที่รู้นี้รวมกันเรียกว่า ผัสสะ
เดี๋ยวนี้ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้ แล้วจากผัสสะอันนี้ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่าให้เกิดนามรูป คือร่างกายและใจของเด็กคนนี้ขึ้นมาก่อนชนิดที่พร้อมสำหรับที่จะเป็นทุกข์
ขอให้รู้ว่า ตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์จะต้องมีอวิชชาหรืออะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้นจึงเรียกว่า นามรูปก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้เฉพาะกรณีนี้ หมายความว่ามันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมาแล้ววิญญาณก็จะช่วยทำให้ร่างกายกับจิตใจนี้เปลี่ยนสภาพลุกขึ้นมาสำหรับทำหน้าที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์
และในนามรูปชนิดนี้ขณะที่เกิดมีอายตนะอันพร้อมที่จะเป็นทุกข์คือไม่หลับอยู่ตามปกติแล้วมันก็มีผัสสะที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเป็นทุกข์เฉพาะกรณีนี้แล้วมันก็มีเวทนาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วเวทนาที่เป็นความทุกข์นี้ทำให้เกิดปัญหา คือความอยากไปตามอำนาจของความทุกข์นั้น อุปาทานยึดมั่นเป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิดกูขึ้นมาเรียกว่าภพ แล้วเบิกบานเต็มที่เรียกว่าชาติ แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาแตกนี้คือร้องไห้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าอุปายาส แปลว่าความเหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง
ที่นี้เรื่องชาติมันมีความหมายกว้างคือรวมชรามรณะอะไรไว้เสร็จ ถ้าไม่มีอวิชชาก็จะไม่ถือว่าตุ๊กตาแตกแล้วจะไม่มีทุกข์แต่อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่ามันอุปทานว่าตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะมีอวิชชา ดังนั้นจึงร้องไห้ ร้องไห้คืออาการของความทุกข์ขึ้นสูงสุดเต็มที่ถึงที่สุดของปฏิจจสมุปบาท
ตรงนี้คนโดยมากฟังไม่เข้าใจในข้อลี้ลับของข้อที่ว่าภาษาธรรมะหรือภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้เขาไม่ได้ถือว่า คนได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา หรือว่านามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว ถือว่าเท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่ ต่อเมื่อมีธรรมชาติอันใดอันหนึ่งมาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าเกิด เช่นลูกตาของเรา เราก็ถือว่ามีอยู่แล้วหรือเกิดอยู่แล้ว แต่ตามทางธรรมะถือว่ายังไม่ได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้นจะเห็นรูป ทำหน้าที่การเห็นรูป จึงจะเรียกว่ามีตาเกิดขึ้นมา แล้วรูปก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา 3 อย่างนี้ช่วยกัน ทำให้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะเกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ทำให้เกิดเวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย
ถ้าต่อมาเด็กคนนี้ เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอนคิดแล้วนอนร้องไห้อยู่อีก กลายเป็นเรื่องมโนวิญญาณ ไม่ใช่ทางจักษุวิญญาณแล้ว คือเขาคิดนึกถึงตุ๊กตาที่แตก เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธรรมารมณ์ แล้วทำอารมณ์กับใจสัมผัสกัน ทำให้เกิดมโนวิญญาณ นี้มันสร้างนามรูปคือกายกับใจในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูปที่จะเป็นที่ตั้งของอายตนะที่จะเป็นทุกข์ อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะชนิดที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เกิดเวทนาตัณหาอุปาทานจนเป็นทุกข์จนนองร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่งทั้งที่ตุ๊กตามันแตกมาตั้งหลายวันแล้วความคิดที่ปรุงแต่งทยอยกันอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ในคนเราเป็นประจำวัน
ตัวอย่างที่ 2
ยกตัวอย่างอีกว่านักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตกนอนร้องไห้อยู่หรือสมมุติว่าเป็นลม ในบัญชีไม่มีชื่อของตัวแสดงว่าสอบไล่ตก เขาเห็นประกาศด้วยตา ประกาศนั้นมีความหมาย มันไม่ใช่รูปเฉยๆ มันเป็นรูปที่มีความหมายบอกให้เขารู้ว่าอย่างไรสำหรับเขานั้น เมื่อเห็นด้วยตา เกิดจากสุวิญญาณ ชนิดที่จะทำให้น้ำลูก คือร่างกายจิตใจตามปกติ เปลี่ยนไปเป็นลักษณะอย่างอื่น คือลักษณะให้เกิดอายตนะแล้วผัสสะที่จะเป็นทุกข์
อายตนะที่อยู่ตามปกตินั้นไม่เป็นทุกข์ เพราะถูกปรุงแต่งอย่างนี้ มันจะต้องเป็นทุกข์ คือจะช่วยไปในทางที่ให้เกิดทุกข์ คือมีผัสสะ เวทนา เรื่อยไปจนครบ เป็นตัวกูที่สอบไล่ตก แล้วเป็นลมล้มพับลงไปในช่วงที่ตายเห็นประกาศนั้น อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาททำงานไปแล้วตลอดทั้ง 11 อาการ เขามีตัวกูที่สอบไล่ตกเป็นทุกอย่างยิ่งเป็นโทมนัส เป็นอุปายาส
หลายวันต่อมา เขานึกถึงเรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก มีอาการอย่างเดียวกัน คือเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่ครั้งนี้อาศัยมโนทวาร หรือมโนวิญญาณ วิญญาณอย่างนี้เกิดแล้วก็สร้างนามรูปที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ ผัสสะเวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็ปรุงเรื่อยไปเพื่อเป็นทุกข์ไปตามลำดับ จนถึงขั้นสุดเมื่อเป็นชาติเป็นตัวกูสอบไล่ตกอีกทีนึง
ตัวอย่างที่ 3
หญิงสาวคนนึงเห็นแฟนของตัวไปควงอยู่กับผู้หญิงคนอื่น มันก็มีหัวอกหัวใจร้อน เหมือนกับนรกเข้าไปอยู่ในนั้น
ภายในชั่วอึดใจเดียว หลังจากที่เห็นแฟนไปควงกับผู้หญิงคนอื่น นี่หมายความว่าตาของเขากระทบกับลูกลูกของแฟนที่ควรอยู่กับผู้หญิงคนอื่นแล้วมันก็สร้างวิญญาณ คือจักษุวิญญาณ ก่อนหน้านี้ไม่มีวิญญาณชนิดนี้ มีแต่วิญญาณที่ไม่ทำหน้าที่อะไร หรือเรียกได้ว่าไม่ได้มี ทีนี้วิญญาณกับรูปกับตานี้รวมกันเป็นผัสสะ เมื่อตะกี้นี้ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มี ผัสสะคือการกระทบระหว่างตา กับรูป กับจักษุวิญญาณ แล้วก็เรื่อยไปจนครบทั้ง 11 อาการ ชนิดที่ยึดถือชาตินี้ให้เป็นความทุกข์ เป็นความสูญเสียของตัวเอง มีโทมนัสมีอุปายาส
ที่นี้สมมุติว่าผู้หญิงคนนี้ถูกเพื่อนหลอก ที่จริงแฟนของเขาไม่ได้ไปควงกับใครที่ไหน แต่เกิดความเชื่อผ่านเสียงที่เข้ามากระทบหู เกิดโสตะวิญญาณที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ไม่มีสติ วิญญาณนี้ก็จะสร้างนามรูป กายกับใจของเขาอันใหม่ทันที สำหรับที่จะมีอายตนะที่จะทำหน้าที่ให้เป็นทุกข์โดยสมบูรณ์
ต่อมาเกิดนึกระแวงขึ้นไม่มีใครบอกไม่ได้เห็นด้วยตานึกขึ้นมาในใจว่าแฟนไปควงผู้หญิงอื่นแน่ อย่างนี้ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นทางมโนทวาร คือธัมมารมณ์กระทบมโนเกิดมโนวิญญาณ มโนวิญญาณก็สร้างนามรูปใหม่คือเปลี่ยนนามรูปร่างกายจิตใจเปล่าๆที่ไม่ทำอะไร ให้เป็นร่างกายและใจที่จะเป็นทุกข์ขึ้นมา เรื่อยไปจนครบสายของอาการ
ตัวอย่างที่ 4
ใครคนหนึ่งกำลังเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในปาก กินของที่อร่อยนั้นคนธรรมดาต้องขาดสติเสมอ ต้องเผลอสติ ต้องมีอวิชชาครอบงำเสมอ ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น เมื่อกำลังกินอะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลาที่เผลอสติเพราะความอร่อย มีอวิชชาผสมอยู่ด้วยเสร็จ ความคิดของคนที่อร่อยทางลิ้นนี้เป็นปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบอยู่แล้ว คือรสกระทบลิ้น เกิดชิวหาวิญญาณ สร้างนามรูปขึ้นใหม่ไปตามอาการ ถ้าอร่อยมันก็เป็นสุขตามภาษาชาวบ้าน แต่พอไปยึดถือความอร่อยเข้าเท่านั้น เป็นอุปาทานไปในทางที่จะเป็นทุกข์เพราะหวงในความอร่อย ยึดมั่นถือมั่นวิตกกังวลในความอร่อย ก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ยังมีต่อไปว่า เพราะเขากินอร่อยนั่นแหละ เลยคิดว่าพรุ่งนี้จะไปขโมยมันมากินอีก เกิดเป็นโจรขึ้นมาในขณะนั้น ความคิดเป็นโจรนี่เป็นภพๆหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ ถ้ากินเนื้อสัตว์อร่อยคิดว่าพรุ่งนี้จะไปยิงไปฆ่ามากินอีก ก็เกิดเป็นนายพรานขึ้นมา หรือแม้แต่ว่ามันหลงอร่อยจริงอร่อยจังก็เกิดเป็นเทวดาที่กลุ้มอยู่ด้วยความอร่อย หรือมันอร่อยถึงขนาดที่ว่าปากเคี้ยวไม่ทันใจยา นี่ก็เป็นเปรตขึ้นมา
เพียงแค่ชั่วเขียวอาหารอร่อยในปากนี้ยังเป็นปฏิจจสมุปบาทได้หลายชนิด ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดีๆว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นคือเรื่องของวงจรของความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาเต็มรูปเพราะอำนาจความยึดถือ ต้องมีอุปทานความยึดถือด้วย จึงจะเป็นทุกข์ตามความหมายของปฏิจจสมุปบาท ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์อย่างไรก็ไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
อรุณสวัสดิ์เช้าวันที่สามที่สุโขทัย #Siamstr
#Awakening101 #SsukhothaiEPO
#เจตสิกสุขลอยไป 🥖🥖🥖🥖🥖
https://video.nostr.build/6b732d6cadf60fb1746892648163188b78486d2026ebed4a42b0266f164470ec.mp4 https://video.nostr.build/ee7cd06471cf90400fa1fc68f48543409e8839cd506a106b866839dc573a0f53.mp4
GM ครับ ☀️☀️
^^
ตอนที่ 8 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท
สอนผิดจนปฏิบัติไม่ได้
เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่กำลังสอนอยู่นี้ไม่ตรงหรือไม่ถูกต้องตามบาลีเดิม ของเดิมมีไว้อย่างนึงเดี๋ยวนี้มาสอนกันเสียอีกอย่างหนึ่ง ก็คือในบาลีเดิมพูดไว้ในลักษณะติดต่อกันเป็นสาย ใน 1 รอบมี 11 อาการ เดี๋ยวนี้มาสอนว่า ใน 11 อาการรอบนึงนี้จะกินเวลายืดออกไปตั้ง 3 ชาติคืออดีตปัจจุบันอนาคตไปสอนอย่างนี้จนปฏิบัติอะไรไม่ได้
ในบาลีเดิมมันติดต่อกัน 11อาการในสายเดียวที่คนเรามีเรื่องที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจครั้งหนึ่ง หมายความว่าบางทีชั่วกะพริบตาเดียวเท่านั้นธรรรมนี้ก็เต็มรอบ กินเวลาไม่ถึงชาติ ถึงปี ถึงเดือน ถึงวัน นี่สอนผิดจากบาลีเดิมก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าสอนถูกมันจะตรงกับปัญหาเฉพาะหน้าที่มีอยู่ประจำวัน
การจะเข้าใจได้ดีต้องรู้จำนวนปฏิจจสมุปบาททั้ง 11 อาการก่อน
1เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร
2 เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ
3 เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป
4 เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดอายตนะ 6
5 เพราะอายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ
6 เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา
7 พระเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา
8 เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน
9 เพราะอุปทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ
10 เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ
11 เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ซึ่งเป็นความทุกข์ทั้งนั้นเกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่าติดต่อกันไปไม่มีอะไรมาคั่น ไม่จำเป็นต้องเอา 2 ตอนแรกไว้ชาติในอดีต เอา 8 ตอนกลางมาไว้ในชาติปัจจุบัน แล้วเอาอีกตอนหนึ่งไว้ในชาติหน้า ถ้ารอบนึงสาย 1 กินเวลา 3 ชาติอย่างนี้มันจะทำอะไรได้ ควบคุมมันได้อย่างไร จะปฏิบัติดับทุกอย่างไร เพราะมันแยกกันอยู่ เหตุชาติหนึ่ง ผลชาติหนึ่ง แล้วมันจะควบคุมได้อย่างไร
ผมจะขอเสริมตรงนี้นะครับจากคำชี้แจงจะยังไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอวิชชา(อาหารของอวิชชา) เพราะกว่าจะรู้ที่มาของอวิชชาเนี่ยก็อยู่ท้ายๆ เล่มแล้วแต่จะหยิบมาให้ทำความเข้าใจก่อน เรียงลำดับการเกิดอวิชชาแบบนี้
อวิชชามีอาหารคือนิวรณ์ 5 (ลองหาคำอธิบายเพิ่มนะครับ) นิวรณ์ 5 มีอาหารคือทุจริต 3 ทุจริต 3 มีอาหารคือการไม่สำรวมอินทรีย์ การไม่สำรวมอินทรีย์มีอาหารคือความไม่มีสติสัมปชัญญะ ความไม่มีสติสัมปชัญญะมีอาหารคือการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย(อโยนิโสมนสิการ) อโยนิโสมนะสิการมีอาหารคือความไม่มีศรัทธา ความไม่มีศรัทธามีอาหารคือการไม่ได้ฟังสัทธรรม การไม่ได้ฟังสัจธรรมมีอาหารคือการไม่คบสัตบุรุษ
ตอนที่ 8 จบเพียงเท่านี้ เพราะว่าจริงๆ แล้วมันจะมีตัวอย่างอีก 4 ตัวอย่าง ในชีวิตประจำวันซึ่งยาวพอสมควร ไว้ผมจะเอาตัวอย่าง มาให้อ่านในโน๊ตถัดๆไป ราตรีสวัสดิ์รักษาสุขภาพครับ #siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
ข้อมูลการยื่นคืนภาษี ของสรรพากรยังหลุดเล้ยยยย มาทุกแบบสวมรอยได้เกือบจะทุกองค์กร
GE ครับ เมื่อกลางวันมีเวลานั่งทบทวนหาข้อมูลคุยกับตัวเองตามสภาพปัญญาที่มีอันน้อยนิด ก็ได้ความเข้าใจเพิ่มเติม ของตอนถัดไปที่ดราฟไว้ เพราะต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละอาการๆ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างที่รู้กันว่า ข้อความในบาลีนั้น พระพุทธเจ้าแก ไม่ได้พูดขึ้นมาทีเดียวทั้งหมด แต่ละบาลีก็ ต่างเหตุการณ์ สถานที่ บุคคลกันไป นี่ขนาดว่าพุทธทาสแกรวบรวมแบ่งหมวดๆ เรื่องนี้ให้ง่ายแล้ว แต่มันก็ยังมีรายละเอียดในหมวดนั้นๆ ลงไปอีก ฝันดีนอนหลับอย่างมีคุณภาพครับ
ตอนที่ 7 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท
ถ้าพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนาคนส่วนมากนึกถึงอริยสัจ 4 ขอให้เข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนี้คืออริยสัจ 4 ที่สมบูรณ์แบบคือว่าเต็มขนาดจึงขอเรียกว่าอริยสัจใหญ่ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไป
สิ่งที่ควรทราบไว้ต่อไปคือปฏิจจสมุปบาทนั้นมันมีอยู่ในคนเราแทบจะตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่รู้จัก อย่างนี้เรียกว่าเป็นความผิดของเรา ไม่ใช่ความผิดของธรรมะเราไม่สนใจ เราจึงไม่รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราแทบตลอดเวลา แล้วจะพูดให้ฟังว่ามันมีอยู่ในคนเราแทบตลอดเวลาอย่างไร
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้วก็อาจจะปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ของตนได้ และเมื่อมองกันอีกทางหนึ่งเราถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำกันทุกคน และช่วยทำกันและกัน ให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ได้ ไม่ใช่แค่ตนเองแต่มันยังเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย ข้อนี้เป็นพุทธประสงค์และเมื่อเราทำได้ดังนี้แล้วการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็จะไม่เป็นหมัน
ทีนี้จะขยายความให้ชัดยิ่งขึ้นไปโดยจะตั้งหัวข้อว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้คือเรื่องอะไร เหตุใดจึงต้องมีเรื่องนี้ รู้ปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร และจะมีการดับได้โดยวิธีใด
1.ถ้าถามว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไรคำตอบคือการแสดงให้ทราบว่า ทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร และจะดับลงอย่างไรโดยละเอียด และแสดงให้ทราบว่าการที่ทุกข์เกิดขึ้นและดับไปนั้นมีลักษณะเป็นธรรมชาติที่อาศัยกันและกัน ไม่ต้องมีเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรที่ไหนมาช่วยทำให้ความทุกข์เกิด ทำให้ความทุกข์ดับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลายๆชั้นและอาศัยกันแล้วทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นหรือจะทำให้ความทุกข์ดับไปก็ตาม คำว่าปฏิจจะแปลว่า อาศัย คำว่าสมุปบาทแปลว่า เกิดขึ้นพร้อมกัน
อีกส่วนหนึ่งเป็นการแสดงให้รู้ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ที่นี่ หรือว่าจะเวียนว่ายต่อไป เป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ จะเข้าใจว่าตัวกูนี้ไม่มี เมื่อคนไม่รู้เรื่องนี้ก็ปล่อยไปตามความรู้สึกนึกคิดตามธรรมดา ซึ่งมีอวิชชาครอบงำแล้ว มันรู้สึกว่า มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นี่คือความมุ่งหมายของเรื่องนี้
แต่ความสำคัญก็คือว่าแสดงให้รู้ว่าทุกข์เกิดและดับอย่างไรเป็นการอาศัยซึ่งกันและกันเกิดและดับและว่าอาการอย่างนั้นทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนเราเขา ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า การที่มันอาศัยกัน เกิดขึ้นและดับลงนี้ มันรุนแรงแบบสายฟ้าแลบ (ถ้าใครตามทันรบกวนพิสูจน์ความเร็วกับ Lightning ด้วยนะครับ) ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดีว่าความนึกคิดของเราที่เกิดขึ้นมานี้มันรวดเร็วรุนแรง ตัวอย่างเช่นเมื่อโกรธ มันก็เกิดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกัน นี่เรียกว่าพฤติกรรมของจิตที่เกิดขึ้นรวดเร็วรุนแรงเหมือนสายฟ้าแลบ ที่เป็นไปเพื่อความทุกข์ในชีวิตประจำวันของคนเรานั่นเอง นี่แหละคือเรื่องของปฏิจจสมุปบาทโดยตรง ถ้ามองเห็นจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด นี่ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไรยังเป็นภาษาธรรมดาสามัญ ก็ต้องตอบว่า คือพฤติกรรมของจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วก็รวดเร็วรุนแรง มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา นี่แหละคือตัวปฏิจจสมุปบาท
2. เพราะเหตุใดจึงต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพื่อการศึกษาและปฏิบัติ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แถมยังกำลังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดของคนทั่วๆไปก็เหมือนความเห็นผิดของภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร (ชื่อนี้กล่าวถึงในตอนที่ 2) โดยเขามีความเห็นผิดที่ถือและยืนยันว่า วิญญาณนี้เท่านั้นที่แล่นไป ที่ท่องเที่ยวไป ไม่มีสิ่งอื่น ถือว่าวิญญาณนั้นเป็นสัตว์หรือบุคคล ตัวยืนโรงสำหรับแล่นไปในวัฏสงสาร เช่นนี้ ก็เพราะไม่ทราบความจริงเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงได้เกิดทิฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายพยายามที่จะให้เขาสละทิฐิเสีย แต่เขาก็ไม่สละ จึงพากันไปบอกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยได้เรียกตัวไปสอบถามว่ามีทิฐิอย่างนั้นจริงไหม ภิกษุรูปนี้ก็บอกว่ามีทิฐิอย่างนั้นจริงๆ ที่นี้พระพุทธเจ้าก็เลยถามว่าอะไรเป็นวิญญาณของเธอ เขาตอบว่าสิ่งใดที่มันพูดได้หรือมันรู้สึกอะไรได้แล้วมันเสวยวิบากของกรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นกรรมดีและกรรมชั่วนั่นแหละคือวิญญาณ
นี่ก็เป็นมิจฉาทิฐิหนักยิ่งขึ้นไปอีก ตัววิญญาณ คือสิ่งที่ทำให้พูดได้ เสวยผลกรรมต่อไปข้างหน้า คนธรรมดาฟังไม่ถูกว่า ทำไมการถืออย่างนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะใครๆก็เชื่อว่าวิญญาณมีอยู่ แล้ววิญญาณอย่างนั้นอย่างนั้น คนธรรมดาพูดกันเสียจนชิน เลยไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
คำพูดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะยืนยันว่าวิญญาณเป็นของเที่ยง เป็นของที่มีอยู่ ในตัวมันเอง ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ที่แท้วิญญาณเป็นเพียง ปฏิจจสมุปปันนธรรม หมายความว่าไม่มีตัวตนเพียงแต่ว่าอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นสืบต่อกันไปชั่วคราวๆ เท่านั้น ซึ่งตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่าตัวตนไม่มี
ที่นี้ภิกษุก็ยังยืนยันว่ามีตัวตนหรือยืนยันว่าวิญญาณนี้เป็นตัวตนคือมันแล่นไป หรือว่าอยู่ที่นี่ เขาก็พูดว่า เป็นผู้พูด เป็นผู้รู้สึกอารมณ์ต่างๆ แล้วเป็นผู้เสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ที่เป็นกุศลเป็นอกุศล คือว่ามีตัวตน มีตัวเรา ที่เป็นอย่างนั้น แล้วเรียกมันว่าวิญญาณ นี้เพราะเหตุว่าคนทั้งหลายมีทิฐิอย่างนี้กันอยู่ทั่วไป โดยไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจึงต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพื่อบอกให้รู้ความจริงว่าถ้าว่าวิญญาณมี มันก็คือธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้นทยอยกันไปเท่านั้นเอง ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไรที่ไหน เหตุนี้จึงต้องรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท
3. รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร ก็เพื่อพ้นจากมิจฉาทิฏฐิที่ว่าคนมีอยู่แล้วไปเกิด แล้วคนเป็นไปตามกรรมเหล่านี้ แล้วก็เพื่อจะดับทุกข์สิ้นเชิง คือมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ถ้ายังหลงเป็นมิจฉาทิฏฐิมันก็มีความทุกข์และดับทุกข์ไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องรู้เรื่องวิญญาณที่แท้จริงว่าเป็นอะไร จึงจะดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ข้อนี้มีคำบาลีสั้นๆว่าวิญญาณคือสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นถ้าปราศจากปัจจัยปัจจัยเหล่านั้นแล้วการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณมีไม่ได้
ถ้าวิญญาณมีตัวตนจริงมันก็ควรมีได้โดยตัวมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไร เดี๋ยวนี้ตัวมันเองไม่ได้มี มีแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้น แต่มันปราณีตลึกลับถึงกับทำให้รู้สึกคิดนึกได้ ให้นามรูปนี้ ทำอะไรได้ พูดจาได้ อะไรได้ต่างๆก็เลยเข้าใจผิดไปในตัวมันเอง ว่ามีอะไรอันหนึ่งเป็นตัวเป็นตนอยู่ในนามรูปนี้ซึ่งในที่นี้เรียกกันว่าวิญญาณ ปฏิจจสมุปบาทนี้มีเพื่อประโยชน์อันนี้เองให้ละมิจฉาทิฐิเสียแล้วจะได้ดับความทุกข์สิ้นเชิงได้
4. ที่นี้ปัญหาต่อไปก็มีว่าจะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ทำอย่างไร คำตอบก็เหมือนที่แล้วมาในหลักทั่วๆไปว่า จะมีได้โดยการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง หรือการเป็นอยู่ที่ชอบ ความเป็นอยู่ที่ชอบนั้น คือการเป็นอยู่ที่สามารถทำลายอวิชชาเสียได้ด้วยวิชา คือการเป็นอยู่ที่ทำลายความโง่เสียได้ด้วยความรู้ หรือถ้าจะสรุปความอีกทีนึงก็เป็นการสรุปว่าคือการมีสติอยู่ตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสติเมื่อมีอารมณ์มากระทบ นี่ขอให้เข้าใจคำว่า เป็นอยู่โดยชอบ คือเป็นอยู่โดยมีสติสมบูรณ์อยู่ทุกเวลา เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ความโง่เกิดไม่ได้อวิชชาเกิดไม่ได้ สามารถขจัดอวิชชาออกไปเสียดาย มันเหลืออยู่แต่วิชาหรือความรู้นี่แหละคือความเป็นอยู่ชอบ ชนิดที่ความทุกข์เกิดไม่ได้
สรุปปฏิจจสมุปบาทคือการแสดงให้รู้เรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบสายฟ้าแลบในจิตใจของคนเราเป็นประจำวัน เหตุที่ต้องรู้เรื่องนี้ก็เพราะว่าคนมันกำลังโง่ไม่รู้เรื่องนี้ รู้เพื่อประโยชน์เพื่อให้รู้ถูกต้องและให้ดับทุกข์เสียได้ แต่ดับทุกข์ได้โดยวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท คืออย่าให้กระแสปฏิจจสมุปบาทมันเกิดขึ้นมาได้เพราะว่ามีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เรื่องมันสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้รวมกันก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ





