อันนี้ยังพอพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ เดี๋ยว กด long x 125 ก่อน
เห็นราคาแล้วมองตาปริบๆ
แค่มี asic ก็สามารถ setting solo miner ได้ตาม link นี้ >> https://solo.ckpool.org (ถือว่ายังมี counter party อยู่)
แต่ก็จะโดน fee 2% และไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะขุดพบ (ถ้าไม่พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์)
ปล.แล้วจะ set up solo mining node ได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งตัวกลางอย่าง ckpool
#siamstr #askstr
สาธุบุญโยเรครับ
GA ครับ ที่ห้วยผึ้งฝนตกตั้งแต่เช้ามืด ทำให้วันนี้ไม่ได้ออกไปเปิดร้านแต่เช้า นอนเปื่อยๆ กับบรรยากาศที่ชวนให้เลซี่ ช่วงเช้าดราฟโน้ตไว้ถึงตอนที่ 8 ที่เริ่มจะเข้าการอธิบายกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท แต่มีบางข้อมูลที่ผมยังประติดประต่อได้ไม่ดีพอที่จะทำความเข้าใจ หลังตอนที่ 7 อาจจะใช้เว้นช่วงสักหน่อยนะครับ เพราะเป็นการอาศัยปัญญาอันน้อยนิดของตัวเอง เพราะปัญญาที่เกิดจากการเห็นจริงเรียกได้ว่ายังฝึกหัดเป็น novice อยู่ ^^ Have a good weekend ครับ
ตอนที่ 6 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท
ในที่สุดก็มาถึงปัญหาที่จะต้องทำการวิจารณ์การสอนหรืออธิบายปฏิจจสมุปบาทว่าทำการวิจารณ์ด้วยวัตถุประสงค์อะไร
การสอนปฏิจจสมุปบาทรอบเดียว กินเนื้อที่ 3 ชาติ(ตามภาษาคน)เข้าใจตรงกันว่ามาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์โดยตรงบ้างอย่างกำกวมบ้าง เพราะเท่าที่มีหลักฐานไม่มีคัมภีร์ไหนเก่าเท่าคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่อธิบายเช่นนี้ ดังนั้นการวิจารณ์จึงมุ่งไปยังคัมภีร์นั้น หรือผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งคัมภีร์นั้น ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องไม่ใช่เป็นการวิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์ เพราะปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นของพุทธศาสนาเป็นของพระพุทธเจ้า เราต้องช่วยกันศึกษาหรือปฏิบัติในลักษณะที่ถูกต้องคือมีประโยชน์ และเราไม่พอใจคำอธิบายของใครที่เห็นว่าเขาอธิบายผิดไปจากความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า ดังนั้นคำวิจารณ์ก็ไม่ใช่คำวิจารณ์อะไรเพียงแต่เป็นการแสดงเหตุผลที่ขอให้ย้อนไปพิจารณาบาลีเดิมๆ เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทนี้กันเสียใหม่ เพื่อทุกคนจะเป็นผู้รู้เองเห็นได้เองว่าเป็นอย่างไรไม่ต้องเชื่อข้าพเจ้าหรือเชื่อใครให้ผิดหลักกาลามสูตร หรือเราจะต้องใช้การเห็นจริงประจักษ์ด้วยความรู้สึกในจิต ไม่ใช่นึกเดาเอาตามเหตุผล(ยถาภูตสัมมัปปัญญา)
สมมุติว่า ต้องการวิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์จริงๆ ก็จะวิจารณ์ในแง่ที่ว่าคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นคัมภีร์ที่เพียงแต่เอานิทานต่างๆกับบทวิเคราะห์ศัพท์ทางปริยัติมาพอกหุ้มให้กับคัมภีร์วิมุติมรรค ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นเอง ข้าพเจ้าต้องการดึงความสนใจให้มาใส่ใจในคำอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ได้บอกไว้มากมายนั้นกันเสียใหม่ เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะเป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้จริงไม่ใช่นอนเป็นหมันอยู่อย่างเช่นบัดนี้ ที่ดีแต่เพียงเอาไว้เถียงกันในลักษณะที่ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นมา
เมื่อคำอธิบายของพระพุทธโฆษาจารย์ไม่ประกอบด้วยเหตุผลที่ทนต่อการพิสูจน์ตามหลักแห่งพุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลายในชั้นบาลีแล้วก็อาศัยกำลังใจจากกาลามสูตรเป็นต้นนั่นเอง ที่ไม้ซีกพุทธทาสจะงัดไม้ซุงพุทธโฆษาจารย์ไปตามสติกำลัง เพื่อว่าความถูกต้องจะเข้ามาสู่วงการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนากันเสียที
คำว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นคำที่แปลกประหลาดหรือแปลกหูสำหรับคนส่วนมากแต่เราก็ไม่อาจเปลี่ยนไปใช้คำอื่นได้จะต้องพูดคำนี้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายที่จะต้องเข้าใจคำนี้ให้ยิ่งๆขึ้นไปจนกว่าจะชินเป็นคำธรรมดา ผู้ที่เคยบวชเรียนอาจพอได้ยินอยู่บ้างแต่ชาวบ้านฟังแล้วอาจจะฉงนและเป็นเหตุให้ไม่สนใจ ก็เลยไม่เข้าใจเรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาจึงเห็นควรเอามาพูดให้เป็นเรื่องเข้าใจกันเป็นธรรมดาในที่สุด
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
เอิ่มมมมม noStrudel บน PC เอ๋อซะงั้น กดโพสท์ ไปไม่ขึ้นอะไร จนต้องมาทำบน โน้ตบุค กลายเป็นโพสท์ซ้ำๆ หลายทีซะงั้น ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
#siamstr
GE และฝันดีล่วงหน้า พอดีว่ามีธุระจะเดินทาง(ทางกายภาพหน่อยสองสามวัน)เลย มาโน้ตไว้ก่อน เดี๋ยวใส่ลำดับการโน้ตไว้เพื่อง่ายสำหรับคนที่มาอ่านทีหลังสามารถตาม #ปฏิจจสมุปบาท ไปได้เลยครับ
ตอนที่ 5 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาปฏิจจสมุบปาท
-ผู้ที่เข้าใจในหลักของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นการเกิดดับ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็ยังสามารถที่จะมีชาตินี้ ชาติหน้า มีอบาย คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่งของอภิสังขารที่เป็นบุญ อบุญ อเนญชา ถ้าการปรุงแต่งนั้นสำเร็จรูปตอนเกิดเวทนา หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม ถ้ามีอาการเป็นความเดือดร้อนใจ ก็มีความหมายแห่งนรก ดังที่พูดถึง นรกชื่อ มหาปริฬาหะ(มีความเร่าร้อนมาก) เห็นรูปได้ทางตาก็แต่ รูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ(เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย สิ่งที่ใจรู้ เช่นกัน) เป็นนรกจริงยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสสตทิฏฐิ ถ้าเวทนา หรือความทุกข์นั้นเต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็น อสูรกาย ถ้าเต็มไปด้วยความหิวดั่งใจจะขาดก็คือ เปรต โง่ก็สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์พอประมาณอย่างมนุษย์ก็มนุษย์ อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์ นานาชนิด นานาระดับ ก็คือสวรรค์ชั้นต่างๆ อิ่มอยู่ด้วยสุขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และอรูปฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิด เป็นของจริงยิ่งกว่าที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว ทั้งนี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ ในพุทธศาสนาผิดไปนั่นเอง
-ในกระแสการดับ(นิโรธวาร) แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเองเราจะหาพบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สันทิฏฐิโก) และก็รู้ได้เฉพาะตน ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปากของพวกสัสสตทิฏฐิอีกนั่นอีก ชาตินี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน ชาติหน้า คือวงถัดๆไปตามลำดับ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่และเข้าโลง ชาติตามภาษาคน ภาษาเด็กอมมือ ไม่ใช่ของพวกอาจารย์สัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเอาเองใน
ยุคหลังๆ แล้วก็ว่าสืบปรัมปราต่อๆ กันมาจนบัดนี้
-สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ว่าภาษาสูงสุดในทางธรรมต่างจากภาษาชาวบ้านที่ยังต้องเจือปนอยู่ในความมีตัวตนมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่พูดไว้ในภาษาสำหรับคนทั่วไปจะระบุว่ามีโลกนี้ โลกหน้า มีพ่อมีแม่ มีนรกสวรรค์ มีกรรมและคนผู้ทำกรรม รับผลกรรมชาตินี้ และชาติต่อๆไปตามโวหารคนธรรมดาเข้าใจและยึดถือ เมื่อมาถึงสัมมาทิฏฐิชั้นกลาง จะไม่ระบุเช่นนั้น ระบุแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น จะไม่ระบุหรือยอมรับว่ามีบุคคลผู้ทุกข์หรือผู้ทำการดับทุกข์เลย ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน พอมาถึงชั้นสูงสุด คือเห็นธรรมที่เป็นจริงแล้วจะไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนมีและไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนไม่มี เพราะเห็นชัดแต่ในระหว่างกลางคือเห็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีอยู่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี” ดังนี้ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนในความหมายใดๆ แม้แต่จะกล่าวว่า นรกสวรรค์ ก็ไม่มีหนทาง ยิ่งกว่านั้นยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมาปฏิปทาโดยแท้จริงอีกด้วย
-เพราะไม่เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งแต่ประการใด ขอให้สังเกตว่าทำในภาษาคนนั้นพูดว่ามีตัวตน ส่วนทำในภาษาธรรมหามีตัวตนไม่ แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ภาษาคนสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนทั่วไป ภาษาธรรมสำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้มีฝุ่นในดวงตาเล็กน้อยสำหรับจะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น พระพุทธเจ้าต้องพูดด้วย 2 ภาษาอยู่อย่างนี้เสมอ ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็นชาติๆ จนปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งต้องกินเนื้อที่หรือเวลาตั้ง 3 ชาติในภาษาคนเลย
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
GE และฝันดีล่วงหน้า พอดีว่ามีธุระจะเดินทาง(ทางกายภาพหน่อยสองสามวัน)เลย มาโน้ตไว้ก่อน เดี๋ยวใส่ลำดับการโน้ตไว้เพื่อง่ายสำหรับคนที่มาอ่านทีหลังสามารถตาม #ปฏิจจสมุปบาท ไปได้เลยครับ
ตอนที่ 5 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาปฏิจจสมุบปาท ตอนที่ 5
-ผู้ที่เข้าใจในหลักของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นการเกิดดับ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็ยังสามารถที่จะมีชาตินี้ ชาติหน้า มีอบาย คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่งของอภิสังขารที่เป็นบุญ อบุญ อเนญชา ถ้าการปรุงแต่งนั้นสำเร็จรูปตอนเกิดเวทนา หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม ถ้ามีอาการเป็นความเดือดร้อนใจ ก็มีความหมายแห่งนรก ดังที่พูดถึง นรกชื่อ มหาปริฬาหะ(มีความเร่าร้อนมาก) เห็นรูปได้ทางตาก็แต่ รูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ(เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย สิ่งที่ใจรู้ เช่นกัน) เป็นนรกจริงยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสสตทิฏฐิ ถ้าเวทนา หรือความทุกข์นั้นเต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็น อสูรกาย ถ้าเต็มไปด้วยความหิวดั่งใจจะขาดก็คือ เปรต โง่ก็สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์พอประมาณอย่างมนุษย์ก็มนุษย์ อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์ นานาชนิด นานาระดับ ก็คือสวรรค์ชั้นต่างๆ อิ่มอยู่ด้วยสุขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และอรูปฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิด เป็นของจริงยิ่งกว่าที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว ทั้งนี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ ในพุทธศาสนาผิดไปนั่นเอง
-ในกระแสการดับ(นิโรธวาร) แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเองเราจะหาพบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สันทิฏฐิโก) และก็รู้ได้เฉพาะตน ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปากของพวกสัสสตทิฏฐิอีกนั่นอีก ชาตินี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน ชาติหน้า คือวงถัดๆไปตามลำดับ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่และเข้าโลง ชาติตามภาษาคน ภาษาเด็กอมมือ ไม่ใช่ของพวกอาจารย์สัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเอาเองใน
ยุคหลังๆ แล้วก็ว่าสืบปรัมปราต่อๆ กันมาจนบัดนี้
-สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ว่าภาษาสูงสุดในทางธรรมต่างจากภาษาชาวบ้านที่ยังต้องเจือปนอยู่ในความมีตัวตนมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่พูดไว้ในภาษาสำหรับคนทั่วไปจะระบุว่ามีโลกนี้ โลกหน้า มีพ่อมีแม่ มีนรกสวรรค์ มีกรรมและคนผู้ทำกรรม รับผลกรรมชาตินี้ และชาติต่อๆไปตามโวหารคนธรรมดาเข้าใจและยึดถือ เมื่อมาถึงสัมมาทิฏฐิชั้นกลาง จะไม่ระบุเช่นนั้น ระบุแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น จะไม่ระบุหรือยอมรับว่ามีบุคคลผู้ทุกข์หรือผู้ทำการดับทุกข์เลย ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน พอมาถึงชั้นสูงสุด คือเห็นธรรมที่เป็นจริงแล้วจะไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนมีและไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนไม่มี เพราะเห็นชัดแต่ในระหว่างกลางคือเห็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีอยู่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี” ดังนี้ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนในความหมายใดๆ แม้แต่จะกล่าวว่า นรกสวรรค์ ก็ไม่มีหนทาง ยิ่งกว่านั้นยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมาปฏิปทาโดยแท้จริงอีกด้วย
-เพราะไม่เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งแต่ประการใด ขอให้สังเกตว่าทำในภาษาคนนั้นพูดว่ามีตัวตน ส่วนทำในภาษาธรรมหามีตัวตนไม่ แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ภาษาคนสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนทั่วไป ภาษาธรรมสำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้มีฝุ่นในดวงตาเล็กน้อยสำหรับจะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น พระพุทธเจ้าต้องพูดด้วย 2 ภาษาอยู่อย่างนี้เสมอ ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็นชาติๆ จนปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งต้องกินเนื้อที่หรือเวลาตั้ง 3 ชาติในภาษาคนเลย
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
GE และฝันดีล่วงหน้า พอดีว่ามีธุระจะเดินทาง(ทางกายภาพหน่อยสองสามวัน)เลย มาโน้ตไว้ก่อน เดี๋ยวใส่ลำดับการโน้ตไว้เพื่อง่ายสำหรับคนที่มาอ่านทีหลังสามารถตาม #ปฏิจจสมุปบาท ไปได้เลยครับ
ตอนที่ 5 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาปฏิจจสมุบปาท ตอนที่ 5
-ผู้ที่เข้าใจในหลักของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นการเกิดดับ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็ยังสามารถที่จะมีชาตินี้ ชาติหน้า มีอบาย คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่งของอภิสังขารที่เป็นบุญ อบุญ อเนญชา ถ้าการปรุงแต่งนั้นสำเร็จรูปตอนเกิดเวทนา หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม ถ้ามีอาการเป็นความเดือดร้อนใจ ก็มีความหมายแห่งนรก ดังที่พูดถึง นรกชื่อ มหาปริฬาหะ(มีความเร่าร้อนมาก) เห็นรูปได้ทางตาก็แต่ รูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ(เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย สิ่งที่ใจรู้ เช่นกัน) เป็นนรกจริงยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสสตทิฏฐิ ถ้าเวทนา หรือความทุกข์นั้นเต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็น อสูรกาย ถ้าเต็มไปด้วยความหิวดั่งใจจะขาดก็คือ เปรต โง่ก็สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์พอประมาณอย่างมนุษย์ก็มนุษย์ อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์ นานาชนิด นานาระดับ ก็คือสวรรค์ชั้นต่างๆ อิ่มอยู่ด้วยสุขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และอรูปฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิด เป็นของจริงยิ่งกว่าที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว ทั้งนี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ ในพุทธศาสนาผิดไปนั่นเอง
-ในกระแสการดับ(นิโรธวาร) แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเองเราจะหาพบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สันทิฏฐิโก) และก็รู้ได้เฉพาะตน ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปากของพวกสัสสตทิฏฐิอีกนั่นอีก ชาตินี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน ชาติหน้า คือวงถัดๆไปตามลำดับ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่และเข้าโลง ชาติตามภาษาคน ภาษาเด็กอมมือ ไม่ใช่ของพวกอาจารย์สัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเอาเองใน
ยุคหลังๆ แล้วก็ว่าสืบปรัมปราต่อๆ กันมาจนบัดนี้
-สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ว่าภาษาสูงสุดในทางธรรมต่างจากภาษาชาวบ้านที่ยังต้องเจือปนอยู่ในความมีตัวตนมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่พูดไว้ในภาษาสำหรับคนทั่วไปจะระบุว่ามีโลกนี้ โลกหน้า มีพ่อมีแม่ มีนรกสวรรค์ มีกรรมและคนผู้ทำกรรม รับผลกรรมชาตินี้ และชาติต่อๆไปตามโวหารคนธรรมดาเข้าใจและยึดถือ เมื่อมาถึงสัมมาทิฏฐิชั้นกลาง จะไม่ระบุเช่นนั้น ระบุแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น จะไม่ระบุหรือยอมรับว่ามีบุคคลผู้ทุกข์หรือผู้ทำการดับทุกข์เลย ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน พอมาถึงชั้นสูงสุด คือเห็นธรรมที่เป็นจริงแล้วจะไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนมีและไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนไม่มี เพราะเห็นชัดแต่ในระหว่างกลางคือเห็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีอยู่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี” ดังนี้ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนในความหมายใดๆ แม้แต่จะกล่าวว่า นรกสวรรค์ ก็ไม่มีหนทาง ยิ่งกว่านั้นยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมาปฏิปทาโดยแท้จริงอีกด้วย
-เพราะไม่เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งแต่ประการใด ขอให้สังเกตว่าทำในภาษาคนนั้นพูดว่ามีตัวตน ส่วนทำในภาษาธรรมหามีตัวตนไม่ แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ภาษาคนสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนทั่วไป ภาษาธรรมสำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้มีฝุ่นในดวงตาเล็กน้อยสำหรับจะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น พระพุทธเจ้าต้องพูดด้วย 2 ภาษาอยู่อย่างนี้เสมอ ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็นชาติๆ จนปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งต้องกินเนื้อที่หรือเวลาตั้ง 3 ชาติในภาษาคนเลย
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
GE และฝันดีล่วงหน้า พอดีว่ามีธุระจะเดินทาง(ทางกายภาพหน่อยสองสามวัน)เลย มาโน้ตไว้ก่อน เดี๋ยวใส่ลำดับการโน้ตไว้เพื่อง่ายสำหรับคนที่มาอ่านทีหลังสามารถตาม #ปฏิจจสมุปบาท ไปได้เลยครับ
ตอนที่ 5 คำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาปฏิจจสมุบปาท ตอนที่ 5
-ผู้ที่เข้าใจในหลักของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นการเกิดดับ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็ยังสามารถที่จะมีชาตินี้ ชาติหน้า มีอบาย คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่งของอภิสังขารที่เป็นบุญ อบุญ อเนญชา ถ้าการปรุงแต่งนั้นสำเร็จรูปตอนเกิดเวทนา หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม ถ้ามีอาการเป็นความเดือดร้อนใจ ก็มีความหมายแห่งนรก ดังที่พูดถึง นรกชื่อ มหาปริฬาหะ(มีความเร่าร้อนมาก) เห็นรูปได้ทางตาก็แต่ รูปที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ(เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย สิ่งที่ใจรู้ เช่นกัน) เป็นนรกจริงยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสสตทิฏฐิ ถ้าเวทนา หรือความทุกข์นั้นเต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็น อสูรกาย ถ้าเต็มไปด้วยความหิวดั่งใจจะขาดก็คือ เปรต โง่ก็สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์พอประมาณอย่างมนุษย์ก็มนุษย์ อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์ นานาชนิด นานาระดับ ก็คือสวรรค์ชั้นต่างๆ อิ่มอยู่ด้วยสุขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และอรูปฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิด เป็นของจริงยิ่งกว่าที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว ทั้งนี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ ในพุทธศาสนาผิดไปนั่นเอง
-ในกระแสการดับ(นิโรธวาร) แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเองเราจะหาพบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สันทิฏฐิโก) และก็รู้ได้เฉพาะตน ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปากของพวกสัสสตทิฏฐิอีกนั่นอีก ชาตินี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน ชาติหน้า คือวงถัดๆไปตามลำดับ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่และเข้าโลง ชาติตามภาษาคน ภาษาเด็กอมมือ ไม่ใช่ของพวกอาจารย์สัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเอาเองใน
ยุคหลังๆ แล้วก็ว่าสืบปรัมปราต่อๆ กันมาจนบัดนี้
-สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ว่าภาษาสูงสุดในทางธรรมต่างจากภาษาชาวบ้านที่ยังต้องเจือปนอยู่ในความมีตัวตนมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่พูดไว้ในภาษาสำหรับคนทั่วไปจะระบุว่ามีโลกนี้ โลกหน้า มีพ่อมีแม่ มีนรกสวรรค์ มีกรรมและคนผู้ทำกรรม รับผลกรรมชาตินี้ และชาติต่อๆไปตามโวหารคนธรรมดาเข้าใจและยึดถือ เมื่อมาถึงสัมมาทิฏฐิชั้นกลาง จะไม่ระบุเช่นนั้น ระบุแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น จะไม่ระบุหรือยอมรับว่ามีบุคคลผู้ทุกข์หรือผู้ทำการดับทุกข์เลย ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน พอมาถึงชั้นสูงสุด คือเห็นธรรมที่เป็นจริงแล้วจะไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนมีและไม่เอียงไปทางความเห็นว่าตัวตนไม่มี เพราะเห็นชัดแต่ในระหว่างกลางคือเห็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีอยู่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี” ดังนี้ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนในความหมายใดๆ แม้แต่จะกล่าวว่า นรกสวรรค์ ก็ไม่มีหนทาง ยิ่งกว่านั้นยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมาปฏิปทาโดยแท้จริงอีกด้วย
-เพราะไม่เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งแต่ประการใด ขอให้สังเกตว่าทำในภาษาคนนั้นพูดว่ามีตัวตน ส่วนทำในภาษาธรรมหามีตัวตนไม่ แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น ภาษาคนสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนทั่วไป ภาษาธรรมสำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้มีฝุ่นในดวงตาเล็กน้อยสำหรับจะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น พระพุทธเจ้าต้องพูดด้วย 2 ภาษาอยู่อย่างนี้เสมอ ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็นชาติๆ จนปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งต้องกินเนื้อที่หรือเวลาตั้ง 3 ชาติในภาษาคนเลย
#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ
ใน Nostr มีหลายคนครับ แต่ละคนเลือกสายที่ตรงกับความสนใจของตัวเอง ^^
มาจากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ของพุทธทาส ครับ ส่วนนี้คำชี้แจงในหนังสือที่แกเขียนครับ ผมทำให้กระชับขึ้นแล้วเอามาฝาก^^
GA สวัสดีตอนบ่ายครับ มาต่อจากช่วงเช้ากัน
หลักเกณฑ์ที่เนื่องกันอยู่กับปฏิจจสมุปบาท จะมีอยู่ดังต่อไปนี้
1. จะมีภพ หรือชาติ ทุกคราวที่มีการกระทบทางอายตนะ ที่ปราศจากสติปัญญาในเรื่องของการหลุดพ้น(วิมุตติ) เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ในขณะกระทบนั้นมีแต่ ความไม่รู้ในทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์(อวิชชา) จึงปรุงเป็น ปฏิจจสมุปบาท
2. ในภาษาปฏิจจสมุปบาท จะไม่มีคำว่า บุคคล ตัวตน เรา เขา ซึ่งเป็นผู้มีทุกข์ หรือดับทุกข์ หรือแล่นท่องเที่ยวไปในการเวียนว่ายตายเกิด
3. ในภาษาปฏิจจสมุปบาทไม่มีคำว่า “สุข” จะมีแต่คำว่าทุกข์และดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เพราะไม่มุ่งจะแสดงสุข ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัสสตทิฏฐิ เว้นแต่จะกล่าวโดยภาษาคน ถือเอาภาวะที่ไม่มีทุกข์นั้นเป็นความสุข เพื่อประโยชน์ก่การสอนศีลธรรมเท่านั้นเอง ดังที่กล่าวว่า “นิพพานเป็นยอดสุข” เป็นต้น
4. ปฏิสนธิวิญญาณ ชนิดที่เป็นตัวตน ไม่มีในภาษาปฏิจจสมุปบาท ดังนั้นคำว่าวิญญาณ จึงระบุไปยังวิญญาณ 6 แต่ถ้าจะหาเลศเรียกวิญญาณเหล่านี้ว่า “ปฏิสนธิวิญญาณ” ก็ยังมีทางทำได้ คืออธิบายว่า วิญญาณหกนี้เอง ก่อให้เกิด นามรูป- สฬายตนะ – ผัสสะ ขึ้นมาแล้วสืบต่อไปถึง ภพ ชาติ แต่พระองค์ไม่เรียกหรืออธิบายไว้ในที่ไหนว่า ปฏิสนธิวิญญาณ เพราะต้องการให้เรามองกันในแง่ของวิญญาณตามธรรมดา คำว่า ปฏิสนธิวิญญาณ เพิ่งมีใช้ในหลังสือชั้นหลัง เป็นการดึงสัสสตทิฏฐิกลับเข้ามาสู่พุทธศาสนาโดยปริยาย และเป็นกาฝากของพุทธศาสนา ซึ่งจะคอยกัดกินพุทธศาสนาเรามีวิญญาณหกตามธรรมดาและมีปฏิจจสมุปบาทโดยไม่ต้องอาศัยคำว่า ปฏิสนธิวิญญาณเลย
5. ในวงของปฏิจจสมุปยาท มีแต่ปฏิจจสมุปปันนธรรม คือสิ่งที่ได้อาศัยสิ่งอื่นแล้วเกิดขึ้น ปรากฏอยู่ชั่วขณะ เพื่อปรุงแต่งให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป อาการที่ปรุงแต่งกันไปนั้นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท มีคำที่ต้องสนใจเพียงสองคำเป็นหลัก อย่าให้เกิดเป็นตัวตน และก็อย่าให้เห็นตรงกันข้ามจากตัวตน จนไม่มีอะไรเสียเลย แต่ให้อยู่ตรงกลาง
6. ถ้ากล่าวไปในเรื่องกรรม ธรรมนี้มุ่งแสดงกรรมไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาว จัด บุญ อบุญ อเนญชา(สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ของฌานที่ 4) เป็นเรื่องทุกข์ไปหมด ต้องเหนือสิ่งทั้งสามนี้ จึงจะดับทุกข์สิ้นเชิง จึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน
7. หลักพุทธศาสนา ต้องประกอบอยู่ด้วยความเป็นปัจจุบันธรรมหรือ สันทิฏฐิโก เสมอ การให้ปฏิจจสมุปบาทรอบเดียวกินเนื้อที่ตั้ง 3 ชาติ (ตามความหมายในภาษาคนธรรมดา) นั้นไม่ใช่ปัจจุบัน อาการของปฏิจจสมุปบาททั้ง 11 อาการต้องเป็นปัจจุบัน ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ทรงสอน
8. สูตรของปฏิจจสมุปบาทพูดไว้หลายแบบ ไปตามลับดับ(อวิชชา-ทุกข์) ย้อนกลับ มีทั้งการดับ ตั้งต้นที่อายตนะ-วิญญาณ-ผัสสะ-เวทนา หรือ เวทนาไปถึงทุกข์ หรือ การเกิดและดับในคราวเดียว ทำนองจะแสดงยืนยันว่า แม้ปฏิจจสมุปบาทจะดำเนินไปจนถึงตันหาแล้ว ก็ยังอาจจะเกิดสติกั้นกระแสตันหาให้หยุด และวกกลับกลายเป็นการดับทุกข์ได้ ถ้าเราเอาสูตรของธรรมนี้ทุกๆแบบมาดูพร้อมๆกัน จะทำให้เห็นได้ชัดว่า ธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกินเนื้อที่หรือเวลา คร่อมกันถึง 3 ภพ 3 ชาติ(ตามความมายของภาษาคน)
9. ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของการเกิดดับตลอดเวลา ไม่ใช่การมีตัวมีตนตลอดเวลา ดังนั้นคำว่า เกิด คำว่า ชาติ ย่อมหมายถึงการเกิดในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งๆ ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา คือเผลอสติเมื่อมีการกระทบทางอายตนะครั้งหนึ่ง ตามข้อ 1 นั่นเอง รู้ได้ง่ายๆ เช่นเกิดโลก หรือโกรธ ลง ครั้งหนึ่งๆ ก็มีการเกิดแห่งตัวกูชาติหนึ่งๆ เสร็จไปแล้ว การถือเอาการเกิดจากท้องแม่ครั้งหนึ่งตามภาษาคน ทำให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ เราควรชอบชาติหน้าที่ใกล้ๆที่คว้าถึง และจัดการได้ตามต้องการ ดีกว่าชาติหน้าที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
10. ปฏิจจสมุปบาทสำหรับพูด นั้นเป็นปรัชญา : ไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์อะไรนัก ปฏิจจสมุปบาทแท้จริง คือ การปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น มีสติในทวารทั้ง 6 เมื่อมีการกระทบ หรือสำรวมอินทรีย์ โดยประการที่อาสวะจะเกิดขึ้นไม่ได้ จัดเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ(นิโรธวาร)โดยสมบูรณ์
ทั้งหมดนี้ เป็นหลักทดสอบเพื่อรู้จักปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง คือปฏิบัติได้และมีประโยชน์ในการดับทุกข์โดยตรง มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็น ปฏิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง และคล้ายกับมีการเกิด 2 ครั้ง คือ
1. เมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้น ในขณะที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา นี้คือการเกิดขึ้นของวิญญาณ-นามรูป-อายตนะ ซึ่งก่อนหน้านี้ เหมือนกับไม่ได้มี เพราะกำลังหลับอยู่ วิญญาณในลักษณะนี้จึงอยู่ในลักษณะที่พวกสัสสตทิฏฐิจะขนานนามให้ว่า “ปฏิสนธิวิญญาณ”
2.ครั้นเกิดเวทนาโดยผัสสะแล้ว ก็จะเกิดกิเลสโดยตรง คือ ตัณหาอุปาทานที่จะก่อให้เกิดภพ-ชาติ เป็นการเกิดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการเกิดของตัวกู ของกู(อัตตวาทุปาทาน) ที่จะได้รับทุกข์ด้วยปัญหาอันเกิดจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ หรือเรียกรวมๆว่า ปัญจุปาทานักขันธ์อันเป็นทุกข์ รวมความว่าในปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งมีการเกิด 2 ครั้ง ดังนี้ ไม่จำเป็นต้องตายเข้าโลง จึงจะมีตายหรือเกิด ซึ่งเป็นเรื่องของภาษาคน ไม่ใช่ปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ #siamstr #ปฏิจจสมุปบาท
GM and GN ☀️ 🌜
ขอให้เป็นวันที่ดี
#siamstr #siamstrog #nostr
https://video.nostr.build/cb8930bf5d7bd687687e2ea5ecf1863fa0d3ea6bd6281bbdfbcc7ed6e7730c28.mp4
รักกันนะอย่าตีกัน
GM ครับ กลิ่นลอยมาเลยครับ
GM ครับ เรื่องราวของคำชีแจงของพุทธทาส ยังดำเนินต่อไป ผมพยายามย่นบางส่วนเพื่อให้กระชับ แต่บางส่วนก็ตัดออกไม่ได้กลัวว่าจะขาดตรงไหนไป ค่อยๆ ทำไปก็แล้วกันครับ
เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ อาจมีได้เป็น 2 อย่าง คืออย่างที่อธิบายผิดหรือเฟ้อ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้ อธิบายกันมาผิดๆ ตั้งพันปีแล้ว(มีให้อ่านครับตอนท้ายๆ) และอีกอย่างคืออธิบายถูกต้องตามพุทธประสงค์ ใช้ปฏิบัติได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้รับผลที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้แก่ การระวังเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ(ตา+รูป, หู+เสียง) อย่าให้ ความรู้สึก(เวทนา) ปรุงเป็นความอยาก(ตัณหา)ขึ้นมาได้ ปฏิบัติกันอยู่ทั่วๆ ไปโดยไม่เรียกปฏิจจสมุปบาทก็มี และได้ผลเปฌนที่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลา ผู้สนใจต้องระวังให้ดี ในเมื่อมันปนเปกันอยู่สองชนิดนี้ ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ ความขาดสูญ(อุจเฉททิฏฐิ) ที่จะให้คนไม่ดี ไม่รับผิดชอบ ใช้เป็นข้ออ้าง ไม่ใช่ทั้งความมีตัวมีตน(สัสสตทิฏฐิ) ทำให้คนหลงตัวเอง หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตนของตน อย่างคนบ้าหลัง ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เรื่องเฟ้อทางปริยัติ เหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก แต่ต้องเป็นเรื่องปฏิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึก เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาน โดยไม่ต้องใช้คำว่า ปฏิจจสมุปบาท ก็ยังได้
สิ่งที่ต้องช่วยกันระวัง ก็คืออย่าอธิบายปฏิจจสมุปบาท อันเป็นหัวใจนี้ ให้กลายเป็นลัทธิ ที่มี จิต เจตภูต วิญญาณอะไร ในทำนองเป็นผีมีตัวตนไปเกิด หรือสิ่งที่เกิดร่างแล้ว อยู่ตลอดเวลาเลย เดี๋ยวนักศึกษา หรือฝรั่งเขาจะหัวเราะเยาะเอา อย่าเอาการสอนศีลธรรมด้วยภาษาคนหรือสัสสตทิฏฐิ มาปนกับการสอนปรมัตถธรรม ด้วยภาษาธรรมหรือภาษาสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท
การปฏิบัติตามหลักของธรรมนี้นั้น จัดเป็น ทางสายกลางฝ่ายปรมัตถธรรม อยู่ระหว่างกลาง ระหว่างความมีตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน และเป็นเรื่องที่มีหลักของตัวเองว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” และหลักนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาอยู่ตรงกลาง ดูให้ดีๆ อย่าให้เรื่องมันกลายเป็นว่าเรากำลังสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทอย่างไม่ใช่พุทธ แต่กลายเป็นฮินดูหรือพราหมณ์ไปเสีย
ข้อความในบาลี คือ พุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลายที่เป็นของเดิมๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า มีการแยกกันได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นเรื่องทางศีลธรรม ของพวกที่ยึดความมีตัวมีตนอยู่พวกหนึ่ง และเป็นเรื่องทางปรมัตถธรรมเพื่อทำลายทิฏฐิเสีย และไม่ก็เลยไปถึงอุจเฉททิฏฐิด้วย นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ครั้นตกมาถึงยุคอรรถกถาเกิดการโน้มเอียงขึ้นมากมายทั่วโลก คือ อธิบายปรมัตถธรรม ไปในรูปของ สัสสตทิฏฐิ แม้กระทั้งเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท มีโอกาสสักนิดหนึ่งเมื่อไหร่ก็จะอธิบายไปในรูปที่มีตัวตน ตายแล้วไปเกิดโดยคนคนเดียวกัน หรือกลายเป็นเรื่องวัตถุไปหมด ตัวอย่างเช่น นรก ก็จะอธิบายแต่นรกใต้ดิน หลังจากตายแล้วทั้งนั้น ไม่ชี้ นรก ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่น่ากลัวกว่า และอยู่ที่นี่แล้ว หากจะมีนรกที่ตรัสไว้ในลักษณะที่เกิดทางเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ก็พาเอาไปไว้ใต้ดินหลังแต่ตายแล้วเสียอีกตามเคย ดังนั้นในการศึกษาปฏิจจสมุปบาทนี้ ต้องถือเอาบาลีเดิมเป็นหลัก อย่ามอบตัวให้กับอรรถกถาอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรืออย่ามอบตัว 100% ให้กับหนังสือที่แต่งชั้นหลัง เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค (ซึ่งเชื่อกันว่าผู้แต่งเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้รวบรวมอรรถกถาทั้งหมด) ซึ่งจะทำให้ได้ยินได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนการผูกขาด แต่จะต้องพิจารณาโดยหลักแห่ง กาลามสูตร และมหาปเทสฝ่ายสุตันตะ มาเป็นเครื่องคุ้มครอง ป้องกันการตกเป็นทาสของหนังสือที่แต่งหรืออธิบายในชั้นหลัง ซึ่งเอียงไปทางมีตัวมีตนยิ่งขึ้นทุกที แต่ถ้ามีมหาปเทสเป็นต้นชนิดที่อยู่ในมือ เราจะสามารถเลือกเห้นเอาแต่ของที่ถูกต้อง ออกมาจากกองขยะกองใหญ่นั้นได้เหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เว้นแต่ว่าจะต้องเลือกคัดอย่างเคร่งครัด ตามกฎเกณฑ์ที่พุทธองค์ทรงวางไว้ ว่า สิ่งใดหรือปัญหาใด ลงกันไม่ได้กับหลักการส่วนใหญ่ในธรรมและวินัยแล้ว ให้ถือว่าฟังมาผิด จำมาผิด อธิบายผิด หรือสอนผิดแล้วแต่กรณี สำหรับกรณีของ ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีหลักการใหญ่เพื่อกำจัดสัสสติทิฏฐิและไม่เลยออกไปสู่อุจเฉททิฏฐิด้วยในขณะเดียวกัน ดังนั้นการสอนเรื่องนี้ในทำนองว่าเป็น บุคคลเดียวกัน 3 ชาตินั้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยมหาปเทส หนังสือ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ที่พิมพ์ขึ้นแล้วนี้จะช่วยพิสูจน์อย่างมากในข้อนี้ #siamstr #ปฏิจจสมุปบาท
ติดตามกันต่อไปครับ^^
GA ครับ ยังไงก็ต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เป็นผู้บรรลุซึ่งธรรม เป็นเพียงผู้เห็นตาม verifly เท่านั้น ตามคุณลักษณะ 6
สฺวากฺขาโต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง
อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล
เอหิปสฺสิโก ควรเรียกให้มาดู
โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามา
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน
เหตุที่บอกว่าเป็นเพียงผู้ตามเห็นนั้น จะมีข้อมูลมาให้อ่านในลับดับต่อๆ ไปครับ เรามาต่อ ข้อความคำชี้แจงช่วงบ่ายกัน
ข้อเท็จจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าแกประกาศศาสนา ด้วยความยากลำบาก คือต้องพูดด้วยภาษา 2 ภาษา ในคราวเดียวกัน คือ ภาษาคน สำหรับสอนศีลธรรมแก่คนที่ยังหนาไปด้วยความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน(สัสสตทิฏฐิ) จนยึดมั่นอยู่อย่างเหนียวแน่น และพูดด้วย ภาษาธรรม สำหรับคนที่มีฝุ่นในตาเบาบางแล้ว จะได้เข้าใจธรรมชาติที่เป็นความจริงอันเป็นที่สุด(ปรมัตถธรรม) เป็นการสอนให้รอดพ้นจากสัสสตทิฏฐิ ที่ยึดไว้ ให้ละเสีย มันเป็น 2 ภาษากันอยู่ดังนี้ สำหรับปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องปรมัตถธรรม ที่ต้องพูดกันด้วย “ภาษาธรรม” เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามไปหมด จากเรื่องศีลธรรม แล้วจะนำมาพูดด้วยภาษาคนที่ใช้สำหรับเรื่องศีลธรรม ได้โดยวิธีไหน อย่างไร เมื่อพูดโดยภาษาคน มันพูดไม่ได้ ถ้าพูดโดยภาษาธรรม คนฟังก็ตีความเป็นภาษาคนไปหมด เลยไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอย่างตรงข้ามไปเลย อันนี้เป็นต้นตอของปัญหาอันยุ่งยากสำหรับการสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้ท้อใจในทีแรกถึงกับจะไม่สอน แม้ที่สอนแล้วก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนเรื่องของ ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร (มีให้อ่านครับ) จนถึงพวกเราในเวลานี้ สอนเรื่องนี้กันไม่รู้เรื่อง, พูดกันไม่รู้เรื่อง, รับคำสอนแล้วปฏิบัติอะไรไม่ไ่ด้, ยิ่งปฏิบัติยิ่งผิดไกลออกไปอีก
เมื่อครั้งสอนศีลธรรม ก็ต้องพูดว่าอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน มีตถาคตเอง กระทั่งสอนให้ทำบุญกุศล ตายแล้ว จะได้รับผลบุญกุศลที่สร้างไว้ ครั้นสอนปรมัตถธรรม ก็พูดอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล แม้กระทั่งตถาคตเอง มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งๆ ทยอยกันไป เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรมติดต่อกันเป็นสาย เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใคร แม้ในขณะนี้, จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรมเก่า ทำนองสัสสตทิฏฐิ และทั้งไม่ใช่ตายแล้วก็สูญไปในทำนองอุจเฉททิฏฐิ เพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญเสียแล้วตั้งแต่บัดนี้ ความอยู่ตรงกลางนี้แหละ คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือ มัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม คู่กับ มรรค8 เป็นทางสายกลางทางศีลธรรม ตามปกติคนธรรมดาทั่วไปก็ยึดถือทางศีลธรรมเพื่อสบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง พอเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลง หรือแสดงความไม่เที่ยง(อนัตตา) และเป็นทุกข์เพราะความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้น ก็พึ่งพาไม่ได้ จึงต้องเข้าหาเรื่อง ปรมัตถธรรม เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ ที่เลื่อนระดับสูงขึ้นไป คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน อะไรที่เป็นของตน ความดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ โดยไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย ดังนั้นการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิดที่มีตัวตนและเนื่องกันเป็นชาติๆ ไปนั้น ผิดหลักปฏิจจสมุปบาท หรือผิดหลักพุทธวจนะ ซึ่งต้องการจะสอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตน หรืออยู่เหนือความรู้สึกว่ามีตัวตนโดยประการทั้วปวง ดังนั้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยความมีตัวตนเป็นมูลฐานแต่ประการใด. #siamstr #ปฏิจจสมุปบาท
