Avatar
iPongphan ⚡️
ef6efbd95b18ef9db21dae0c15f00db82fdb1a94c98aaae0452c9900ffabbded
Just a daddy 👨‍👧‍👧

จริงๆคำถามของผมคืออยากจะรู้ว่าคุณอยากจะเป็นหมอจริงๆมั้ยน่ะครับ แพทย์น่าจะเป็นวีชาชีพที่เรานำความรู้ความเชี่ยวชาญมาดูแลผู้อื่นและตัวเองได้อย่างสบายเลย ในส่วนเรื่องคิดงานเขียนและงานช่างฝีมือก็เหมือนเป็นงานอดิเรกที่ตนเองหลงใหลแล้วอยากอยู่ร่วมและสร้างผลงานออกมา

ผมคิดว่าที่คุณถามมา คุณมีคุณค่าในตนเองมากเลยนะครับ

คำถามที่ถามว่าควรมีบิตคอยน์เท่าไหร่?

คำตอบที่คุณมีอยู่ในใจนั่นแหล่ะเหมาะสมกับคุณที่สุด

ขอให้คุณค่าในตัวคุณของการเป็นแพทย์ได้สร้างคุณประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

ขอให้งานเขียนจากความคิดทำให้คุณมีแรงใจและสร้างแรงกายต่อไป

ขอให้งานฝีมือที่คุณค่อยสร้างนั้นสำเร็จตามที่คาดหวัง

ทำได้เท่าไหร่แบ่งบางส่วนเหลือเก็บ มีเท่าไหร่มันก็อาจจะไม่พอในวันที่จำเป็นต้องใช้ หรือคงเหลือไว้โดยอาจจะไม่ได้ใช้มันครับ

Tick Tock next Block. Timechain don’t stop.

ทุกๆสิบนาทีจะเกิดบล็อคใหม่พร้อมรางวัล และเช่นเดียวกัน เราสามารถสร้างรางวัลให้กับตนเองได้ทุกเสี้ยววินาทีครับ ☺️

Replying to Avatar Johnny Jun

ที่จริงคือผมก็เพิ่งเคยมาต่างประเทศแบบมาอยู่จริงๆ ครั้งแรกครับ และเพิ่งมาได้ 3 เดือน ยังไม่ค่อยทราบอะไรเท่าไหร่

แต่ถ้าจากคำถาม ไม่แน่ใจว่าหมายถึง พวกเราชาว #bitcoiner จะวางแผนเกษียณยังไงดี ประมาณนี้ใช่ไหมครับ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดผมว่า ก็เหมือนคนทั่วๆไปครับ แบ่งเป็น สร้างเสริมสุขภาพ กับรักษาอาการเจ็บป่วจ

1. ประเด็นสร้างเสริมสุขภาพ ผมคิดว่าก็มีหลายแนวทางที่ก็ยัง controversial อยู่ปัจจุบัน แต่ก้มีปัจจัยที่แน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยง เช่น processed food, น้ำตาล, อดนอน, สูบบุหรี่, ดื่มเหล้า และอื่นๆ และก็สิ่งที่ควรทำออกกำลังกายอะไนต่างๆ ที่น่าจะพอทราบกันอยู่แล้ว

2. การรักษาอาการเจ็บป่วย ประเด็นนี้ผมคิดว่าน่าสนใจ และน่าถกเถียงกันสำหรับชาว #siamstr เพราะประเด็นนี้มันน่าจะมีประเด็นเกี่ยวกับการเงิน และอำนาจรัฐเข้รมาเกี่ยวข้องเยอะ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ด้านเพียงพอที่จะสรุปออกมาได้ แต่พอจะได้อ่านและศึกษาเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น

2.1 ไทยกับอังกฤษ(ที่ผมอยู่ตอนนี้) ระบบก็จะเป็นคล้ายๆกัน คือ Universal Coverage ให้ประชาชนทุกคน

2.2 หลายๆประเทศ ถ้าผมจำไม่ผิดก็เช่น สิงคโปร์ ก็จะเป็นระบบ co-pay รัฐมีระบบช่วยจ่าย โดยมีระบบการคำนวนส่วนที่ต้องจ่ายหลากหลายแบบมากแล้วแต่ประเทศ และมีสัดส่วนที่รัฐจะออกช่วยหลากหลายมากเช่นกัน เช่น ตามฐานรายได้ ตามโรค เป็นต้น (ที่จริงของไทยก็มี ประกันสังคม ที่ผมมองว่าคล้ายๆกลุ่มนี้)

2.3 อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า รัฐควบคุมน้อยที่สุดปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดได้หรือเปล่า เช่น อเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินซื้อประกันสุขภาพเองทั้งหมด เป็นหน้าที่ของประชาชนเองที่ต้องบริหารจัดการ

ผมมองว่า 2.1 - 2.3 นั้นเรียงตามระดับจาก centralize ไปสู่ decentralized ครับ นอกจากเรื่องเงินแล้ว รูปแบบการบริหารจัดการระบบสาสุขก็มีส่วนกับจุดนี้ ชี้ให้เห็นง่ายๆ เช่น รพ ในไทย เป็นของ รัฐบาลแทบทั้งหมด แต่ รพ ในอเมริกา ส่วนใหญ่จะเป็นเอกชน (ทั้งแสวงและไม่แสวงผลกำไร)

ทีนี้ถ้าจะให้ relate กับการเก็บออมในบิตคอย ผมคิดว่าก็คงแล้วแต่ระบบสุขภาพและระบบประกันสุขภาพของแต่ละประเทศ เช่นถ้าอยู่ไทย และไม่อะไรมาก เรามี universal coverage (30บาท) อยู่แล้ว ถ้าไม่เจ๊งไปซะก่อน อาจจะเป็นโชคดีของเราที่ไม่ตัองเก็บออมในส่วนนี้เผื่อไว้มากนัก (แม้จะชอบหรือไม่ชอบระบบนี้ก็ตาม แต่เราก็มีสิทธิ์ใช้) หรือที่อังกฤษที่มี NHS ดูแลก็เช่นกัน แต่ถ้าอยู่ประเทศอื่น เช่น อเมริกา อาจจะต้องเก็บเผื่อในจุดนี้อีกมากๆหน่อยเลยครับ

ไม่แน่ใจว่าตอบตรงประเด็นไหมครับ 🙏

ถ้ามีขัอมูลตรงไหนที่ผมผิดพลาด รบกวนเพื่อนๆแชร์กันได้เลยนะครับ #siamstr

ขอบคุณนะครับ ขอแปะไว้ก่อนแล้วจะขอมาแชร์ในมุมของตนเองครับ 😊

Replying to Avatar Johnny Jun

GM #siamstr #siamesebitcoiner

วันนี้มีคำถามคลาสสิคอยากถามทุกท่านครับ 2 คำถามครับ

1. "ต้องมี #bitcoin สักเท่าไหร่ดี ถึงจะเพียงพอต่อการเกษียณ"

-> ผมนิยามคำว่าเกษียณของผมเองไว้ว่า ผมยังทำงานอยู่ แต่งานที่ทำไม่ได้ต้องคาดหวังผลตอบแทนมาก ขอแค่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำวันให้เงินเก็บ(BTC) ไม่ร่อยหรอมากจนเกินไป นั่นแปลว่าคำว่าเกษียณของผมก็คือ มีบ้านให้ซุกหัวนอน มีเงินไปเที่ยวได้บ้างปีละครั้งสองครั้ง มีเงินสำรองฉุกเฉินยาวจำเป็นถ้าหากว่าตกงาน และเงินสำรองทั้งหมดที่เก็บไว้ สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้จนถึงวันตาย (ตอนนี้ผมอายุ30) ถ้าทำได้ตามนี้ผมถือว่าผมเกษียณ ระดับ 1 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันจะส่งผลไปถึงข้อ 2 นั่นคือ ผมจะสามารถทำอาชีพอะไรก็ได้ที่อยากทำ ! -> ส่วนตัวผมยังคิดว่าอาจจะต้องมีสัก 5-10 BTC

2. "ถ้าไม่ต้องสนใจเรื่องเงินทอง คุณอยากจะทำอะไรในชีวิต"

-> สำหรับผมแล้ว ณ ปัจจุบัน ผมอยากเป็นอยู่ 2 อย่างครับ

1. ผมอยากเป็นนักเขียน เขียนเรื่องอะไรก็ได้ที่ผมคิดฟุ้งซ่านในแต่ละช่วงเวลา แล้วรวบรวม article ต่างๆ จัดหมวดหมู่นานวันไปสามารถเอามาร้อยเรียงใหม่แล้วตีโจทย์ออกมาเป็นเล่มได้

ผมมีความสุขกับการสาดความคิด กรั่นกรองไปด้วยพิมพ์ไปด้วย ช่วงเวลาที่ผมได้พิมพ์ไม่ว่าจะเป็น social media post หรือ พิมพ์คุยกับเพื่อนที่รู้ใจ มักจะเป็นช่วงที่ผมได้ตกผลึกความคิดต่างๆที่ลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไปวนเวียนอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับออกมาเป็นข้อสรุปและเชื่อมโยงแต่ละความคิดเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นผมยังสนุกกับการพรรณนาด้วยการเปรียบเทียบ และเรียบเรียงบทความผ่านเนื้อหาบทเพลง มันรู้สึกเหมือนผมได้หลุดออกไปอีกโลก ที่การเวลาไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป

2. ผมอยากเป็นช่างสำหรับสิ่งของขนาดกลางครับ ช่วงเวลาที่ได้หยิบจับ ประกอบ ขัดแต่ง ขัดเงา มือเปื้อนฝุ่นในสิ่งของขนาดกลางเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ มันเป็นอีกช่วงเวลาที่ผมสามารถทำได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีเพียงความรู้สึกร้อนในบ้างครั้งที่ต้องเอาไปทำอยู่ที่จอดรถ ฮ่าๆ

เพื่อนๆพี่ๆ ชาว #siamstr อยากทำอะไรกันบ้างครับ

สำหรับการเป็นหมอและอยู่ต่างประเทศ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องสุขภาพในวัยเกษียณครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

“ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน จะไม่มีทางเข้าใจในคุณค่าของขนมปังที่ตั้มเคยให้…”

เรื่อง “ขนมปังกับปลาที่หิวโหย” เป็น Analogy อันลุ่มลึก ซึ่งครั้งหนึ่งพี่เป็ด nostr:npub1ysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qjn54x4 เคยได้ให้ไว้กับผม มันนานมาแล้ว.. นานจนผมก็จำแทบไม่ได้แล้วว่า ตอนที่ได้ฟังเรื่องนี้ครั้งแรกมันผ่านมากี่ปีแล้ว..

แต่ในฐานะผู้ที่มีปรารถนาในการเผยแพร่บิตคอยน์ มีความต้องการที่จะกระจายหลักการและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังอันทรงพลังของมัน ผมยึดถือแนวคิดเรื่องขนมปังเอาไว้ในใจมาโดยตลอด

แนวทางในการส่งต่อของผม แนวทางในการป้ายยาส้ม แนวทางในการประเมินศักยภาพของคนไข้ที่ควรได้รับยา (ส้ม) มันถูกยึดโยงเข้ากับเรื่องนี้ไว้อย่างแนบแน่น

แล้วขนมปังที่ว่ามันคืออะไร?

“ขนมปัง” ในที่นี้ เปรียบได้กับ “ยาส้ม”

มันคือองค์ความรู้ มันคือหนทาง มันคือความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ที่เราต้องการจะป้อนให้กับคนที่เรานั้นมีปรารถนาดีๆ กับเขา

ขนมปัง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องบิตคอยน์

มันอาจเป็นเรื่องการเรียน เป็นสัจธรรมการใช้ชีวิต เป็นทัศนคติ เป็นทักษะ เป็นประสบการณ์แง่คิด หรือเป็นโอกาส ฯลฯ

เป็นอะไรก็ได้ที่เรานั้นคิดว่า.. มันคงจะเป็นประโยชน์กับคนที่เราอยากจะป้อนให้

ในขณะที่ “ปลา” นั้นคือ “ผู้รับ”

หลักใหญ่ใจความของแนวคิดนี้ก็คือตัว “ปลา” ที่ว่านี่เอง..

“ปลาที่หิวโหย” จะเข้าใจในความหมายและคุณค่าของขนมปังที่เราได้หยิบยื่นให้

แต่ “ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน” มันก็จะยังกลืนกินขนมปังของเราเข้าไปได้อย่างเอร็ดอร่อย ..เพียงแต่มันจะยังไม่มีวันเข้าใจ “คุณค่าที่แท้จริง” ซึ่งแฝงอยู่ในขนมปังชิ้นนั้นๆ มันอาจยังไม่พร้อมด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง

ปลาที่อิ่มมาก่อนแล้ว กินสิ่งต่างๆ มาจนพุงกางแล้ว

เปรียบดัง “ผู้รับสาส์น” ที่ยังไม่ได้ตระหนักและเข้าใจถึง “Pain point” หรือ “ความเจ็บปวด” ที่จะพาไปสู่โซลูชั่น (ขนมปัง) ที่เราได้เตรียมไว้ให้

และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ได้ “Benefit” ในแบบที่เรานั้นคาดหวัง

พวกมันก็จะเพียงแค่คิดว่า.. กินๆ มันเข้าไปเถอะ ของฟรีจะไปคิดอะไรมาก ก็อร่อยดีนี่นา.. กินเข้าไปเพลินๆ

มันเหมือนกับคนที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ภายในโลกเฟียต คนที่ยังไม่เข้าใจหายนะของเงินเฟ้อ คนที่ยังคงเห็นแก่เวลา โหยหาผลตอบแทนระยะสั้น คนที่ยังดิ้นรนไล่ล่าความสำเร็จ ลาภ ยศ ชื่อเสียงแบบปลอมๆ คนที่ยังไม่ต่างอะไรกับน้ำเต็มแก้ว คนที่ยังสายตามืดบอด ฯลฯ

คนเหล่านี้ (ปลาที่อิ่มแล้ว) จะยังไม่แยแสในเจตนาดีๆ ที่เราต้องการจะส่งต่อให้กับเขา

บางคนอาจเมิน และเลือกที่จะไม่หยิบกินสักชิ้นเลยด้วยซ้ำ (ไม่เปิดรับ) ไม่ซาบซึ้ง ไม่คิดจะขอบคุณ หรือแย่ที่สุดก็คงจะรำคาญและหันมาด่าทอเรา…

เราทุกคนไม่ได้มีขนมปังกันมากพอ ขนมปังในมือของเราไม่ได้มีพร้อมสรรพสำหรับแจกให้คนทุกคน เปรียบได้กับ เวลา แรงกาย แรงใจ หรือความพยายามของเราที่คงจะมีอยู่อย่างจำกัด

อย่าเสียแรง เสียเวลา หยิบยื่นขนมปังให้กับปลาที่ยังไม่หิวโหย

อย่าหว่านขนมปังทั้งกำมือลงไปในน้ำ อย่าบิแบ่งขนมปังยื่นให้ใครไปทั่ว อย่าทำอะไรแค่เพียงเพราะเราอยากทำแต่กลับทำไปอย่างไร้แก่นสาร อย่าทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของเรานั้นสูญเปล่า

เราไม่จำเป็นจะต้องหว่าน เราไม่จำเป็นจะต้องออกไปเดินถนนร้องแรกแหกกระเชอ หรือป่าวประกาศให้ใครมาสนใจเรา

เราก็แค่เดินหน้าไปช้า ๆ และไม่ลืมที่จะค่อย ๆ หย่อนขนมปังของเราไปตามทางเรื่อย ๆ หย่อนมันไปตลอดทาง หย่อนมันไปจนทั่ว หย่อนให้กับปลาที่เราเห็นแน่แล้วว่าหิวโหย..

ปลาที่หิวโหย ปลาที่เข้าใจคุณค่าของขนมปังจะพากันแหวกว่ายมากลืนกิน ความรู้ที่เราสู้อุตส่าห์บากบั่นทำมา จะมีคนที่เข้าใจคุณค่าของมันมาหยิบกิน

นั่นต่างหากที่เราจะได้ช่วยเหลือคนที่เราควรจะช่วยเขากันจริงๆ

ผมถ่ายทอดหลักการและแนวคิดนี้ให้กับแก๊งค์ตี 4 ณ พัทยา ในห้วงท้ายๆ ก่อนที่เราจะจากลากันวันแรกของงาน #east101

การเอาแต่ยัดเยียด พยายามเกินความจำเป็นที่จะป้อนยาส้มให้ใครต่อใคร มันอยู่ในด้านตรงข้ามกับสิ่งที่ อ.พิริยะ เคยได้ทำมา ตรงข้ามกับแนวทางของพวกเรา Right Shift

แม้กระทั่งการ Toxic ก็ยังไม่ใช่แนวทางที่พวกเราคืดจะซื้อ

พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตา บอกบั่น ผลิต และวางขนมปังเอาไว้ตามที่ต่างๆ

และเราก็หวังว่า สักวันหนึ่ง ปลาที่หิวโหย จะตามมาหยิบมันไปกิน เพื่อให้พวกเขานั้น มีแรง มีพลังที่จะไปต่อ

วันหนึ่งพวกเขาที่เข้าใจในความหมายของขนมปังอย่างแท้จริงแล้ว จะเกินมาร่วมกับเรา ผลิตและป้อนขนมปังไปด้วยกัน

ส่งต่อมันไปยังคนปลาที่หิวโหยตัวถัดๆ ไป รุ่นถัดๆ ไป เพื่อ “Unfiat” ให้กับคนในรุ่นหลัง

“ปลาที่หิวโหย” คือปลาที่ตื่นรู้ คำ ๆ นี้อาจฟังดูน่าสลด น่าสงสาร น่าเห็นใจ

แต่เปล่าเลย.. พวกมันคือปลาที่ตาสว่าง เป็นปลาประเสิรฐที่ล้วนอยากจะมีอนาคตมี่ดีกว่า.. อยากจะเห็นสังคมและชีวิตของลูกหลานที่ดีกว่าพวกเขา..

มาป้อนขนมปังให้กับปลาที่หิวโหยด้วยกันเถอะครับ

#siamstr #siamstrog

ขนมปังที่ไม่มีวันเน่าเสีย

ขนมปังที่ไม่มีสารอันตราย

ขนมปังที่ให้ไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

วันนี้ไม่เห็นค่า แต่อย่าว่าข้าไม่บอกแล้วกัน 😊

ว่าแล้วทำไมนอสเตอร์ผมลื่นจัง ใกล้โหนดจารย์อาร์มนี่เอง 😆

36.571 ไมล์และทำไมสุดแค่ชลบุรีแต่ไม่ถึงตราดครับ 😄

ผมอยู่ใกล้บางนา กม.18 ครับ

Replying to Avatar Panai Lawasut

#east101 ทำให้ฉันหดหู่

ผมเดาไว้แต่แรกว่า jakk ตั้งใจจะเขียนรีวิวงานมีทอัพเป็นคนสุดท้าย ซึ่งผมเองก็คิดจะรีบเขียนก่อนอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆมันไม่สามารถเรียบเรียงความรู้สึกและเรื่องราวทั้งหมดในหัวได้ มันมากมายจริงๆ

แล้วตา jakk ดันใช้ข้ออ้างว่ากลัวลืม!..เขียนออกมาก่อนอีก ฉันรู้นะว่านายตั้งใจจะให้เกียรติฉันได้เขียนเป็นคนสุดท้าย ไม่อยากจะมาแย่งซีนสินะ

ไม่โกงละกัน คอมเมนท์ตอบไปแบบที่นายชอบทำนั้นแหละ 55555

มันคงจะไม่ใช่การรีวิวงาน หรือเล่าบรรยากาศงาน ผมคิดว่าคำพูดของผู้จัดมันไม่มีน้ำหนักในเรื่องนี้ (ไม่อยากเรียกผมกับแชมป์ว่าเป็นผู้จัดเลย แต่ข้ออนุญาตละกัน มันเข้าใจง่ายดี)

แต่ผมอยากเล่าความรู้สึก ความคิด และภาพในหัวผมทีเกิดขึ้นหลังจากได้มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้มากกว่า

หลังจากงาน #korat101 จุดกระแสมีทอัพของคอมมูด้วยคนแค่ 4 คน มันอิมแพคมาก โคตรอิมแพคจนขนาดที่ผมคะนองไปเร้าประธานซุป ให้จัดมีทอัพภาคตะวันออก แล้วพ่อเจ้าพระคุณรุนช่องซุปก็คงคะนองพอกัน ตอบตกลง!! แล้วแทบจะนัดเจอกันภายในอาทิตย์นั้นเลย

สารภาพตามตรง ในหัวผมมันกำลังคิดว่า ฉิบหายละ!! จริงๆตอนที่ทักประธานซุปไป เราแค่อยากหาคนคุยด้วยแค่นั้นเอง จากความอยากที่จะได้เป็นผู้ร่วมงาน เราต้องกลายเป็นผู้จัดงานรึนี่

มันเดาได้อยู่แล้ว ถ้าภาคตะวันออกจุดที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นชลบุรี และถ้าเป็นชลบุรีมันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่คนชลบุรีต้องช่วยดำเนินการเรื่องต่างๆ

ผมอยากออกตัวนิด ผมนับถือผู้ที่เก่งเรื่องการจัดอีเว้นท์มาโดยตลอด เพราะเป็นเรื่องที่ผมไม่ถนัดเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่ชอบเจอคน ผมไม่ชอบต้องประสานงานกับคนเยอะแยะ หลักๆคือวิธีคิดของเราไม่ค่อยตรงกับคนอื่น คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วผมเป็นประเภทอึดอัดมากถ้าต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งงานอีเว้นท์ทุกๆงานมีเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา

แต่ความอยากเจอทุกๆคนในคอมมู มันมากเสียจนผมสามารถมองข้ามความเอาแต่ใจของผมในเรื่องนี้ไปได้แบบสบายๆ

และผมก็รู้แน่ๆว่าผมมีบิทคอยเนอร์น้องรักที่มันบ้า และก็รักคอมมูพอๆกับผมอยู่คนนึง ที่มันพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับผมแน่นอน

แชมป์ตอบตกลงผมทันทีโดยไม่ลังเล ชนิดที่ว่าผมเห็นภาพแววตาเป็นประกายของมันทั้งๆที่คุยกันผ่านโทรศัพท์

เราปรึกษากันทุกเรื่อง มันมีหลายอย่างที่ต้องชั่งใจ มันมีบางจุดที่ถ้าเราเลือกแบบนี้ มันจะต้อง trade off กับแบบนั้น แล้วเราไม่มีทางรู้หรอกว่าแบบไหนมันดีกว่า มันมีประโยคนึงที่แชมป์มันพูดแล้วเหมือนปลดล็อกความกังวลที่อยู่ในใจผมทั้งหมดออกมา

“พี่…ถ้าพี่จะเอาอะไรผมเอาด้วยหมดเลยนะพี่ พี่ตัดสินใจได้เลย”

มันเป็นบทสนทนาที่..อยู่ดีๆมันก็โทรมา พูดแค่นี้ แล้วก็วางสายไป มันเหมือนอ่านใจผมได้

เราประชุมกันกับทีม RS อยู่หลายครั้ง ผมพบว่ามันทำให้ผมสบายใจขึ้นทุกครั้ง เรารู้ได้เลยว่า เราคิดไปเองว่าเราต้องเป็นตัวตั้งตัวตี แต่ไม่เลย ทีมงานทุกคนช่วยกันออกความเห็น ทุกๆไอเดียในงานที่เกิดขึ้นล้วนเป็น consensus ของที่ประชุม ช่วยกันคิดแม้กระทั่งเราจะปั่นกระแสใน #Siamstr ยังไงดีให้มันกลายเป็นที่ถูกพูดถึง ปั่นกันไปยันรายการ bitcoin talks ของอ.ต๊ำเลยทีเดียว มันแปลว่าเรารับผิดชอบร่วมกันอยู่ มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ถึงกับต้องเข้กกบาลตัวเองที่มัวแต่กังวลอะไรหนักหนา

แต่สิ่งที่ทำให้ผมเห็นมากกว่านั้นคือ structure ในการเป็นผู้ provides แหล่งความรู้ ที่วางไปถึงระดับ local ของทีม RS โดยที่ jakk เป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังตั้งแต่การประชุมครั้งแรกๆของเรา

เหนือชั้นมาก ถูกที่ถูกเวลา jakk รู้ว่าควรจะคุยเรื่องนี้กับใครตอนไหน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของทีม tricker..ตัวนี้ทริกผมเต็มๆ แม้ว่าไม่ต้องเล่าเรื่องนี้เยอะ ผมรู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายจริงๆของมีทอัพครั้งนี้คืออะไร

ถ้าจะให้ผมพูดง่ายๆ

#east101 ที่คุณว่าใหญ่เกินกว่าที่มีทอัพทั้วไป

#korat101 ใหญ่กว่า!!.. และจะใหญ่ที่สุดตลอดไปในเชิงกลยุทธ์

อ้าว..นี่กุเป็นเครื่องมือของแจ๊คสินะ นี่กุเป็นเหยื่อที่เดินมาหยิบกินก้อนขนมปังที่ jakk วางไว้ใช่มั้ยจริงๆจะมองอย่างนั้นก็ได้ถ้าคุณเชื่อว่า jakk ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

“Unfait..เราต้อง unfiat ให้กับคนรุ่นต่อจากเรา” jakk พูดประโยคประมาณนี้บ่อยมาก ถ้าคุณไปงานมีทอัพแล้วนั่งฟังเค้าเล่า คุณจะได้ยินคำนี้บ่อยมาก และมันเป็นแนวความคิดเดียวกันกับผมตั้งแต่ผมฟังอ.ต้ำจนสมาทานปรัชญาของบิทคอยน์ใหม่ๆ

แต่ action ของเราต่างกันราวฟ้ากับเหว ผมทำได้แค่ป้ายยาส้มคนรอบตัว เอาปรัชญาบิทคอยมาใช้ในองค์กร และคอยเชียร์อ.ต้ำอยู่ห่างๆ โดยหวังว่า วันนึงความรู้ความเข้าใจที่อาจารย์เผยแพร่จะออกไปสู่วงกว้าง และยั่งยืนไปอย่างน้อยถึงรุ่นลูกของผม 2 คน

แต่ jakk ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมและมีกลยุทธ์ มองไกล เป้าหมายใหญ่ ชัดเจน และถ้าสำเร็จมันจะยั่งยืนพอๆกับอายุของบิทคอยน์เลย

และดูจากเส้นทางแล้วแม่งโคตรเหนื่อยเลย แต่ jakk ทำ.!!!

ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณรู้กันไหมว่าในวันงาน jakk เค้าคิดไว้เกือบหมด ว่าในงานควรจะต้องมีใครบ้าง ต้องสร้างสถานการณ์ให้ใครคุยกับใคร และ jakk เองจะต้องเล่าเรื่องอะไรกับใครบ้างในงาน

เรื่องนี้ละเอียดยิบในทางปฏิบัติ และผิดแผนเอาง่ายๆ jakk ทำได้ทั้งๆที่มีแอลกอฮอล์ในตัวมากกว่าเลือด

ทันทีที่ผมเข้าใจเป้าหมายหลักอันนี้ของ RS ได้ผมรู้สึกตัวเล็กไปเลย พูดตรงๆสนับสนุนเรื่องเงินนิดหน่อยมันเป็นเรื่องง่าย แต่การเสียสละเอาตัวเข้าเเลกอย่างที่อ.ต้ำและ RS ทำมันไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะตัดสินใจทำได้

และมันเป็นการสร้างคุณค่าที่แท้จริง..!!!

“เพราะฉะนั้นถ้า RS จะวางก้อนขนมปังไว้ตรงไหนก็รีบไปวางเลย ใครไม่เดินตามไปเก็บ ฉันจะไปเก็บมันเอง”

ฉันก็อยากเป็นคนนึงที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับคอมมูเหมือนกัน

ทำแบบนี้บางคนอาจมองว่าเป็นการแทรกแซงตลาด พยามเร่งตลาด ไม่ปล่อยให้คอมมูมันโตไปแบบออแกนิก มันไม่ตรงกับแนวคิดที่เราสมาทาน

ผมอยากชวนมองอย่างนี้ ต่อให้โลกนี้ไม่มีอ.ต้ำ มันก็จะมีคนอื่นลุกขึ้นมาทำ ต่อให้ไม่มี jakk วันนึงมันก็คนแบบ jakk มาช่วยอาจารย์ ไม่ว่ายังไงวันนึงมันก็จะมีมือที่มองไม่เห็นมาเร้าให้สถานการณ์อย่างทุกวันนี้ เกิดขึ้นอยู่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในวันนี้มันออแกนิกมาก และพวกเราโชคดีมาก ที่ปัจจัยทุกอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในช่วงชีวิตของเรา เกิดบนภาษาเดียวกับเรา

ให้ผมเทียบโอกาสให้ดูเล่นๆ ถ้าคนอย่างอ.ต้ำ มี 1 ในล้าน และคนอย่าง jakk มี 1 ในล้าน โอกาสที่จะมีสถานการณ์แบบวันนี้ ก็ 1 ในล้านล้าน แล้ว ยังไม่นับรวมกับโอกาสที่จะมีคนโคตรคุณภาพทุกคนใน RS อีก ไม่รู้มันจะต้องโชคดีขนาดไหนถึงจะมีปัจจัยแบบนี้ในช่วงชีวิตเรา

วันนี้ผมมีความรู้สึกว่าผมได้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงขึ้นมาบ้างแล้ว

มันมีรางวัลตอบแทนที่หาค่าไม่ได้ ที่ผมได้รับในทันที หลายคนเป็นห่วงว่าผมจะเหนื่อย ไม่สนุกกับงาน ผมขอบคุณความห่วงใยนี้จากใจจริง แต่ผมจะเล่าความรู้สึกจริงๆของผมให้ฟัง

ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มชวนประทานซุปจัดงานจนถึงงานเริ่มจริง ผมมีความรู้สึกอิ่มเอมใจแบบบอกไม่ถูก มันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้คุยกับ RS มันเหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเค้า เราให้ความช่วยเหลือเค้าได้

มันรู้สึกดีทุกๆคอมเมนท์ ทุกๆ zap เวลามีคนรีแอ็คชั่นกับโน้ตชวนเข้าร่วมงานของเรา

มันรู้สึกดีมากเวลาเห็นว่ามีคนยกมืออยากมาร่วมงานกับเราจริงๆ

มันสนุกเหลือเกินที่ได้วางแผนงานและคิดภาพวันงานจะออกมาเป็นยังไงอยู่ตลอดเวลา

ความรู้สึกว่าเราค่อยๆได้สร้างคุณค่ามันมีมาเรื่อยๆตั้งแต่ยังไม่ถึงวันงานเลย

ถึงในวันงานจริงผมได้รับคำขอบคุณตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน และทำอะไรอยู่ก็ตาม และสัมผัสได้เลยว่าเป็นคำขอบคุณที่มาจากใจ รู้มั้ยว่าผมน้ำตาจะไหลทุกครั้ง มันรู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่ากว่าที่เราให้ตัวเองเสียอีก

ลองคิดดูว่าในสังคมปกติ ผมเป็นแค่พ่อค้าขายขนมคนนึง และผมก็ได้รับการปฏิบัติแบบพ่อค้าคนนึงนั้นแหละมาโดยตลอด

แม้แต่อ.ต๊ำเอง ที่เดินมานั่งร่วมวงกับผม ทั้งๆที่วงที่ผมคุยด้วยส่วนใหญ่จะเป็นสิงห์รมควัน และก็รู้กันดีว่าอ.แกแพ้เกสรดอกไม้ และแกเองก็ขี้เขินไม่ต่างจากผม ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมเหมือนได้เจอไอดอล ชีวิตนี้ฉันตายได้แล้ว (ขออนุญาตคิดไปว่านี่ไม่ใช่แผนการของ jakk ละกัน)

ความประทับใจทั้งหมดผมบรรยายไม่ออกเลย

ถ้าวันนี้ลูกชายผมถามกับผมอีกครั้งว่า “best day ever ของพ่อเป็นวันไหน?”

ผมตอบว่าวันนี้ได้ทันทีแบบไม่ลังเลเลย

สิ่งที่วัดความสุขมหาศาลของผมได้ก็คงหลังจาก

ผมได้กอดอ.ต๊ำเพื่อล่ำลากัน (มีเสียง อ.โบว์ บอก”ขนลุก”อยู่ห่างๆ)

วินาทีที่ผมเห็นอ.ต๊ำ อ.โบว์ ขมิ้น ขิงขิง ค่อยๆเดินจากไป มันเริ่มมีความรู้สึก”หดหู่”โชยขึ้นมาเบาๆ

ความรู้สึกนี้มันค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีใครคนนึงเดินมาล่ำลากัน มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยันบทสนทนาสุดท้ายของ 3 คนสุดท้าย ผม แชมป์ และ jakk ที่ลากันไปนอนตอนตี 4 ครึ่ง

ผมตื่นมาอีกวันตอน 7 โมงครึ่ง ด้วยความรู้สึกหมองๆที่ยังตกค้างจากเมื่อวาน พร้อมกับความคิดที่ว่า วันนี้แล้วสินะที่ต้องจากลากัน

แม้ว่าอีกวันจะมีความวุ่นวายอีกนิดหน่อยที่ผมต้องจัดการ แต่ความยุ่งนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ความหดหู่พ้นไปจากความรู้สึกผมแม้แต่วินาทีเดียว

ช่วงเวลาสุดท้ายเราอยู่กันที่ร้านผมเอง ที่ที่ผมพยามตักตวงความสุขจากเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ความหดหู่ในใจผมมากขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดตอนผมล่ำลากับเพื่อนรัก 2 คนและแชมป์ หลังจากไปทานข้าวกัน ความหมองหม่น มืดมัว หดหู่ มันพรั่งพรูประเดประดังกันมาจากไหนไม่รู้ ผมขับรถกลับบ้านคนเดียวพร้อมกับน้ำตา

มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะรู้สึกสบายใจ และได้พักผ่อนจากงานที่เหน็ดเหนื่อยไม่ใช่รึ

ความคิดมันพาผมไปเรื่อย เราจะมีโอกาสได้รับเกียรติขนาดนี้อีกรึ

“jakk นั่งรถทัวร์มาจากบุรีรัมย์”

“ จิงโจ้ขึ้นเครื่องมาจากขอนแก่น”

“อ.ต๊ำและครอบครัว มาใช้เวลาอยู่กับเราทั้งที่วันนั้นเป็นวันพิเศษของแก”

“พี่เดชาเลื่อนงานสำคัญกับลูกชาย”

“หลามที่มีสอบในวันพรุ่งนี้”

“ต้าและทีมที่โคตรคิวทอง”

“น้องรักผมที่ลงเครื่องมาจากจีนก็รับดิ่งมางานทันตอน3ทุ่ม”

ไม่ว่าผมนึงไปถึงใครทุกคนมี trade off ที่ยอมแลกกับการมาเจอกัน เหมือนที่เอ็มและทุกๆคนเล่ามาทั้งนั้น

“นี่เราจะมีโอกาสพบกับสิ่งนี้อีกสักครั้งในชีวิตมั้ย”

ความรู้สึกผมเหมือนเพิ่งโดนบอกเลิก เหมือนจริงๆ มันหดหู่ มันดิ่ง มันพาผมน้ำตาไหลจนถึงบ้านเลย

นี่เราคงได้รับความสุขมหาศาลจนเมื่อมันจบลงกลายเป็นจะรับมันไม่ได้สินะ

ผมเข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นนั้นแหละ เราทำได้แค่เฝ้ามองดูมัน

ทุกความรู้สึกค่อยๆดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และถูกเยียวยา เมื่อผมได้ค่อยๆมาไล่อ่านโน้ตรีวิวของทุกคนอีกครั้ง

จนถึงโน้ตนี้ของ jakk ก็ทำผมน้ำตาซึมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมใจฟู อิ่มเอม และมันจะอยู่ในความทรงจำผมตลอดไป

อันที่จริงความรู้สึกที่ได้จากงาน #east101 นี้ ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไงก็แล้วแต่ คงไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน

แต่คงเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหากล่ะ ที่จะเป็นตัวบอกว่า jakk วางขนมปังไว้ถูกที่มั้ย และผมเก็บมากินหรือว่าโยนมันทิ้งไป

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก จากใจจริง ขอบคุณทุกๆรีวิว ทุกๆคำขอบคุณ ทุกๆความห่วงใย มันมีความหมายกับผมมาก”

ผมทำงานของผมเสร็จแล้ว….

RS ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ

ถ้าวันที่ลูกผมโตขึ้นมาแล้วยังต้องมาถามผมว่า บิทคอยน์คืออะไร ผมถือว่าเป็นความผิดของ RS แล้วนะ

#Siamstr #siamstrog

ปล.แม่งยาวจัด โดน muted แน่นอน

ปล2.สำหรับคนที่อยากรีโพส ผมขอบคุณมาก แต่ฝากทิ้งเวลานิดนึง ไม่งั้นถ้ามาติดๆ คนที่อ่านแล้วหรือไม่อยากอ่าน ต้องไถกันมือถลอกแน่นอน

ปล.3 แชมป์แม่งเสนอที่จัด #east201 มาแล้วนะ 555555 nostr:note1jgf9t8slvv46d5rf3g4kwtg7dxtukccvkeldxmqwkjz494xaunuqh0lkp7

ผมทำได้แค่ยกริมฝีปากทั้งสองข้างและอมยิ้มภายในใจครับ

และมันคงเป็นเช่นนี้เสมอเหมือน 🙂

GM ครับคุณกาย 🌚🤝🌝

การเข้าร่วมคือการต่อต้านโดยสันติ

หวังว่าครั้งนี้จะมีผู้คนเข้ามาให้ความสนใจและได้ตกหลุมรักลงโพรงกระต่ายเพื่อสื่อสารและกระจายมันออกไป

อรุณสวัสดิ์ครับ #Siamstr nostr:note10ms7220wus9fujuxafcfze7qgu64edelkuq6pajmcq7fr7x8tsrqyl8umt

อรุณสวัสดิ์คุณพ่อเอ็มครับ ☺️

ต้องขอบคุณสำหรับคำถามเลยครับ (แหม่…พูดยังกับนางงาม 😄)

พอมานั่งคิดดู คำถามนี้มันก็ให้ความหมายหรือวัตถุประสงค์ในการมอบให้สินสอดได้หลากหลายแง่มุมเลยนะครับ

ถ้าผู้ให้และผู้รับมีความเข้าใจคุณสมบัติของ “สาร” ไปในทางเดียวกัน น่าจะเป็นเรื่องที่ดีครับ อย่างน้อยก็อาจเถียงกันน้อยลง 😆 แต่ถ้ายิ่งเข้าใจไปในเรื่องเดียวกันของคุณสมบัติอันล้ำค่าของ “บิตคอยน์” หัวอกคนเป็นพ่ออย่างผมก็คงสนับสนุนครับ 😊

Human ~ Energy ~ Time

I’ve got rewards!!

แถมอาจารย์เปรี้ยวยังเป็นห่วงเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมอีก มันดีเกินบรรยายเลยครับพี่ชาย

ด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ หมอนิวยังคงดูแลเรื่อง risk management ได้ดีเลยนะครับเนี่ย

เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์แต่เกือบจะเที่ยง ผมยืนทำงานอยู่ที่นอกอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ

ฟ้าใส แดดจ้า ลมโชยพัดชายขากางเกงปลิว

เท่านี้ผมก็สุขใจแล้วครับ