Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Freedom และ อิสรภาพ มิได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาความหมายในชีวิต และระบบทุนนิยมนี่แหละสร้างความหมายและคุณค่า

Man’s Search for Meaning

บทความนี้ผมเรียบเรียงจากกระบวนการคิดของแนวคิด Existentialism อย่าง Dostoevsky, Nietzsche และ Viktor Frankl จากที่ผมได้อ่านงานเขียนของพวกเค้าและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jordan Peterson ( 12 rule for life : an antidote to chaos) ควรไปหามาอ่านซะ

ผมคิดว่าบทความนี้คือคำถามเชิงปรัชญาอย่างตรงไปตรงมา กับการดำรงค์อยู่ของเรา

โดยผมให้หัวข้อเรื่องของ Freedom หรือ อิสรภาพ ซึ่งเหตุและผลที่ผมมองว่า อิสรภาพไม่ได้เกี่ยวกับการค้นหาความหมายในชีวิต เลยสักนิดเดียว

ก่อนอื่นผมอยากให้เรามาทำความเข้าใจต้นตอของชีวิต หรือ Based พื้นฐานของชีวิตก่อน ว่ามนุษย์หรือสังคมมนุษย์ส่วนใหญ่มีการอบรมสั่งสอนลูก หรือ ทายาทของพวกเค้าให้ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งตรงนี้ในหนังสือ 12 rule ของ Peterson ได้นำเสนเรื่องราวของ คาอินและอาเบล และคำสาปที่พวกเค้านั้นละทิ้งความสามารถในการอดทน คำสาปแช่งที่ว่า บุตรหรือทายาทของอดัม ในรุ่นถัดๆไปจะมีความทุกข์ยากและสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น มิว่ายุคใดก็ตาม ต่อให้พวกเค้าจะมีความสุขสบายทางกายมากขึ้น ก็จะยังพบเจอและสร้างปัญหาอยู่ได้ทุกเมื่อ

เฉกเช่นเดียวกันอิสรภาพในทุกวันนี้ เราล้วนมีอิสภาพแม้กระทั่งการปลิดชีพ ฆ่าตัวตาย

คำถามคือ ผู้ที่โดนรัฐบาลเล่นงานจากภัยความมั่นคง กับ ผู้ที่ไม่มีแม้แต่รัฐคอยมองการกระทั่งพวกเค้ากระโดดตึก ฆ่าตัวตาย สิ่งใดเล่าคืออิสรภาพที่แท้จริง และความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ใช่แล้วครับชีวิตท่ามกลางเสรีภาพในโลกยุคปัจจุบันเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่น เพียงแค่คุณไม่ไปเหยียบเท้าใครเค้าเข้า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ เพียงแต่คุณอาจจะต้องเสียเงินค่าสนามให้กับผู้คุมกติกา

เฉกเช่นเดียวกับหนังสืออย่าง Man’s Search for Meaning ที่การค้นหาความหมายคือการดำรงค์อยู่ แฟรงค์ได้อธิบายว่า เค้าคือลูกของพ่อและแม่ นั่นคือศรัทธาและความเชื่อจากรากเง่าเพียงเพราะเราต้องการที่จะกระทำการบางสิ่งที่เป็นจุดหมายให้สำเร็จ ชีวิตของท่านจึงมีความหมาย

ผมตัดกลับมาที่หนังสือ 12 กฏแห่งการใช้ชีวิตของ Peterson ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ผ่าน การตีความในวรรณกรรมของ Dostoevsky “Life isn’t piano key’s” มันคือการตีความของความหมายของมนุษย์ที่บ่งบอกว่ามันไม่ได้สวยงาม ในจุดหมายและปลายทาง มันมีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัว สิ่งหนึ่งที่คุณควรยึดไว้ก็คือหลากฐานของชีวิต หรือ การดำรงค์อยู่ที่ไปข้างหน้า มันจะเดินไปพร้อมๆกัน

คุณต้องการ “เสรีนิยม” เพื่อจะให้อิสรภาพในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และ คุณต้องการ “อนุรักษ์นิยม” เพื่อทำให้คุณไม่ไขว้เขวไปกับสิ่งเร้าหรือโลกสมัยใหม่

มนุษย์นั้นดำรงค์อยู่ได้ในสภาวะที่เป็นความโกลาหล และพวกเค้ารู้จักระเบียบซึ่งจะพาพวกเค้าไปสู่จุดมุ่งหมาย เฉกเช่นเดียวกับปัจจุบัน เรามีการปรับปรุงส่วนโครงสร้างให้เป็นระเบียบ และมาตรฐานของการยกระดับสภาพสังคม

แต่คำตอบคือ มนุษย์ นั่นเอง มนุษย์นั่นแหละที่กลายเป็นความโกลาหลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในระบอบทุนนิยมที่เราดำรงค์อยู่กัน นั้นให้อิสรภาพเหนือกว่าที่มนุษย์ยุคก่อนหน้าเรา

ซึ่งระบอบทุนนิยมนี่เองที่จัดระเบียบตามธรรมชาติ ของการคัดสรรค์สิ่งที่มนุษย์ได้เลือกกระทำ เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่มีความหมายผ่าน action ตามการตีความของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน(Ludwig von mises : Human Action) และคุณประโยชน์อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ในคุณลักษณะที่มีอิทธิพลต่อระบบแห่งเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบหรือเหตุและผลที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง

การดำรงค์อยู่และผลักดันเป้าหมายของมนุษย์คือคุณค่าของสิ่งที่ดีงาม หรือ บางครั้งมันช่วยให้เรารอดพล้นจากความว่างเปล่า จากย่อหน้าแรกที่กล่าวมา ผมได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มนุษย์มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุผลมาจาก พวกเค้ามีความศรัทธาในความตายมากกว่าอิสรภาพที่พวกเค้าพึงต่อสู้ ผ่านระบอบทุนนิยม

พวกเค้าพยายามคัดค้านอิสรภาพที่แท้จริง และต่อต้านความสวยงาม ทั้งความพ่ายแพ้ต่อชีวิต ในการมีอยู่ ในการดำรงค์ชีวิต ในความไม่เท่าเทียม

ฟรีดริช นิทเช่ได้กล่าวไว้ว่า

ข้าฯไม่ปรารถนาจะถูกนำไปสับสนปนเปกับนักเทศน์แห่ง ความเสมอภาคเหล่านี้ ด้วยว่าสำหรับข้าฯแล้ว ความยุติธรรม กล่าวออกมาดังนี้ : “มนุษย์ย่อมไม่เท่าเทียม” ทั้งมิอาจทำให้ เท่าเทียม! ความศรัทธาในอภิมนุษย์ของข้าฯจะเป็นเช่นไร หากข้าฯกล่าวเป็นอย่างอื่น?

เพื่อเป็นการย้ำเตือนโลกที่มีอิสรภาพโดยปราศจากแรงกระตุ้น จากการกระทำการครั้งยิ่งใหญ่ เพราะโลกมันมีความหมายเพราะเราได้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำให้เราแข็งแกร่ง และมันมีความหมายตั้งแต่รากเง่าแรกหลังจากการลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ยากที่เราจะต้องเผชิญในแต่ละวัน

ดังนั้นความหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้จะสร้างชนชั้นนำและผู้ที่ปรารถนาจักต้องมีความรับผิดชอบ แม้กระทั่งความรับผิดชอบของตัวเอง และฝ่าด่านของความเจ็บปวดทางด้านของจิตใจไปให้ได้ นี่คือหนทางเดียว หนทางสู่ความหมาย ที่ทั้งผม ที่ทั้งคุณต่างมิสามารถที่จะเอ่ยมันขึ้นมาได้ แต่เราจะรับรู้โดยจิตวิญญาณในตัวเอง

#siamstr

อันนี้ดี ผมช่วยสรุปให้เป็นภาษาบ้านๆให้

“อิสรภาพ” จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาความหมายของชีวิตเลย แต่ระบบทุนนิยมต่างหากที่เป็นตัวสร้างความหมายและคุณค่าให้กับเรา โดยอิงแนวคิดจากนักปรัชญาอย่าง Dostoevsky, Nietzsche, Viktor Frankl และ Jordan Peterson

ชีวิตของมนุษย์มันซับซ้อนและไม่ได้สวยหรูอย่างที่บางคนคิด เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและความท้าทายต่าง ๆ เพื่อหาความหมายในชีวิต ซึ่งทุนนิยมเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดความหมายขึ้นจากการกระทำและการเลือกของเราเอง การกระทำเหล่านั้นสะท้อนถึงคุณค่าและความรับผิดชอบที่เรามีต่อสังคม

เปรียบเทียบชีวิตเป็น “สนามเด็กเล่น” ในยุคปัจจุบันก็หมายถึงว่าเรามีอิสระในการใช้ชีวิตได้ตามใจ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดไว้โดยระบบทุนนิยม และถึงแม้ว่าทุนนิยมจะให้อิสระกับเรา แต่มันก็ทำให้หลายคนรู้สึกสับสนและวุ่นวายมากกว่าเดิม

ถ้าเราอยากให้ชีวิตมีความหมาย เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ และพยายามต่อสู้กับความทุกข์และอุปสรรคในแต่ละวันให้ได้

#siamstr

nostr:nevent1qqs2rp9u4zkdhdjapr2lr6ccdvknd2lrc8t6j8hgynam50dt2uvxk5qzyrylxypngnflkewt4yryhehawchgdxfmn9jvnna7em8dmpqlvtt3uj5yvpg

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

โดยส่วนตัว

"อิสรภาพ" คือความสามารถที่จะเลือก จะทำ อะไรก็ได้....โดยที่ตัวคนเลือกเอง ต้องรับความเสี่ยงและผลของการเลือกนั้นด้วยตนเอง ไม่ว่าจะดีหรือแย่ มันเหมือนเวลายืนอยู่ขอบร่องหน้าผา....โดดแล้วผ่านคือรอด โดดแล้วไม่ถึงก็เป็นบทเรียน....

ส่วนตัวใช้หลักว่า...ถ้ารู้สึกเสียวๆ เวลาต้องตัดสินใจหรือทำอะไร...คือเรามีอิสรภาพในสิ่งนั้น

ผมคิดว่านะ สิ่งตรงข้ามอิสรภาพต้องมีอยู่บ้าง เพื่อให้เราเห็นค่าของอิสรภาพ

เหมือน ไม่มีทุกข์ก็จะไม่ซึ้งถึงความสุข

ไม่มีแสงก็จะไม่เข้าใจถึงเงา

จริงๆมันไม่ใช่สิ่งตรงข้าม แต่สรุปอันนี้ดีครับ

ตรงนี้ส่วนตัวยังมองว่า ไม่จำเป็นต้องมีด้านตรงข้ามเสมอไป ขอบเขตของอิสรภาพคงเป็นการที่แต่ละคนยอมรับผลการกระทำได้มากน้อยขนาดไหน

สมมติบางคนลงทุนขาดทุน 10% ก็ cut อีกคนนึงอาจจะ 40% ซึ่งตรงนี้ขึ้นกับ condition ของแต่ละคนละความกล้าที่จะเสี่ยง (ไม่ได้หมายถึงให้ไปเสี่ยงนะ 5555)

ก่อนที่เราจะเลือกได้โดยอิสระด้วยตัวเอง เราย่อมเจอกับสิ่งที่เราเลือกไม่ได้มาก่อนสิ่งนั้นคือสิ่งที่มีอยู่ก่อนเราเช่น พ่อแม่เลือกบางสิ่งให้เราตอนเป็นเด็ก เพราะเราไม่ได้เกิดมาจากอากาศแต่เราเกิดมาจากสิ่งที่เกิดก่อนเรา แน่นอนว่าเมื่อเราโตพอเราสามารถเลือกได้ว่าจะไปซ้ายหรือขวาแต่อย่าลืมว่าตอนที่เรายังเป็นเด็กนั้นโดยทั่วไปแล้วคงไม่มีพ่อแม่คนไหนเลือกให้ลูกตัวเองไปทางที่เสี่ยงอันตรายเสมอแต่จะเลือกและตัดสินใจแทนเราโดยเลือกทางที่ดีที่สุดในความคิดของพ่อแม่ ณ ชั่วเวลานั้นคือช่วงเวลาที่เรายังไม่ได้มีอิสระภาพในการทำผิดและต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง แต่เราจะมีอิสรภาพจริงๆก็ต่อเมื่อสิ่งที่เราเลือกไปคนที่ต้องรับผิดชอบจากการกระทำสิ่งต่างๆนั้นตกอยู่ที่เราคนเดียว

ถูก....เพราะในช่วงวัยที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบตนเอง กับการกระทำของตนเอง สามารถนิยามได้ว่าคือว่าอิสรภาพ....หรือคำไทยที่ใช้ๆกันก็อาจจะ "วุฒิภาวะ"

เพื่อเปรียบเปรย

ใช่ครับ เพราะถ้าเชาไปเข้าใจผิดไปมันจะกลายเป็นว่าโหยหาอิสระภาพจนสุดโตง โดยยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมาผ่านความรุงแรง แบบฝ่ายซ้ายทำในอดีตอะครับ

มุมมองนั้นคือมุมมองของ อิสระนิยมชน ซี่งสุดท้ายผมก็จะบอกอีกว่า โพสผมมันใกล้เคียงกับอิสรนิยมเพราะผมเคยเป็นอิสรนิยม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะพานพบว่า ชีวิตไม่ได้อยู่ในอุดมการณ์ แต่อยู่ท่ามกลาง Being และมันเป็น Truth อย่างหนึ่งเมื่อเราเห็น นรก นรกจะเพ่งมองเรากลับ

มุมมองของคุณบอสมีส่วนที่ถูก แต่มุมมองของผม ผมมองเรื่องการก้าวข้ามพ้น ความหมายที่มีอยู่มันคือการ overcome และสร้าง ความหมายใหม่ ให้ตัวเอง เพราะชีวิตเรายังมีความหมายในขณะอยู่ใน สุญญากาศ

ให้อารมณ์เหมือน พอรู้และยอมรับ ความจริง ของปัจเจก ทำให้ก้าวข้าม สภาวะ อิสรภาพ ได้ ยังไงยังงั้นเลย

มันไม่ใช่การยอมรับ การก้าวข้ามสำหรับผมไม่ได้หมายถึงอิสระภาพ มันคือการก้าวข้าม ความหมายดั้งเดิม

อยู่ระหว่าง who are you? to Who I should be?

ผมเข้าใจตั๋งนะ ผมตอบคุณ Mister Orange ต่อ จากคุณ Boil อีกที

จริงๆ ความสรุปของผมก็ไม่ใช่แบบนี้นะครับ ผมมองว่า ทุนนิยม มันคือ พลวัต ที่ขับเคลื่อน action ของมนุษย์เกิดเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยน แต่นิยามคำว่า มนุษย์คือสัตว์ในระบบทุนนิยมหรอ สำหรับผมคือไม่ใช่

มนุษย์ดำรงค์อยู่ท่ามกลางสิ่งที่มีอยู่

จุดประสงค์ของโพสผมคือการมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่า มากกว่า