รีวิวหนัง Barbie ของพี่ RiTTo มาแล้ว ใครยังอารมณ์ค้างจากเมื่อคืนมาอ่านกันต่อได้ พี่เขาเขียนดีโคตร ๆ
ส่วนตัวแล้วยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Barbie คงต้องไปหาดูจริง ๆ ก่อนที่จะตัดสินสิ่งที่ตัวหนังมันต้องการจะสื่อออกมา (ไม่อยากรีบด่วนสรุป เผื่อจะได้มุมมองอื่นที่ไม่เหมือนกับที่คนอื่น ๆ มองกัน) แต่แค่อยากเขียนทิ้งไว้ถึงประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจสักหน่อย
เรื่องที่พี่จิงโจ้นำเสนอเมื่อคืนในสภายาแดงที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของคนที่นำเอาเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง ประโยคคำพูดปลุกใจของตัวละคร เพียงมุม ๆ เดียว โดยที่ยืดถือเอาเรื่องเหล่านั้นมาเป็นข้อสรุปในการตัดสินการดำเนินชีวิตต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจว่าจะไม่มีคู่ครองชีวิต การเลิกคบกันเนื่องจากอีกฝ่ายไม่ชื่นชอบบทเนื้อเรื่องของหนังในส่วนนั้นที่ตนเองกำลังรู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมไปกับมัน ลามไปจนถึงการออกมาทำ Clip VDO ลงสื่อออนไลน์ convince ให้ใครหลาย ๆ มีอารมณ์ร่วมกับตนเองด้วยประโยคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ไปเลิกกับแฟนเธอซะ.. ถ้าเขาบอกว่าไม่ชอบหนังของ Barbie" “ไปหย่ากับเขาซะ.. ถ้าเขาไม่ชอบหนังของ Barbie เพราะพวกเขาเป็นผู้ชายที่ไม่เข้าใจผู้หญิง”ฯลฯ
โอ้..ว้าว.. ทำไมหนังถึงมี Impact ได้ขนาดนี้ เพียงบทพูดไม่กี่นาที สามารถทำให้คนที่กำลังคบกันเลิกรากัน ทำให้คนที่เคยรู้สึกรักกันเกลียดกันได้ มันเป็นเพราะตัวของหนังเอง หรือเป็นเพราะตัวผู้ที่ได้ดูหนังเองที่มีความเปราะบางจนเก็บเอาประโยคหรือข้อความเหล่านั้นมาเป็นตัวตนของตัวเองกันนะ เหมือนพวกเขาได้เจออะไรบางอย่างที่มันตรงกับชีวิตจริงของพวกเขา (หรือไม่ก็คิดกันไปเองว่าสิ่งที่หนังมันสื่อออกมา มันตรงกับชีวิตจริงทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเขาไม่เคยมีตัวตนของตัวเอง และนั่นมันเหมาะดีที่จะเอามาเป็นตัวตนของเขา)
ถ้าเทียบกับบทหนังฮีโร่อย่าง Spider Man ที่ถูกเขียนเอาไว้ให้ในทุก Multiverse จะต้องสูญเสียคนที่รักสักคนในชีวิต ไม่เป็นลุงเบนก็ป้าเมย์ หรือไม่ก็เป็นพ่อของตัวเอง (ยกเว้นของ ไมล์ โมราเลส) ดูจะตรงกับใครหลาย ๆ คนที่ในชีวิตจริงสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป (ผมก็ด้วย) หลาย ๆ คนก็ไม่ได้คิดจะนำเอาความเป็นสไปร์เดอร์แมนมาเป็นตัวของตัวเอง หรือโกรธแค้นชะตาของชีวิตที่ต้องสูญเสียคนที่รักไป อย่างที่สไปเดอร์แมนในหลาย ๆ เส้นเรื่องเมื่อรู้ว่าใครที่เป็นคนที่ฆ่าลุงเบนก็ทำการปิดฉากการแก้แค้นคน ๆ นั้น
หนังทั้งสองเรื่องเป็นเพียงบทบาทสมมติ หนึ่งเป็นตุ๊กตาที่มีชีวิต และสองที่เป็นยอดมนุษย์ที่เนื้อเรื่องมันอาจจะอิงความเป็นจริงในชีวิตจริงของเราอยู่บ้าง แต่ดูเหมือน Barbie จะเป็น Triping point ที่ไปสะกิดอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่าและรุนแรงกว่า ทำไมกัน?
Exist การมีอยู่ หรือ Existentialism อัตถิภาวนิยม (อ่านมานิดหน่อย) ที่มุ่งเน้นให้ตัวบุคคลแสวงหา “ตัวตน” ความหมายของ “การมีชีวิตอยู่” ในรูปแบบของปัจเจก อย่างเช่น เราเกิดมาเพื่ออะไร มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร สิ่ง ๆ นี้เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ มนุษย์จำเป็นจะต้องค้นหาและสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมา ซึ่งมันจะค่อย ๆ หลอมรวมความเป็นเราขึ้นมา
ถ้าหากว่าเด็กสักคนหนึ่งมีไอดอล เขาย่อมอยากจะเป็นแบบไอดอลของเขาฮีโร่ของเขา ตามจินตนาการในวัยเด็ก เราจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่เราสัมผัสได้รู้ได้เห็นแล้วชื่นชอบ นำมาประกอบเป็นชิ้นส่วนของความเป็นเรา แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น “บนโลกแห่งความเป็นจริง” ประสบการณ์ในโลกของความเป็นจริงจะบอกกับเราให้ละทิ้งตัวตนบางส่วนของเราในวัยเด็กไป เพื่อที่จะหาชิ้นส่วนใหม่ที่เหมาะสมในเวลานั้น ๆ สร้างความเป็นเราขึ้นมา สิ่งนี้เราต้องพัฒนามันอยู่ตลอดชีวิต
เมื่อคน ๆ หนึ่งหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อตัวตนที่ควรจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านพ่อแม่ ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการเผชิญอุปสรรค์ในโลกของความเป็นจริง มันไม่เกิดขึ้น พวกเขามีเพียงความว่างเปล่า (empty) ในตัวตนที่ไม่เคยถูกเติมเต็มและพร้อมที่จะรับเอาอะไรก็ได้มาเป็นตัวตนของตัวเอง
ประโยชน์เดียวของการบอกเลิกกับแฟน จากการรับเอาประโยคสั้น ๆ ของหนัง คือการสร้างการมีตัวตน (ที่ไม่มีประโยชน์ในโลกความเป็นจริง) ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ พวกเขาจับกลุ่มกันเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่หลายคนนำเสนออกมา “ฉันทิ้งเขาแล้ว เพราะเขาเกลียด Barbie" "ฉันจะไม่มีแฟนอีก ผู้ชายมันเฮงซวย” “เฮ้..เธอแม่งโคตรเจ๋ง ฉันน่าจะทำบ้าง“
โอ้.. คุณเลิกกับแฟนในชีวิตจริง เพื่อการยอมรับการมีตัวตนในโลก Digital Realm คุณรู้สึกดีที่ผู้คนในโลกสมมติที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในชีวิตจริงสรรเสริญเยินยอคุณ มันทำให้คุณ fullfill ในความรู้สึก “ฉันก็มีตัวตน นี่ไงหลาย ๆ คนมีความเห็นร่วมกันกับฉัน รู้สึกร่วมกันกับฉัน ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริง แม้แต่แฟนของฉันก็ไม่เคยจะใส่ใจฉันขนาดนี้เลย“
เอาเหอะ..
กรณีอื่น ๆ ผู้ชายก็พอกัน เคยเห็นผู้ชายที่เป็นที่ยอมรับในโลกของเกมออนไลน์ เป็นหัวหน้ากิล เป็นผู้นำปาร์ตี้ เป็นคนที่ได้รับการยอมรับในโลกแห่งเกม หรือแม้แต่เป็นที่ 1 ของเกมนั้น แต่ในชีวิตจริงตัวตนของเขาไม่เป็นที่รู้จักมั้ยละ
Digital Realm หรือ Visual World นี่แหละ เมื่อคนที่เติบโตมากับมันมองเห็นการสร้างตัวตนที่จะเป็นที่ยอมรับ และประสบความสำเร็จได้เหมือน ๆ กับโลกความเป็นจริง เขาเลือกที่จะสร้างตัวตนของเขาอยู่ในนี้ แทนที่จะเป็นชีวิตจริง
ผมจำไม่ได้แล้วว่าหนังชื่อเรื่องอะไร ที่โลกแห่งความเป็นจริงมันยากลำบาก มันใช้ชีวิตไม่ได้ หลาย ๆ คนเลยเลือกที่จะมาใช้บริการเชื่อมความฝันกัน สร้างตัวตนในโลกอื่นที่มันดีกว่าโลกของความเป็นจริง
มันจึงน่าคิดต่อว่า เพราะอะไรผู้คนในยุคนี้ถึงได้เลือกที่จะมีตัวตนในโลกออนไลน์ แทนการสร้างตัวตนให้ประสบความสำเร็จ สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมจนมีตัวตนที่ได้รับการยอมรับในโลกความเป็นจริง
ชีวิตจริงมันยากเกิน ชีวิตการเรียนที่แข่งกันแทบตายตามหลักสูตร ที่จบออกไปไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด
ชีวิตของการทำงานที่เงินมันเก็บออมไม่ได้ คนเป็นหนี้สร้างหนี้ได้มากกว่าถึงจะเป็นผู้ชนะ
เพื่อนฝูงคนรอบตัวที่แข่งกันแต่งตัวสร้างตัวตนผ่านโลกของวัตถุที่หลายคนก็ต้องแข่งไปกับเขาเพื่อให้ได้การยอมรับถึงแม้ว่าจะต้องขายตัวก็ยอมทำ
ถ้าดูจากปริมาณของเงินในระบบ ข้าวของที่แพงขึ้น ระบบรัฐ มูฟเมนทางสังคม ชีวิตจริงมันก็ยากขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าผู้คนยังเป็นแบบนี้ต่อไป ยอมรับกันและกันจับกลุ่มกันแค่ในโลกออนไลน์ ราวกับกำลังหนีโลกของความเป็นจริง แล้วเมื่อไหร่โลกของความเป็นจริงมันจะดีขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปโดยที่ไม่ทำอะไร เราจะได้เดินหน้าเข้าสู่การใช้ชีวิตกันในโลกสมมติ จริง ๆ แบบในหนังแน่ ๆ เพราะสิ่งที่กำลังดำเนินไป ความอ่อนแอของผู้คน มันไปเข้าทางผู้มีอำนาจแบบเต็ม ๆ เลย
เรียนรู้และพัฒนาตนเอง สร้างตัวตนในชีวิตจริง เผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายแม้จะยากลำบาก ยอมรับปัญหาและแก้ไข ยอมรับความเป็นจริงที่บิดเบียวและทำให้มันกลับมาถูกต้อง เก็บออมในเงินที่จะไม่เสื่อมค่า เอาอำนาจเงินออกจากมือรัฐ สร้างตัวตนและครอบครัวที่แข็งแกร่งขึ้นมา
เพื่อให้เราไม่ต้องหลบหนีไปอยู่ในโลกสมมติ
ไม่หนีไม่แพ้
#Siamstr
#SiamstrOG
nostr:note12ww0rezf0r87myc9ndrghjn46027v45a3fe73z5vcwj7u7nlyj6srqysyx
