Replying to Avatar Riina

การเลี้ยงลูก หรือการกระตุ้นความใฝ่รู้ให้เด็กๆ หลักจิตวิทยานั้นสำคัญมาก นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง

ในวัยเด็กเล็ก ให้เด็กเล่นให้มาก ให้เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น ยิ่งเล่นมาก ประสบการณ์ยิ่งมาก การจดจำความสุขในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านการเล่นก็ยิ่งมาก ทำให้เขาสามารถค้นหาตัวตนได้ดีขึ้นในวัยถัดไป

วัยเด็กโต เด็กๆจะเริ่มมีความชอบส่วนตัว ความสนใจที่แตกต่างกัน กระทั่งความถนัดต่างๆ ที่สั่งสมมาจากการเล่นในวัยก่อนหน้า บางคนชอบคิดวางแผน บางคนชอบลงมือทำ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน เพราะผู้คนแตกต่างกัน เราถึงได้ทำหน้าที่ที่ต่างกันออกไปในแบบของตัวเอง

วัยรุ่น วัยแห่งพลัง ที่ต้องปีกกล้า ขาแข็ง ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก เขาจะลองผิดลองถูก เพื่อพัฒนาตัวตนและความสามารถในแบบของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว อีกไม่นานเขาต้องออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ไปตามเส้นทางของตัวเอง เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ความหมายคือ เขาจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับพ่อแม่ไว้ได้นั้น คือความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่ได้มอบไว้ให้ลูกตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ สิ่งนี้จะทำให้เขารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาจะคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะเดินไปผิดทาง

ไม่ว่าจะทำโฮมสคูล หรือไม่ทำโฮมสคูลนั้น จริงๆแล้วยังไม่ใช่จุดสำคัญหลัก แต่ที่สำคัญคือพ่อแม่ได้มีเวลาให้กับลูกในแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ได้เอาใจใส่เขาเพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอก็คงไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะส่งลูกไปโรงเรียนหรือทำโฮมสคูล แต่ส่วนมากการส่งลูกไปโรงเรียน ทำให้เวลาใน 1 วันสำหรับครอบครัวนั้นเหลือน้อยมากจริงๆ

ทั้งยังสภาพแวดล้อมที่อยู่เหนือการควบคุม สำหรับในวัยที่ลูกยังเด็ก สภาพแวดล้อมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของมนุษย์คนนึงขึ้นมา การส่งลูกไปโรงเรียนเหมือนการทอยลูกเต๋า ว่าสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมเด็กคนนึงให้ไปในทิศทางใด ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีนะคะ แต่หมายถึงว่าปัจจัยตรงนี้อยู่เหนือการควบคุมของพ่อแม่ เหมือนกับทอยลูกเต๋า มันอาจจะดีหรือไม่ดี เราควบคุมไม่ได้

บางคนอาจจะคิดว่าการปกป้องลูกทุกอย่าง เหมือนไข่ในหิน จะทำให้ลูกไม่แข็งแกร่ง แต่ส่วนตัวเรามองว่า วัยเด็กไม่ใช่วัยที่จะต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องสร้างมาตรฐานของชีวิตให้กับลูก พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องปกป้องและให้ความปลอดภัยในวันที่ลูกยังเด็ก การสร้างมาตรฐานให้ลูก ทำให้ลูกรู้ว่า ความปลอดภัยนั้นดีอย่างไร ความมีอิสระนั้นมีค่าแค่ไหน และการตัดสินใจในสิ่งที่ต่างออกไปจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด

พอเขามีมาตรฐานชีวิตที่เป็นอิสระ มีทัศนคติที่ไม่ถูกตีกรอบ สิ่งนี้จะเป็นมาตรฐานของชีวิตเขา วันหนึ่ง เมื่อเขาไปเจอกับสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาเคยโตมา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งนั้น เขาจะหลีกเลี่ยงมัน เขาจะไม่ทำอะไรเพียงเพราะผู้คนทำตามๆกัน

ไม่ได้ว่าการไปโรงเรียนเลวร้ายหรือไม่ดีนะคะ แต่ถ้าเลือกได้เราก็ไม่อยากทอยลูกเต๋า และวัยสำหรับการหล่อหลอม ก็คือวัยเด็ก วัยที่เล่นอะไรก็สนุกที่สุด วัยโลกทั้งใบยังเป็นmagic วัยที่กำลังต้องการพ่อแม่มากที่สุด มันมีแค่ไม่กี่ปี และหลังจากนั้น แม้เราจะอยากให้เขาอยู่กับเรามากแค่ไหน เขาก็จะต้องออกไปจากอ้อมอกเราอยู่ดี

nostr:note16pr8rraxrr8ya2fkdrtrzpk4296g27899ar3l076m2cymv8y7dgqlclgzk

I can see a mini-disscusion of our community in this topic

nostr:npub1e963pmyq9q6873njkzxu279l8rh3mymxj9y5lq3x3hkeyj5s2pkqut3z4f

nostr:npub1pcrwas9n9uwmzqcsqh0alselauulx0vkdwzns3jv5wwcwvsjlvts5sqlaq

nostr:npub1kd95gzpy65t7cndx43nlxxtahj0s8kpdwr77kl6tw7gfht8mjensyh5l62

nostr:npub1zzf4tfmxg326che5qk9tatgqfcwk8r0j7sk3a7cthsfyd0dmnx0qrgf0ky

nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ต้องจัดแล้วละมั้งครับ

พร้อม…….ฟังครับ

จากมุมผู้เรียนแบบผม ผมมองว่า ต่อไป มหาลัย อาจจะต้องเป็น Personalized มากขึ้นจริงๆ หรือไม่ก็เป็นเพียงที่ฝึกวิชาภาคปฏิบัติ เช่น คลินิก แลป และงานวิจัยที่ต้องใช้แลปเพียงเท่านั้น

ผมเรียน ป ตรี ที่ไทย ป โท ที่ไทย แล้วผมเทียบกับ mooc เช่น coursera, edx, udemy แล้วส่วนตัวผม การเรียนแบบเลคเช่อ ในคลาสที่มหาลัย สู้การเรียนออนไลน์ไม่ได้เลย เหตุผลก็คือ ในคอร์สออนไลน์ เราสามารถเลือกเรียนคอร์สจากมหาลัย/คนสอนคนไหนก็ได้ ที่ถูกจริตกับเรา เป็นการ mix and match ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ว่าคนสอนในมหาลัยสอนไม่ดีไปซะหมด แต่แบบออนไลน์เราเลือกเฉพาะคนที่เราคิดว่าสอนดีได้ด้วยตัวเราเอง

ส่วนเรื่องที่คอร์สออนไลน์ดูจะเสียเปรียบก็คือ ถ้าเราไม่มี goal ของตัวเอง (ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะรู้ก็ต้องทำงานมาสักพัก) เราอาจจะเคว้างได้ เพราะไม่มีใครคอยไกด์ ว่าแบบไหนคือดี แบบไหนคือสิ่งที่จะได้ใช้ ควรจะรู้เรื่องอะไร? คนที่อยากรู้แค่เฉพาะเรื่องก็สามารถเลือกคอร์สที่ practical มากๆ ในเลือกสั้นๆ อย่างเช่นใน udemy ได้

ตอนนี้ผมมาเรียนต่อโท ในมหาลัยระดับท้อป10 ของโลก ก็ยังยืนยันคำเดิมอยู่ดี ว่าถ้าเป็นเรื่อง เลคเช่อ ยังไงก็สู้ความยืดหยุ่นและหลากหลายของคอร์สออนไลน์ไม่ได้เลย

สุดท้ายผมเห็นด้วยว่าเป็นช่วงเวลาที่มหาลัยน่าจะต้องปรับตัว อาจจะถึงขั้นปรับ position ของตัวเองใหม่เลย มหาลัยจะกลายเป็นสถานที่เพื่อการฝึกปฏิบัติและวิจัย? มหาลัยจะกลายเป็นคนไกด์เพียงว่านักศึกษาควรจะรู้เรื่องใดบ้าง? แต่ปัจจัยวำคัญอีกอันที่ทำให้มหาลัยยังอยู่ได้ก็คงจะเป็นเรื่องความเชื่อถือในกระดาษรับรองวุฒิที่ได้รับและชื่อเสียงมหาลัย ส่วนเรื่องสังคมผมมองว่าเดี๋ยวก็คงเกิดวิธีการใหม่ๆในการรวมกลุ่มกันจนเป็นที่ให้เด็กปรับตัวจากวัยรุ่นเป็นวัยผู้ใหญ่เกิดขึ้นอยู่ดี

และท้ายที่สุดในเรื่องการลงทุน ผมเคยมองว่าที่ดินรอบๆมหาลัย sexy มากๆ (ผมอยุ่หัวเมืองต่างจังหวะที่ดินราคายังพอสู้ได้) แต่ตอนนี้ผมความคิดเปลี่ยนไปเลย ผมไม่แน่ใจว่าธุรกิจหอพักที่เพิ่งสร้างและสร้างด้วยเงินกู้ จะสามารถอยู่ได้จนผ่อนงวดสุดท้ายหมดหรือเปล่า

#siamstr

เห็นภาพตามทุกประเด็นเลยครับ