เพิ่งอ่านตอนสองจบ มีประเด็นที่น่าสนใจ 🧐
“จากเงินทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ IMF ได้ปล่อยกู้ให้กับประเทศโลกที่สามนั้น จะช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถกู้เงินได้เพิ่มและสามารถปรับเงื่อนไขโครงสร้างของเงินกู้เดิมได้รวมกันอีก 4-7 ดอลลาร์จากธนาคารพาณิชย์และจากรัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวย”
ประเทศโลกที่สาม ที่ไม่สามารถเข้าถึง "แหล่งเงินทุน" หรือขอกู้ยืมจากธนาคารพาณิช ของประเทศร่ำรวยได้ "เพราะไม่มีทรัพย์สินหรือเงินที่เชื่อถือได้ (ไม่มีดอลลาร์ $) ในการค้ำประกัน"
IMF จึงปล่อยกู้ $1 ให้ ประเทศโลกที่สาม
ประเทศโลกที่สาม จะมีเงิน $1 และ เป็นหนี้ IMF $1
ตอนนี้จากประเทศที่ไม่มีเงิน (หรือทรัพย์สินใช้ค้ำประกัน) สามารถมี $1 ที่เข้าเงื่อนไข การขอกู้กับธนาคารพาณิช จากประเทศร่ำรวยได้อีก $4 - $7
คือเป็นหนี้ $1 กับ IMF และ เป็นหนี้อีกทอด $4 - $7 กับ ธนาคารของประเทศร่ำรวยที่ปล่อยกู้
ซึ่ง
IMF และ ธนาคารของประเทศร่ำรวยเป็นพวกเดียวกัน ตอนนี้ทั้ง IMF และ ธนาคารของประเทศร่ำรวย จะเป็นเจ้าหนี้ประเทศยากจนอยู่ $1 + $4 ถึง $7
และ
จากการที่หนี้คือ "ทรัพย์สิน" ของผู้เป็นเจ้าหนี้ IMF และ ธนาคารของประเทศที่ร่ำรวย สามารถใช้ยอดหนี้ที่พวกเขาเป็นเจ้าของ ขอให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขานำ $ ที่ได้ มาปล่อยกู้ให้ประเทศที่ยากจนต่อไปได้อีกไม่มีวันจบสิ้น
ส่วนประเทศยากจนที่ไม่มีเครื่องพิมพ์ $ เป็นของตัวเอง ที่ต้องคืนเงินที่กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยเป็น $ เท่านั้น จะต้องนำทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ที่มีค่า มาขายเพื่อแลกเป็น $ และนำ $ ที่เพิ่งจะได้มาเอาไปชดใช้หนี้จากการกู้ยืม ทั้งต้น และดอก ให้กับ IMF และ ธนาคารของประเทศที่ร่ำรวย พวกเขาต้องสูญเสียทั้งทรัพยากรอันมีค่า และความมั่งคั่งไปพร้อม ๆ ภายในเวลาเดียวกัน
นอกจาก IMF และ ธนาคารของประเทศร่ำรวย จะได้กำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว พวกเขายังร่ำรวยเพิ่มจากยอดหนี้ที่ส่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มให้กับพวกเขา และประเทศที่ปล่อยกู้ ก็ยังได้ทรัพยากรของประเทศอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องออกแรงทำอะไรนอกจาก กด "0 และ Enter" ที่หน้าคอมพิวเตอร์ สำหรับเครื่องพิมพ์เงิน
ช่างชั่วช้าอย่างแยบยล
#Siamstr
#FuckIMF
ขอขอบคุณผู้เขียน ผู้แปล และทีมงาน Right Shift 💕สำหรับบทความดี ๆ ที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
nostr:note1dl5hs5ch2zh6hnfmqjplyyr4jpcgc7kf8hunl42ujypfc6mq6tdsk0xpzw