"สมัยอยุธยานั้นหญิงชายจำนวนมากมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือต้องประณามกัน แต่เรียกด้วยคำศัพท์ให้ดูดีมีระดับว่า “เทพอุ้มสม” หรือเทวดาจัดแจงให้มีคู่ เหมือนอย่าง “อนิรุทธ์สมอุษา” ใน อนิรุทธ์คำฉันท์ วรรณคดีต้นกรุงศรีฯ ประมาณ พ.ศ. 2000 ที่เทวดาสงสารอนิรุทธ์ไม่มีคู่ เลยอุ้มไปสมสู่กับนางอุษา เมื่อเสร็จกิจแล้ว ก่อนเช้าก็อุ้มกลับมาคืน อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า 'one night stand' "

"บริการทางเพศที่มีขาย สำหรับบ้านไหนที่เรื่องเพศสัมพันธ์ในบ้านไม่โอเค จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ สมัยอยุธยามีซ่องและโสเภณี บริการ นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ มีโรงโสเภณี 4 แห่ง รับจ้างทำชำเราบุรุษ อยู่ตลาดบ้านจีน ปากคลองขุนละครชัย (คลองตะเคียน) และกิจการก็ใหญ่โตพอสมควรทีเดียว เจ้าของซ่องรายหนึ่งมีโสเภณีในสังกัดมากถึง 600 คน และเป็นกิจการธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และซ่องทุกแห่งส่งเงินภาษีเข้าท้องพระคลังหลวง สุดท้ายถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ 'หย่าร้าง' กันไป ซึ่งมักเป็นเรื่องของชาวบ้านทั่วไป คนมั่งคั่งหรือขุนนางที่มีภรรยาหลายคนก็ยังเลี้ยงดูภรรยาที่หมดรักแล้วหรือที่ตนยังรักอยู่ไว้ทั้งโขยง"

ลองศึกษาประวัติศาสตร์แบบ #redpill ก็สนุกดีนะ 555

https://www.silpa-mag.com/culture/article_102341

#siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

น่าดีสนุกนะครับ ชอบเรื่องเทพอุ้มสมมากเลย 555 ยุคนี้อยากจะ One Night Stand ต้องพาตัวเองไป อันนี้ให้เทวดาอุ้มไป มันจะสบายเกินไปแล้ว

ปล. ถ้าไปดูพวกกาพย์กลอน โดยเฉพาะของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยฯที่ครูเอามาให้เรียน นี่มันพล็อตหนัง AV ชัด ๆ

ในสมัยก่อนมีอิสระในการใช้ชีวิตเยอะกว่าปัจจุบันมากเลยนะครับ จากที่อ่านแล้วผู้ชายในสมัยนั้นดูชอบไปซ่องนะครับ

(ที่อ่านมาเพิ่มผช.ดูขี้เกียจ วันๆน่าจะชอบเรื่องไร้สาระ555)

แล้วผู้หญิงที่เป็นเมียไม่ว่าหรอครับ หรือไม่รู้หรือช่างมันไป

หรือว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องว่าอะไร เพราะมันแค่อยู่กินด้วยกันสองคนและร่วมทำงานกันเป็นทีม

มันมีการเกณฑ์ผู้ชายเข้าไปรับใช้พวกชนชั้นสูงด้วยครับ ทำเอาผู้ชายไม่มีวิชาความรู้และไม่มีทักษะในการเลี้ยงครอบครัวไปเลย พอปลดระวางกลับมาก็นั่ง ๆ นอน กิน เที่ยว เล่นไปวัน ๆ กลายเป็นผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไปแทน ค่อนข้างผิดเพี้ยนธรรมชาติเหมือนกัน

ส่วนเรื่องไปซ่อง ขนาดคนมั่งมียุคนั้นยังมีเมียเป็นโขยงเลย ไปซ่องนี่ดีไม่ดีประหยัดเงินและเวลากว่ามีเมียเพิ่มครับ

โดยเฉพาะยุคปัจจุบันนี้จำเป็นเลยนะครับ55555 เงินมันเฟ้อเกินไปแล้ว

น่าสนใจมากครับ มีเรื่องของหอยเบี้ยและพดด้วงและยังมีปัญหาการควบคุมจากรัฐอีก ถ้าไม่ผู้หญิงมาค้ำจุนไว้คงล่มไปแล้ว

ถ้าเป็นสังคมโบราณ ก่อนพุทธและพราห์มจะเข้ามาเคลือบศาสนาผีอีกที คนแถวๆ นี้(อุษาคเนย์) เพศหญิงเป็นใหญ่เสมอเลย จากหลักฐานในหลุมศพโบราณที่ฝังของมีค่าลงไปด้วย เช่น หัวหน้าเผ่า หรือ ชาแมน ล้วนเป็นผู้หญิง

คำไทยเช่น "เจ้าบ่าว" ก็เพราะเมื่อก่อนผู้ชายต้องไปเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านผู้หญิง คอยทำงาน ทำไร่ (ขณะนี้จะมี sex หรือมีลูกก็ได้ แต่ลูกเป็นของบ้านผู้หญิงเท่านั้น ) จนกว่าบ้านผู้หญิงจะยอมรับและให้แต่งงาน / คำไทยอื่นๆ เช่น แม่ทัพ หรือ แม่น้ำ ใช้บอกถึงอะไรใหญ่ๆ สำคัญๆ ก็มาจากสังคมหญิงเป็นใหญ่ในหมู่คนพูดภาษาตระกูลไท-ไต

หลังจากอารยธรรมพุทธเริ่มเข้ามามีอิทธิพลที่นี่ ผู้ชายก็เริ่มมีบทบาทนำในชุมชนมากขึ้น ต่อเนื่อง ยาวนานมานับพันปี จนมาถึงยุค Feminist อีกครั้งในสังคม Wokeism สมัยปัจจุบัน 😅

ศาสนาพราหมณ์ มีลัทธินึงที่เป็นลัทธิเก่าแก่เรียกว่า ตรีศักติ ครับ เป็นลัทธิที่เชื่อว่าเทพสูงสุด 3 องค์ของพราหมณ์ไม่ใช่ พระศิวะ พระวิษณุ พระพรม แต่เป็นเทพหญิงทั้ง 3 องค์ มีพระแม่สุรัสวดี พระแม่ลักษมี พระแม่อุมา

ลัทธินี้ใช้สีแดงที่แทนถึงเลือดประจำเดือนในการบูชา และยันต์สำหรับบูชาเป็นรูปสามคว่ำแทนถึงอวัยวะเพศหญิง หรืออีกนัยหนึ่งคือ อวัยวะกำเนิดชีวิต

ซึ่งแน่นอนว่าความเชื่อของลัทธินี้ในปัจจุบันก็เสื่อมนิยมเต็มที เพราะถูกพวกฝั่งลัทธิฝั่งผู้ชายเขียนตำนานมาว่า “ที่ตรีศักติมีอำนาจได้เพราะเป็นเมียของเทพผู้ชายไงล่ะ” บทบาทของจึงถูกลดถอนลง บทบาทของผู้หญิงในสังคมก็ถูกลดทอนความสำคัญลงด้วย

ทั้งๆที่ลัทธินี้โคตรจะเฟมินิน แต่ไม่ได้ woke แบบ feminists ในโลกสมัยใหม่ที่ดันไปรับเอาค่านิยมแบบผู้ชายมาเพื่อตัดสินคุณค่าของผู้หญิง

สิ่งผู้หญิงทำได้ดีกว่าผู้ชายเสมอมาคือการให้กำเนิดและเลี้ยงดูชีวิตแรกเกิด ส่วนไอ้ตัวผู้ก็ถีบหัวส่งให้มันไปทำงานนอกบ้านนู่นนนน🤣🤣

ชายถ้าจะครองโลก ขาดหญิงก็ครองโลกไม่ได้

เช่นกันหญิงถ้าขาดชายก็หาครองโลกได้ไม่

ธรรมชาติชายและหญิงถูกสร้างมาให้ก่อเกิดสิ่งใหม่

หญิงจะแข็งแร็งบ้างกาล ชายจะเหนื่อยร้องให้บ้างกาล หยินหยางสลับกัน สิ่งมีชีวิตจิตใจ

"ในรูปขยำนมแรงจัง🥰" T.tukjedsadatik