"When you go forward you must leave something behind.."
ผมดูไป 6-7 รอบ ใครชอบหนังเรื่องนี้มาบอกเล่าเก้าสิบกันหน่อยครับ น่าเวลาในหนังพึ่งผ่านไปแค่ 1 ชม. เองจากวันที่เข้าฉาย.. #siamstr

"When you go forward you must leave something behind.."
ผมดูไป 6-7 รอบ ใครชอบหนังเรื่องนี้มาบอกเล่าเก้าสิบกันหน่อยครับ น่าเวลาในหนังพึ่งผ่านไปแค่ 1 ชม. เองจากวันที่เข้าฉาย.. #siamstr

ผมน่าจะดูน้อยกว่าพี่นิดนึงครับ
ดูไป 5-6 รอบ
อิอิ 😉
😭😭😭
ดูในโรงไปสามรอบ ฉากคูปเปอร์กลับมานั่งดูวิดิโอของเมิฟบนยานคือร้องไห้เป็นเผาเต่า
ฉากนี้สินะ
โอ้ยยยย จบกัน หนังโปรดผม
แปลกมากเลยครับ หนังไมเคิลเบ นอกจากเรื่องนี้ก็นั่งดู แบทแมทกับโจ๊กเกอซ้ำได้รัวๆเลยคร้บ
รักเรื่องนี้มากจริงๆ มันอิงวิทย์ความรู้ปัจจุบัน +จินตนาการ
ชอบการตัดเสียงออกในฉากอวกาศมาก เพราะอวกาศมันไม่มีเสียง!! เจ๋งอะ
เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกลับมาศึกษาวิทยาศาสตน์อีกครั้ง หลังจากที่ไม่เคยแตะมันเลยตั้งแต่เข้ามหาลัย
สนุกๆครับ
ความรักอยู่เหนือ space and time ❤️
Murphy law
ชอบเรื่องนี้ครับ โดยเฉพาะการเล่นในเรื่องความต่างของเวลาระหว่างดวงดาว ที่มีคนรออยู่บนยานอวกาศ และคูเปอร์กับทีมลงไปสำรวจดาวเคราะห์ เมื่อกลับขึ้นมาจากดาวคนที่รออยู่บนยานอวกาศก็แก่หงอกไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่บนดาวเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่ ชม. เท่านั้น
"When you go forward you must leave something behind.."
การตอบสนองการรับรู้เหตุการณ์ของมนุษย์นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 0.15 ถึง 0.3 วินาที ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ต้องตอบสนองการตัดสินใจเราจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 0.3 ถึง 0.8 วินาที
ถ้าพิจารณาจากสถิตินี้ ทุก ๆ 0.15 วินาทีที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป เหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเพียงอดีตเมื่อ 0.15 วินาทีที่แล้วสำหรับมนุษย์ :)
เราทิ้งบางอย่างไว้เบื้องหลังทุก ๆ 0.15 วินาทีที่เวลากำลังผ่านเราไป
หืมมม นักวิทยาศาสตร์ตัวยง 😀
หนังโปรดในดวงใจ เป็นคนชอบอวกาศอยู่แล้ว โนแลนเอามาทำคือขึ้นหิ้งมากๆครับ ✨❤️💕🪐
nostr:note1lvmhh8vf9ary00ykk9sq8vvpz9m0gx6eaqxql4vvyvxud2pynz3svfgf6e
Interstellar ผมยังให้ Top 5 ของ Nolan นะ ส่วนตัวชอบ Inception กับ The prestige
แต่ของโนแลนด์จะชอบมีไคล์แม็กซีนเล็กออกมา อย่างเรื่องนี้ผมชอบซีนที่เมิร์ฟกำลังร้องไห้ในห้องนอน กับ ฉากผีของพ่อที่เมิร์ฟพบเจอ
Inception No.1
หนังดีมาก สนุกตรงทิ้งปมให้ขบคิดทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอนาคตของมนุษยชาติ และเรื่องทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่หนังเอาเรื่องที่พิสูจน์แล้ว กับทฤษฎีที่ยังเป็นแนวคิดมาร้อยเรียงเข้ากับหนังได้ลงตัวมาก
แม้แต่ประโยคที่บอกว่าจะไปข้างหน้าได้ต้องทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง ก็เหมือนจะเป็นปรัชญาชีวิต และก็ล้อกับกฎของนิวตันข้อสาม action = reaction ไปด้วยพร้อมกัน