Avatar
Arn Sange
005213ef01a818dac6303c3bb3e9ea68dc3e6b6f7bdf4f38bc36bfe863cb31a6
“อ่าน แสง” A Noob BTCner & Dentist who 🎶 Just face my fear and become my hero! https://www.youtube.com/watch?v=q-74HTjRbuY

จิงดิ ตอนนี้เจอแต่ชวนไปรับ airdrop แฮะ มาทีแบบเม้นแรกบน post ตัวเองเรย

Replying to Avatar Riina

#FuckIMF #Siamstr #bitcoin

- การแย่งชิงทรัพยากร -

โดยธรรมชาติแล้ว เพื่อมีชีวิตรอดบนโลกใบนี้ มนุษย์นั้นจะต้องออกล่า หาอาหาร ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมที่จะอยู่อาศัย และออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะไขข้อสงสัยบางสิ่งในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพราะนั่นคือ “ชีวิต” ชีวิตไม่ใช่แค่เพียง มีอยู่ กิน นอน และรอวันตาย

เพื่อความมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด การรวมกลุ่มจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าการอยู่เพียงลำพัง

เมื่อโลกได้พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง จุดด้อยต่อๆไป ก็จะเกิดการพัฒนาตามมา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความแตกต่างของกลุ่มมนุษย์ ด้วยสภาพแวดล้อม ด้วยความสามารถของกลุ่ม ด้วยความสามารถในการส่งต่อข้อมูลความรู้ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทำให้มนุษย์ยิ่งมีความห่าง ความแตกต่างกันออกไปอีก

แม้จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์นั้นมีแทบจะเท่าๆกันแน่นอน นั่นคือ “เวลา”

ดังนั้นถ้ามองในอีกแง่ การแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรในรูปแบบใดก็ตาม มันคือการ แย่งชิงเวลานั่นเอง ผู้ที่แย่งชิงทรัพยากรมาได้ ก็เหมือนการขโมยเวลาของผู้อื่นมา เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง เมื่อไม่ต้องเสียเวลาของตัวเองไปเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผู้ชนะสามารถใช้เวลาที่มีอยู่จริงๆของตนเองไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวได้อย่างสบาย แล้วใครจะไม่อยากได้เวลาเพิ่มล่ะ

ด้วยเหตุผลนี้ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่เรารู้จัก จึงมีสงครามเกิดขึ้นมาโดยตลอด

การก่อสงครามแบบตรงๆนั้น ถึงแม้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะมีแนวโน้มว่าจะชนะแน่นอน แต่ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างอยู่ดี ฝ่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าด้อยกว่า ก็อาจจะยอมจำนน หรือไม่… ก็อาจจะสู้อย่างสุดกำลังเพราะความจนตรอก ผู้ชนะแม้อาจจะชนะ แต่ก็อาจจะไม่เหลืออะไรให้ครอบครองหรือช่วงชิงได้อย่างคุ้มค่าพอกับที่ได้ก่อสงครามไป ซึ่งนั่นไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้ชนะ เพราะเหตุผลที่ก่อสงครามนั้น ได้พังทลายลงไปพร้อมกับชัยชนะไปซะแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แย่งมา… สงครามครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้มนุษย์เรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิธีการในการแย่งชิงทรัพยากรให้ต่างออกไปจากเดิม

และครั้งนี้ก็เช่นกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงมันคือการช่วงชิงเวลา แต่วิธีการนั้นต่างออกไป…

การแย่งชิงเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่ต้องก่อสงครามตรงๆ และผู้ที่ถูกขโมยนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกขโมยอะไรไป

วิธีการแย่งชิงแบบใหม่นี้ มีระบบการเงินแบบเฟียตเป็นเครื่องมือ

- วิธีการแย่งชิง -

เมื่ออารยธรรมมนุษย์เริ่มพัฒนามากมายทั่วโลก ทรัพยากรถูกผลิตขึ้นมามากมายจนเหลือใช้ มนุษย์พัฒนาทักษะในหลายๆด้าน สามารถเก็บบันทึกองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีผู้ค้นพบแล้วได้จากบันทึกต่างๆ มนุษย์เริ่มใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และในอดีตสิ่งที่ถูกยอมรับให้ทำหน้าที่เป็นเงินโดยเห็นพ้องต้องกันทั้งโลก นั้นคือ ทองคำ

ด้วยคุณสมบัติของความยากในการได้มาของทองคำ ความเสถียรของธาตุทางเคมีและกายภาพ ทำให้ทองคำนั้นไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทำให้ทองคำนั้นสามารถถูกส่งต่อผ่านกาลเวลาได้ ทองคำจึงเป็นเงินที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด อย่างที่พวกเราต่างรู้กันดีว่า ทองคำมีค่าเพราะอะไร (ไม่ใช่มีค่าในตัวเองอย่างที่คนทั่วไปชอบพูดกัน)

แต่ทองคำเองก็ยังมีข้อเสียอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การขนย้าย เมื่อโลกเกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น การส่งทองคำไปมานั้นยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกปล้น หรือการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ

มนุษย์ที่เห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากข้อเสียนี้ของทองคำ ระบบมาตรฐานทองคำได้ถูกยกเลิก และเป็นจุดกำเนิดของระบบเบรตตัน วูดส์ โดยการผูกค่าทองคำไว้กับ “ดอลลาร์สหรัฐ” พวกเขาสัญญาว่าคุณจะได้รับทองคำที่คุณฝากไว้คืนเสมอ เมื่อคุณยื่นตั๋วแลกทองคำนี้ ในยุคแรกที่ผู้คนได้ทดลองใช้ดอลลาร์ และพบว่าพวกเขาสามารถนำมันไปแลกทองคำคืนได้จริงๆ ดอลลาร์จึงเริ่มถูกใช้งานแทนทองคำ และยอมรับเป็นที่แพร่หลาย (ดั่งที่ชาวบิทคอยเนอร์ทราบกันดีอยู่แล้ว)

ช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนคิดว่า ดอลลาร์นั้นจะมีจำนวนเท่ากับทองคำที่มีอยู่จริงๆ

เมื่อทองคำส่วนมากถูกฝากไว้ในมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ความเชื่อใจก็เป็นสิ่งที่เหนือเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ เมื่อมาตรฐานทองคำนั้นถูกยกเลิก และต่อมาระบบเบรตตัน วูดส์ ก็พังลง หลังจากเกิดเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากการพิมพ์ดอลลาร์อย่างมหาศาลเพื่อชดเชยการขาดดุลหลังจากการทำสงคราม จนเข้าสู่ยุคระบบการเงินเฟียต ในยุคของคนรุ่นหลัง มนุษย์รุ่นที่ไม่เคยสัมผัสกับการใช้ทองคำในการเป็นเงิน ไม่รู้ที่มาของการเป็นเงิน ไม่รู้ว่าเงินที่แท้จริงนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วทองคำนั้นมีค่าเพราะอะไร จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักจะบอกว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวมันเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริง

ผู้คนในรุ่นหลังนั้น ต่างใช้กระดาษที่รัฐบาลของตนพิมพ์ออกมาเป็นเงิน นั่นเพราะรัฐบาลของพวกเขากำหนดให้มันเป็นเงิน มันทำหน้าที่คล้ายๆกับคูปองในโรงอาหารของโรงเรียน ใช้ซื้อของได้แค่ในโรงอาหารเท่านั้น กระดาษของรัฐบาลก็เช่นกัน มันคือคูปองไว้แลกทรัพยากรในประเทศ หากคุณเดินทางไปประเทศอื่น คุณก็ต้องแลกคูปองของประเทศนั้นๆ ไว้เพื่อใช้แลกทรัพยากรของประเทศนั้นๆ เช่นกัน

ในขณะที่คนบางกลุ่มนั้น กลับมีทรัพยากรในด้านต่างๆนำหน้าคนส่วนใหญ่ไปมาก ร่ำรวยทรัพยากร ก็เหมือนร่ำรวยเวลา ไม่ต้องเสียเวลาไปเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานแทบเป็นแทบตายเพื่ออาหารที่ไร้คุณภาพไม่กี่มื้อ ไม่มีกระทั่งเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ บางคนไม่เหลือแม้กระทั่งทรัพยากรที่บรรพบุรุษได้เคยสะสมไว้ให้

พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาได้เคยเรียนรู้และถูกสอน การศึกษาที่ได้รับจากโรงเรียน ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนไว้เพื่อให้เชื่อ

มีภาพลวงตาเกิดขึ้นมากมาย จนยากเกินกว่าจะแยกออกว่าอะไรคือความจริง พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมพวกเขาถึงทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ และคนบางกลุ่มก็ยังคิดว่าที่เขาเป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพมาก่อน พวกเขาจึงไม่เคยรู้จักมัน

ผู้คนสนใจแค่ว่า วันนี้หรือเดือนนี้จะหาเงินได้เท่าไหร่ จะเพียงพอใช้จ่ายเป็นค่าอะไรได้บ้าง รู้เพียงแค่ว่าเงินกระดาษที่ได้มานั้นมีค่า มีค่าเพราะมันใช้แลกอาหารและสิ่งต่างๆได้ พวกเขาได้ใช้เวลาอันมีค่าไปกับระบบที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆกัน ผู้คนต่างทำตามๆกัน จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นมาตรฐานใหม่ แม้คนบางส่วนก็อาจจะสงสัยแต่ไม่มีเวลามากพอมาตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ พวกเขาไม่ผิดที่ไม่รู้ ปลาที่โตมาในตู้ไม่รู้ว่ามหาสมุทรนั้นกว้างแค่ไหน นกที่ไม่เคยออกจากกรงไม่รู้ว่าท้องฟ้านั้นคืออะไร นกจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงๆแล้วตัวเองก็บินได้เช่นกัน

กลุ่มคนที่แย่งชิงเวลาของผู้คนไปได้ในช่วงแรกเริ่ม ทำให้ทรัพยากรและเวลาของพวกเขานั้น นำหน้าผู้คนส่วนใหญ่ไปมหาศาล พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ดั่งเสือนอนกิน ไม่ต้องสร้างประโยชน์ใดๆเหมือนคนอื่นๆ ทรัพย์สินก็เพิ่มพูนขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระบบเฟียต

กลุ่มคนร่ำรวยอำนาจและทรัพยากรเหล่านี้ กระจายอยู่ในทั่วทุกมุมโลก มีพวกเขาอยู่ในทุกประเทศ เราเรียกว่าพวกเขาว่า อีลีท(Elite)

คนบางกลุ่มอาจจะรู้สึกชิงชังกลุ่มอีลิทเหล่านี้ แต่ถ้ามองกันในแง่ความเป็นจริง มันก็คือการคัดสรรทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ผู้ที่แข็งแรงกว่า รู้มากกว่า รู้เร็วกว่า ย่อมเหนือกว่า

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแย่งชิงทรัพยากร คือการแย่งชิงมาโดยที่เจ้าของทรัพยากรนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกแย่งอยู่

แม้กระทั่งคนกลุ่มที่ดูเหมือนไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย พวกเขาก็ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่ นั่นก็คือเวลา

พวกเขายังต้องดำรงชีวิต สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือนำเวลาของพวกเขาไปแลกเงินกระดาษเพื่อยังชีพ

เงินกระดาษของรัฐบาลต่างๆ ถูก(ทำให้จำเป็นต้อง)ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ดำรงชีวิต ผู้คนต้องใช้มันเพื่อนำไปแลกปัจจัยสี่ เงินกระดาษเหล่านั้นถูกผลิตและมีที่มาโดยกลุ่มอีลีท แน่นอนว่าพวกเขาสามารถควบคุมเงิน

เงินที่กลุ่มอีลีทสามารถเสกขึ้นได้จากอากาศผ่านระบบเฟียต ถูกนำมาใช้จ่ายให้กับผู้คน เพื่อให้ผู้คนทำงาน ในขณะที่เงินกระดาษนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยง่าย แต่เวลายังคงมีเท่าเดิม ทรัพยากรยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การจะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น ต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลา

กลุ่มอีลีทพิมพ์เงิน ในขณะที่ผู้คนนั้นทำงาน เงินกระดาษที่มีมากมายในระบบมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มแล้วเพิ่มเลยไม่ลดลง มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะกระตุ้นให้ผู้คนทำงาน ถ้าเงินหมดก็แค่พิมพ์ไปจ่าย ผู้คนก็จะลุกขึ้นมาทำงาน พวกเขาจำเป็นต้องทำงาน

- คณิตศาสตร์อย่างง่าย -

ในขณะที่ทรัพยากรและเวลานั้นมีจำกัด แต่จำนวนเงินกระดาษกลับเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (เงินเฟ้อ)

มูลค่าทรัพยากร = จำนวนเงิน/จำนวนทรัพยากร

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿ , ของ1ชิ้น = 1฿

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿ , ของ1ชิ้น = 10฿

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของทรัพยากรจึงสูงขึ้น ⬆️

มูลค่าของเงิน = จำนวนทรัพยากร/จำนวนเงิน

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿, เงิน1฿ = ของ1ชิ้น

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿, เงิน1฿= ของ0.1ชิ้น

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของเงินจึงลดลง ⬇️

จำนวนเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด มีราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (ของแพงขึ้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินกระดาษต่างหากที่มีค่าลดลง

นี่แหละ คือการปล้นทรัพยากร ผ่านระบบเฟียต เพราะความสามารถในการเพิ่มเงินในระบบได้เรื่อยๆ ทำให้ทรัพยากรต่างๆแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการหลอกใช้ผู้คนให้ทำงานเท่าเดิม แต่กลับได้รับค่าจ้างที่ลดลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว หรือทำงานหนักขึ้นแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ

มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขบนเงินกระดาษ แต่มันคือมูลค่าของเงินในการนำไปแลกทรัพยากร มูลค่าที่ลดลงเรื่อยๆตลอดกาล ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมกลับสามารถแลกทรัพยากรได้น้อยลง ซึ่งสิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่ใช่เงินแต่มันคือทรัพยากร

นี่ไม่ใช่วิธีการที่แปลกใหม่ หรือพึ่งมีใครคิดค้นวิธีการปล้นอย่างแนบเนียนแบบนี้ขึ้นมา แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วและกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

การปล้นอย่างแนบเนียนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนไทย หรือคนกลุ่มใด แต่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ยังไม่เข้าใจว่า เงินคืออะไร

การแย่งชิงทรัพยากรอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การขโมยเอาทรัพย์สินต่างๆของผู้คน แต่ยังหมายถึงการขโมยทรัพยากรเวลา การที่ผู้คนต้องทำงานอย่างยาวนาน ผู้คนที่ได้สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับระบบ มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานนั้น กลุ่มอีลีทได้รับส่วนต่างที่มีมูลค่าสูงกว่าผู้ที่สร้างประโยชน์เสียอีก พวกเขาได้รับประโยชน์ผ่านเงินเฟ้อ ในขณะที่ค่าจ้างที่ผู้คนได้รับนั้นกลับเป็นเงินกระดาษที่ถูกผลิตโดยเหล่าอีลีทผ่านระบบเฟียต เงินเหล่านั้นไม่สามารถรักษามูลค่าเอาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเงินกระดาษเหล่านั้นจะแลกทรัพยากรได้น้อยลงหากผู้คนเลือกที่จะเก็บออมเงินไว้เป็นเงิน

สิ่งนี้คือข้อเท็จจริง เหล่าอีลีทอาจดูน่าชิงชังในความสบายที่เหนือคนทั่วไป แต่นั่นเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธรรมชาติได้คัดสรรผู้ที่จะอยู่รอด ผู้คนจะได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับความสามารถของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะมีต้นทุนตามความสามารถของบรรพบุรุษที่ได้สร้างเอาไว้

ผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้สึกชิงชังเหล่าอีลีทกลุ่มไหน เพราะเข้าใจในระบบของธรรมชาติ แต่เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว และกำลังอยู่ในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินเช่นตอนนี้ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการเข้าใจว่า “เงินคืออะไร” อีกแล้ว

พิมพ์เงินมากเกินจนพวกเดียวกันเองเริ่มจะแตกกันแล้ว แต่ด้วยข้ออ้างที่มัน “Too big to Fail” ทำให้มันดูไม่ Fail กันจริงๆซักที แล้วก้มาดูดเวลาคนที่ทำงานกันงกๆ กันต่อไป

ตอนนี้รสอ่อนเกิ๊น ยังกะน้ำชา สงสัยน่าจะใส่กาแฟน้อยไปแฮะ 555 รอดู พน อีกที เพิ่งใส่กาแฟไปเพิ่ม

ลึกๆมันก้เป็นปรัชญาที่ดีนะ แต่พอใช้พร่ำเพรื่อ เลยดูเป็น motto ที่พยายามสะกดจิตไม่ให้คนใต่บันได Maslow เลยแฮะ อารมณ์ว่าพอได้ยินเขาบอกให้ พอเพียง เลยเอาแค่นี้พอ ทั้งๆที่ชีวิตปากกัดตีนถีบมากขึ้นเข้าไปทุกวัน

ถึงแม้ว่าสมัยเด็กมากๆ จะจำไม่ได้ว่าตอนนั้นชีวิตเป็นไง แต่ที่พอนึกออกคือ พ่อแม่เอาเราไปฝากให้ยายเลี้ยง จะเจอกันอีกทีคือตอนค่ำๆ สองทุ่ม และแน่นอนว่า เลี้ยงด้วยนมผงใส่ขวดดูดล้วนๆ ไม่เคยดูดนมแม่เลย จนตัวเองติดดูดขวด แล้วก็ไปดูดนิ้วโป้งเล่นยัน 5-6 ขวบกว่าจะเลิกได้ (ใครมีลูกเล็กๆ ให้ลูกเลิกดูดขวดดูดเต้าเร็วๆ จะดีนะ น่าจะตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นมั้งไม่แน่ใจถ้าติดมาจนโตแบบเรา ตอนกลืนลิ้นมันจะไปดันฟันหน้าจนเหยินเลยหละ)

โตมาก้สงสัยตลอดว่าทำไมแม่ไม่เลี้ยงด้วยนมแม่ ทั้งๆ ที่สื่อก้รณรงค์ให้เลี้ยงด้วยนมแม่ พอมะวานฟังสภายาส้มเท่านั้นแหละ มัน CLICK อะ รู้เลยว่า”พวกนั้น” มันทำให้ชีวิตมนุษย์โลก fuck up ไปขนาดไหน

ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบเฟียตๆ ช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เงินที่เฟ้อไม่หยุด แม้ว่าครอบครัวจะมีลูกคนเดียว แต่ก็เท่ากับต้องมีคนที่ต้องสละเวลาชีวิตที่จะต้อง make money มาเพื่อเลี้ยง แม้ว่าพ่อจะลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ยังไม่มากพอ ดังนั้นแม่จึงต้อง “take red pill” แล้วออกไปทำงานประจำที่เป็นงาน office ซึ่งการเลี้ยงด้วยนมแม่ แม่จะต้องอยู่บ้านดูและลูก อารมณ์ดีตลอดเวลา และใช้เวลาทั้งวันเพื่อให้ลูกดูดนมทุก 2 ชม ซึ่งแค่ตอนนั้นก็แทบจะทำไม่ได้อยู่แล้ว อ่าวถ้าแม่ไม่อยู่ แล้วใครจะเลี้ยงละ ก็ฝากให้ยายเลี้ยงไง เลี้ยงด้วยนมผงใส่ขวดดูดจุกนี่แหละ แม้ว่ามันจะดูเหมือนตัดปัญหา แต่นั่นทำให้ relationship ระหว่างเรากับครอบครัวในสมัยเด็กมีน้อยมาก แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่จริงๆก็ต้องขอบคุณครอบครัวตัวเองด้วยซ้ำที่สามารถเลี้ยงไอลูกนี่มาจนโตจนมาอยู่ใน nostr นี่ได้โดยไม่ทำให้สภาพการเงินที่บ้านระเบิดไปซะก่อน

แต่นั่นมันคือเกือบ 30 ปีที่แล้ว เมื่อมาเทียบกับยุคนี้ ที่ข้าวของแพงมากๆ ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ทุกคนต้องออกไป make money ไม่งั้นอดตาย การที่จะฝากลูกให้ลุงๆป้าๆ เลี้ยงนั้นแม้ว่าจะยังพอทำได้ แต่ในอนาคต แค่ครอบครัวก็เล็กอยู่แล้ว ทั้ง fiat economy เอย ทั้ง fiat food เอย เผลอๆ คนเฒ่าคนแก่นี่จะหมดแรงและลงโลงด้วยอายุที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอีก แล้วใครจะมาเลี้ยงลูกเล็กเด็กน้อย ต่อให้เลี้ยงได้ แต่นั่นคือการเอาเงินเก็บที่อาจเอาไปลงทุนหรือเปิดธุรกิจเองได้ ไปทุ่มกับการเลี้ยงลูกจนต้องละทิ้ง ความฝันกับความทะเยอทะยานไปหมด แค่ในตอนนี้แค่คิดจะมีลูกซักคน ยังต้องคิดแล้วคิดอีก

อย่าว่าแต่จะคิดมีลูกเลย จะหาแฟนยังหาได้ยากเลย ก็เล่น “take red pill” กันหมดแบบนี้ เราเคยได้ยินคนเล่นให้ฟังว่าสมัยก่อนคนที่เข้ามาเรียนมหาลัย อย่างของคณะเราจะมี ช มากกว่า ญ แต่ตอนนี้นี่คือ ช นี่จะเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ละ แทบจะนับหัวได้เลย แต่ด้วยการเรียนที่หนักมากทั้งกายและใจ วันๆ อยู่แต่ในคณะเจอกันแต่คนเดิมๆ สังคมเดิมๆ ที่ อจ เห็น นศ เป็นชนชั้นล่างๆเพื่อนต่างคณะคือแทบไม่รู้จัก และก้ต้องมาเครียดกับเรื่อง อจ ลำเอียงที่ take care เด็กไม่เท่ากันกับ อจ ม่อหญิงอีก แค่จะหาแฟนระหว่างเรียนก้ยากละ แต่อาจมีบ้างบางคู่ที่มีแฟนกันตอนเรียน แต่ส่วนใหญ่จะมีแฟนกันหลังเรียนจบ ซึ่งเราพูดตรงๆนะ คือเพื่อน ญ ก็จะหาแฟน ช ที่ฐานะร่ำรวยกว่าและดูมีความ perfect กว่า โดยเฉพาะทางการเงิน พอมีแฟนที่เรียนมาด้วยกัน ก็ช่วยกันเรียนได้ เรียนจบเร็ว ส่วนใครที่ฐานะบ้านๆ หน้าบ้านๆ นี่ ใครจะมาเอา และยิ่งถ้าคิดจะมีแฟนนอกคณะนี่ ยิ่งหายนะกว่าเดิมอีก

ชีวิตก้ลำบากเหมือนอยู่ใน matrix อยากโตก้ไม่ให้โต บังคับให้ make money ที่เน่าลงทีละมากกว่า 2% ตลอดเวลา ถ้าทุกๆอย่างนี่คือ hard mode แล้ว ถ้าทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนหรือแย่ลง gen ต่อไปที่จะขึ้นมานี่คือระดับ lunatic แน่นอน

**ภาพล่างไม่เกี่ยว แค่ลองทำ cold brew ครั้งแรก

#siamstr

Fluoride ทำให้ฟันแข็งแรง ใช่ แต่ใช้ได้แค่กับยาสีฟันหรือ fluoride supplement จากหมอฟันเท่านั้น ซึ่ง ”ส่วนใหญ่” มักจะเป็นการให้ fluoride สัมผัสฟันในช่วงเวลาหนึ่งแล้วบ้วนทิ้ง ไม่นับรวม over-fluoridated water ที่มาจากการแอบเทน้ำเสียโรงงานทิ้งแล้วคนที่บริโภคน้ำเข้าไปก็ได้ fluoride เข้าร่างกายมากเกิน

https://youtu.be/-hvhAEiB19M?si=wBQbFPdjMwZ1jSih

ไม่แน่ใจว่าดักฟังไหม แต่เราเคยมี ปสก ตอน 4 ปีก่อน เคยคุยกะพ่อเรื่องรถ ตอนนั้นน่าจะมีมือถืออยู่กับตัว แล้วก็ search google นิดหน่อย หาว่าอยากได้ผ่อน 0% แล้วสักพักตกเย็นมาเล่นเฟส เจอ ads โฆษณากระบะผ่อน 0% แล้วก็เจอแบบนี้ติดกันรัวๆ ไปหลายวันเลย

มันเคยมีคลิปฝรั่งบ่นใส่คอมตัวเองว่าอยากได้บ้านหมา ใช้เวลาพักนึง พอเปิดหน้าเว็บแบบเว็บทั่วไปอะไรก็ได้ มันมีโฆษณาบ้านหมาขึ้นมาจริงๆ ด้วย

คุณอาจคุ้นเคยกับเกมมือถือแนวยิงๆ ที่ใช้แค่นิ้วโป้ง 2 นิ้ว ซ้ายและขวา ในการเล่น ใช่คับมันเล่นได้ แต่ถ้าเกิดคุณเจอศัตรูที่เคลื่อนไหวได้เร็วทะลุนรก แปปๆ ได้ Q แล้วเราก้ตายไม่รู้ตัว แล้วถ้าคุณเจอแต่ผู้เล่นที่เล่นออกมาลักษณะนี้ติดๆ กันทุกเกม เจอเป็นเดือนๆ คุณจะทำยัง ใช่ครับ อย่าไปยอมมัน หาข้อมูล ปรับตัวและ improvise ตามคับเพื่อสู้กับผู้เล่น

อย่างในรูปนี่คือการจับแบบ 4 มือ (claw grip) ใช้นิ้วโป้งนิ้วชี้ทั้งซ้ายและขวาในการจับ คล้ายกับจับ joystick ของ playstation แต่เอามาใช้กับมือถือที่ยังไงๆ ก็ขนาดเล็กกว่าอยู่แล้ว

เราเล่นเกมโดยจับแบบนี้มาได้เกือบจะเดือนละ มันเล่นได้แย่ลงในตอนแรกๆ เพราะไม่ชิน แต่ถ้าชินแล้วผลการเล่นมันดีขึ้น เล่นสนุกขึ้นนะ แต่ด้วยการจับแบบนี้ มันต้องงอนิ้วมือทั้ง 4 นิ้วตลอดเวลา แรงที่กระทำลงข้อนิ้วมักเป็นแรงจากด้านข้างที่กระทำบริเวณปลายนิ้ว มีนิ้วกลางนางก้อยในการ ประคองน้ำหนักมือถือ และด้วยเวลาเล่นต่อวันที่นานติดๆ กัน จนตอนนี้เริ่มมีอาการปวดตามข้อมือและข้อนิ้วซ้าย ตอนนี้แค่จับมือถือคือเริ่มปวดแล้ว แล้วด้วยอาชีพตัวเองที่มือและนิ้วคือชีวิตคือสิ่งที่ทำเงินเอาไปซื้อบิตคอยได้ คงต้องขอเพลาๆ กะเกมนี่สักพักละ

นี่ไม่ได้บ่นว่าเกมแย่นะ เราก็ยังชอบเกมนี้แหละ แต่บางทีก้สงสัยนะว่าพวกเทพๆ มันต้องเล่นกันขนาดไหนถึงต้องยอมทนเจ็บแบบเราเป็น บางคนดูยังเด็กๆ อยู่เลย

#siamstr

#codm

IDK what topic to post during #ThailandZapathon sry 😜

So I’m gonna sing a song to everyone of you who still keep doing something good and V4V in this platform. Thank you BTC and Nostr for bring us together in this cruel world.

“…. And then somebody somewhere finds

The warmth of summer in the songs you write

Maybe it’s a gift that I couldn’t recognize

Trying to feel alive”

#Siamstr

#ThailandNostrich

ลั่นตั้งแต่อันแรก

น้ำมันทรัฟเฟิล —> seed oil ผสมกลิ่นเท้า

https://youtu.be/K0OtGIPRcAs?si=1AkjMmPZYNaBiBQR

ให้ สว กินอัลมอนด์ อยากให้ สว ฟันแตก เยอะๆ รึไงนิ หมอฟันจะได้มีรายได้เพิ่ม

Seems like I’ve used up all my luck this years 😅

แชร์ข่าวจากไลน์หน่อยจร้า

https://www.blockdit.com/posts/64f2bb495bd78b02e3be5e00

https://www.facebook.com/100077775671454/posts/318771090725411/?mibextid=Nif5oz

คองโก เดือดอีกแล้ว! รัฐบาลโปรฝรั่งเศส ปราบปรามสังหารหมู่พลเรือน

......คองโก มีขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของทวีปแอฟริกา ร่ำรวยทรัพยากรที่สุดในโลก มีแหล่งแร่วัตถุดิบหายาก มูลค่าเกินกว่า 841 ล้านล้านบาท เคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ผู้นำคนก่อนถูกชักใยให้ครองอำนาจนานถึง 18 ปี สืบทอดอำนาจมาถึงผู้นำหุ่นเชิดคนปัจจุบัน จนติดอันดับหนึ่งในชาติที่ยากจนที่สุดในโลก คอร์รัปชั่นสูง ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานพยายามปลดปล่อยชาติจากการครอบงำ โดยจับอาวุธขึ้นต่อสู้ , แต่ฝรั่งเศส อ้างว่ามีกลุ่มก่อการร้าย จึงส่งกองกำลังทหารรักษาสันติภาพ UN เรียก MONUSCO มากถึง 18,000 นาย ในจำนวนนี้มีทหารไทยรวมอยู่ด้วย บรรดาทหาร หมวกสีฟ้าเหล่านี้ จึงถูกประชาชนเหมารวมก่อม็อบต่อต้านให้ถอนกองกำลัง UN ออกไป , ล่าสุดกองทัพคองโก ที่ชักใยโดยฝรั่งเศส ได้ปราบปรามพลเรือนอย่างรุนแรง ใช้ปืนกราดยิงม็อบตามท้องถนนไปทั่ว มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 48 ราย บาดเจ็บ 75 ราย ไม่เว้นแม้แต่เด็ก 4 ขวบ ร่างพลเรือนผู้เสียชีวิต ถูกทหาร ทะยอยขนใส่รถบรรทุกออกไปซ่อนอำพราง

......รายละเอียดต่อไปนี้จะทำให้ทราบว่า ฝรั่งเศส สหภาพยุโรป สหรัฐ จะไม่คว่ำบาตรคองโก ส่วน NGOs , สื่อตะวันตก และสื่อไทยจะไม่พูด..อ้างว่าเป็นการสังหารหมู่พลเรือนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร? #WorldUpdate #รัสเซีย #คองโก #ฝรั่งเศส #สหภาพยุโรป #สหรัฐ #สหประชาชาติ #MONUSCO

Replying to Avatar U

หลังจากเราทิ้ง Social Media แพลตฟอร์มเอาไว้เบื้องหลัง

แล้วพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางกองหนังสือ

ข้อมูลบนเว็บไซด์ และคลิปวิดีโอ

หลายสิบเว็บเพจ หลายสิบคลิปวิดีโอ

พอถึงเวลาต้องเข้าสังคม กลายเป็นคนฟังมากกว่าเป็นคนพูดไปเลย

จนกว่าจะมีใครสักคนโยนคำถามมาให้เราพูดต่อถึงจะพูด ไปซะเฉยๆ

เราเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาพูด มันวนอยู่ในลูป

เหมือนหนูที่วิ่งแข่งกันอยู่ในวงล้อ

หัวเรื่องมีไม่กี่เรื่อง การเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความน่าเบื่อของการทำงาน

แต่สุดท้ายมันวนกลับมาจุดเดียวกัน มันคือเรื่องเดียวกันคือ เงิน

อำนาจในการผลิตเงิน ความสามารถในการเข้าถึงเงิน ระเบิดเวลาของเงิน

มันต่างกัน แค่พูดถึงเงินในมุมไหน เท่านั้นเอง

#ThaiNostrich #Siamstr

นั่นละฮะ ไม่ว่าจะประเด็นอะไรๆ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายมันจะมี เงิน มาเกี่ยวข้อง เสมอ

ฉะนั้นถ้าเงินมันไม่ดี มันย่อมส่งผลต่อทุกการกระทำของมนุษย์ในยุคนี้