Avatar
Arn Sange
005213ef01a818dac6303c3bb3e9ea68dc3e6b6f7bdf4f38bc36bfe863cb31a6
“อ่าน แสง” A Noob BTCner & Dentist who 🎶 Just face my fear and become my hero! https://www.youtube.com/watch?v=q-74HTjRbuY

Happy new year เช่นกันครับพี่ตั้ม

ผมนี่โดนทักทุกอย่างที่ทำผิด norm สมัยพ่อแม่ฮะ กินแต่กับข้าว-กินแต่เนื้อก้โดนบอกให้กินข้าวบ้าง อาบน้ำเปล่าก้โดนทัก เดินเร็วกว่าสปีดที่พ่อแม่เดินกันก้โดน กินน้ำเกลือก้โดน ซื้อบิทคอยก้โดน บลาบลาบลา

ปล fasting อยู่นี่ผมถือว่านานๆเจอทีเลยไม่บอกอะ ยอมตามใจพ่อแม่ 555

ทำกินเองวันสุดท้ายของปี อันนี้เรียก Shakahuka ฮะ ไข่กระทะแอฟริกา ไม่ได้ทำกินนานละตั้ง 6 เดือนมั้ง เอาหอมใหญ่กะพริกหวานแดงสับลูกเต๋า พัดจนหอมใหญ่เหลือง แล้วใส่ tomato puree 1 ป๋องลงไป ปรุงด้วยยี่หร่าผง พริกไทยดำผง ปาปริก้าผง คลุกๆ แหวกรู แล้วใส่ไข่ลงไปตามชอบ อันนี้ใส่ 4 ฟอง หรี่ไฟอ่อนแล้วครอบฝา รอจนไข่สุกตามที่ชอบกิน แล้วโรย feta cheese ปิดท้าย ปกติอันนี้ต้องกินกะขนมปัง แต่เราจะกินเปล่าๆ

ปล feta cheese ของ ดค มันเค็มงะ

#siamstr

#foodstr

เดี๋ยวนี่ตัวละ 170-180 มั้ง ถ้าเป็นโปรลดราคาก้ 130-140 เคยกินบ่อยแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ซื้อกินนานละ ถ้าครึ่งตัว ครึ่งละ 90-100 ดูๆ แล้วนี่ขึ้นมาจะ 2Xละนิ

Verifying my Nostr Nests identity: jJQesYeJev-TswJnWCxFpT3dcFA7RmuLsGyFk0Ih07I

https://nostrnests.com

Replying to Avatar U

#reflecting2023

ถ้าให้เล่าถึงปี 2023 ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แบ่งเล่าเป็นไตรมาสได้พอดิบพอดี

.

= Before Escape the Matrix =

ไตรมาสแรกของปี (Jan-Mar)

เรานิยมมันว่าเป็นช่วงเวลาก่อนการตื่นรู้

เรายังใช้ชีวิตอยู่ในโลกเดิม ทำงานให้ระบบเฟียต และ shitcoin

เรารับบทบาทของผู้นำสาสน์จากผู้พัฒนา(คนไทย) มาปรับตกแต่งให้มันดูสวยหรู น่าตื่นเต้น สนุกสนาน

เพื่อสร้างบรรยากาศความสนุกสนาน สนิทสนมเป็นกันเองให้กับชุมชน shitcoinian

เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาบางคน FUD ใส่โปรเจคและคนอื่นๆมากจนเกินไป

.

เราติดอยู่ในโลกของ “บริโภคนิยม”

กับคำว่า “ของมันต้องมี”

เราด่ำดิ่งอยู่ในโลกของการวิ่งอย่างหนัก

ตารางเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งเดือนต้องได้ไปงานวิ่งทุกเช้าวันอาทิตย์ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

.

ข้อดีคือมันนำพาเราไปเจอผู้คนมากมาย ไปเจอแพชชั่น ไปเจอความท้าทายที่แตกต่างกัน

แต่มันทำให้เราบริโภคง่ายขึ้น ไวขึ้น อย่างไม่ยั้งคิด

เราเปย์รองเท้าไป 6 คู่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้

ใช้รองเท้าคู่เก่งเก่าๆ คู่เดียว มา 3-4 ปี

จนขาดแล้วขาดอีกก็ยังไม่ยอมซื้อ 🤣

.

= Why? ถึงจุดที่...เอ๊ะ! =

มันมาเริ่ม “เอ๊ะ!” ช่วงไตรมาสที่ 2 (Apr-Jun)

งานวิ่งไม่ค่อยมีแล้ว งานเฟียตในโลกชิทคอยน์ของเราก็เริ่มตึงๆ เพราะตอนนั้นเหรียญมันเริ่มดิ่งสุดขีดใกล้เข้าหา 0 เต็มที

(ตอนนี้มันก็ยังอยู่นะ แต่เติม 0 ข้างหน้าไปเรื่อยๆอีกตัวและอีกตัว)

หลายคนในชุมชนเริ่มส่งเสียงร้อง การสร้างความรื่นรมย์ในชุมชนมันเริ่มยากขึ้น เมื่อผู้พัฒนาเริ่ม Take before give

.

ช่วงนั้น Feed ของ Facebook เริ่มส่งโพสของกลุ่ม Siamese Bitcoiners มาให้เราแล้ว มีโพสแนะนำแอปน้ำพุ Fountain โผล่ขึ้นมาในสายตา

“ฟัง Podcast แล้วได้ sats ด้วยแหะ โคตรเจ๋ง”

แน่นอนว่าสาย Gamefi อย่างเราโดดงับมันทันที

.

วันที่ 10 May ได้ฟัง อ.พิริยะอ่าน The Bitcoin Digest เรื่อง Digital Alchemy ของ Lyn Alden (ที่รู้วันที่เพราะมี log ว่า ได้ทำอะไรบางอย่างกับคลิปนั้น)

เนื้อหาของมันกระแทกใจเต็มๆ

เหมือนมันมีแสงสว่างว้าปขึ้นมาที่ตา แล้วแม่งตื่นรู้เลย ถ้าคุณเคยได้ฟัง คุณจะรู้ว่ามันเพราะอะไร

จากจุดนี้ เรา exit ออกจากโปรเจค shitcoin และไม่ไปยุ่งอะไรกับมันอีก

แม้จะมีจุดที่เราให้คำแนะนำเพื่อพัฒนามันต่อได้ แต่เราเลือกแล้วที่จะปล่อยให้มันตาย

อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้มีคนใหม่เข้ามาสูญเสียอีก

เราไม่ได้ใจดี เราแค่ไม่อยากพาตัวเองไปอยู่จุดที่ถูกคนอื่นลดคุณค่าในตัวเรา

ยิ่งแลกกับเศษเงินเฟียตที่พวกเขาให้เรามา มันโคตรไม่คุ้มกันเลย

.

เราฟัง The Bitcoin Digest 3 อีพีนั้นซ้ำไปซ้ำมา

(เพราะตอนนั้นมันมีแค่ Podcast นี้ ที่เราหาเจอ แล้วมันก็ยังมีอยู่แค่ 3 อีพี 555)

จนเราเริ่ม เอ๊ะ! กับบิทคอยน์ ว่าทำไมมันนำพาเจ้าของเรื่องราวพวกนั้น และอีกหลายๆคนที่พวกเขากล่าวถึงไปสู่อะไรๆ ที่ไม่ใช่แค่เงิน

เรากลับไปเปิดอ่าน The bitcoin standard ใหม่อีกรอบ เพราะเคยอ่านไปรอบนึงแล้วสมองหวาน ไม่เข้าใจ

.

รอบนี้เราอ่านแบบพักเบรค ถ้าไม่เข้าใจเราจะไม่ไปต่อ เราจะต้องหาข้อมูลเพื่อมาอธิบายจุดที่ไม่เข้าใจนั้นก่อน

แล้วก็มาเจอ อีพี 99,100,101,102,103

ที่ขยายความในส่วนที่เราเข้าใจตื้นเขิน และส่วนที่เราไม่เข้าใจเลยในหนังสือ

จากตรงนี้เราเริ่มโดดลงสู่หลุมกระต่ายแล้ว

.

อีกเรื่องที่เกิดขึ้นในไตรมาส เอ๊ะ! ของเราคือ

ทำไมทั้งๆที่เราออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร มันถึงยังรู้สึกตัวตึงอยู่ และไม่มีทีท่าว่ามันจะลดลงได้ง่ายๆ

ในอีพีข้างบน(น่าจะ 102) ที่พูดถึงการกินอาหาร 3 มื้อ ว่ามันเฟียต และนั้นคืออีกครั้งที่แสงออกตา เพราะเราสงสัยมาตลอดว่า

ทำไมต้องกิน 3 มื้อว่ะ ไม่หิวไม่กินได้ไหม

หลายครั้งที่เรากินเพราะต้องกิน

ด้วยข้อมูลที่ว่า “กินไม่ครบมื้อระบบเผาผลาญจะพัง” ทั้งๆที่ไม่ได้หิวอะไร

.

เราเริ่มรื้อระบบการกินตัวเองใหม่

นั่งมโนเอาเองว่า “ถ้าตอนนี้เป็นยุคหิน มนุษย์จะกินอาหารยังไง และ ใช้ชีวิตยังไง”

เราเริ่มกินเมื่อหิวและเน้นไปที่โปรตีนเป็นหลักเพราะยกเวทด้วย ก็จัดเต็มโปรตีนไปเลยดิ กินทีเอาให้คุ้ม

ตอนนั้นเน้น เนื้อบด หมูบด ไก่ ไข่ เพราะปรุงง่าย ใช้ไมโครเวฟทำได้ มีแป้งจากขนมปังโฮลวีตบ้างแต่ไม่ได้มีบ่อย ยี่ห้อที่ชอบมันแพงมาก ต้องรอช่วงลดราคา 50% ซึ่งอาทิตย์นึงมันจะมีสักวันนึง

หลังออกกำลังกายจะไปเหยียบหญ้า เพื่อนวดเท้า และ มันฮีลร่างกายได้ดี

(ตอนหลังเข้า Nostr มาฟังหมอเอก พูดเรื่องพวกนี้ ครั้งแรกแล้วแบบ เชี่ยยย! นี่ไม่ได้มโนไปเองแล้ว)

.

= Disconnect to reconnect =

ช่วงไตรมาสที่ 3 (Jul-Sep)

เรา Disconnect ตัวเองออกจาก Facebook ลบแอปทิ้ง เพื่อ reconnect ตัวเองสู่ Nostr ในวันที่ 27 Jul

และ

Disconnect ตัวเองออกจาก กรุงเทพ เพื่อ Reconnect ตัวเองเข้ากับครอบครัวและบ้านเกิด อีกครั้งในวันที่ 29 Sep

มันน่าขนลุกมากที่พอดีเหลือเกิน ว่าไหม?

ช่วงนี้ไม่มีอะไรมากมาย

ทุกอย่างมันล้วนเรียบง่ายเหลือเกิน

.

= We are nature and nature is us. =

ช่วงไตรมาสที่ 4 (Oct-Dec)

เราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบเต็มที่

ทั้งธรรมชาติพืชพรรณ และ ธรรมชาติของผู้คน

นั่งจิบกาแฟกลางสวน เหมือนไปคาเฟ่ได้ทุกวัน

ต้มกาแฟ ปลูกสมุนไพร ทำอาหารกินเอง

สนุกกับการเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับธรรมชาติ ครอบครัว ผู้คน ผ่านเรื่องราวของชีวิตไม่ใช่ด้วยการโอ้อวดวัตถุ

ใช้ชีวิตอยู่กับชาวทุ่งม่วง #siamstr แลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิด สร้างจุดต่อจุดไปเรื่อยๆ มันสนุกและยิ่งเหมือนเราไปคาเฟ่ทุกวันมากขึ้นไปอีก

เราเคยคิดว่าเราจะเหงาและเบื่อแน่ๆที่กลับมาอยู่บ้านเกิด

แต่ทุกคนช่วยเติมเต็มแต่ละวันที่ผ่านมาของเราได้อย่างเต็มที่

เรามีครอบครัวที่เติมตัวตน

เรามีทุกคนในทุ่งม่วงที่เติมจิตวิญญาณ

เรามีคนรักที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

เรามีอาหารที่ขึ้นในดิน มีโปรตีนจากแมคโครเติมเต็มท้องที่หิวโหย

เรามีเงินที่มั่นคงที่เติมเต็มความหวังในวันนี้

แค่นี้ เราพอใจแล้ว...

.

PS. แกว่า Damus มันจะ Mute ป่ะ 🤔

ผมรู้จักโคลด์บรูว์ก้พรี่นี่แหละ 5555

จริงๆ ตอน ป ตรี ผมก้คิดไม่ได้และก้ไม่คิดหรอกครับ รู้จักแต่ว่าคะแนนคือทุกสิ่ง อจ คือพระเจ้า จนตอนเรียนจบ พอดีงานราชการที่ผมทำมันค่อนข้างจะ “ว-ส-ส ว่างสุดสุด” ผมเลยพอมีเวลาได้คิดนั่นลองนี่พอตัว กว่าจะได้อเวคจริงๆ ก้ไปเรียน ป โท ละ

บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เหล่าอีลิทไม่อยากให้ผู้ใต้ปกครองรู้ก้ได้คับ โดยการพยายาม distract ด้วยอะไรหลายๆอย่าง

ส่วนอ่างแก้ว มช นี่ น้ำในอ่างมันเซาะตลิ่งเยอะจัดๆเลยงะ ต้นไม้ใหญ่ๆล้มเป็นว่าเล่น

Rewine 2023

🚨 ALERT Ultra-long form detected ‼️

เอาจริงผมรู้จัก bitcoin มาตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้วแระ จากวงการ crypto ฟัง อจ ตั๊ม ซื้อ นส bitcoin std มาอ่าน แต่ก้อ่านได้แค่เฉลี่ยอาทิตย์ละ 3-4 หน้า ยังผ่านจักรวรรดิ์โรมันไม่พ้นเลยมั้ง แล้วที่อ่านผ่านส่วนใหญ่ก้เคยได้ยิน อจ ตั๊ม พูดไปแล้วด้วย ต่อมาอยู่ดีๆ ผมก้ผ่านช่วงหนีตาย luna มาได้แบบงงๆ จนสุดท้ายผมต้องแบ่งเวลามาเตรียมสอบเรียนต่อ ก้ต้องตัดใจวางมือ ขายทุกอย่างแล้วโอนเป็นเงินบาทออกทาง bitkub

พอมาปีนี้ ช่วงที่ปิดเทอม ผมก้ว่างจัด กะว่าจะฝืนอ่าน bitcoin std (เอาจิงคือหาเรื่องไปร้านกาแฟแหละ555) ให้จบก่อนเปิดเทอม จนผมไปอ่านถึงตรงที่พูดถึง time preference มันเป็นคำที่ใหม่มาก ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ จนต้องอ่านวนย้ำไปสองสามรอบ พอเข้าใจแล้วผมจึง CLICK! กับหนังสือเล่มนี้มาก มันเหมือนกับเป็นส่วนคอขวดที่ถ้าผ่านไปได้มันจะ unlock ทุกๆ อย่างของหนังสือเล่มนี้ มันเหมือนเป็นการเตือนสติตัวเองว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตเละเทะได้ขนาดไหน ผมเทียบกับการทำสมาธิแบบวิปัสนากรรมฐาน คือให้ตระหนักรู้ทุกการกระทำว่ากำลังทำอะไรอยู่ ให้จิตนำก่อนกาย ยุบหนอ พองหนอ มีอารมณ์หนอ คันหนอ เมื่อยหนอ ถ้าในบริบทนี้ก้คง โหยหาผลตอบแทนระยะสั้นหนอ มั้ง

สุดท้ายผมก้มีใจอ่านต่อได้จนจบเล่ม เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ตามย้อนฟังทั้งจาก อจ ตั๊ม กับคลิปอื่น เก็บตกประเด็นต่างๆ ที่ยังงงๆ อยู่ อย่างเช่น self custodial ผมตามย้อนดูคลิปสอนทุกจ้าวอยู่นานพอตัว (ช่วงนั้นตอนข่าว ledger มีปัญหา) เลยกัดฟันลองซื้อ trezor มาลองดู พอได้ลองใช้งานจึงเข้าใจเลยว่า อารมณ์ของการเก็บเงินดิจิทัลได้เองมันเป็นยังไง แทนที่จะเอาเวลามากังวลข่าว fud exchange กลัวถอนไม่ทัน สู้เอาไปเก็บเอง จบ…

ต่อมาก้รู้สึกว่าตัวเองร้อนวิชา อารมณ์ต้นๆ กราฟ dunning-kruger งะ อยากป้ายยาส้ม เลยเริ่มจากพ่อแม่ และญาติก่อน ซึ่งก้ค่อนข้าง suffer อยู่ เพราะสุดท้ายก้มาลงเอยด้วย mindset ว่าเงินต้องเป็นสิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้น ทำให้มันไม่สามารถปรับความเข้าใจได้ง่ายๆ เรย พูดมากๆ ก้ไม่ฟัง และยังโดนว่าอีก อย่าเล่นเยอะ ถอนออกมาเหอะ ทั้งที่คนนึงไม่มีเงินเก็บเลย กับอีกคนนึงที่กะจะเล่นหุ้นในวัยเกษียณทั้งที่เริ่มจากการเล่นตามเพื่อนที่ทำงานแบบงูๆปลาๆ เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขาย ด้วยวงเงินหลักล้าน

จนกระทั่งในช่วงไม่กี่เดือนก่อนจะหมดปี ที่ อจ ตั๊มและทีม right shift ก้ได้แนะนำให้ลองเล่น nostr ดู แล้วผมก้ลองแบบขำๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรจาก platform มากนักว่าจะมีอะไรน่าสนใจ คิดว่าเป็นการทดลองการ adopt lightning btc มาลองใช้ใน social media แต่ด้วยความที่คนไทยที่เล่น nostr ที่ก้เป็น bitcoiner นั้นล้วนมีความอัดอั้นจาก social media และ msm อื่นๆ มาอย่างโชกโชน จึงทำให้เกิด long form เยอะมาก บ่นชีวิตเฟียตๆ shadowban censorship algorythm หัวข้อ libertarian keynesian-austrian และอีกโคตรเยอะ ผมก้เป็นหนึ่งในนั้นที่สร้าง content long form จากประสบการณ์วัยเด็กตัวเองในช่วงแรกๆ ช่วงนั้นคืออยู่ดีๆ พอเจออะไรน่าสนใจ หรือนึกประเด็นอะไรที่เคยรู้สึก pain มาก่อน ก้จะพยายามเรียบเรียงออกมาเป็น long form แล้วเอาลง nostr เอาจริงๆ สิ่งที่ผมชอบใน nostr community คือ แม้ว่ามันจะมีความพยายามจะ incognito ระหว่าง user พอสมควร แบบว่าเวลาลงรูปจะพยายามไม่ค่อยให้เห็นหน้ากัน เหมือนกับที่ผมเจอใน discord ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ใช่กับคนไทยมั้ง 555) และก้มันรู้สึกเป็น echo chamber อยู่พอควร แต่รู้สึกลึกๆ ว่าแต่ละ post แต่ละ note ที่เราได้ลงไป แม้จะไม่มีคนกด reaction แต่รู้สึกว่าหลายคนได้เห็น post นี้จริงๆ อาจด้วยว่าแรกๆ มันมีแต่บทความไม่ค่อยมีการ post ภาพ มันเลยไม่ค่อยดัน post ที่เป็นข้อความ บวกกับการไม่มี algorythm (ที่เลือกแต่ภาพอวดชีวิตติดหรู pseudo-elite ของเพื่อนๆ ไม่ก้แค่ภาพ selfie จนดันอะไรที่มีสาระหายไปหมด หรือบางทีเขาอาจไม่สนใจอะไรสาระๆยาวๆอยู่แล้วก้ได้ อย่างมากแค่เสพมาม่าก้เหนื่อยแล้ว) ทำให้ทุก post จะได้รับโอกาสที่จะมีคนมองเห็นอย่างเท่าเทียมตามเวลาที่ post และการ repost ผมชอบมากว่าอย่างน้อย PoW ที่เราลงไปมันก้ไม่สูญเปล่าไปซะทีเดียว และเพราะส่วนใหญ่มันเป็น content สาระแบบ unfiat ที่หาไม่ได้ใน msm ที่เค้นจาก ปสก และความรู้ที่มันผ่านการ thoroughly breakthrough มาแล้ว

ผมอยู่ในนี้ผมได้ลองอะไรใหม่ๆ หลายอย่างมากๆ อย่างการ zap การใช้ lightning wallet และโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพจากพรี่หมอ @Fastingfatdentist อย่างการกินเนื้อ เกลือ if keto การอาบน้ำ grounding ตากแดด(ที่ผมทำคือใส่เสื้อกล้ามไปเดินรอบอ่างแก้ว มช รอบนึงตอน10-11โมง แดดเปรี้ยงๆฉ่ำๆ) จริงๆ ผมก้ออกกำลังระวังเรื่องการกินมาก่อนแล้ว แต่หลังจากพยายามปรับ lifestyle แล้ว ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ รู้สึกว่าแต่ละวันมันดูมีความหมายมากขึ้น จากเดิมที่ถึงแม้ตัวเองจะตื่นเช้าแต่กลับไม่สดใส รู้สึก S.A.D. ตลอดวัน

จากทั้งหมดในปีนี้ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง มันทำให้ผมรู้สึกว่า พอเราได้รู้จักได้ศึกษา bitcoin ในมุมมองต่างๆ ที่ทำให้การมีอยู่ของมันกว่า 10 ปี แสดงให้เห็นในหลายๆ มุมมอง ทั้งการเป็นเงินและสิ่งที่นอกเหนือการเป็นเงิน ทำให้เกิดการตระหนักรู้อย่าง“วิปัสนา”มากขึ้น รู้ทันตัวเองมากขึ้น มองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกในมุมมองที่เปลี่ยนไปแบบไม่ปล่อยผ่าน ได้มีประสบการณ์กับ community ที่แปลกใหม่ที่ผมก้ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจออะไรแบบนี้ ผมต้องขอขอบคุณ อจ ตั๊ม และทีมงาน right shift ทุกคน ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ทำให้มันเกิดขึ้น และจากทั้งหมดนี่ ผมจึงเชื่ออย่างสุดจัย (ซึ่ง G-man ก้ไม่ได้กล่าวไว้) ว่า

“The right money in the wrong place can make all the difference in the world”

Merry Xmas , Happy new year and see U next halving งับ

#siamstr

#reflecting2023

ถ้าศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศใน EU กับแอฟริกาและอเมริกาใต้ไปถึงระดับหนึ่ง เราจะเริ่มเห็นภาพว่า ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหลายของ EU และประเทศโลกที่หนึ่งล้วนมาจากการขูดรีดเอาจากประเทศอื่นๆ รอบข้างทั้งนั้น ไอ้ที่ว่าเจริญกว่าเพราะเทคโนโลยีดีกว่าก็เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ แต่ส่วนสำคัญสุดจริงๆ คือการเหยียบหัวประเทศคู่ค้าไม่ให้มีวันได้โงหัวต่างหาก

จะยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆ ให้ นั่นคือ ช็อกโกแลต ไทยเรากระแสช็อกโกแลต single origin/craft เพิ่งเกิดขึ้นแค่ไม่นานเอง แต่สังเกตอะไรมั้ย ไทยเรามีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลโกโก้เป็นของตัวเองเยอะพอสมควรแล้ว เราแทบจะแปรรูปโกโก้ในประเทศเองเกือบทั้งหมดเลยแล้วขายแค่สินค้าแปรรูปไม่ค่อยมีการขายผลโกโก้เฉยๆ กลับกัน แอฟริกา/อเมริกาใต้ที่ปลูกโกโก้มาก่อนไทยตั้งนาน เรากลับแทบไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโกโก้ที่ออกมาจากแอฟริกาเลย แต่เราได้ช็อกโกแลตเบลเยียมแทน แล้วถามว่าเบลเยียม/สวิสเนี้ย มันปลูกโกโก้ได้เองที่ไหน แล้วทำไมประเทศในแอฟริกาไม่แปรรูปเอง ทำไมต้องส่งออกไปให้ EU ก่อน?

รู้ไหมว่าหลายประเทศในแอฟริกาไม่สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราของตัวเองเป็นเงินตราต่างประเทศได้โดยตรง หากไม่ผ่านทางอดีตเจ้าอาณานิคมของตัวเองในยุโรปก่อน หลายประเทศในแอฟริกาต้องแลกเงินตัวเองผ่านฝรั่งเศสเท่านั้น แลกกับประเทศอื่นโดยตรงไม่ได้ ลองคิดว่าทำไมหลายประเทศในแอฟริกาถึงยอมไปกู้เงินจีนทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนจบมันจะไม่สวย ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลคอรัปชั่นก็จริง แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะว่า อดีตเจ้าอาณานิคมอย่าง EU ก็ไม่ใช่พันธมิตรที่ดีเท่าไร

ลิงก์ในด้านล่าง คือ ตัวอย่างความสัมพัทธ์ระหว่างฝรั่งเศสและประเทศอดีตอาณานิคม จาก NY Times ไม่ต้องผ่าน Pay Wall เลาจ่ายให้แล้ว อ่านได้เลย

#Siamstr

‘Down With France’: Former Colonies in Africa Demand a Reset https://www.nytimes.com/2022/04/14/world/africa/france-macron-africa-colonies.html?unlocked_article_code=1.Ik0.aNap.cBlBBaI8MKYS&smid=nytcore-android-share

เคยดูสารคดีชีวิตคนสวนโกโก้ ปลูกเองแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาซื้อเอาไปทำอะไร ที่ทำคือแค่พอรอดไปวันๆ ชอคโกแลตคือไม่รู้จัก ไม่เคยกิน

Merry christmas #siamstr

Remind that today’s clothing theme is red-green vibe!

So, be ur own Santa at every occasion!

Replying to Avatar Kuli

คนเรา.. ถ้าทำดี แล้วพูดให้คนอื่นฟังว่าตัวเองทำดี โพสลงโซเชี่ยล พยายามสื่อสารว่าเราเนี่ย ตั้งใจทำดีนะ

อันนี้คือ จะแยกเป็น การทำดีจริงๆ หรือ การ PR ตนเอง?

ในแง่ว่าทำดีแล้วบอกต่อ ก็เหมือนบอกบุญป่ะ

แต่จะคิดอีกอย่างก็ เอ็งทำดีอะไรก็ช่าง รู้แค่ตัวเองก็พอแล้วปะ ไปเที่ยวบอกคนนั้นคนนี้ว่าตัวเองทำดี ลงคลิปยูทูป โพสเฟสบุ๊ค อันนั้นดูโปรโมตตัวเองไปหน่อยไหม

อืม.. แต่ว่านะ บางคนเขาทำเป็นหลัก 70-80 ปี ผลลัพท์มันก็ได้แหละว่าเราเชื่อหมดใจในความดีของเขาแล้วไม่ได้ตั้งคำถามกับความดีที่ไม่เมคเซ้นในบางเรื่องด้วย

บางครั้งทำดีมากๆเข้า ผู้คนรับรู้มากๆเข้า นอกจากจะกลายเป็นเพียงการชื่นชม มันยังอีโวเป็นลัทธิคลั่งบุคคลด้วย

มีใครตอบเราได้บ้างไหม สรุป การทำดีแล้วบอกต่อ คือการPR หรือการมีเจตนาที่ดี บอกบุญเฉยๆ ?

#siamstr

ผมว่าเดี๋ยวนี้มันแยกยากอะมั้ง เพราะ social media มันเข้าถึงง่าย ทำไรนิดหน่อยก้โพสละ ดีป่าวไม่รู้ แต่อย่างน้อยมันก้เป็น achievement อันนึงที่เค้าก้ออยากจดจำและแบ่งปันด้วยมั้ง แต่บางทีพอคนดังมีแสง มันก้มีคนอื่นมาตามติดชีวิตด้วย มา repost ด้วจ จนมันอาจดูเลยเถิดไปหน่อย มั้ง

แต่ถ้าในสมัย cold war อันนี้ผมเห็นด้วยนะว่าดูยังไงก้ PR propaganda และ IO เพราะ “ทั่นผู้นั้น” มีทุกอย่างอยู่ในมืออะ แม้จะเชื่องบ้างไม่เชื่องบ้างเผลอๆแว้งกัดเจ้าของด้วย แต่คือมันก้ทำได้ไง (ส่วนตัวผมว่าตอนนั้นมันต้องทำแล้วด้วย เพราะถ้าไม่ทำ ทุกคนก้ไม่รอด “ทั่นผู้นั้น”ก้ไม่รอด) และมันดันดีเกินไปจนตอนนี้มันเป็นการบูชาตัว “ทั่นผู้นั่น” ไปละ เมื่อเทียบกับคนธรรมดาๆ ที่ทำไรไม่ค่อยบอกกัน อย่างมากก้รู้กันแค่ในละแวกใกล้เคียง ดีหน่อยก้ประกาศลงวิทยุท้องถิ่น