Avatar
Pruk S.
08f968569f15f1f803466845f954e8b384fee6669aa589c85b860fd3ffe59a09
Bitcoiner, Researcher, Beer lover and Coffee addict

เวลาที่สื่อเมนสตรีมเล่าถึงประเทศแถมสแกนดิเนเวียนทุกอย่างมันดูสวยหรูจริง ๆ

รัฐสวัสดิการมันช่างอบอุ่นโรแมนติก 🥰

https://youtu.be/zIhMNSJIVZs?si=9FB-2mt4pehFsa8X

#siamstr

หูยยย เรื่องนี้มันล่อเป้ามากเลยนาาา

Replying to Avatar Noshi

บทความนี้ใช้หนังสือ The Fiat Standard ในการอ้างอิง

--------------------------------------------------------------------------------

โลกวิชาการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยสำนักพิมพ์ยักษ์ สู่การเกิดขึ้นของ Sci-Hub

.

ห้าแสนครั้งต่อวัน คือจำนวนครั้งที่มีผู้ใช้งาน Sci-Hub เว็บไซต์ที่นักศึกษาและนักวิจัยทุกคนต้องรู้จัก

.

การเข้าถึงบทความวิชาการอย่างถูกกฎหมายเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคนธรรมดาทั่วไป เพราะต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 30 ดอลลาร์ฯ ต่อการอ่านหนึ่งบทความ ในขณะที่สถาบันการศึกษาเสียค่าสมาชิกรายปีหลายพันดอลลาร์ฯ เพื่อให้อาจารย์ นักวิจัยและนักศึกษาเข้าถึงวารสารเพียงหนึ่งเล่ม

.

ในทางกลับกันบริษัทสำนักพิมพ์กลับสร้างกำไรได้มหาศาล เช่น RELX Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของสำนักพิมพ์ Elsevier มีอัตรากำไร (profit margin) จากสำนักพิมพ์ของพวกเขา สูงถึง 39% ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Apple (25%) และ Google (24%) สะท้อนให้เห็นถึงกำไรที่สูงเกินควรของบริษัทสำนักพิมพ์วารสารวิชาการรายใหญ่

.

บริษัทเหล่านี้ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเพราะเก็บค่าลงบทความ โดยมีราคาตั้งแต่ 200 ถึง 12,290 ดอลลาร์ฯ ต่อหนึ่งบทความจากสถาบันการศึกษา

.

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันสำนักพิมพ์ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าพิมพ์วารสารฉบับกระดาษแล้ว เพราะบทความถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขณะที่หน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขความถูกต้องของบทความ เป็นงานบริการของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน (reviewer) นอกจากได้รับแค่คำขอบคุณและการยกย่องชื่นชมจากสำนักพิมพ์เท่านั้น

.

มีใครบางคนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมที่ธุรกิจสำนักพิมพ์ทำกำไรมหาศาลได้จากทั้งผู้อ่านบทความและผู้ทำวิจัย

.

อเล็กซานดรา เอลบัคยาน (Alexandra Elbakyan) เป็นหญิงสาวชาวคาซัคสถานที่หลงใหลในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เธอเริ่มต้นด้วยการแฮ็คเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อความสนุกส่วนตัว รวมถึงเว็บไซต์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology, MIT) ซึ่งทำให้เธอสามารถเข้าถึงและอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

.

ขณะที่เอลบัคยานเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในสาขาประสาทวิทยา (neuroscience) ทั้งเธอและเพื่อนของเธอต่างประสบปัญหาการเข้าถึงบทความวิชาการที่ถูกกักขังอยู่ภายใต้ระบบเสียค่าใช้จ่าย (paywall) แต่ด้วยความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมของเอลบัคยาน เธอจึงรู้วิธีแฮ็คฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อเธอและคนรอบข้างจะได้อ่านบทความวิชาการได้ฟรี เพื่อนๆ ต่างชื่นชมและขอบคุณเอลบัคยาน และข่าวนี้ก็แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เอลบัคยานมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก เธอมองว่านี่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะความรู้เพื่อการพัฒนาต่อยอดควรเป็นความรู้ที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ และจะส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม ตามความเชื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เธอศรัทธา

.

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เอลบัคยานตัดสินใจสร้างเว็บไซต์ Sci-Hub ขึ้นมาในปี 2011 เพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยทั่วโลกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้วิทยาศาสตร์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

.

หลักการทำงานของ Sci-Hub คือการหาช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลบทความวิจัยของมหาวิทยาลัยกว่า 400 แห่งทั่วโลก ซึ่งสถาบันเหล่านี้ล้วนสมัครสมาชิกกับสำนักพิมพ์วารสารต่างๆ ไว้ เมื่อผู้ใช้มีประวัติการดาวน์โหลดบทความวิจัยเหล่านั้น ระบบจะดึงเอกสารมาจัดเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของ Sci-Hub โดยอัตโนมัติ โดยปัจจุบันมีบทความงานวิจัยกว่า 88 ล้านบทความอยู่ในเว็บไซต์นี้ เมื่อผู้ใช้ค้นหาบทความใน Sci-Hub ระบบจะตรวจสอบว่ามีบทความนั้นในฐานข้อมูลหรือไม่ หากพบผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดบทความได้ทันที

.

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ Sci-Hub จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลเซิร์ฟเวอร์ ในปี 2013 เอลบัคยานต้องการระดมทุน เธอจึงเปิดรับเงินบริจาคผ่าน PayPal ในเวลาไม่กี่วันเธอก็สามารถระดมทุนได้หลายพันดอลลาร์แล้ว แต่ไม่นานบัญชีของเธอก็ถูกระงับโดย PayPal เนื่องจากสำนักพิมพ์ Elsevier ร้องเรียน

.

ต่อมาผู้ใช้งาน Sci-Hub ได้แนะนำให้เอลบัคยานรับบริจาคด้วยบิตคอยน์ ซึ่งเป็นไอเดียที่ดีเยี่ยม ในช่วงเวลานั้นราคาบิทคอยน์ค่อนข้างต่ำ หรืออยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิทคอยน์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี มูลค่าบิตคอยน์ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เอลบัคยานมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการจัดหาเซิร์ฟเวอร์คุณภาพสูง

.

เงินบริจาคแก่ Sci-Hub สามารถถูกตรวจสอบได้ผ่านที่อยู่บิตคอยน์ (bitcoin address) เนื่องจากการบันทึกรายการธุรกรรมในเครือข่ายบิตคอยน์มีความโปร่งใส จากข้อมูลพบว่า เธอได้รับการบริจาคมาแล้วกว่า 2,000 รายการ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 101.4 บิตคอยน์ หากคำนวณเงินบริจาคในปัจจุบัน ปี 2024 ก็จะมีมูลค่าหลักหลายร้อยล้านบาท ทำให้ Sci-Hub กลายเป็นโปรเจกต์ที่มีมูลค่าสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

.

ในปี 2015 มีคดีฟ้องร้องจากสำนักพิมพ์ Elsevier และ American Chemical Society โดยผู้พิพากษาในสหรัฐฯ ตัดสินว่า Sci-Hub ละเมิดลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เหล่านั้น และต้องจ่ายค่าปรับ 15 ล้านดอลลาร์ฯ และ 4.8 ล้านดอลลาร์ฯ ตามลำดับ เอลบัคยานไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีหรือส่งตัวแทนมาในชั้นศาล และค่าปรับดังกล่าวยังไม่ได้รับการชำระจนถึงปัจจุบัน

.

ทั้งนี้เรื่องความถูกต้องของการมีอยู่ของเว็บไซต์ Sci-Hub เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก สำนักพิมพ์วิชาการมองว่า Sci-Hub ละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากเว็บไซต์ให้การเข้าถึงบทความวิจัยที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนโต้แย้งว่าเว็บไซต์ Sci-Hub มีจุดประสงค์ที่ดีที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้วิชาการได้อย่างเสรี ในทางกลับกันสำนักพิมพ์ต่างหากที่เป็นฝ่ายเก็บค่าธรรมเนียมอย่างไร้จริยธรรม

.

ไม่ใช่แค่ Sci-Hub ที่ท้าทายอำนาจของบริษัทสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ในปี 2019 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California, UC) ที่ประกอบด้วยวิทยาเขต 10 แห่ง ได้แก่ UC Berkeley, UC Los Angeles, UC Davis เป็นต้น ตัดสินใจยกเลิกการสมัครสมาชิกรายปีกับสำนักพิมพ์ Elsevier คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 11 ล้านดอลลาร์ฯ โดยมหาวิทยาลัยมองว่าสำนักพิมพ์ Elsevier ผู้เป็นเจ้าของผลงานวิชาการกว่า 18% ของงานวิจัยทั้งหมด กำลังกอบโกยผลประโยชน์จากการผูกขาดองค์ความรู้ทางวิชาการ และสำนักพิมพ์เก็บค่าธรรมเนียมการลงบทความสูงเกินควร ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไม่ประสงค์ให้องค์ความรู้ทางวิชาการถูกกักขังอยู่ภายใต้ระบบเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามสองปีถัดมา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและ Elsevier ได้เจรจาและสร้างข้อตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุนให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ลงบทความกับสำนักพิมพ์ Elsevier สามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (open access) นอกจากนี้ยังมีการลดค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความลงถึง 10% ต่อหนึ่งบทความอีกด้วย

.

นี่เป็นข่าววงการศึกษาที่น่าสนใจ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถต่อกรกับอำนาจของบริษัทสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ได้ จนนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยและการเผยแพร่องค์ความรู้แก่สาธารณะอย่างไม่ปิดกั้น

.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเอลบัคยานเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ของสำนักพิมพ์อย่างไร้จริยธรรม และการที่ RELX Group บริษัทแม่ของสำนักพิมพ์ Elsevier อยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นเหตุผลหนึ่งของการหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมด้วยหรือไม่ หลังจาก RELX Group เข้าซื้อกิจการสำนักพิมพ์ Elsevier ตั้งแต่ต้นปี 2015 ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 130% ในขณะที่สำนักพิมพ์นี้ยังคงหารายได้อย่างต่อเนื่องโดยการการขึ้นค่าสมาชิกรายปี ปีละ 4.25%

.

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าบริษัทจากตลาดทุนได้ส่งผลกระทบต่อวงการวิชาการแล้ว และมีผลเสียต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา จากต้นทุนการทำงานวิจัยที่สูงขึ้นในแต่ละปี การนำประเด็นการเอารัดเอาเปรียบของสำนักพิมพ์ต่องานวิจัยไทยมาถกเถียงในหมู่นักวิชาการจึงเป็นหัวข้อที่น่าพูดคุย อาจนำมาสู่แนวทางแก้ไขและนำเสนอต่อผู้บริหารระดับอุดมศึกษาได้ด้วยเช่นกัน

ผมจะเล่าความ Dark ของวงการนี้ให้ฟังซักหน่อย สำนักพิมพ์วารสารวิชาการระดับโลกเขายึดวงการวิชาการแบบเบ็ดเสร็จแล้วครับ

การจะส่งผลงานแต่ละทีก็แสนยากเย็น ต้องต้อนรับขับสู้กับ reviewer สุดโหดกว่าจะได้ตีพิมพ์เปเปอร์ พอได้ตีพิมพ์ต้องจ่ายตังให้วารสารค่าตีพิมพ์อีก แถมตอนจะเข้าไปอ่านเปเปอร์ตัวเองยังต้องจ่ายค่าสมาชิกอีกนะ วารสารมีแต่รวยกับรวย

สมัยเรียนป. โทใหม่ ๆ ก็สงสัยว่าส่งเปเปอร์วิชาการแล้วมันได้ประโยชน์อะไรวะ มีแต่เสียตัง แถมลิขสิทธิ์ผลงานวรรณกรรมก็ตกเป็นของวารสารอีกต่างหาก

อาจารย์มหาลัยก็คือคนที่ดูเหมือนจะได้ประโยชน์จากการตีพิมพ์เปเปอร์วิชาการเพราะมหาลัยต้องการปั่น rank ตัวเองจึงอัดฉีดเงินเข้ามาให้กับอาจารย์ที่สร้างผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนวิจัย เรทเงินเดือนที่เพิ่ม หรือ ตำแหน่งทางวิชาการ นักศึกษาป. โท ป. เอกมองกันตาปริบ ๆ นึกในใจว่า "นี่ถ้ามหาลัยไม่บังคับว่ากุต้องตีพิมพ์เปเปอร์ก่อนจบนะกุไม่ส่งแม่งหรอก"

ทีนี้ลองมาดูต่ออีกซักหน่อยว่าการที่มหาลัยได้ rank แล้วดียังไง มันก็มีดีตรงที่ว่าถ้ามหาลัยได้ rank ดี ๆ ก็จะมีโอกาสได้รับทุนจากรัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น

พอกลับมาดูภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่ามันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถพิมพ์เงินได้ส่งเงินไปที่มหาลัยเพื่อเอามาจ้างอาจารย์ให้ทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์เปเปอร์ให้กับวารสารที่มีชื่อเสียง

มันคือกระบวนการที่ทำให้คนเก่ง ๆ มีมันสมองซักหน่อยมาทำงานเป็นทาสสร้างองค์ความรู้โดยแลกกับเงินเฟียตที่เสกได้ แล้วสูบ PoW ที่เป็นความรู้ทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลางที่เป็นสำนักพิมพ์วารสารนั่นเอง

ดังนั้นการเกิดขึ้นของ Sci-hub จึงเป็นการท้าทายอำนาจมืดที่จะไม่ยอมให้มีการผูกขาดความรู้ ผมก็คอยเอาใจช่วยนะครับ

เรื่องที่ผมเล่าอาจจะมีผิดเพี้ยนไปบ้างนะครับ เพราะเล่าด้วยความรู้สึกส่วนตัวที่อัดอั้นตันใจจากประสบการณ์ของผมเองที่อยู่ในระบบนี้ ยังติดสัญญาทาสอยู่นิดหน่อย 55555 คงต้องใช้เวลาอีกซักพักกว่าจะออกได้

#siamstr

nostr:nevent1qqsr2e0rflkezgrecdh35ca34sht6r8csgcpt989ssgr9nn65wynyhgpz3mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfdupzp5qamtzmjlvr8p4dppfas5mpp87wkk46p40e5v0zhtjak6h3fpt9qvzqqqqqqy74ewlw

ลองใช้ AI แต่งเพลงเกี่ยวกับบิตคอยน์ดูเล่น ๆ

อะไรของมันวะเนี่ย555555

https://suno.com/song/b231e314-85cc-43d7-8681-5b928324a931

#siamstr

Replying to Avatar Jakk Goodday

ทำไมหนังสือ 'The Sovereign Individual' ที่เขียนขึ้นในปี 1997 ยังมีความน่าสนใจและยังมีอิทธิพลทางความคิดในปี 2024? (รีวิวแบบไม่สปอยล์⚡) หนังสือที่ อ.ต๊ำ กำลังจะแปล! 🍻

อ่านที่ Yaki เลย! 📚🔗 https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/IGwgZAwuiaJpw6MitQHux

nostr:naddr1qq25j3mhvadyzam4d9s55urhxexkjaz3fp6hsq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wum7685

อ่านฉบับภาษาอังกฤษ : https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/f3IsIURYrCAUjoIdICG8j

nostr:naddr1qq2kvv6fwdy425jewfp5z4t2daykgj2rguux5q3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wenw69k

คลิประดับตำนานรีวิวเนื้อหาในหนังสือ The Sovereign Individual โดย อ.พิริยะ!

https://youtu.be/2lqZI0KGMFg?si=sLq3vhxzPlsx1ovY

#Siamstr #Jakkstr #TheSovereignIndividual #Book #RightShift

เล่มนี้ดีมากครับ แต่ศัพท์ยากหน่อย ดีใจมากเลยที่อ. ต๊ำจะแปลให้คนไทยได้อ่านง่าย ๆ

The Burgest Beef

เบอร์เกอร์อันดับหนึ่งใจผมเลยตอนนี้

#siamstr

อึ้งกับราคาหนังสือการ์ตูนที่เพิ่มขึ้น

เล่มเดียวกันแต่พิมพ์คนละช่วงเวลา แต่ราคาเพิ่มขึ้นเกินสองเท่า!!

Replying to Avatar Win Vee

โทรศัพท์สายแปลกโทรเข้ามา พร้อมด้วยรหัสประเทศข้างหน้าที่บอกว่ามาจากประเทศจีนแน่ๆ

ผมรับสาย เขาโทรมาบอกว่าช่วยยกเลิกการจองโรงแรมด้วย เรารับคุณไม่ได้

ผมงงไปแปปนึง อะไรวะรับไม่ได้ 555+ can't pick you up ใช้คำนี้เลย

ไอเราก็เออๆๆ ออๆไป เพราะนึกว่ามิจแน่ๆ เลยเปิดแอพที่จองไปพร้อมกับโทรกลับไปหาโรงแรม สรุปเฮียคนเดิมรับสาย

คุยแบบงงๆในคำศัพท์ไปสามสี่นาที สรุปใจความได้ว่า

มันมี policy สักอย่างที่เขาไม่สามารถให้คนต่างชาติเข้าพักได้ งงจัดเลยจีนมีโพลิซีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปมาตั้งหลายที

เขาแนะนำให้ผมยกเลิกการจองและจองโรงแรมอื่นสะ

ด้วยความที่ผมงงว่ากุไปจีนหรือจะไปเกาหลีเหนือนะ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้มาก่อน จึงพยายามซักไซร้เฮียแกว่า มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ แกคงโดนถามบ่อยเลย พ่นออกมารัวแบบไม่ให้ผมได้ตอบกลับว่า เราก็อยากได้เงินนะเราทำธุรกิจแต่ มันมีโพลิซีที่เขียนในกระดาษว่ารรเรารับลูกค้าไม่ได้ และมันมีกล้องกับการดักฟังทางโทรศัพท์ผมจึงพูดถึงสาเหตุจริงๆไม่ได้ว่าทำไมถึงให้คุณมาเข้าพักกับทางเราไม่ได้

เยดเข้ wtf 555+ สงสัยทริปนี้จะตื่นเต้นสะแล้ว เข้าไปในห้องต้องไปสำรวจเครื่องดักฟังสักหน่อย นึกว่า crash landing on you 555+

#siamstr

จบการรายงานข่าว หวังว่าจะมีชีวิตกลับมา

ไปมาแล้วช่วยมารีวิวหน่อย ผมมีแพลนจะไปเหมือนกันกลางปีนี้

ผมชอบเล่น Dragon knight 🔥🔥🐲

We can keep Mc cheese burger for 10 years 🤣 nostr:note1stelhhfl2z9uh4c47rq2tqeg35ll3j7l9ke4yke0x2akdtuwdwkq5gnvj3

ตอนแรกที่เห็นข่าวก็ว้าวดีนะ แต่ทักไปถามคนรู้จักที่อยู่แถวฟินแลนด์เค้าบอกไม่เห็นมีเลยหนิไม่ใช่ช่วงของมัน ก็แปลกดีนะ

ที่ที่ควรเกิดมันไม่เกิด ที่ที่ไม่ควรเกิดดันเกิด และก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรเกิด

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้กันนะ

https://www.facebook.com/share/p/cE8hCoGxhXKmX3kZ/?mibextid=oEMz7o

ซื้อบอร์ด esp32 กะหลอด led ก็ทำได้เลย

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **Time preference กับ เสต็คเนื้อแห่งอนาคต**

กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างโชยแตะจมูก.. ภายในร้านเสต็คเนื้อบรรยากาศสุดคลาสสิค แสงไฟสลัวส่องกระทบผนังอิฐเปลือย ภาพวาดวัวกระทิงแขวนเรียงราย บ่งบอกถึงความเป็น "Meat Lover" ของเจ้าของร้าน ทีมงาน Right Shift 3 หน่อกำลังนั่งล้อมโต๊ะไม้ขัดเงา ..รอคอยเมนูจานหลัก

"นี่มันเหมือน Marshmallow Test ชัดๆ"

nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองเสต็คเนื้อริบอายชิ้นโตตรงหน้า..

"จะกินเลยตอนนี้มันก็ฟิน แต่ถ้านั่งรออีกสักพักก็จะได้เวลล์ดันที่สุกกำลังดี"

"มันคือ Time Preference ล้วนๆ" nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f เสริม

"เราให้คุณค่ากับความสุขตอนนี้ทันทีมากกว่าผลตอบแทนในอนาคตมากแค่ไหน"

Time Preference หรือ ความเห็นแก่เวลา เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และจิตวิทยา ที่อธิบายว่าคนเรามีมุมมองต่อ "คุณค่าของเวลา" แตกต่างกัน บางคนให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต (High Time Preference) ในขณะที่บางคนมองการณ์ไกล ยอมรอผลตอบแทนในระยะยาว (Low Time Preference)

nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk บก. พี่ใหญ่ของทีมขมวดคิ้ว.. "พวกที่เห็นแก่เวลามากๆ (High Time Preference) ก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เลือกกินมาร์ชเมลโลว์ทันทีแทนที่จะรอสองชิ้นนั่นแหละ"

"ก็ชีวิตมันไม่แน่นอนอะครับ" อิสระเสริม

"ใครจะไปรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็กินมันเลยตอนนี้แหละชัวร์สุด"

ความไม่แน่นอนของชีวิต เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ Time Preference เมื่ออนาคตยิ่งดูเลือนลาง คนก็ยิ่งอยากไขว่คว้าความสุขในปัจจุบันให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน

"แต่ถ้ารอหน่อย ก็ได้ความสุขที่มากขึ้นนะ" ซุปโต้แย้ง

"เหมือนเสต็คเวลล์ดันที่สุกทั่วถึง รสชาติมันเข้มข้นกว่ากันเยอะ"

"ก็เหมือนกับการออมเงินนั่นแหละ" จิงโจ้เสริม

"มันก็คือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน"

การออม และ การลงทุน เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงถึง Low Time Preference (ไม่เห็นแก่เวลา) ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อรอผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต

บทสนทนาของทีม Right Shift เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Time Preference กับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกินเสต็คเนื้อไปจนถึงการวางแผนอนาคต

"แต่มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเหมือนกันนะครับ" อิสระแย้ง

"เพราะถ้าอนาคตมันดูไม่แน่นอน ใครจะไปกล้ารอล่ะครับพี่"

ความไม่แน่นอน (Uncertainty) คือ ยิ่งอนาคตดูเลือนลาง มีความเสี่ยงสูง คนก็ยิ่งมีแนวโน้มเลือกความสุขในปัจจุบัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตจริงหรือเปล่า

"ก็เหมือนกับร้านนี้" ซุปชี้ไปที่ครัวเปิด

"ถ้าเห็นเชฟทำเนื้อไหม้อยู่ตลอด ใครจะกล้าสั่งเวลล์ดันล่ะ"

ความเชื่อมั่น (Trust) คือ หากมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตอย่างแน่นอน คนก็จะมีแนวโน้มยอมรอ แต่ถ้าเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง (อย่างกรณีนี้คือสั่งเวลล์ดันแล้วได้เนื้อไหม้ตลอด) ก็คงไม่มีใครอยากรอ

"ความเชื่อมั่นก็สำคัญแหละ" จิงโจ้กล่าว

"ถ้ารู้ว่าผลตอบแทนในอนาคตมันดีจริง คนก็ยอมรอ"

อีกปัจจัยก็คือ อายุ (Age) โดยทั่วไป เด็กและวัยรุ่นมักจะมี High Time Preference เน้นความสุขระยะสั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักมี Low Time Preference มองการณ์ไกลและให้ความสำคัญกับอนาคตมากขึ้น

"เหมือนการลงทุนระยะยาว" ซุปเสริม

"ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมัน ถึงจะยอมรอผลตอบแทนได้"

การลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวม, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการเก็บออมในบิตคอยน์ ก็ล้วนต้องการ Low Time Preference เพื่อรอผลตอบแทนที่งอกเงยในอนาคต

"Time Preference มันสะท้อนในการตัดสินใจทุกอย่างเลยเนอะ" อิสระกล่าว

"ตั้งแต่การใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การเรียน การทำงาน"

จิงโจ้ได้กล่าวเสริมอิสระไปว่า..

“Time Preference ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น การใช้จ่าย ซื้อของฟุ่มเฟือยทันที vs. ออมเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการในอนาคต”

“หรือจะเรื่องสุขภาพ อย่างการกินอาหาร Fast Food vs. เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ”

“หรือการศึกษา ที่ต้องเลือกระหว่างเรียนจบเร็วๆ เพื่อทำงาน vs. ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น”

“ทีนี้การทำงาน ก็ต้องเลือกงานที่เงินเดือนสูง แต่เครียด vs. เลือกงานที่เงินเดือนน้อย แต่มีความสุข”

คราวนี้ซุปยกตัวอย่างบ้าง.. "เหมือนการเลือกเสต็ค"

"จะเน้นปริมาณ หรือเน้นคุณภาพ จะกินเนื้อติดมัน หรือเนื้อสันใน"

เน้นปริมาณ (High Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อติดมันราคาถูก กินให้อิ่มในปัจจุบัน

เน้นคุณภาพ (Low Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อสันในราคาแพง เพื่อรสชาติและประสบการณ์ที่ดีกว่า

Time Preference กับปรัชญาการใช้ชีวิต

"มันคือปรัชญาในการใช้ชีวิต" จิงโจ้สรุป

"เราจะใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หรือจะวางแผนเพื่ออนาคต"

“Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันสะท้อนถึงปรัชญาการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย

Carpe diem (High Time Preference) ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในปัจจุบัน

Delayed Gratification (Low Time Preference) ยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต..”

3 หน่อ Right Shift เริ่มเข้าใจ Time Preference มากขึ้นหลังการถกเถียง พวกเขาตระหนักว่าการหาจุดสมดุลระหว่างปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จ

"แต่ก็ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ" อิสระเสริม

"ถ้ามัวแต่รออนาคต ก็อาจพลาดความสุขปัจจุบัน มัวแต่สนุกในวันนี้ ก็อาจจะลำบากในวันหน้าเอาได้"

การหาจุดสมดุลระหว่าง High Time Preference และ Low Time Preference เป็นสิ่งสำคัญ

High Time Preference ใจเร็วด่วนได้มากเกินไป อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัว, ปัญหาสุขภาพ, ขาดความมั่นคงในอนาคต

Low Time Preference อดเปรี้ยวไว้กินหวานมากเกินไป อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความสุขในปัจจุบัน, เครียด จนกดดันตัวเองมากเกินไป

"เหมือนการกินนั่นแหละ" ซุปกล่าว

“การกินอาหาร เป็นตัวอย่างที่ดีของการหาจุดสมดุลระหว่างความสุขและสุขภาพ..”

“ถ้ากินแต่ของอร่อย (High Time Preference) อร่อยถูกปาก แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว”

“ในขณะที่ถ้ากินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (Low Time Preference) ดีต่อสุขภาพ แต่อาจจะขาดความสุขในการกิน”

"Time Preference มันเหมือนเข็มทิศ" จิงโจ้สรุปอีกครั้ง

"มันช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสม"

“Time Preference ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเราให้คุณค่ากับอะไร ปัจจุบัน หรือ อนาคต ตัดสินใจได้อย่างมีสติ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในระยะยาว”

“วางแผนอนาคต กำหนดเป้าหมาย และ วางแผนการเงิน การศึกษา อาชีพ สร้างสมดุลชีวิต มีความสุขกับปัจจุบัน พร้อมกับเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”

.

.

.

เสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้น.. เสต็คเนื้อถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทีม Right Shift ดื่มด่ำกับรสชาติและบทสนทนาที่ชวนขบคิด พวกเขาเรียนรู้ที่จะ "**เลือก**" "**รอ**" และ "**พอ**" เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง

เพราะชีวิตก็เหมือนเสต็คเนื้อ เลือกสรรอย่างมีสติ ค่อยๆ ย่างอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ

Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ.. **ศิลปะในการใช้ชีวิต**

การเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง ช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้

- - -

## **มาร์ชเมลโล่เทสต์** บททดสอบ Time Preference

การทดลอง "มาร์ชเมลโล่ เทสต์" ที่อิสระกล่าวถึงในช่วงต้น เป็นการทดลองทางจิตวิทยา ที่ศึกษาเรื่อง "Time Preference" หรือ "ความเห็นแก่เวลา" ในเด็ก

โดยให้เลือกระหว่างจะกินมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้นในทันที หรือจะรอ 15 นาที เพื่อได้รับ 2 ชิ้น

ผลการทดลองพบว่า เด็กที่สามารถรอได้ มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า ทั้งในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น.. เพราะการรอคอย แสดงถึงความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ (Self-control) ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตัวเอง, การวางแผน (Planning) คิดถึงผลลัพธ์ในอนาคต, ความอดทน (Patience) รอคอยผลตอบแทนที่ดีกว่า

มาร์ชเมลโล่เทสต์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Time Preference ต่อการดำเนินชีวิต

การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับ Time Preference ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหาร

ดังนั้น.. การทำความเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน

ครั้งต่อไปที่ต้องตัดสินใจ ลองถามตัวเองว่า

กำลังเลือกความสุขในปัจจุบัน หรือ ผลตอบแทนในอนาคต?

กำลังเลือกมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้น หรือ 2 ชิ้น?

คำตอบนั้น.. อยู่ที่ตัวคุณเอง

#jakkstr #siamstr #AustrianEconomy #TimePreference

อ่านไปหิวไป