Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

ยื่นยันอีกเสียง ผมตามพี่คนนี้มาหลายรอบแล้วแกให้แม่นมากๆ!!! #siamstr #siamstrog 🔥🔥🔥

nostr:note1cgfvqm9d5vc9r9q4s5sfdqjwgshp29qc4fudcksm34339lu96dcsrzprxe

ต้องจ่ายกี่ sats ครับ ถึงจะเล่นเพลงที่ไม่ชอบ 🤣

เปรียบเทียบได้เจ็บปวดมาก 🤣

All in พรวดเดียวเดี๋ยว network เห็นว่าเป็นการซื้อก้อนใหญ่ เสี่ยงโดนถูกแทร็กกระเป๋า เก็บที่ละเล็ก ๆ เผื่อว่าจะแยกหลาย ๆ กระเป๋าด้วย DCA แหละคนจะได้ไม่แตกตื่น 🤣

ว่าแต่ใจรักมากเลยครับ DCA 82 ปี 20.5 ไซเคิลแหนะ 🤣🤣🤣

ฟินแบบคูณสอง 🤣

“ขาดทุนโอกาส” ที่หมายถึงปริมาณเฟียตจำนวนเท่าเดิมแต่ใช้แลกเป็นบิตคอยน์ได้จำนวนที่น้อยลงมาก ๆ อย่างฉับพลัน เพราะราคาที่สูงขึ้น

หรือก็คือ ทั้ง supply บนกระดานเทรดที่เหลือน้อยลง ปริมาณการผลิตที่จะลดลงครึ่งหนึ่งหลังการ halving และจำนวนของผู้ที่จะเข้ามาในตลาดที่เพิ่มขึ้น จึงอาจจะเกิดปัญหา supply shock สงผลให้ราคาของบิตคอยน์แพงขึ้นอย่างฉับพลันและรุ่นแรง

มันแปลว่าเราต้องไปแย่งกันซื้อสิ่งที่มีจำจัดเพียง 21 ล้านหน่วย บนกระดานเทรดที่เหลือให้ซื้อมาครอบครองได้เพียงแค่ 3.6 ล้านหน่วย

ถ้าหาก 21 ล้าน หาร 8 พันล้าน จะเฉลี่ยเท่ากับ 0.00263 sats ต่อคน (2.63 แสน sats) ดังนั้นจาก supply ที่เหลืออยู่บนกระดานเทรด จะกลายเป็น 3.6 ล้าน หาร 8 พันล้าน จะเฉลี่ยเท่ากับ 0.00045 sats ต่อคน (4.5 หมื่น sats)

ในทางหนึ่งคือ เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณของบิตคอยน์เหลือให้ใช้เงินเฟียตสำหรับจับจองเป็นเจ้าของ มันเหลือจำนวนน้อยลงมาก ๆ แล้ว (สำหรับพวกปลาซิว) ดังนั้น Don't feeding the whale. 🤣

ปล. จากต้นโพสอาจจะเป็นการพิมพ์ผิด ผมลองเอามาคิดในอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น

ปล.2 อ่านแล้วก็อย่าไป all in เด้อ, คนเราจะมีบิตคอยน์ได้เท่าที่เราจะรักษามันไว้ได้เท่านั้น

Replying to Avatar Khing_T21

-------

แค่เดา

-------

.

ถ้า story ที่จุดตลาดกระทิงรอบที่แล้วคือ De-Fi

story ที่จะจุดตลาดกระทิงรอบถัดไปคือ Bitcoin layer2 (แต่ไม่ใช่ layer2 แบบที่บิตคอยเนอร์เข้าใจ)

.

ผมกำลังพูดถึงของอย่าง Rootstock, Stack และ Ordinal (ยี้!)

.

สาเหตุเพราะ

.

1. มนุษยชาติ(ที่เป็นชิตคอยเนอร์) ได้รีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับ EVM ออกมาหมดแล้ว ตั้งแต่ DEX, GameFi, NFT, DAO, etc. โอกาสที่จะมี use case แบบใหม่ๆ เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนี้เป็นไปได้ยากมากๆ และการพัฒนาใดๆ ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการพัฒนาประสิทธิภาพ เช่น ทำให้เร็วกว่าเดิม ถูกกว่าเดิม เป็นแค่การทำเรื่องเดิมๆ ได้ดีขึ้น ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆ แล้ว (จะมีอะไรใหม่ๆ ได้ก็คงจะหลังจากมี technology breakthrough ครั้งใหม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น)

.

2. ผมเห็นด้วยกับตี้(เมื่อไหร่แกจะมาเล่น nostr?) ว่าวงการ De-Fi เป็นตลาดแบบ winner takes all นั่นคือถ้าหากว่า De-Fi มีประโยชน์กับมนุษยชาติและมีคนใช้จริงๆ ก็จะเหลือผู้เล่นใหญ่(ไม่อยากใช้คำเรียกว่าโปรโตคอลเลย)รอดอยู่แค่ไม่กี่เจ้า ในขณะที่ตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ ล้มหายตายจากไป Dev ที่สร้างของพวกนั้นไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดนั้นได้ ต้องถอยออกมาและมองหาโอกาสใหม่ๆ

.

3. บิตคอยน์เพิ่งได้รับอนุมัติให้มี Spot ETF ซึ่งเป็นหมุดหมายต่อวงการ Traditional Finance ว่าภาครัฐยอมรับบิตคอยน์แล้ว บวกกับฮาล์ฟวิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมี angel/VC อีกมากที่รอบที่แล้วยังมองว่าแถวนี้เถื่อน ไม่เข้ามายุ่ง แต่คราวนี้เหมือนได้ไฟเขียวแล้ว เชื่อแล้วว่าบิตคอยน์ไปรอดได้ยาวๆ แน่ ก็อยากจะเข้ามาหาโอกาสด้วย แต่ว่าไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เฉยๆ หรอกนะ

.

4. ฝนตกขี้หมูไหล คนไฉไลก็ไหลมารวมตัวกัน Dev จาก De-Fi รอบที่แล้วก็จะเข้าหา VC/angel หน้าใหม่เหล่านั้น นำเสนอโปรเจคเดิมที่เคยทำ เพิ่มเติมคือ "เราจะทำมันบนบิตคอยน์" (ซึ่งจริงๆ คือทำบน Rootstock หรือ Stack ที่อ้างว่าตัวเองเป็น Layer2 smart contract on Bitcoin) เสริมด้วย narrative ว่าเห็นที่คนเค้าใช้ๆ กันอยู่บนอีเธอเรียมนั่นมั้ย มันมีการใช้งานจริงๆ นะเว้ย เราก็จะทำเหมือนมันน่ะแหละ แต่เราจะเจ๋งกว่าเพราะเราทำบน "บล็อกเชน" ที่ใหญ่ที่สุด แกร่งที่สุด และได้รับการยอมรับจากรัฐและประชาชนมากที่สุด เพราะงั้นเราจะดึงผู้ใช้งานหน้าเก่ามาให้หมด และตกผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาด้วย!

.

5. เงินมาผ้าหลุด พอมีทุน การตลาดก็มา แจกนั่นแจกนี่ ปั่นข่าวนั้นนี่ แอร์ดงแอร์ดรอป ท่าเดิมๆ น่ะแหละทำมันเข้าไป จะแย่งคนใช้ที่เค้าใช้ De-Fi ในเชนของรอบที่แล้วมาได้มั้ยไม่รู้ แต่ล่อตาล่อใจคนที่เข้ามาใหม่ได้แน่นอน นึกสภาพนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาเพราะเห็นว่าบิตคอยน์ได้รับการยอมรับแล้ว มีฮาล์ฟวิ่ง มี ETF สนใจบิตคอยน์เป็นหลักแน่ล่ะ แต่พอเข้ามาแล้วเจอ "Smart contract on Bitcoin" โอโห จะหนีไปไหนได้

.

6. ถ้าเป็นตามที่คิดไว้ โปรเจกต์และเชนพวกนั้นจะบูม บูมมากๆ ซ้ำรอยกับ De-Fi รอบก่อนด้วยจำนวนเม็ดเงินที่มากกว่า แต่หลังจากบูมแล้วจะหายไปเลยมั้ย หรือจะยังมีคนใช้จริงหลังจากนั้นคงยากที่จะตอบ

.

สรุป: บิตคอยเนอร์คนไหนรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยากสนุกอยากซิ่งไม่ว่ากัน แต่ช่วยกันดูแลคนใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในรอบหน้านี้ด้วย อย่าให้หลงไปเจ็บหนักกับของพวกนั้นโดยเข้าใจว่ามันคือบิตคอยน์

#Siamstr

ปล. ไม่อนุญาตให้แคปไปลงเมนสตรีมมีเดีย กลัวทัวร์ลง 555

เหรียญต้นน้ำจะกลับมาอีกแล้วเร๊อะ 🤣

ขอบคุณที่ชื่นชอบนะครับ ผมพยายามเขียนผ่านการใช้ตัวอักษรที่จะสื่อออกมาเป็นความรู้สึกให้ได้มากที่สุดนะครับ 🧡

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

แยกประเด็นแต่ละประเด็นกันก่อน ผมมาตอบแต่ละเรื่องโดยเฉพาะ

ทำไม ซ้ายไทยถึงอยาก Globalization และ คำถามนี้มาต่อ ทำไม สลิ่ม แม่งถึงกลายเป็นอนุรักษ์นิยม

ผมตอบคำถามนี้เป็นพันๆ รอบ ไม่ว่าคุณจะสลิ่มหรือซ้าย คุณก็คือพวกเดียวกัน พวกคุณแค่ภาคภูมิใจที่เห็นคนของพวกคุณมีอำนาจ โดยปราศจาก การคิดวิเคราะห์และไตร่ตรอง

มิหนำซ้ำยังสร้างสภาวะความขัดแย้งทางสังคม

ประเด็นก็คือ ซ้ายไทย มันคิดแบบ ทรอสกี้ หรือ มีมุมมองวิพากเชิงเดี่ยว จินตนาการนิยมว่า สิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่เป็นวิชาการเอามารวมกันจะเกิด ความจริงใหม่ แต่ความจริงคือสิ่งที่เป็นจริง มันไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวระบบ

ดังนั้นการที่จะทำให้โลกมัน Globalization ก็ต้องมีอำนาจนำ ซึ่งอำนาจนำหรือผู้ที่ครองอำนาจแม่งเสือกคิดแบบอีลีท เสียส่วนใหญ่ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างความเป็น Capitalism กับ Socialism มันขัดกัน ดังนั้นประเด็นที่ว่าการมีรัฐบาลโลก จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของพวกเค้าแทน ทั้งๆที่ปาก ไอ้พวกซ้ายก็จะเอาความเท่าเทียม

ส่วนพวก สลิ่มมันปัญญาอ่อน พวกเชี่ยนี่คือลูกแกะ ให้เด็กตบ และ สภาวะสังคม(โดยเฉพาะคำพูดติดปาก “เป็นแบบนี้มันดีอยู่แล้ว”) หันไปเห็นพวกแม่งก็ข้าราชการเกือบ 100% พวกเชี่ยนี่รับใช้อาชีพพวกคอมมิวนิส หรือ รัฐบาลโดยแท้จริง แม้โดยนัยยะเค้าจะกล่าวว่าอนุรักษ์นิยม

อนุรักษ์กับพ่อกับแม่มันสิ

ย้อนกลับมาที่คุณวรรณสิงห์ เค้าไม่ได้ต่างจากซ้ายไป ในสภาวะโลกที่เชื่อมถึงกันได้ และแน่นอนครับ พวกเค้าคือ Mainstream หรือ ลูกหม้อ ของคนไทยเองนี่แหละ

ถ้าคุณลองพิจารณาสิ่งที่ Nietzsche พูด ไว้เกี่ยวกับชนชั้น คือเรื่องที่ถูกต้องที่สุด

Will to power ซึ่งเด็กพวกนี้คิดว่า การพูดเท่ๆ หรือ การไปท่องเที่ยวจะทำให้เค้ารู้โลกได้จัดเจนแจ่มแจ้งจากการเห็นด้วยตา และ คิดว่าปัญหามันแก้ได้ง่ายๆ พอๆกับคำสวยหรูที่พวกนักการเมืองพูดกัน

แต่ความเป็นจริงของสงคราม หนีไม่พ้น สภาวะโดยรวม และ ความเป็นปัจเจกของชุมชนนั้นๆ

มุมมองของ Libertarians ที่แตกต่างจาก Neo-Con คือ พวกคุณไม่ควรเอารัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ และเช่นเดียวกัน คุณไม่ควรเอาองค์กรณ์ใด องค์หนึ่งเข้าไปผูกกับตลาด

ขอบคุณมากเลยครับตั๋ง พอจะเห็นภาพอะไรบางอย่างแล้วว่า ซ้ายก็ชูผู้นำที่พวกเขาเลือกที่จะมอบนโยบายสวัสดิการต่าง ๆ อย่างที่พวกเขาอยากจะได้ และสลิ่มก็ชูผู้นำ (ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหน) ที่จะรักษาผลประโยชน์เดิมที่พวกเขาเคยได้รับ และพร้อมจะออกมาปกป้องผู้ที่จะรักษาอำนาจเดิมของพวกเขา

จุดร่วมที่เหมือนกันทั้งคู่ก็คือ ตราบได้ที่ยังได้ผลประโยชน์ตามฝ่ายที่พวกเขาเลือก ผู้นำก็มาเอาสิทธิ์ เอาอำนาจกูไปได้เลย ใช้ได้ตามใจชอบ กูเชียร์สุดลิ่ม ใครวิจารณ์มาเดี๋ยวกูพร้อมบวกใหั

ดูหนวดนั่นสิ 555

น่าคิดว่าทำไมถึงมีคนมองว่าการรวมศูนย์อำนาจเป็นสิ่งที่ดี 555 เผด็จการที่เป็นมนุษย์ยังดีไม่พอ ต้องให้ AI ที่เป็นเผด็จการมาจัดการการปกครองมนุษย์ให้ เคร.. ๆ 🤣

แต่ต้องยอมรับเรื่องนึงคือเขามีประสบการณ์ที่ไปมาหลายที่มาก ๆ พอดีอยากได้ข้อมูลในมุมอื่น ๆ เกี่ยวกับปัญหาสงคราม รวมไปถึงของอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เลยจิ้มฟังดู แต่ก็นั่นแหละ.. ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกอย่างที่อยากจะได้อะไรขนาดนั้น

อืม..ปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ เป็นพลเมืองชั้นสอง คนยิวทำกับคนอาหรับเหมือนกับที่นาซีเยอรมันทำกับชาวยิวสมัยสงครามโลก

คนยิวไม่ได้จับคนอาหรับไปลมแก็ส..

หัวเราะแห้ง ๆ

“ไม่เอา.. เราจะไม่ไปทางนั้นครับสิงห์” 😅

“ต้องทำอย่างนี่ไง... บิตคอยน์ ไม่มีเจ้าของ ซาโตชิมันคือใคร?...“ - พี่สิงห์ วรรณสิงห์ (49:40)

ดี ๆ เปิดมุมมองของคนที่มีแนวคิดอีกแบบ

#Siamstr

https://youtu.be/ky1k8qFOWHU?si=ncBe8w416e17wYYc