Be MoyMod with first sat and stack sat to become MoyMammoth.
GM ;) #Siamstr
บำบัดความหิวเพื่อการละวาง :)
สนใจอยู่เหมือนกันครับพี่ เดี๋ยวอาจจะลอง draft ดูครับผม 🙏 :)
น่าสนใจมากเลย 👀
ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ งานเขียนเป็นความคิดเห็นของคนที่เขียนในมุมมองหนึ่ง ไม่มีถูกผิด ตราบใดที่ไม่ใช่การเขียนเพื่อการให้ร้ายหรือโจมตีทางความเชื่อ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนใน Nostr มีความเปิดกว้าง และตีความสิ่งที่คนเขียนต้องการจะสื่อได้ด้วยตัวเอง
จะรอชมผลงานนะครับพี่ สู้ ๆ ครับ :) 💜
### “การกิน” ในทางศาสนาและความเชื่อ
**โปรดใช้วิจารณญาณ-สิ่งที่เขียนเป็นเพียงมุมมองทางศาสนา**
---
“พระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงกำหนดให้ชายผู้นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้เขาทำงานและดูแลรักษาสวนแห่งนั้น
และพระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงบัญชาเขาไว้ว่า ‘เจ้ามีอิสระที่จะกินผลจากต้นใดๆ ในสวนก็ได้ {แต่เจ้าต้องไม่กินผลจากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะถ้าเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่นอน}’ ”
ปฐมกาล 2:15-17 TNCV
ครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิตนิรันดร์ จนกระทั้งเรากินในสิ่งที่ถูกสั่งห้าม
บาปแรกที่ทำให้เราต้องกลายเป็นสิ่งที่มีอายุไข ที่จะต้องตายและกลับคืนสู่ธุลีดิน มาจาก “การกิน” ที่ผิดพลาดของเรา การรั้นไม่ฟังในสิ่งที่ห้าม การกินที่ไม่เลือก การคิดไปเองว่าสิ่งที่เห็นนั้นดีน่ารับประทาน
จากบาปแรกของมนุษย์ในวันนั้น วันนี้พวกเราก็ยังคงกินกันแบบไม่เลือก พวกเรายังคงผลิตอาหารชนิดต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรมที่จะรบกวนกระบวนการทางเคมีในร่างกายของเราเอง ให้พวกเราที่จากเดิมเคยถูกสาปแช่งให้ต้องกลายมาเป็นสิ่งที่มีอายุไขและต้องตาย จะต้องมีอายุไขที่สั้นลงไปยิ่งกว่าเดิม
เมทูเซลาห์ ปู่ของโนอาเคยอายุยืนถึง 969 ปี ในยุคก่อนน้ำท่วมโลก โมเสสเคยมีอายุยืนถึง 120 ปี ในช่วงที่พาประชากรอิสราเอลออกจากอียิปต์ และในปัจจุบัน ค่าเฉลี่ยอายุไขของมนุษย์ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 72 ปี ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีของพวกเรามีความก้าวหน้า อาหารและยาจากการวิจัยควรเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่เปล่าเลย
พระเจ้าทำงานกับพวกเราผ่านกระบวนการทางเคมีในร่างกาย ดังนั้นการกินอาหารต้องห้ามและมีมลทิน การกินอาหารที่รบกวนกระบวนการทางเคมีในร่างกายจึงเป็นการปฏิเสธพระพรของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ลมหายใจแรกที่พระเจ้าได้ระบายมันให้กับเรา “ชีวิตนิรันดร์”
”จิตวิญญาณของเราจะไม่คงอยู่กับมนุษย์ตลอดไป เพราะเขาเป็นเพียงมนุษย์ที่ต้องตาย“
จากการมีชีวิตนิรันดร์สู่การมีอายุไขที่จำกัด จากการมีอายุไขที่ยืนยาวกลายเป็นสิ่งที่มีอายุไขที่สั้นลง ผลลัพธ์ที่มาจาก ”การกิน“ ไม่ที่เลือกของเรา
ในทางของพุทธเองก็มีกล่าวเอาไว้เช่นกันในเรื่องของการกิน ครั้งหนึ่งในช่วงที่จักรวาลยังไม่ก่อรูป มีเพียงความมืดมิดและห้วงน้ำ พวกเราต่างอาศัยอยู่ใน ”อาภัสสรพรหม“ ก่อนการเกิดขึ้นของ ”ง้วนดิน“ ที่ลอยอยู่เหนือผิวของห้วงน้ำนั้น พวกเราทั้งหลายได้ลงมากินง้วนดินเหล่านั้น และนั่นทำให้เราจากที่เคยเป็นสิ่งที่ไม่มีร่างกาย ก็ค่อย ๆ มีร่างกายที่แก่กล้าขึ้น จากกายทิพย์สู่กายละเอียด จากกายละเอียดสู่กายหยาบ
“การกิน” ที่ให้ผลลัพธ์เป็นการที่เราจะต้องติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด มีร่างกายเป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิตตามพฤติกรรมและสัญชาตญาณ มีร่างกายเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาระลึกรู้ได้ว่าเราเป็นใคร เป็นสัตว์ที่กินอาหารตามสัญชาตญาณ และเป็นมนุษย์ที่แม้จะเลือกกินได้แต่ก็ยังคงกินแบบไม่เลือก
ในทางของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าได้สั่งห้ามไว้ในบัญญัติอย่างการไม่กินหมู การห้ามที่ใครหลายคนคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อแบบนั้น จากการคาดเดาว่าอาจจะเป็นเพราะว่าหมูนั้นสกปรกมีพยาธิ บัญญัตินั้นเกิดขึ้นในยุคสมัยที่การแพทย์ยังคงไม่มีการพัฒนา การห้ามไม่ให้กินหมูจึงเป็นการป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นต้องเจ็บป่วยจากการกินหมูที่ไม่สะอาด
มุมมองในยุคปัจจุบันที่การปศุสัตว์นั้นมีความก้าวหน้ามากแล้ว เราไม่ได้เลี้ยงหมูอย่างปล่อยปละละเลย หมูที่เรานำมากินจึงเป็นสิ่งที่ควรจะสะอาดและไร้มลทิน
หมูเป็นสัตว์ที่มีมลทินตามบัญญัติ พระเจ้าสร้างหมูให้เป็นสัตว์ใช้งานที่กินสิ่งปฏิกูลในระบบนิเวศ เพื่อการกำจัดสิ่งเน่าเสียต่าง ๆ เพื่อการรักษาความสะอาดภายในระบบนิเวศ สัญชาตญาณใน DNA ของพวกมันบอกกับมันว่าให้กินทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นมูลของเสียที่มาจากตัวของพวกมันเองก็ตาม
ถึงแม้ว่าการเลี้ยงหมูในระบบปศุสัตว์ในปัจจุบันจะไม่มีการปล่อยปละละเลยให้พวกมันต้องกินมูลของเสียจากตัวมันเอง (แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโรงเลี้ยงเลี้ยงพวกมันได้ดีและสะอาดมากแค่ไหน) การเลี้ยงด้วยหัวอาหารชั้นดี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าหมูเป็นสัตว์ที่กินสิ่งปฏิกูลตามสัญชาติญาณของมันตามที่มันถูกออกแบบมา ยังไม่ต้องพูดถึงยาปฏิชีวนะที่ใช้ฉีดเพื่อการรักษาโรคของพวกมันจากการติดโรค ซึ่งเราจะได้รับมันเข้ามาในร่างกายผ่านการกินเนื้อของพวกมันอย่างแน่นอน
เรารับเอา DNA ของหมูเข้าไปในร่างกาย ผ่านการกินพวกมันอยู่หรือเปล่า? เราเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นหมูอยู่ในเราหรือเปล่า?
แม้แต่สิ่งที่ไม่ผิดบัญญัติอย่างพืชที่ปลูกจากดิน ในยุคสมัยที่ผลผลิตเกิดจากกระบวนการทางเกษตรอุตสาหกรรม ที่แร่ธาตุในดินถูกทำลาย ในรากใบและลำต้นเต็มไปด้วยสารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าแมลง การตัดต่อพันธุกรรมที่เร่งการติดดอกออกผลเพื่อให้ผลผลิตในจำนวนมาก
เรารับเอาเคมีเหล่านี้ที่ไม่เคยมีอยู่เดิมตามธรรมชาติ เข้าไปในร่างกายผ่านการกินพืชผลเหล่านี้อยู่หรือเปล่า? เราเป็นมนุษย์ที่เป็นถังเก็บสารเคมีทางอุตสาหกรรมผ่านการกินพืชผลเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?
เรากินอะไรเราย่อมเป็นอย่างนั้น สิ่งใดที่เรากินเข้าไป สิ่งนั้นย่อมส่งผลถึงความเป็นเรา
ในมุมมองของความเชื่อทางศาสนา บัญญัติได้ระบุถึงสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่กินได้ไม่มีมลทิน และที่ห้ามกินเพราะมีมลทินเอาไว้ ถ้าหากว่าพระเจ้าจะทำงานผ่านเคมีในร่างกายของเราจริง ผ่านสติปัญญาของสมอง ผ่านทุก ๆ ระบบในร่างกายของเรา การก่อกวนระบบเคมีในร่างกายผ่านการกินอาหารมีมลทินหรือมีการเจอปน จึงเป็นการทำให้เราต้องขาดออกจากการเชื่อมโยงจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
เราสร้างการถือศีลอด การงดเว้นจากการกิน การอดอาหาร การถือศีลแปด (ข้อหก) และอื่น ๆ ที่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการงดอาหาร กุศโลบายเพื่อการปรับสภาพของเคมีภายในร่างกายของเราให้กลับสู่สมดุลของความเป็นมนุษย์ เพื่อการชำระสิ่งตกค้างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ หรือจากอาหารที่เราได้กินเข้าไป
เราอาจกินเนื้อวัวเพื่อรับเอาสารอาหารจากพวกมัน โปรตีน ไขมันและแร่ธาตุ เพื่อนำมาใช้ในการดำรงชีวิต แต่เราก็ไม่ต้องการรับเอา DNA ของพวกมันมาไว้ในร่างกายของเรา เราไม่ต้องการจะกลายไปเป็นในสิ่งที่วัวเป็น เราจึงมีการหยุดพักการกินของเราเพื่อให้เราไม่กลายไปเป็นเหมือนสิ่งที่เรากินเข้าไป เราจึงกินมันเพียงแต่พอดีตามความต้องการของร่างกาย ซึ่งร่างกายจะบอกกับเราเองว่าแค่ไหนคือพอดี
ฟังดูอาจเหมือนกับเป็นการสร้างความชอบธรรมทางความเชื่อ การนำสิ่งต่าง ๆ มาหาเหตุผลที่ใช้ในการเชื่อมโยงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับความเชื่อทางศาสนาผ่านการกิน แม้จะไร้ข้อพิสูจน์ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์
แต่อย่างที่เคยได้กล่าวไปในหลาย ๆ ครั้ง “ความจริงเป็นของปัจเจก” สิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง โดยที่ไม่ต้องรอการการันตีจากนักวิจัย หรือจากคำบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น มันจะแสดงออกมาให้เห็นเป็นผลลัพธ์นั้นตามสิ่งที่เราได้กินมันเข้าไป
ดังนั้นข้อห้ามในบัญญัติที่แนะแนวทางในการเลือกการกินของมนุษย์จึงเป็นเจตนาดีที่ต้องการจะให้มนุษย์ผู้ปฏิบัติตามมีสุขภาพที่ดี และยังคงรักษาความเชื่อทางจิตวิญญาณของพวกเขาไปด้วยพร้อม ๆ กัน
ถ้าให้เทียบระหว่างผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเหมือน ๆ กัน ระหว่างมนุษย์ที่กินอาหารที่ดีและรักษาสุขภาพผ่านการกินที่ดี กับผู้ที่กินแบบไม่เลือก
“ในฝ่ายวิญญาณ” พระเจ้าคงเลือกที่จะสถิตอยู่กับมนุษย์คนแรกมากกว่าคนที่สอง จากความที่ไม่มีสิ่งมีมลทินภายในร่างกายที่พระเจ้านั้นสะอิดสะเอียน และ “ในฝ่ายโลก” การทำงานของพระเจ้าผ่านเคมีในร่างกายของมนุษย์จากสติปัญญาของสมอง มนุษย์คนแรกย่อมได้รับสาสน์จากพระเจ้าผ่านความนึกคิดได้ดีกว่ามนุษย์คนที่สอง ที่มีเคมีในสมองแปรปรวนจากการกินอาหารที่ก่อกวนการทำงานของระบบเคมีในร่างกาย
ในมุมมองที่ได้จากสิ่งนี้ พวกเราควรที่จะเลือกในการกิน และระมัดระวังในการกินของตัวเราเองให้ดี ๆ เพื่อไม่ให้พวกเราเผลอไปทำลายสุขภาพของตัวเราเองด้วยความไม่ตั้งใจ และส่งต่อ DNA ของมนุษย์ที่เสื่อมอายุไขไปให้กับลูกหลานในรุ่นถัดไป
YOU ARE WHAT YOU EAT.
#Siamstr #SiamstrOG #Religion #IFF
---
ผมยังคงสนุกกับสิ่งที่เขียน เพื่อการเรียบเรียงการรับรู้ทางความคิด เพื่อการตกผลึกถึงอะไรบางอย่าง และทำไปตามความสนใจในเวลานั้น
ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่สละเวลาอันมีค่าเพื่อเข้ามาอ่าน ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขียนจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้างก็ตาม
ที่สำคัญขอขอบคุณ sat ทุก ๆ sat ที่ zap เข้ามาให้ ถึงแม้ว่าเงินสร้างยากนั้นมีคุณค่าและมีความหมายอย่างมากสำหรับทุก ๆ คน
ทุก ๆ sat ที่ได้มาจะถูกนำไปหมุนเวียนอยู่กับชุมชนของเรา ให้กับผู้ที่ใช้งานบน Nostr ผ่านชุมชน Siamstr ให้กับ อ. และ Rightshift เพื่อขอบคุณที่เป็นตัวแทนในการเผยแพร่เรื่องราวของบิตคอยน์ และทำแทนในสิ่งที่พวกเราทำกันเองแบบนั้นไม่ได้
ช่วงนี้ sat แพงดูแล sat ในกระเป๋าด้วย เดี๋ยวไม่เหลือไปกินเบียร์งานฮาฟวิ่ง ;)
ปล. เพิ่งรู้สึกตัวว่า Zapple Pay ที่ผูกไว้หลุด กด emoji แล้วไม่มี sat ออกไป เดี๋ยวต้องไปผูกใหม่ (ความลำบากของ IOS แต่ให้ตายเถอะ ยังไงผมก็ชอบ plebstr ที่สุด)
มองในสองมุมคือ มันจะเกิด 2 มาตรฐานแน่ ๆ ระหว่างคนที่ใช้เงินเลเยอร์ 1 อย่างบิตคอยน์หรือ LN กับพวกที่ใช้เงินในเลเยอร์ที่ต่ำกว่าอย่างเฟียตแบคบิตคอยน์
คนที่มีบิตคอยน์อยู่แล้วผมว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร แต่คนที่ไม่มี แล้วต้องเห็นเงินเฟียตในบัญชี ถูกสะท้อนความเป็นจริงจากการที่เงินของรัฐถูกเอามาแบคกับหน่วยวัดที่ดิ้นไม่ได้แบบบิตคอยน์ แล้วรัฐดันมีบิตคอยน์ที่น้อยเกินไป อันนี้มีร้องแน่นอน
ส่วนพวกเราก็ใช้บิตคอยน์แลกเปลี่ยนกันเองแบบฟิน ๆ ไม่ต้องไปสนใจว่าเงินเฟียตในบัญชีมูลค่าหลังจากที่ถูกแบคจะไปทิศทางไหน
น่าสนใจดี ขอบคุณสำหรับประเด็นที่เปิดมานะครับ :) 🧡
แบบที่ 2 ผมคิดเล่น ๆ ว่า รัฐที่ปฏิเสธบิตคอยน์มาตลอด เพิ่งจะรู้ตัวในวันที่สาย แล้วเพิ่งจะมาไล่เก็บบิตคอยน์ทีหลังได้แค่ 150 BTC เพื่อเอามาใช้เพื่อแบคหลัง local fiat ที่มีอยู่เดิม แล้วประชากรในประเทศที่เข้ามาก่อนหน้ารัฐ ถือครองบิตคอยน์อยู่ 600 BTC ซึ่งมากกว่ารัฐอยู่ 4 เท่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวของรัฐเอง? และจะเกิดอะไรขึ้นกับประชากรที่มีบิตคอยน์มากกว่ารัฐ?
แล้วราคาสินค้าที่เคยเซ็ตในหน่วยของ local fiat ที่ไม่เคยมีอะไรหนุนหลัง อยู่ ๆ ก็ถูกแบคติดกับบิตคอยน์ที่มีอยู่อย่างจำกัดในทันที ราคาน้ำเปล่า 1.5 ลิตร ที่เคยราคา 20 บาทต่อขวด อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าเนื่องจาก local fiat ของรัฐ มีบิตคอยน์ที่จะใช้ในการหนุนหลังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณ supply เงินของรัฐที่มีมากเกินไปในระบบ เช่น
25,551.32 billion THB กับ บิตคอยน์เพียง 150 BTC ที่ใช้ในการแบคหลัง
25,551.32 billion THB กับ บิตคอยน์ 150,000 BTC ที่ใช้ในการแบคหลัง
ปริมาณของบิตคอยน์ที่รัฐมี จะส่งผลต่อค่าเงิน local fial ของรัฐอย่างแน่นอน เมื่อทุก ๆ ประเทศในโลกต่างแย่งกันเอาบิตคอยน์มาหนุนหลังค่าเงินของตัวเอง การนำเข้า-ส่งออก ค่าเงินระหว่างประเทศจะต้องเซ็ตเรทของค่าเงินระหว่างกันและกันใหม่
จากคำถามพี่ที่ว่าแบงค์จะประกาศยังไง
ผมคิดว่าอย่างดีคือประกาศว่า “เรามีบิตคอยน์มากพอที่จะใช้ในการหนุนหลังค่าเงินของเรา ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวลอะไรในการเปลี่ยนผ่าน” แล้วไม่เกิดความผันผวนของราคาสินค้าและบริการจากเดิมมากเกินไป ง่าย ๆ คือความ ฉห. ไม่ได้มาเยือนรุนแรงมากนัก
อย่างร้ายคือกรณีที่รัฐมีบิตคอยน์ที่ใช้หนุนหลังน้อยเกินไปกับปริมาณเงินในระบบที่มี ถ้ามีการประกาศออกมาแบบนี้ อันนี้แตกแน่นอน
ประเทศที่ซวยที่สุดคือประเทศที่มีบิตคอยน์น้อยที่สุด หรือไม่มีบิตคอยน์เลย ประเทศพวกนี้จะไม่มีประเทศไหน ๆ ในโลกยอมรับค่าเงิน และทำการค้าขายด้วยอย่างแน่นอน อาจจะต้องไปใช้หน่วยเงินของประเทศอื่น ๆ ที่มีบิตคอยน์หนุนหลัง เหมือนกับประเทศที่ค่าเงินพังแล้วไปใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักแทน
ว่าแต่รัฐเราตอนนี้มีกี่บิตคอยน์แล้ว 😂
#Siamstr
พวกเขาไม่อยากจะมี 231,638 sat ต่อ ประชากร 8 พันล้านคน นะสิครับ,
เขาอยากจะมี 387,141.21 บาท ต่อประชากร 66 ล้านคน และมีแนวโน้มที่ค่าเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จากการที่ประชากรจะลดจำนวนลง และเงินบาทจะถูกผลิตเพิ่มเข้ามาในระบบ
ปล. คิดจาก 25,551.32 billion THB (M3) ต่อ ประชากรไทย 66 ล้านคน
ปล.2 ในหน่วย Sat มูลค่าไทยบาทปัจจุบันประมาณ 6,000 บาท สามารถที่จะเป็นเจ้าของค่าเฉลี่ยที่ 0.00231638 BTC ได้เลย
กลับกันในหน่วยของไทยบาท เงิน 3.8 แสน จะต้องใช้เวลาหากี่วันที่จะเหลือเก็บจากที่ใช้แล้วได้ถึง 3.8 แสน กับค่าเฉลี่ยที่กำลังวิ่งหนีเราไปเรื่อย ๆ
#Siamstr #พักเที่ยง
เปลี่ยนที่กินกาแฟ

#Siamstr
---
Wherostr | https://wherostr.social/g/w4ru7363z
Duck Duck Go Maps | https://w3.do/KKY4hVI5
Google Maps | https://w3.do/kC6EDom-
👀
ไซเคิลที่แล้วโตจากขายการ์ดจอให้เหมืองเอาไปขุด alt coins, ไซเคิลนี้ก็โตเพราะ AI กำลังมา, และถูกมองว่าไฮเทคชิพเป็นองค์ประกอบหลัก ๆ ของการนำมาเทรน AI ให้ฉลาด
ถ้าหุ้น AI ตัวอื่น ๆ อย่าง Palantir, Alpha, Microsoft คือ การลงทุนสร้าง AI โมเดลต่าง ๆ ด้วยการนำ big data มหาศาลมาใช้
หุ้น Nvidia ก็เหมือนกับ การลงทุนในเครื่องมือที่ทำให้ AI ถูกนำมารันและใช้งานได้จริง ๆ ในชีวิตจริง
ใด ๆ คือเห็นราคาแล้ว พี่ ๆ จะ FOMO กันเกินไปแล้วครับ 😅
สิ่งที่อันตรายมาก ๆ คือการอยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่ทำอะไรเลย, แต่สิ่งที่ปลอดภัยมาก ๆ จากการอยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่ทำอะไรเลย คือการซื้อบิตคอยน์ เก็บ แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมันอีกจนกว่าจะเข้า Bitcoin Standard
ใช้ความขี้เกียจที่มีอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง
#Takeabreak #Backtowork #Siamstr
หยิบมากล่องเดียวได้ตัวที่อยากได้เลย
#Siamstr #Rathalos #MHW
เดี๋ยวอีกหน่อย zap จะแพงกว่านี้อีกนะครับ 555 แบบต้องไป zap กันทีละ micro-sats อะไรแบบนี้
ขอบคุณที่ชอบนะครับ :) 💜


