Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

GM Nostr, ☀️☀️☀️ #Siamstr

EDM ❌

EDM + Metalcore ✅

กลั้นขำในความเกรียนไม่ไหว, Hypa Hypa อีกเพลง 🤣

สนุก ๆ ยามเช้า ขอให้เป็นวันที่ราบรื่น

https://youtu.be/D1NdGBldg3w?si=zYzkFjBqAcifxH68

FB : เนื้อหาขอบคุณไม่ได้รับอณุญาต 😅

ถึงตาของเราแล้ว ;) #Siamstr #TheFiatStandard

Replying to Avatar Somnuke

ราคาบ้านมันอยู่ในจุดที่คนส่วนใหญ่เกินจะเอื้อมถึงแล้ว

ทุกวันนี้มันไปกันใหญ่แล้ว การจะมีบ้านหลังน้อยๆ ซักหลังกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ สำหรับคนวัย 30-40 ปี แบบผม ที่ควรจะมีบ้านเล็กๆ สักหลัง มีลูกอย่างน้อย 1 คน

แต่กลับไม่มีอะไรเลย...เข้าวัยกลางคนแล้วส่วนใหญ่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวกันไม่ได้ จะเก็บเงินซื้อสดก็ไม่มีวันไล่ราคาบ้านทัน จะกู้ซื้อก็ต้องกัดฟันอยู่แบบอัตคัทขัดสนไปจนเกษียณ

ส่วนคนที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของประชากร ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีรายได้สูงซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ก็จะกว้านไล่ซื้อที่ดินมาถือครองให้มากที่สุด ซื้อแล้วก็ไม่ได้อยู่อาศัย บางคนแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ ทำไปทำไมกัน?

ใครหลายคนคงคิดว่ามันคือเรื่องปกติ เดี๋ยวนี้ราคาที่ดินมันก็แพงแบบนี้แหละ เพราะความเจริญมันเข้าถึง มูลค่ามันเลยเพิ่ม

แต่จริงๆ แล้วมันโคตรผิดปกติ ทุกคนกำลังซื้อมันในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงไปหลายเท่า เพราะมันกำลังถูกใช้งาน "ผิดประเภท" มันมีความต้องการแฝงจำนวนมหาศาลที่แอบซ่อนอยู่

ตอนนี้แทบไม่เหลือโอกาสให้เราซื้อของถูกหรือในราคาที่เหมาะสม เหมือนคนรุ่น Baby Boomers หรือ GenX เคยมี เพราะมันถูก "แย่ง" ซื้อจนผลักราคาไปไกล แม้ในพื้นที่ทุรกันดารมันก็ยังมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น

คงมีแค่ไม่ถึง 1% ของประชากรที่สามารถซื้อบ้านหรือที่ดินได้โดยไม่เป็นหนี้ ผู้คนทั่วไปทำงานทั้งชีวิตแต่สามารถซื้อที่ดินได้แค่แปลงเดียว และจะซื้อได้ด้วยการกู้เท่านั้น ซึ่งต้องผ่อนไปจนเกษียณ ได้เป็นเจ้าของบ้านจริงๆ แค่ไม่กี่ปีก็ตายห่าน

และมันยากขึ้นทุกวันๆ หลายคนก็ขยันทำมาหากิน ดิ้นรนทุกวิธีทางแล้วแต่มันไม่พอ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนทำงานทั้งชีวิต ทั้งที่หน้าที่การงานรวมถึงรายได้ก็โอเค แต่ไม่มีปัญญาซื้อบ้านได้สักหลัง

ที่ดินมันแพงมหาโหดเพราะ demand ที่ควรจะมาจากแค่ 1 ความต้องการ มันกลับมาจากความต้องการถึง 3 ส่วน

1. เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น อยู่อาศัย ทำธุรกิจ ทำเกษตร ทำนู่นนี่

2. เพื่อรักษามูลค่า (store of value) แทนเงินที่มันเสื่อมค่าตามกาลเวลา

3. เพื่อเก็งกำไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ตั้งต้นมาจากสาเหตุเดียว คือ เพราะเรามี "เงินมันเxี้ย" มันไม่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ ผู้คนจึงต้องหาอย่างอื่นมาเก็บรักษาความมั่งคั่งแทนเงิน ซึ่งอันดับ 1 หวยมันไปตกอยู่ที่ "ที่ดิน"

มันเก็บรักษามูลค่ามั่นคงที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด คงทนข้ามผ่านกาลเวลาและส่งต่อให้คนรุ่นหลังในครอบครัวได้ ถ้าไม่เกิดสงคราม หรือรัฐบาลเพี้ยนไล่ยึดที่ดินประชาชน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ข้อ 2 กับ 3 นี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันแพง คนร่ำรวยทุกคนไม่ได้ซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัยหรือใช้งาน

นึกๆ ไป คนในยุคหินอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย บ้านก็ไปจองที่ว่างๆ ในถ้ำเอา เดือนๆ นึงทำงานไม่กี่วันพอ ไปล่าวัวแพะแกะกวางมาซักตัว แล้วตากแห้ง กินทั้งครอบครัวได้เป็นอาทิตย์ หมดแล้วก็ค่อยออกไปล่าใหม่ ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ฝ่ารถติดออกไปทำงานแทบทุกวัน ไม่เหลือเวลาให้ครอบครัว เพื่อแค่มีกินไปวันๆ และรู้ตัวอีกทีว่าสิ้นเดือนมันไม่พอแดก

เมื่อวันนึงโลกเรากลับมามี "เงินที่ดี" อีกครั้ง

demand ในส่วน store of value และ เก็งกำไร ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินทำหน้าที่เก็บรักษามูลค่าแทน "เงิน" ที่เสื่อมค่าลงทุกวัน

คนก็จะตัดสินใจซื้อเพื่อแค่อาศัยกันมากขึ้น ราคาที่ดินมันก็จะสมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คนแย่งซื้อกันเป็นบ้าเป็นบอ คนทั่วไปที่ต้องการแค่อยู่อาศัยก็ไม่มีกำลังพอจะไปแย่งด้วย

เรากำลังถูกบังคับให้ใช้ "เงินเฟียต" ที่ไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็นเงิน มันคือตัวการที่นำพาความล่มสลายมาสู่อารยธรรมมนุษย์ในแทบทุกส่วน และที่ดินเป็นแค่เพียงตัวอย่างเดียว

Fix the money fix the world

#Siamstr

ระดับนี้แล้ว ไม่ต้องเซ็นเซอร์จะได้อรรถรสในการอ่านมากขึ้นนะครับ 😉

สมัยพ่อผม เงินเดือน 8,000 บาท ผ่อนทาวน์เฮ้าส์ราคา 4 - 5 แสน ยังพอไหว, เดี๋ยวนี้เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท อย่าได้ฝัน คอนโดฯไกล ๆ เมืองขนาด 22 ตร.ม. ราคายังไป 0.9 - 1.2 ล้าน แล้ว

จนกว่าเราจะพบกับค่ามาตรฐานที่ดีกว่านี้ครับ :)

ปกติ Low Carb ไม่เคยหิวถึงขั้นมือไม้สั่นเลย, โดนข้าวมันไก่ข้าวจุก ๆ ไปเช้าวันนั้น เที่ยงนั่งมือสั่นแล้ว

## หน่วยวัด

ไม่มีใครที่ซื้อผ้าไหมยาว 1 เมตร ด้วยการที่เขามีหน่วยวัด 1,000 เซนติเมตร

ไม่มีใครที่ซื้อเนื้อวัวน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ด้วยการที่เขามีหน่วยวัด 1,000 กรัม

ไม่มีใครที่ซื้อเวลาของคนอื่น 24 ชั่วโมง ด้วยการที่เขามีหน่วยวัด 86,400 วินาที

เราไม่ได้ทำการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันด้วยจำนวนของหน่วยวัด แต่หน่วยวัดที่เราเรียกว่าเงินสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบอกปริมาณของมูลค่าที่เป็นเพียงความรู้สึกของมนุษย์

มีเพียงแค่ “เงิน“ เท่านั้น ที่เป็นหน่วยวัดสำหรับใช้ในการวัด ”มูลค่า“ และมีคุณสมบัติในการกักเก็บมูลค่าในตัวของมันเอง ที่พวกเราจะสามารถใช้เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันได้

ในหน่วยวัดมาตรฐานชนิดอื่น ๆ เช่น เมตร กิโลกรัม วินาที แอมแปร์ เคลวิน แคนเดลา และโมล พวกเราประดิษฐ์หน่วยวัดเหล่านี้ขึ้นเพื่อการใช้วัดปริมาณในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ความยาว น้ำหนัก กระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ ความเข้มของการส่องสว่าง ปริมาณสาร หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้อย่างเวลา พวกเราก็ประดิษฐ์เครื่องมืออย่างนาฬิกาขึ้นมาเพื่อให้เวลากลายเป็นสิ่งที่จับต้องและสามารถวัดปริมาณได้

ต่างกันกับ ”มูลค่า“ ที่ตัวของมันไม่ได้มีอยู่จริง มูลค่าสำหรับผู้คนที่มีให้กับสิ่ง ๆ หนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกจากภายในที่มีไม่เท่ากัน มูลค่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีสินค้าเกิดการแลกเปลี่ยน หมู 1 ตัว อาจจะเท่ากับข้าวสาลี 5 กระสอบสำหรับคนหนึ่ง แต่กับอีกคนมันอาจจะมีค่าเพียงแค่ข้าวสาลี 3 กระสอบ

แม้แต่ตัวของมนุษย์เองก็มีความสามารถที่จะกลายเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง ชายคนหนึ่งอาจขายแรงงานให้กับเจ้าของที่ดินด้วยการทำนาข้าวสาลี 100 ไร่ เพื่อแลกกับบ้านและที่ดินจำนวนหนึ่งจากเจ้าของที่ดิน ปัญหาอาจเกิดขึ้นเมื่ออารมณ์ความรู้สึกมีผลกับมูลค่า เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง เจ้าของที่ดินอาจบิดพริ้วคำสัญญากับชายคนนั้นเมื่อผลผลิตจากนาข้าวสาลี 100 ไร่ ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง

เงินที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดมูลค่าจึงกลายมาเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาจากความลำเอียงที่มีต่อมูลค่าของสินค้า จากอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่ทำการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน

### หน่วยวัดมาตรฐาน

เราเคยกำหนดให้ 1 กิโลกรัม มาจากน้ำหนักของวัสดุมาตรฐานอ้างอิงอย่าง Big K ที่สร้างจากแพลตตินั่ม-อิริเดียมอัลลอย ก่อนที่เราจะพบว่าค่ามาตรฐานจากวัสดุอ้างอิงนั้นมีการเลื่อนค่าอยู่เสมอไม่ว่าจะเก็บรักษาไว้ในสภาวะแวดล้อมจำกัดที่ดีมากแค่ไหนก็ตาม เราจึงเปลี่ยนจากการยึดค่ามาตรฐานจากการอ้างอิงค่าของวัสดุมาเป็นสมการทางฟิสิกส์ในการกำหนดนิยามของกิโลกรัมใหม่ เป็นค่าคงตัวของพลังค์ที่ 6.62607015x10^-34 ค่าคงที่ที่ไม่ว่าจะนำไปใช้ที่ใดในโลก 1 กิโลกรัมก็จะเท่ากันเสมอ

เราเคยกำหนดให้ความยาวของตุ้มนาฬิกาที่แกว่งภายในเวลา 1 วินาที ให้มีค่าเท่ากับความยาว 1 เมตร ก่อนที่เราจะพบว่าค่ามาตรฐานจากการแกว่งของตุ้มนาฬิกาของแต่ละพื้นที่ในโลกนั้นไม่เท่ากันเนื่องจากค่าของแรงโน้มถ่วงของแต่ละพื้นที่มีค่าไม่เท่ากัน เราจึงพยายามหาค่าที่จะเป็นค่ามาตรฐานในการใช้เป็นหน่วยวัดความยาว จนกระทั้งในปัจจุบันเราใช้ค่าของความเร็วที่แสงเดินทางในสุญญากาศ 299,792,458 เมตรต่อวินาที มากำหนดเป็นนิยามของ 1 เมตร เพื่อให้เรามีตัวเลขที่จะใช้เป็นค่ามาตรฐานในการวัดความยาวได้อย่างเท่ากันทั้งโลก

แม้แต่สิ่งที่อยู่กับพวกเรามาตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายที่เราไม่สามารถจับต้องมันได้ราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่นามธรรมอย่าง “เวลา” พวกเราก็ยังประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่านาฬิกาเพื่อเป็นเครื่องมือที่ทำให้เวลากลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมในชีวิตของเรา ใช้เพื่อบอกโมงยาม ใช้เพื่อการนัดหมาย เพื่อให้ชีวิตของการอยู่ร่วมกันในสังคมราบรื่น เราประดิษฐ์นาฬิกาแดดที่ใช้แสงจากดวงอาทิตย์เพื่อกำหนดเวลาของเที่ยงวันเมื่อดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นผิวโลก ก่อนที่เราจะพบกับปัญหาว่าดวงอาทิตย์นั้นตั้งฉากกับแต่ละพื้นที่ของโลกไม่พร้อมกัน และเพื่อให้พวกเราได้มีมาตรฐานของเวลาที่เท่ากัน ในปัจจุบันเราได้ใช้การกำหนดนิยามของวินาที จากความถี่ของการเปลี่ยนระดับพลังงานไฮเปอร์ไฟน์ของสถานะพื้นที่ ๆ ไม่ถูกรบกวนของอะตอมซีเซียม 133 ที่มีค่าเท่ากับ 9,192,631,770 ในหน่วย s-1 หรือ Hz

จากที่กล่าวมาเบื้องต้น มนุษย์อย่างพวกเรามีความปรารถนาดีที่จะมีสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานในการวัดค่า เพื่อที่จะให้มนุษยชาติสามารถที่จะรังสรรค์สิ่งประดิษฐ์และสร้างเทคโนโลยีต่าง ๆ จากการมี “ค่ามาตรฐานในการวัดสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้องและมีความคงที่” การสร้างบ้านเรือนอาคารที่ต้องอาศัยการออกแบบ การคำนวณ และการวัดค่าอย่างมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย การปล่อยกระสวยอวกาศเพื่อการส่งดาวเทียมที่หากมีการคำนวณเวลาที่ผิดพลาดแม้แต่เสี้ยววินาทีก็อาจจะทำลายโครงการที่มีการใช้งบประมาณอย่างมหาศาลได้อย่างง่ายดาย

ลองนึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากหน่วยวัดบนไม้บรรทัดความยาว 30 เซนติเมตรในวันนี้ วันพรุ่งนี้หน่วยวัดของมันจะถูกสเกลเพิ่มขึ้นเป็น 60 เซนติเมตรบนไม้บรรทัดแท่งเดิม หรือ ตราชั่งน้ำหนักพิกัด 20 กิโลกรัมในวันนี้ วันพรุ่งนี้หน่วยวัดของมันจะถูกสเกลเพิ่มขึ้นเป็น 40 กิโลกรัมบนตราชั่งเครื่องเดิม

ผ้าไหมความยาว 30 เซนติเมตร ที่มีขายในวันนี้ พรุ่งนี้มันจะเหลือความยาวเพียง 15 เซนติเมตร จากหน่วยวัดบนไม้บรรทัดที่ถูกสเกลเพิ่มจนบิดเบี้ยว เนื้อวัวน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ที่ขายกันในวันนี้ วันพรุ่งนี้มันจะลดเหลือเพียง 10 กิโลกรัม จากหน่วยวัดบนตราชั่งที่ถูกสเกลเพิ่มจนบิดเบี้ยว

พวกเราจึงไม่อาจยินยอมให้หน่วยวัดมาตรฐานมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงและไร้ซึ่งความคงที่ได้จากความต้องการของใครคนใดคนหนึ่ง

### เงิน หน่วยวัดที่ไม่มีค่าคงที่

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะนำพาโลกมาได้ไกลอย่างในปัจจุบัน เงินที่มีวิวัฒนาการจาก เปลือกหอย ลูกปัด หินไร แร่เงิน ทองคำ เหรียญกษาปณ์ ตั๋วแลกทองคำ ธนบัตร มาจนถึงตัวเลขดิจิตอลทางบัญชีที่เราใช้ในการรับส่งเงินตราระหว่างกันและกันได้ไกลสุดขอบโลก ความแตกต่างหนึ่งของการเป็นหน่วยวัดที่ดีคือหน่วยวัดชนิดอื่น ๆ มีการพัฒนาเทคโนโนโลยีเพื่อการค้นหาความจริงของค่าคงที่ที่จะมีความถูกต้องแม่นยำที่สุดเมื่อนำมาใช้ในการวัดค่า แต่เงินตรากลับเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าคงที่และสามารถถูกเพิ่มหรือลดจำนวนของหน่วยในการใช้วัดมูลค่าได้ตลอดเวลา

สำหรับเงินตราที่เป็นมาตรฐานของโลกอย่าง US Dollar แล้ว หน่วยวัดมูลค่าของมันถูกสเกลเพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 1959 ที่จำนวนหน่วยของมันจากที่เคยอยู่ที่ $286.6 Billion (M2) ถูกสเกลเพิ่มขึ้นมาเป็น $20.8K Billion (M2) ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึง 7,273% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 69 ปี

ถ้าจะให้เทียบกับ 1 เมตร ที่จะมีค่าเท่ากันกับ 1 เมตร อยู่เสมอ เมื่อ 1 เมตร นั้นจะมีค่าเท่ากับ 299,792,485 เมตรต่อวินาที ในทุก ๆ ที่ แต่กลับกันในหน่วยของเงิน เงิน $1 ในปี 2024 จะมีค่าไม่เท่ากับเงิน $1 ของปี 1959 มูลค่าของมันที่ถูกกักเก็บเอาไว้ถูกทำให้เสื่อมค่าลงจากปริมาณของเงินที่ถูกผลิตเพิ่มเข้ามาในระบบ

เราสามารถรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของหน่วยวัดมูลค่านี้ เมื่อเรานำมันไปเทียบกับสินค้าหรือบริการอื่น ๆ เราจะพบว่าเรามักจะต้องเพิ่มหน่วยของเงินสำหรับการใช้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการเดิมที่เราเคยซื้อ โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องรอการสรุปตัวเลขดัชนีผู้บริโภครายปีที่จะถูกประกาศโดยรัฐเลยด้วยซ้ำ

ในปี 2008 การเกิดวิกฤติทางการเงินที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกนั้นปั่นป่วน มีคนหรือกลุ่มคนที่พยายามจะสร้างหน่วยวัดมูลค่าชนิดใหม่ขึ้นมาเพื่อแทนที่หน่วยวัดมูลค่ารูปแบบเก่าอย่าง US Dollar ชื่อของมันคือ Bitcoin เงินดิจิตอลไร้ตัวกลางในการควบคุม ถูกนิยามให้มีหน่วยวัดมูลค่าที่มีความคงที่ที่ 21 ล้านหน่วย (BTC) ซึ่งเป็นสามัญสำนึกแบบเดียวกันกับการที่เราใช้ในการประดิษฐ์หน่วยวัดชนิดอื่น ๆ เงินก็ควรจะมีค่าคงที่ที่ค่าใดค่าหนึ่ง ที่จะไม่มีใครสามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงมันได้ในภายหลัง เพื่อให้ 1 BTC จะมีค่าเท่ากับ 1 BTC อยู่เสมอ ไม่ว่ามันจะอยู่ในที่ ๆ ใด หรือแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานมากแค่ไหนก็ตาม

บอกผมหน่อยสิว่า ในเวลานี้หน่วยวัดใดกันที่ไม่มีความเข้าพวกกับหน่วยวัดชนิดอื่น ๆ และทำไมเราจึงยังคงใช้หน่วยวัดหน่วยนี้ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้มีความยุติธรรมต่อมูลค่าที่เราได้ให้ค่าต่อสิ่ง ๆ หนึ่งเลยแม้แต่น้อย

มูลค่า เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ใครจะให้ค่าต่อสิ่ง ๆ ได้ว่าจะมีมูลค่ามากหรือน้อยแค่ไหน จะดีมากแค่ไหนหากว่าเราจะมีเครื่องมือที่ใช้บอกมูลค่านั้นได้อย่างเที่ยงธรรม ในเมื่อเรากำลังมีเงินที่หน่วยวัดของมันมีค่าคงที่ ทำไมเราจึงจะไม่พลักดันให้เงินสกุลใหม่นี้ บิตคอยน์ ให้มันกลายมาเป็นหน่วยวัดมูลค่ามาตรฐานที่พวกเราจะใช้มันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก

#Siamstr #SiamstrOG

เบื่อปรัชญาศาสนาแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะ note เรื่อง “หน่วยวัด” (มูลค่า)

เลิกงานแล้วกลับได้ ;)

#Siamstr

3BB 1Gbps/500Mbps เดือนละ 799, Down Time ประมาณปีละ 1-2 ครั้งจากทาง ISP เอง (แจ้งผ่าน message มาว่าอินเตอร์เน็ตขัดข้อง) และ 2 ปีครั้งจะเจอเหตุการณ์กระรอกกัดสาย fiber optic ซึ่งเน็ตเสียสามารถแจ้งเสียได้ทาง application บนมือถือ เวลาแก้ไขประมาณ 1 วันครับ

ปล. ผมคิดว่าน่าจะต้องดูพื้นที่ให้บริการเป็นข้อมูลด้วยในการตัดสินใจด้วยครับ บางพื้นที่เจ้าเดียวกันไม่มีปัญหา แต่พอต่างพื้นที่แต่เจ้าเดียวกัน down บ่อยมาก ๆ อันนี้ก็มี

ปกติซื้อจากเหมืองโดยตรงมีขั้นต่ำมั้ยครับ

ใช่ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการ ‘หมุน’ ให้เกิดการตัดกันของสนามแม่เหล็กในตัว Generator ไม่ว่าจะพลังงานน้ำจากเขื่อนก็เป็นการปล่อยน้ำลงไปหมุนใบพัดเพื่อปั่นไฟฟ้า, กังหันลมอันนี้ก็หมุนโดยตรง, น้ำมัน แก็ส ถ่านหิน พลังงานความร้อนใต้พิภพ นิวเคลียร์ หรือ CSP แบบในรูป จะเป็นการนำความร้อนที่ได้ไปต้มน้ำเพื่อเอาไอน้ำไปหมุนใบพัดของ Generator ซึ่งจะได้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)

โซล่าเซลล์แบบที่ติดตามบ้านเรือน หรือที่ทำเป็นโซล่าฟาร์ม จะเป็นการรับโฟตอนจากแสงอาทิตย์ที่ตกมากระทบกับแผงซิลิกอน จะได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ซึ่งจะต้องมีการนำไปผ่าน Inverter ให้เป็นกระแสสลับ (AC) ก่อนที่จะเอาไปใช้

ประมาณนี้ครับพี่ริช

ปล. โซล่าแบบในรูปคือ CSP จะเป็นการรวมความร้อนของแสงอาทิตย์จากกระจก สะท้อนไปที่ยอดของหอคอยที่เป็นจุดรวมความร้อนสำหรับต้มน้ำเกลือนะครับ, คนละแบบกับ Solar Cell ที่ใช้กันตามบ้าน