Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

ขอบคุณครับพี่ตั้ม :) ผมไม่ได้เล่น tt ด้วยสิ แหะ ๆ , แต่ถ้าเอาไปทำอนิเมชั่นแบบ Pasulol ได้น่าจะดี 555

ขอบคุณที่ชื่นชอบนะครับ :) มีไอเดียผมจะเขียนแนว ๆ นี้มาเรื่อย ๆ นะครับ ;)

## นิทานยามบ่าย

### เรื่อง : เทพเจ้าแห่งความเท่าเทียม

*Caution : เรื่องแต่ง*

#### ณ โลกคู่ขนาน

มนุษย์ 1 : ไม่ไหวแล้ว.. โลกตอนนี้มีแต่ความเหลื่อมล้ำ มันจะมากเกินไปแล้ว คนจนจะอดตายกันหมด คนรวยกลับรวยเอา ๆ

มนุษย์ 2 : อยากได้รัฐสวัสดิการ.. เมื่อไหร่คนรวยจะยอมแบ่งเงินที่หาได้ปีละเยอะ ๆ ไปจ่ายภาษีให้รัฐเพิ่มวะ.. ไอ้พวกเห็นแก่ตัวเอ้ย.. รวยแล้วยังจะงกอีก

คนรวย : ...

มนุษย์ 1 : ไม่ได้การละ รอรัฐมันคงจะช้าเกินไป พวกเราไปขอพรกับเทพเจ้าแห่งความเท่าเทียมกันดีกว่า ดูสิว่าเทพเจ้าจะช่วยอะไรเราได้บ้าง

มนุษย์ 2 : ดี ๆ เราไปกันเลย ในเมื่อรัฐแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันไม่ได้ เราคงต้องพึ่งพาเทพเจ้าแล้วหละ..

คนรวย : อย่า.. พวกมึงหยุดเลยนะ กูยอมจ่ายภาษีแพง ๆ แล้วก็ได้

มนุษย์ 1 : ทำไมล่ะ? กลัวอะไร? กลัวว่าพวกเราจะเท่าเทียมกันหรอ.. พวกคนรวย ๆ อย่างมึงแม่งเห็นแก่ตัวจริง ๆ

มนุษย์ 2 : ใช่ ๆ ทีนี้แหละ มึงกับกูจะได้เท่าเทียมกันสักที

คนรวย : ...

#### ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์

เทพเจ้า (ทท) : โห้.. มนุษย์อย่างพวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้า ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความเท่าเทียมกันล่ะ?

มนุษย์ 1 : ข้าได้ยินมาว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่สามารถให้พรแห่งความเท่าเทียมได้ ตอนนี้มนุษย์บนโลกกำลังเกิดสภาวะของความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง คนที่จนกลับจนลง ส่วนคนที่รวยกับรวยเอา ๆ ถ้าพวกเรามีเงินอย่างเท่าเทียมกัน พวกเราก็คงจะไม่ต้องทุกข์ยากแบบนี้

เทพเจ้า (ทท) : อืม.. งั้นพวกเจ้าก็คิดว่าสาเหตุนั้นมาจากเงินใช่มั้ย?

มนุษย์ 1 : ใช่แล้วท่าน ถ้าหากว่ามนุษย์ทุกคนร่ำรวยมีเงินทองเหมือน ๆ กัน พวกเราทุกคนก็จะเท่าเทียมกันได้

มนุษย์ 2 : พวกเราคิดกันมาแล้ว เราอยากจะขอพรที่ทำให้พวกเรามีเงินใช้แบบคนรวย ๆ โดยที่ไม่ต้องออกไปทำงานให้เหน็ดเหนื่อยก็สามารถมีเงินใช้ได้ตลอดเวลา

เทพเจ้า (ทท) : โหว.. มีเงินใช้โดยที่ไม่ต้องทำงานอย่างงั้นเหรอ? น่าสนใจดีนิ ว่าแต่พวกเจ้าคิดว่าพวกคนที่รวย ๆ เขาไม่ต้องทำงานกันรึยังไง?

มนุษย์ 1 : ก็จริงอยู่ที่พวกเราต่างก็ต้องทำงานเพื่อหาเงิน แต่ถ้าพวกเราทุกคนมีเงิน เราก็ไม่จำเป็นจะต้องออกไปทำงานไงท่าน มันจะไม่มีอีกต่อไปสิ่งที่เรียกว่าคนรวยและคนจน จะไม่มีความแตกต่างที่สร้างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นอีก

มนุษย์ 2 : ใช่ ๆ เพราะว่าตอนนี้คนรวยที่รวยมาก ๆ ก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ต่างจากพวกเราที่ทำงานกันแทบตายก็ยังไม่รวยสักที

เทพเจ้า (ทท) : อืม ๆ เราเข้าใจความคิดของมนุษย์อย่างพวกเจ้าแล้ว ถ้าอย่างนั้นจงรับเอาพรแห่งความเท่าเทียมของข้าไป

มนุษย์ 1,2 : (ซุบซิบ) จะมาแล้ว ๆ ... พวกเราจะสบายกันแล้ว

เทพเจ้า (ทท) : นับจากนี้ไป ข้าจะให้มนุษย์ทุก ๆ คนมีเงินใช้ 1 ยูนิต ต่อ 1 วินาทีอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีเงื่อนไข คนที่มีบัญชีธนาคารจะมีเงินเพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 วินาที ส่วนคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารจะมียูนิตในรูปแบบของเงินกระดาษหรือเหรียญเพิ่มขึ้น 1 ยูนิตทุก ๆ 1 วินาที

และไม่ว่าพวกเจ้า มนุษย์คนใดคนหนึ่งคิดจะหลีกเลี่ยงผลของพรที่ข้าให้ไปนี้ด้วยการสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมา พวกมันก็จะไร้การควบคุมและเพิ่มจำนวนขึ้นเองได้เมื่อมีคนให้ค่ายอมรับมัน จะเป็นเช่นเดียวกันกับเงินยูนิตเสมอ ซึ่งพวกเจ้าทุก ๆ คนจะมีเงินใช้แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่ออกไปทำงานเลยก็ตาม พวกเจ้าทุก ๆ คนจะมีเงินเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมกันตามคำขอที่พวกเจ้าปรารถนา

มนุษย์ 1 : เห้ย..โคตรดี ไม่คิดเลยว่าเทพเจ้าแห่งความเท่าเทียมจะใจดีขนาดนี้ แบบนี้มันได้ตามสิ่งที่ขอเลย

มนุษย์ 2 : ใช่ ๆ แค่นี้พวกเราก็จะมีเงินใช้อย่างเท่าเทียมโดยที่ไม่ต้องออกไปลำบากทำงานกันแล้ว ดีใจน้ำตาไหลพราก

มนุษย์ 1 : ขอบคุณท่านเทพมาก ๆ เลยนะท่าน ท่านปรารถนาสิ่งตอบแทนใดจากพวกเรา ท่านบอกพวกเรามาได้เลย

เทพเจ้า (ทท) : หึหึ.. มนุษย์อย่างพวกเจ้าจะให้อะไรกับข้าที่เป็นเทพเจ้าได้กันเล่า อ่า..นอกซะจากความบันเทิงล่ะนะ

มนุษย์ 1,2 : ความบันเทิงอย่างงั้นเหรอ..?

#### เช้าวันถัดมา

คนรวย : เช้า ๆ แบบนี้สั่งกาแฟสักแก้วดีกว่า เอิ่ม.. เข้าแอพ หาร้าน เลือกเมนู แล้วก็กดสแกนจ่าย..

คนรวย : (เปิดดูบัญชี) ชิบหายแล้ว.. นี่มันเชี่ยอะไรวะเนี่ย? ทำไมอยู่ ๆ บัญชีธนาคารมันถึงมีเงินเด้งเข้าบัญชีรัว ๆ แบบนี้ได้วะ (เปิดทีวี)

ผู้ประกาศข่าว (TV1) : ขณะนี้มีผู้คนจำนวนมากออกไปจับจ่ายใช้เงินซื้อสินค้ากันตามห้างสรรพสินค้า จนสินค้าตามเชลฟ์สินค้าหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือแล้ว

ผู้ประกาศข่าว (TV2) : เบื้องต้นจากข้อมูลแถลงการออกมาจากทางภาครัฐ พบว่าบัญชีเงินฝากของคนในประเทศตอนนี้อยู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก และขอให้ประชาชนงดออกไปจับจ่ายซื้อขายสินค้ากันชั่วคราว

ผู้ประกาศข่าว (TV3) : มีแถลงการณ์จากธนาคารกลางแจ้งว่า ในตอนนี้พวกเราไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของเงินในบัญชีได้อีกต่อไป ทางธนาคารกลางได้ทำการทดลองเปิดใช้งานระบบเงินดิจิตอลสกุลใหม่รูปแบบ CBDC ที่มีแผ่นจะนำมาใช้ในปีหน้า แต่ก็ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นเองของเงินในระบบได้เช่นกัน

ผู้ประกาศข่าว (TV4) : มีรายงานข่าวเข้ามาครับ พบว่ามีเหตุการณ์แปลกประหลาด ประชาชนที่พบว่ามีเงินเข้าบัญชีอย่างไม่ทราบสาเหตุได้แห่กันออกไปถอนเงินจากตู้ ATM เพราะกลัวว่าบัญชีธนาคารจะถูกอายัด ทุกคนที่ไปถอนเงินต่างก็พบว่าตู้ ATM สามารถกดเงินออกมาได้เรื่อย ๆ ราวกับว่าตู้ ATM มันกลายเป็นเครื่องพิมพ์เงินไปแล้วครับ

ผู้ประกาศข่าว (TV5) : บะ..บ้าไปแล้ว แม้ตัวเลขในสมุดบัญชีธนาคารมันก็ยังเพิ่มขึ้นเองได้

คนรวย : ชิบหายแล้ว ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินในบัญชี เงินกระดาษก็ยังโดนไปด้วยหรอ.. ไอ้สองคนนั่นเอาจริงสินะ

มนุษย์ 1 : ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง คิด ๆ แล้วก็มีความสุขจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีเงินเยอะขนาดนี้เลย

มนุษย์ 2 : มีเงินเด้งเข้าบัญชี 1 ยูนิตต่อ 1 วินาที ตกชั่วโมงละ 3,600 ยูนิต วันนึงก็ 86,400 ยูนิตแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าเดือน ๆ นึงจะมีเท่าไหร่..

มนุษย์ 1 : พวกเราออกไปซื้อเบียร์ที่ร้านชำหน้าปากซอยมาฉลองกันดีกว่า จากนี้ไปเราก็จะไม่ต้องออกไปทำงานอีกแล้ว

มนุษย์ 2 : ดีเลย งั้นเดี๋ยวกูขอไปที่ทำงานแป็ปนะ จะไปลาออก ฮ่า ๆ ๆ เดี๋ยวขากลับจะแวะซื้อกับแกล้มมาให้

มนุษย์ 2 : มีสตางค์นะมันช่างดีนะเออ.. (ร้องเพลง)

#### ณ ร้านขายของชำ

มนุษย์ 1 : ลุง.. ผมขอซื้อเบียร์ 2 ลัง วันนี้จะฉลองสักหน่อย

เจ้าของร้าน : มีอะไรน่าดีใจจนถึงกับต้องฉลองด้วยหรอ? อืม.. ได้ ๆ เบียร์ 2 ลัง ทั้งหมด 0.002 BTC รับทั้ง On-Chain และ Lightning

มนุษย์ 1 : ห๊ะ.. BTC อะไรวะลุง เล่นตลกอะไรเนี่ย? เบียร์ 2 ลังกี่ยูนิต ผมกำลังรีบ ๆ อยู่

เจ้าของร้าน : ยูนิตอย่างงั้นหรอ? ใครจะบ้า ปัญญาอ่อนรับเงินที่มันเพิ่มขึ้นได้เองในบัญชีกันล่ะ? ถ้าจะให้ขายเบียร์เป็นเงินนั่น กูปิดร้านแล้วไปนอนชักxาวดีกว่า จะมาเปิดร้านขายของอยู่ทำซากอะไร

มนุษย์ 1 : อ้าว เห้ย ลุง.. ก็ในกฎหมายมันเขียนไว้อยู่เนี่ยว่าเงินยูนิตมันใช้สำหรับชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คนขายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ พูดงี้อยากติดคุกหรอลุง

เจ้าของร้าน : อ่า.. งั้นกูขอให้มึงรีบ ๆ โทรแจ้งตำรวจเลยครับ ถ้ามันยังมีคนทำงานเป็นตำรวจให้มึงอยู่อะนะ.. อีกอย่าง แทนที่จะมาหาซื้อเบียร์มึงรีบไปหาแย้งซื้อพวกน้ำเปล่ากับพวกอาหารแห้งจะดีกว่า

เจ้าของร้าน : เพื่อนกูที่ทำนาอยู่ต่างจังหวัดโทรมาบอกว่าเลิกขายข้าวเป็นยูนิตแล้วรับแลกเป็นอย่างอื่นแทน ส่วนเพื่อนอีกคนที่เป็นคนขับรถส่งของก็เพิ่งจะโทรมาบอกว่าตอนนี้ลาออกนอนอยู่บ้านเฉย ๆ แล้ว ให้ตายสิ

เจ้าของร้าน : พวกงานบริการ เด็กเสิร์ฟ คนขับรถ คนขายอาหารตามสั่ง ไปจนถึงพวกข้าราชการตอนนี้ไม่มีใครทำงานกันแล้ว.. ก็แหงสิ อยู่เฉย ๆ ก็มีเงินเข้าบัญชีรัว ๆ ใครมันจะออกไปทำงานกันวะ แล้วเองน่ะ คิดว่ามีเงินให้ใช้ฟรี ๆ กะว่าสบายแล้วสิ จะฝันก็เอาไว้ตอนที่กำลังนอนเถ๊อะ ฮ่า ๆ ๆ

มนุษย์ 1 : ...

#### ณ บริษัทของมนุษย์ 2

ประทานบริษัท : ตอนนี้เรากำลังเจอกับวิกฤติการเงินแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และผมเข้าใจดีว่าในตอนนี้มีพวกคุณหลายคนกำลังคิดว่าจะลาออกจากบริษัท เพราะว่าทุก ๆ คนมีเงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้นเองได้โดยที่ไม่ต้องมาทำงาน ผมอยากให้ทุก ๆ คนใจเย็น ๆ แล้วตั้งสติดี ๆ

ประทานบริษัท : สำหรับบริษัทของเราที่มีกลุ่มพันธมิตรในเครือกำลังพิจารณาในการหาสิ่งที่จะมาเป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนใหม่ ซึ่งพวกเรากำลังค้นหาสิ่งที่สามารถใช้เป็นเงินโดยที่ตัวของมันไม่สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นเองแบบเกิดขึ้นกับเงินในเวลานี้

ประทานบริษัท : และจากที่พวกเราทดลองค้นหามาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินในบัญชี เงินกระดาษ หรือแม้แต่ธนาคารกลางที่ทดลองเปลี่ยนสกุลเงินใหม่ ทุก ๆ ครั้งหลังจากที่เริ่มใช้งานมัน พวกมันก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเองในบัญชีของทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับมัน

ประทานบริษัท : ดังนั้นหลังจากที่พยายามค้นหาแล้ว มีเพียงแค่ทองคำเท่านั้นที่มันไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเองได้ แต่ปัญหาก็คือพวกเราจะเอาทองคำมาใช้แลกเปลี่ยนนำเข้าสินค้าได้ยังไง ถ้าจะให้แบ่งพื้นที่ของเรือบรรทุกสินค้าเพื่อเอาไปใช้ในการขนทองคำมันคงไม่ดีแน่ ๆ

พนักงาน 1 : ขอโทษนะครับ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือว่าก่อนหน้านี้พวกเราเคยใช้ตั๋วแลกทองคำกันนิครับ ถ้าพวกธนาคารสร้างสกุลเงินใหม่โดยที่ใช้ทองคำหนุนหลัง แบบนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหานะครับ

ประทานบริษัท : พวกเขาทดลองแล้ว สุดท้ายแล้วถึงจะมีทองคำอยู่ในรีเสิร์ฟของพวกเขาในการหนุนค่าเงิน แต่อยู่ ๆ เงินในระบบก็จะเพิ่มขึ้นเองได้อยู่ดี ไม่ต่างจากปกติที่เงินมันก็ถูกผลิตเพิ่มโดยนโยบายของธนาคารกลาง ตอนนี้มันก็แค่เปลี่ยนมาถูกผลิตขึ้นเองโดยที่เข้าสู่มือของประชาชนโดยตรง

พนักงาน 2 : ท่านประทานครับ คือจริง ๆ แล้วผมมีถือบิตคอยน์อยู่นิดหน่อยนะครับ แต่แปลกใจมากที่มันก็เป็นเงินดิจิตอลชนิดหนึ่ง แต่ผมลองเช็คแล้วบิตคอยน์ในวอลเล็ตของผมมันไม่ได้เพิ่มขึ้นเองแบบเงินในบัญชอื่น ๆ เลยครับ

พนักงาน 3 : จริงด้วย ผมจำได้ว่ามันถูกโปรแกรมล็อคเอาไว้ให้มีจำนวนแค่ 21 ล้านหน่วย หรือว่าเพราะแบบนี้มันถึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นเองได้?

ประทานบริษัท : ถูกโปรแกรมล็อคจำนวนเอาไว้อย่างงั้นเหรอ.. อืม.. น่าสนใจดีนิ

พนักงาน 4 : แล้วถ้าเกิดเอามันมาใช้แทนเงินปกติ มันจะมีคนรับหรอ? มีใครบ้างที่รู้จักไอ้เงินบิตคอยน์อะไรเนี่ย

พนักงาน 2 : ก็ถ้าเทียบกับเงินที่เพิ่มขึ้นเองในบัญชีได้เรื่อย ๆ ที่ทุก ๆ คนก็ได้เงินแบบนั้นกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว กับเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดเวลาที่คุณอยากจะขายของ ๆ คุณ คุณอยากจะรับมันเป็นอะไร? คุณยังจะรับเป็นเงินยูนิตอย่างงั้นหรอ?

พนักงาน 4 : นั่นนะสิ ผมลืมคิดไปเลยถ้าทุก ๆ คนมีเงินเพิ่มขึ้นเท่า ๆ กัน สุดท้ายแล้วพวกข้าวของสินค้าที่มีจำกัดยังไงมันก็จะต้องมีราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นอินฟินิตี้ด้วยแน่ ๆ ถ้าทุกคนมีเงินใช้กันวันละ 86,400 ยูนิต กับประชากรทั้งหมด 8 พันล้านคน เราก็จะมีเงินในระบบเพิ่มขึ้นถึงวันละ 690 ล้านล้านยูนิตต่อวัน ซึ่งจะหมายความว่าทุก ๆ วันสินค้าจะมีราคาแพงขึ้นถึง 8 พันล้านเท่าต่อวัน.. โอ้พระเจ้า... ใครกำลังเล่นตลกอะไรกันเนี่ย...

พนักงาน 2 : ใช่มั้ยละ และด้วยความที่มันเป็นเงินดิจิตอล พวกก็เราสามารถใช้มันในการรับส่งแลกเปลี่ยนระหว่างกันที่ไหนก็ได้ในโลก เปรียบเสมือนกับว่ามันเป็นทองคำดิจิตอลอย่างไงอย่างงั้น

พนังงาน 3 : จริง.. ข้อดีกว่านั้นคือการที่มันถูกออกแบบมาให้แบ่งหน่วยย่อยได้ ดังนั้นเราสามารถสเกลราคาของสินค้าตั้งราคาเป็น BTC เท่าไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลเหมือนกับการตัดแบ่งทองคำเป็นชิ้น ๆ

พนังกงาน 1 : แล้วข้อเสียล่ะ? ตอนนี้มันยังไม่มีใครที่กำลังใช้มันเป็นเงินอยู่ใช่มั้ยล่ะ? จะมีใครที่จะแลกสินค้าเป็นบิตคอยน์ ไหนจะพวกที่ไม่เคยมีบิตคอยน์อีก พวกนั้นจะไปเอาบิตคอยน์จากที่ไหนมาจ่ายให้กับเรา

พนังงาน 2 : ก็ถ้าบริษัทใหญ่ ๆ อย่างเราประกาศว่าจะรับชำระค่าสินค้าเป็นบิตคอยน์ ใครบ้างละที่จะไม่ยอมรับมัน รัฐบาลที่ล้มเหลวไปแล้วจากการที่ควบคุมเงินไม่ได้จะต่อต้านเราได้งั้นหรอ? มันเป็นโอกาสที่ดีเลยที่เอกชนอย่างเราจะกลายเป็นผู้นำของตลาดเสรีนี้ ส่วนพวกที่ไม่มีบิตคอยน์ ยังไงตลาดที่รับแลกเปลี่ยนด้วยบิตคอยน์ก็จะไปบีบบังคับให้คนพวกนั้นต้องออกไปทำงานหรือหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะได้บิตคอยน์มาใช้ในการใช้จ่ายเอง

ประทานบริษัท : แล้วเราจะหาบิตคอยน์ได้จากที่ไหน? ในเมื่อตอนนี้ยูนิตมันกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าไปแล้ว มันคงไม่มีใครที่ยอมขายบิตคอยน์เป็นยูนิตให้กับเราใช่มั้ยละ?

พนักงาน 2 : เราลองติดต่อเหมืองขุดบิตคอยน์ดูมั้ยละครับ เราอาจจะลองยื่นข้อเสนอทางธุรกิจให้กับพวกเขาดู ว่าบริษัทของเราจะสนับสนุนการใช้บิตคอยน์ในการใช้แลกเปลี่ยนสินค้าของบริษัทในเครือ โดยอาจจะทำสัญญากู้บิตคอยน์ของพวกเขาเพื่อเอามาใช้ดำเนินการก่อน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราจะต้องดำเนินการดิลทางธุรกิจกับเหมืองให้สำเร็จก่อนการประกาศ ไม่อย่างนั้นบิตคอยน์เมื่อมันกลายเป็นที่ต้องการของผู้คนจำนวนมากในทันที อาจจะทำให้ราคาสินค้าที่เราจะขายเป็นบิตคอยน์มีราคาที่ลดลงอย่างรุนแรงมากก็ได้ เราจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบมาก ๆ ครับ

ประทานบริษัท : นั่นน่าสนใจมาก ถ้าเราเอามันมาใช้ในการดำเนินกิจการต่อได้ ผมจะลองเสนอกลุ่มบริษัทในเครือดูว่าเราจะลองใช้บิตคอยน์กันดีมั้ย แต่ถ้าเราไม่มีทางเลือกจริง ๆ เราก็คงต้องใช้มันละนะ ส่วนเงินเดือนของพวกคุณถ้าต้องปรับไปเป็นบิตคอยน์แทนพวกคุณจะว่ายังไง?

มนุษย์ 2 : ผมขอลาออกครับ

ประทานบริษัท : ...

มนุษย์ 2 : ให้กลับไปทำงานรับเงินที่มันจำกัดแบบนั้นไม่เอาหรอกครับ มีเงินเข้าบัญชีให้ใช้ฟรี ๆ ผมสบายกว่าเยอะ ผมคงไม่กลับไปทำงานให้กับคุณอีกแล้วล่ะครับ ใครจะโง่ทำงานกันต่อก็เอาเลย เทพเจ้าอุตส่าห์ให้พรแห่งความเท่าเทียมมาแล้ว ใครอยากจะเป็นทาสต่อไปก็เชิญเลย ผมไปล่ะ...

ประทานบริษัท : นั่นเขาเป็นอะไรของเขา?

พนักงาน (ทุกคน) : ...

#### ณ ลานจอดรถในบริษัทของมนุษย์ 2

มนุษย์ 2 : (โทรศัพท์) ฮัลโหล.. เออ.. กูลาออกแล้วนะ ตอนลาออกเมื่อกี้กูโคตรสบายใจเลยว่ะ อย่างโล่งเลย

มนุษย์ 1 : ห๊ะ! มึงลาออกจริง ๆ หรอวะ? กูจะโทรมาบอกมึงว่าอย่างลาออกจากงานนะ

มนุษย์ 2 : ทำไมวะ? รวย ๆ อย่างเรา ไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้สบาย ๆ มีเงินใช้ฟรี ๆ

มนุษย์ 1 : ก็ไอ้เงินฟรี ๆ ที่มึงว่า ตอนนี้แม่งไม่มีใครเขารับเลยอะดิ กูขับรถตระเวนไปทั่ว อย่าว่าแต่เบียร์เลย น้ำเปล่าแม่งยังไม่มีใครเขาขายให้กูเลย

มนุษย์ 2 : นี่มึงอำกูปะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ จะเป็นไปได้ไงวะ เทพเจ้าให้พรนี้กับเรามาเลยนะ มันจะไปมีใครที่ไม่อยากจะรับเงินนี้ได้ยังไง ทุกคนควรจะมีความสุขที่มีเงินใช้ฟรี ๆ สิ

มนุษย์ 1 : ไม่.. มึงไม่เข้าใจ ก็ถ้าทุก ๆ คนมีเงินใช้กันหมดอย่างเท่าเทียมกัน ใครมันจะมาทำงาน ทำนา ทำไร ทำฟาร์ม ขับรถส่งของ หรือทำอาหารตามสั่งขายให้กับมึงละครับ กูโดนมาแล้ว ไม่เชื่อมึงลองเข้าไปร้านขายของชำใกล้ ๆ มึงดู เดียวมึงก็รู้เอง

มนุษย์ 2 : (ตรู๊ด ตรู๊ด..) อะไรของมันวะ?

จบ.. ตัดจบแบบละครไทย

---

ของแถม

#### ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์

เทพเจ้า (มท) : นี่ท่านทำเกินไปแล้วรึเปล่า? ท่านเทพเจ้าแห่งความเท่าเที่ยม

เทพเจ้า (ทท) : หึหึ.. ข้าก็แค่ให้พรไปตามคำขอของพวกมนุษย์ ก็แค่นั้น

เทพเจ้า (มท) : แต่ท่านดูราวกับว่า กำลังสนุกอยู่กับผลลัพธ์ของพรที่ท่านได้ให้กับพวกมนุษย์เลยนะ ท่านทำเอาพวกมนุษย์วุ่นวายกันใหญ่เลย

เทพเจ้า (ทท) : ก็ในเมื่อพวกมนุษย์อยากจะมีเงินใช้อย่างเท่าเทียมกันโดยที่ไม่ต้องออกไปทำงาน ข้าก็แค่ให้พวกนั้นได้มีเงินใช้อย่างเท่า ๆ กันแล้วไง สมกับที่พวกนั้นปรารถนาเลย

เทพเจ้า (มท) : ก็จริงอยู่ แล้วทำไมพรของท่านมันถึงไม่ส่งผลกับสิ่งอื่น ๆ ที่พวกมนุษย์พยายามจะเอามาใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างกันด้วยล่ะ?

เทพเจ้า (ทท) : ตัวกลางการแลกเปลี่ยนมันก็แค่คุณสมบัติหนึ่งของเงิน จริง ๆ มันจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ที่พรนั้นมันมีผลแค่กับเงินที่พวกนั้นใช้กันมา มันก็มาจากการที่พวกนั้นร่วมกันมโนให้ค่าเงินที่มาจากรัฐบาลของพวกเขา ว่าสิ่งนั้นมันเป็นเงิน ดังนั้นเงื่อนไขของพรที่พวกนั้นขอ มันจึงสร้างความเท่าเทียมกันให้กับพวกมนุษย์ที่ยอมรับเงินที่จากเดิมมีแค่รัฐเท่านั้นที่สร้างเงินเพิ่มขึ้นได้ ให้เฉพาะกับตัวของรัฐเอง และเพราะว่ารัฐบาลของมนุษย์พวกนั้นไม่มีวันที่จะหยุดผลิตเงินเพิ่มให้กับตัวเอง ตอนนี้ข้าก็แค่เปลี่ยนให้มันไปเพิ่มให้กับมนุษย์ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันยังไงล่ะ

เทพเจ้า (ทท) : พวกนั้นที่มาขอพรก็ไม่ได้เข้าใจด้วยซ้ำว่าเงินคืออะไร หรือแม้แต่ว่า อะไรคือความเท่าเทียมกัน

เทพเจ้า (ทท) : อีกอย่าง จักรวาลที่พวกเราทั้งเทพเจ้าและมนุษย์ต่างดำรงอยู่ก็ประกอบด้วยสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันเสมอ เฉกเช่นเจ้า เมียรักของข้าเทพเจ้าแห่งความไม่เท่าเทียมผู้ที่อยู่ข้างกายข้าเสมอ

เทพเจ้า (มท) : หึหึ.. ข้าก็นึกว่าท่านจะก้าวกายพรแห่งความไม่เท่าเทียมของข้าที่มีต่อพวกมนุษย์ด้วยซะอีก

เทพเจ้า (ทท) : มันจะไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่ามนุษย์ทุก ๆ คนต่างเกิดขึ้นบนโลกพร้อม ๆ กับต้องเผชิญหน้ากับความไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่กำเนิด พรของข้าที่มีต่อมนุษย์สำหรับใช้ในการหักล้างพรแห่งความไม่เท่าเทียมของเจ้า สำหรับมนุษย์แล้ว จะมีเพียงสิ่ง ๆ เดียวก็คือ “ความตาย” เท่านั้นที่พวกมนุษย์ทุก ๆ คนจะต้องเผชิญกับมันอย่างเท่าเทียมกันเพื่อลบล้างความไม่เท่าเทียม

#### 1 อาทิตย์ต่อมา

มนุษย์ 2 : (โทรศัพท์) ฮัลโหล สวัสดีครับ.. อ่า.. ไม่ทราบว่าที่บริษัทยังรับพนักงานอยู่มั้ยครับ?

HR : เอิ่ม..มีตำแหน่งว่างนะคะ เรากำลังขาดคนงานตัดหญ้าหน้าบริษัท คุณอยากทำมั้ยล่ะ? เราจ้างได้ ชม. ละ 10 Micro-Sat

มนุษย์ 2 : ...

---

#Siamstr

#SiamstrOG

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด** (The Ultimate Resource)

> *มนุษย์ทุกคนต่างถูกกำหนดโดยกระแสเวลาที่ไหลผ่านไปไม่หยุดหย่อน เราเริ่มต้นชีวิต, เติบโต, แก่ตัว, และสุดท้ายก็ดับไป ในโลกที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าและมีจำกัด การบริหารเวลาอย่างชาญฉลาดจึงเป็นศิลปะสำคัญ ไม่ต่างจากการดูแลทรัพยากรหายากอื่นๆ ลักษณะเฉพาะของการจัดการเวลานั้นเกิดจากคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถย้อนกลับได้ของมัน*

— ลุดวิก ฟอน มีสเซส (Ludwig von Mises)

> *Man is subject to the passing of time. He comes into existence, grows, becomes old, and passes away. His time is scarce. He must economize it as he economizes other scarce factors. The economization of time has a peculiar character because of the uniqueness and irreversibility of the temporal order.

—Ludwig von Mises

---

การกระทำของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกการตัดสินใจทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นดำเนินผ่านเวลาไป และการผลิตเองก็ต้องใช้เวลา

ซึ่งด้วยความที่มนุษย์มีชีวิตตั้งอยู่บนเวลาที่จำกัด เวลาที่เหลืออยู่บนโลกนี้ของเราจึงมีค่า และความขาดแคลนนั้นก็ทำให้เวลากลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่า

คุณลักษณะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ของเวลา ทำให้มันกลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

เพราะคุณไม่สามารถซื้อเวลาที่คุณใช้ไปแล้วกลับคืนมาได้ ไม่สามารถเพิ่มเวลาของคุณได้ไม่จำกัดเหมือนอย่างสินค้าชนิดอื่นๆ

**ลุดวิก ฟอน มีสเซส** (Ludwig von Mises) และนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian economists) ต่างก็เคยได้เขียนถึงความสำคัญของการเข้าใจมิติเวลาในการกระทำของมนุษย์ และลักษณะเฉพาะของเวลาในฐานะสินค้าทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้มันยังถูกขยายความคิดจากงานเขียนในหนังสือ *The Ultimate Resource* ของนักเศรษฐศาสตร์อย่าง **จูเลียน ไซม่อน** (Julian Simon) ว่า.. **เวลาของมนุษย์ คือ ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และความขาดแคลนทางเศรษฐกิจก็เป็นผลมาจากความขาดแคลนในเวลาของมนุษย์**

การประหยัดเวลาหรือบริหารจัดการเวลา (Economization of time) คือการกระทำทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด ซึ่งการตัดสินใจทางเศรษฐกิจแทบทั้งหมดล้วนไหลออกมาจากจุดนั้น

เพราะถ้ามีเวลามากขึ้น.. มนุษย์ก็จะสามารถผลิตสินค้าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ จะไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพที่จะผูกมัดการผลิตสินค้าใดๆ ได้ และด้วยการทุ่มอุทิศเวลาและความพยายามของมนุษย์ ผลผลิตของสินค้าใดๆ ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพียงแต่ความขาดแคลนของเวลา.. มันก็ทำให้เราต้องเลือกที่จะผลิตสินค้าต่างๆ สิ่งนี้ก็ไปสร้างความขาดแคลนของพวกมันขึ้นมา

เมื่อเด็กคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลก.. เวลาของเขาบนโลกก็เริ่มขึ้น และเวลานั้นก็ไม่แน่นอน มันอาจจะสั้นเพียงแค่ชั่วโมงเดียว หรืออาจจะยืนยาวได้ถึงศตวรรษ

ไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่บนโลกไปได้นานแค่ไหน แต่ทุกคนก็รู้ว่าคงไม่มีใครอยู่ได้ตลอดไป และสุดท้ายแล้ว.. เวลาของเด็กคนนั้นจะหดหายไปจนหมดสิ้น

ด้วยการเติบโตที่มาพร้อมความตระหนักรู้นี้.. ทำให้มนุษย์เริ่มหันมาประหยัดและบริหารจัดการเวลากันมากขึ้น

เมื่อการเติบโตและการแก่ชราทำให้มนุษย์ตระหนักได้ถึงความสำคัญของ **"เวลา"** บนโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

เวลา.. จึงมีค่ามากขึ้นสำหรับมนุษย์

ในตลาดแรงงานก็สามารถเห็นได้ จากการที่ต้องจ่ายให้กับแรงงานมนุษย์เพิ่มขึ้นไปตามเวลาที่ใช้ในการทำงานและการผลิตเพื่อเพิ่มจำนวนวัตถุทางกายภาพ ซึ่งก็ส่งผลให้ "มูลค่า" ของมันลดลงเมื่อวัดด้วยแรงงานมนุษย์

ในหนังสือของไซม่อน (Simon) ได้กล่าวเอาไว้ว่า **"เวลาของมนุษย์"** หรือ **"แรงงานมนุษย์"** คือ ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (Ultimate Resource) เพราะมันสามารถนำไปใช้ในผลิตสินค้าทางเศรษฐกิจและทรัพยากรทุกประเภทได้

การอุทิศเวลาให้กับกระบวนการผลิตใดๆ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลผลิตของมัน

จากข้อโต้แย้งในหนังสือของไซม่อน.. การใช้คำว่า “ทรัพยากร” ในการอธิบายสินค้าทางกายภาพเป็นคำใช้คำที่ไม่ถูกต้อง

เนื่องจากทรัพยากรทางกายภาพเป็นผลิตภัณฑ์จากการใช้ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ "เวลาของมนุษย์" ไปในการเปลี่ยนวัตถุดิบที่มีอยู่มากมายไม่สิ้นสุดให้กลายไปเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่มีประโยชน์

คำว่า “ทรัพยากร” ที่เข้าใจกัน สื่อถึงสิ่งที่จะถูกมนุษย์นำมาใช้ตามการบริโภค แต่แท้จริงแล้ว "ทรัพยากร" ต้องถูกผลิตขึ้นก่อนที่จะถูกบริโภคต่างหากล่ะ (ตามข้อโต้แย้งของไซม่อน)

และการผลิตของมันที่ถูกจำกัด มันไม่ใช่เพราะความอุดมสมบูรณ์ทางกายภาพ (จำนวน) ของมันบนโลก แต่มันเป็นเพราะ.. ปริมาณ "เวลา" ที่มนุษย์อุทิศให้กับการผลิตมัน

จะเห็นได้ว่า.. แนวคิดของไซม่อนได้ชี้แจงถึงธรรมชาติของความขาดแคลนทางเศรษฐกิจในแง่ที่เกี่ยวข้องกับเวลาของมนุษย์ในฐานะทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปได้กำหนดให้ความขาดแคลนของสินค้าทางกายภาพเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ

ปริมาณของสินค้าทางกายภาพที่อยู่ในโลกก็เกินกว่าที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ปริมาณของวัสดุดิบจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มันขาดแคลนสำหรับเรา..

สิ่งที่ทำให้มันขาดแคลน คือ **"เวลา"** ที่จำเป็นในการผลิตมัน ..ซึ่งถูกจำกัดอย่างชัดเจนสำหรับเรา

สรุปได้ว่า.. "เวลามีค่า.. ศึกษาบิตคอยน์"

อ้าว.. ซะงั้น

---

เรียบเรียงขึ้นใหม่ (ไม่ใช่แปล) จากเนื้อหาส่วนหนึ่งในบทที่ 3 ของหนังสือ Principles of Economics ผลงานของ Saifedean Ammous

#siamstr #jakkstr #time #scarcity

ดังนั้น เมื่อเงินคือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์สำหรับการเก็บกักเวลา เพื่อการส่งต่อให้กับมนุษย์รุ่นหลัง ให้สามารถเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นมันจากศูนย์

ปัจจุบันพวกเราจึงมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าเทคโนโลยี สำหรับใช้ในการลดระยะเวลาการผลิต และอาจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเป็นเครื่องสำหรับการลดระยะเวลาของมนุษย์สำหรับงานที่ไม่มีความจำเป็นแต่กลับต้องใช้เวลาในการลงมือทำอย่างมาก

ว่าแต่ในปัจจุบันเครื่องมือกักเก็บเวลาของเรามันยังคงทำงานได้ดีอยู่มั้ยน้า 😅

ขอบคุณสำหรับ Long-Form ดี ๆ อีก 1 ชิ้นครับพี่ตั้ม 🧡

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ คุณลองทานเนื้อเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา 1 อาทิตย์

วันที่ 1 คุณจะรู้สึกดี เพราะว่าร่างกายได้รับปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น

วันที่ 2 คุณจะเริ่มมีอาการอยากแป้งและน้ำตาล แต่เชื่อผมเถอะ มันคุ้มค่า

วันที่ 3 คุณจะเข้าสู่กระบวนการคีโตซิส ร่างกายของคุณจะเริ่มเผาไขมันสะสมในร่างกายของคุณเป็นพลังงาน แทนน้ำตาล ส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างง่ายดาย

วันที่ 4 การอักเสบในร่างกายจะเริ่มลดลง คุณจะมีพลังงานมากขึ้น มีโฟกัสมากขึ้น แล้วจะมีสมาธิในการคิดมากขึ้น รวมถึงลดอาการเจ็บปวดได้ด้วย

วันที่ 5 ร่างกายของคุณ จะใช้พลังงานจากสารอาหารที่มีความเข้ากันกับร่างกายของเราซึ่งได้จากเนื้ออย่างเต็มที่

วันที่ 6 ร่างกายของคุณจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วันที่ 7 การอักเสบจะอยู่ในระดับต่ำ พลังงานและการโฟกัสจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น คุณจะลีนขึ้น แข็งแรงขึ้น และพร้อมสำหรับสัปดาห์ถัดไป

https://www.facebook.com/reel/1153962322617645

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstrOG

#siamstr

#bitcoin

#siamesebitcoiners

วันที่ 90 - จากความรู้สึกที่เคยเอร็ดอร่อยจากสแน็ก ขนมต่าง ๆ ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม และทันทีที่คุณทดลองกลับไปกินมันอีกครั้ง คุณจะพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่เหม็นหืนอย่างน่าสะอิดสะเอียน และเมื่อคุณพยายามกินมันจนหมดห่อบรรจุ คุณจะตั้งคำถามซ้ำ ๆ อยู่ในหัวของคุณว่า ฉิบหายแล้วกูกินมันลงไปได้ยังไง ลำไส้ที่อุตส่าห์ทะนุทะนอมมานานหลายเดือนจะเป็นยังไงบ้าง จนทำให้คุณรู้สึกอยากจะไปล้วงคอเอาพวกมันออก

จากใจของคนที่ทดลองอะไรไปเรื่อย เลิกอาหารเฟียตได้แล้วอย่าหากลับไปกินมันอีก 🤣

ปล. มันรู้สึกเหม็นจริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่กับพวกขนมห่อ เดินผ่านกะทะทอดโดนัท พวกอาเกะมันจู นี่ก็แทบจะทนไม่ไหวเหมือนกันครับ

แบบนี้ครับพี่ริช จริง ๆ มีแบบ 99% ด้วยนะครับ

แต่ใด ๆ คือกินเอาอร่อยเฉย ๆ ถ้าอยากได้เรื่องสุขภาพคงต้องหาแบบที่เป็น Cocoa Mass เพียว ๆ เลยจะดีกว่านะครับ :)

เป็นส่วนผสมของน้ำตาลนิดหน่อย กับ Coco Butter นะครับ

GM ครับพี่, ขอให้เป็นวันที่ดีนะครับ :)

GM ครับ, ต้องบอกว่ากลิ่นช็อกแลตค่อนข้างกลบกลิ่นของกาแฟเลย แต่ได้ความข้นความมันของบัตเตอร์มาแทน ^ ^

GM ครับ, ขอให้เป็นวันที่ดี ;)

GM ครับ, ขอให้เป็นวันที่ดีนะครับ :)

อรุณสวัสดิ์ครับ, ขอให้เป็นวันที่ดี :)

GM Nostr, #Siamstr

วันนี้ลองเอาดาร์กซ็อคโกแลต (85%) หักใส่แก้วแล้วกดกาแฟดำใส่ อ่าห์.. เข้มข้นใช้ได้ ☕️☀️☀️☀️

Replying to Avatar Tendou

ถึงผมจะเพิ่งลงคอนเทนแซะระบบการศึกษา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษจริงๆ

.

ผมได้เจอคนมากหน้าหลายตา และเจอคนที่สนิทกันได้ในชั่วข้ามคืนราวกับรู้จักกันมาหลายปี

.

ก่อนจะพบความจริงในวันสุดท้ายนี้ ในความสัมพันธ์ของหลายคนที่ผมเรียกว่า “เพื่อน” กำลังมาถึงทางแยก

.

ด้วยชุดความเชื่อที่มี มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่สุดท้ายแล้วพวกเราจะต้องปะทะกัน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

.

เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ ก็ขอให้ตัวผมเองใช้เวลาที่มีอยู่สร้าง Cost of Attack ที่มากพอที่จะปกป้องตัวผมเองไม่ให้ตุยเองซะก่อน

.

ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่าง “บิตคอยน์” มันจะชนะในท้ายที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ผมก็ควรจะมีชีวิตอยู่เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ให้พวกคุณเข้าใจได้ “อีกครั้ง”

.

ในวันนี้คุณอยากจะเดินหนีผมไป นั่นมันสิทธิ์ของคุณ เราแค่เจอทางแยกที่ต่างคนต่างเลือกเส้นทาง เลือกความเชื่อของตัวเอง มันไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีวันกลับมาเจอกันอีกเลย

.

และถึงวันนั้น วันที่พวกคุณพอจะเข้าใจความรู้สึกของผมขึ้นมาบ้าง วันที่คุณเริ่มตั้งคำถามแบบเดียวกับที่ผมเคยถามคุณในวันนี้ ผมแค่อยากจะบอกว่า เราจะยังเป็นเพื่อนกันเสมอตราบเท่าที่คุณต้องการ

.

และอยากจะอีกฟังครั้ง ผมอยู่ตรงนี้ และพร้อมเล่าให้คุณฟัง

.

ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตของผมนะ

#tendourabbithole

#เทนโด้รูต่าย

#เทนโด้ไดอารี่

ได้ยินทีแรกรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันครับ, แต่บอกตัวเองว่า ไม่เอาน่า.. ไม่เอา.. 😂