เทนโด้มีคำถามมมมม~
ถ้าไม่นับตอนที่ 99, 100, 101 ... ทุกคนคิดว่า Bitcoin talk ตอนไหนที่ติดตราตรึงใจไม่แพ้กันเลย? ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาทางเทคนิค ในแง่การเล่าเรื่อง หรือเหตุผลอะไรที่ทำให้รู้สึกชอบ...ทุกคนรู้สึกยังไงกับ EP ไหนบ้าง ผมอยากฟังฮะ
รบกวนด้วยนะครับ🫡
ใครพิมพ์ยาวสุด เดี๊ยวผมซื้อเบอร์เกอร์เนื้อแมวทอดน้ำมันเบนซินร้านคุณ nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt ไปฝากฮะ
#siamstr #Bitcointalk 
ถ้าคนที่เคยเรียน/ผ่านตา Maslow hierarchy of needs ผมว่า Ep103 ดีเทียบเท่า 99-101 ได้เลยครับ
ได้ความเข้าใจเหตุผลการกระทำ ความใัน เป้าหมาย ภาพรวมของมนุษย์
และได้เห็นว่ารัฐทำอะไรและส่งผลอะไรกับเราในแง่ไหนตาม hierarchy ได้ดี ทั้งยังขยายความเจ้าก้อน Slime ใน Ep99 ได้ชัดเจนขึ้นอีกครับ
นั่นสินะครับ หลานเหลนถามทีไม่รู้จะตอบยังไงเลย #ก้าวแรก
ยัง Zap ไม่เป็นครับ ตอนนี้ผมใช้ของ Damus ขอคำแนะนำหน่อยนะครับว่าจะ Zap ยังไง ขอบคุณมากๆครับ #Siamstr
ได้ตั้งค่า Lightning Address ใน Profile หรือยังครับ
Nostr Protocol สิครับ
Fiat Science เน้นจำนวน Paper ไม่เน้นคุณภาพ ตลาดซื้อขายผลงานวิชาการถึงได้เติบโตขนาดนี้ อีกทั้งยังมีรัฐอัดเงินที่พิมพ์ขึ้นคอยอัดฉีดทุนวิจัยประเภทที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้
#Siamstr #FiatScience #TriupAct

Npub แบบมีชื่อตัวเองก็เท่ซะด้วย แต่ก็เสียดาย account ที่ใช้อยู่ด้วย ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลย
Reference: Facebook หมอจิรรุจน์
สะสมไขมันช่องท้อง (visceral fat) คือ “ระเบิดเวลา”
มีการศึกษาเชิงความสัมพันธ์ ออกมาชัดเจนว่า การอ้วนลงพุง
สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง อันนี้ ทราบมานาน
ส่วนสาเหตุ เอาจริงๆ ยังไม่ชัด แต่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการอักเสบ ที่เกิดขึ้น
เนื้อเยื่อไขมัน ไม่ได้มีแค่เซลล์ไขมันนะครับ แต่ยังมี เซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์อื่นๆในระบบภูมิค้มกันอยู่ในนั้น การอัดแน่นของเซลล์ไขมันที่มีไขมันจำนวนมาก จะก่อให้เกิด
สภาวะขาดเลือด (ischemic) กับเซลล์เหล่านั้น และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
แบบต่ำๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด
วันร้ายคืนร้าย เกิดภาวะบางอย่างมากระตุ้น ปฏิกิริยาอักเสบที่กรุ่นๆอยู่แล้ว
ก็พร้อมระเบิดตัวขึ้นมาทันที ดังจะเห็นใน การติดเชื้อโค วิด๑๙ ในคนอ้วนมาก
หรือ ไข้เลือดออกในคนอ้วนก็มักจะมีการอักเสบที่รุนแรง
ผมเปรียบแบบง่ายๆ เอาแบบให้เห็นภาพ ไม่ต้องวิชาการมาก…แบบสนุกๆนะครับ
ถ้า เปรียบคน เป็นรถยนต์
เปรียบ ไขมันใต้ผิวหนัง เป็น ถังน้ำมันคือ ที่เก็บเชื้อเพลิงเวลารถวิ่ง
รถแต่ละคัน ก็จะมากับถังน้ำมัน ความจุ 50 60 ลิตรก็ว่าไป
เราก็จะเติมน้ำมัน เวลามันใกล้หมด หมดเกลี้ยงเลยก็ไม่ได้
เติมให้เต็มตลอดก็เสียดายเงิน
อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของรถ ไม่รู้ทำไม เกิดหลงรักน้ำมันเติมน้ำมันจนเต็มทุกวัน
ไม่พอใจ เห็นราคาน้ำมันลง เอาแกลลอนน้ำมัน(เปรียบเหมือนไขมันในช่องท้อง)
มาซื้อน้ำมันเพิ่ม ใส่แกลลอน แล้วเอาเก็บไว้ท้ายรถ ๑ แกลอนไม่ว่า นี่เติมมันเรื่อยๆ
ถังน้ำมันจริง ก็ไม่เคยพร่อง ยังจะเอาแกลลอนใหม่มาลงท้ายรถอีก
แถมน้ำมันในแกลอนนั้นไม่เคยเอามาใช้งานด้วย….
เวลาผ่านไป ที่เก็บท้ายรถไม่พอ เอามาไว้เบาะหลัง ด้วย….
ลองคิดดูว่า วันร้ายคืนร้าย ถ้ารถคันนี้ โดนชนท้ายแค่เพียงเบา มีสะเก็ดไฟนิดเดียว
หรือ เข้าไปใกล้ สถานที่ก่อประกายไฟ(การอักเสบ)
อะไรจะเกิดขึ้นกับรถคนนี้ครับ….
เอาล่ะ แม้ว่า ไม่เกิดอะไรหนักๆตามนั้น แต่ชิ้นของรถ ที่ต้องรับน้ำหนักจากการบรรทุก มันก็จะเสื่อมก่อนเวลาอันควร
การสะสมไขมันในร่างกายที่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะในช่องท้อง
หรือ อ้วนลงพุง ถ้าอ้วนสะสมไปเรื่อยๆ สภาพก็ไม่ต่างจากรถคนนั้นแหละครับ
ที่พร้อมจะเกิดปัญหาได้ตลอดเวลา และชิ้นส่วนที่พร้อมจะพังก่อนเวลาอันควร
แล้วแบบนี้ จะเริ่มต้นอย่างไร….
เริ่มต้นจาก… คุณต้องรู้ตัวก่อน ว่า “คุณมีการเก็บไขมันเกินแล้ว”
ไม่ว่าจะ จากรูปร่างภายนอก รอบเอว น้ำหนัก หรือ bmi ที่เกินควร
หรือ ถ้า ผลตรวจเลือดออกมา พบ ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง HDL ต่ำ ยูริกขึ้น
คุณต้องเอาน้ำมันในแกลอนท้ายรถส่วนเกินที่สะสมไว้ ออกมาใช้ ได้แล้ว
ทำได้โดย….
แวะปั๊มเท่าที่จำเป็น (กินคาร์บลดลง กินคาร์บธรรมชาติไม่กระชากน้ำตาล)
เอาน้ำมันในแกลอนมาใช้ (เพิ่มช่วงเวลางดกิน หรือ IF/Time restricted eating)
เพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ (ออกกำลังเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และ HIIT)
ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของรถ (กินโปรตีนให้เพียงพอ)
ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ (ไปเจาะเลือดตรวจบ้าง)
รายละเอียด อ่าน อ่าน อ่าน ดูคลิป ในเพจนี่แหละ เขียนไว้หมดแล้ว
อยู่แค่ เปิดใจ ตั้งใจ ลงมือทำ เท่านั้นเอง
#Siamstr #Health #VisceralFat
รอวันที่เชื่อม/พัฒนา ด้าน e-commerce free market (ที่ไม่มีตัวกลางแบบ Silkroad)
ผู้คนจะได้ซื้อขายของกัน โดยผู้ขายกับผู้ส่งสินค้าที่ไม่ต้องคนเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงจากตัวกลาง และผู้ซื้อไม่ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวว่าชอบของแบบไหน ไม่ต้องโดน algorithm feed ของมาให้
มันคือการปลดแอกผู้คนออกจากระบบเฟียต ระบบแห่งการบังคับและโฆษณาชวนเชื่อ
ผักที่มี Carb เจอกับการทอดด้วยน้ำมันที่มี Fat
เมื่อร่างกายเจอสองสิ่งนี้เข้าไปพร้อมกันในปริมาณที่มากพอ จะเกิดปรากฏการณ์ Randle cycle
ถ้าผมแบ่งชิวิตเป็นแค่2ช่วง ก็คงจะเป็น
ก่อนบิทคอยกะหลังบิทคอย
ชีวิตตั้งแต่เด็กมาผมเป็นผลผลิตของระบบอย่างแท้จริง ถ้าตั้งใจเรียนคือดี ถ้าสอบได้อันดับดีคือดี ถ้าเข้ามหาลัยดังได้คือดี ถ้าทำอาชีพที่คนนับถือได้คือดี
ทั้งๆที่ตัวผมเองมีความชอบของตัวเองที่ชัดเจนตั้งกะเด็ก ชอบเล่นกีฬา ชอบเล่นดนตรี ชอบทำงานศิลปะ (มันควรจะเอาเวลาไปสร้างPOW ที่ตัวเองถนัดมั้ย)
เราอยู่ในระบบกันมาตลอด ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมจริงแหละ แต่อีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเรารู้สึกว่ามันง่ายกว่า มันไม่เสี่ยง
จริงๆถ้าที่บ้านsupportไหว ผมคงหาทางเรียน ป.โท ป.เอก อย่างที่เพื่อนๆเค้าทำกัน มันง่ายกว่า
มันดูดี และมันยังไม่ต้องรีบรับผิดชอบตัวเองด้วย
แต่ก็นั้นแหละ พอเริ่มทำงานถึงรู้ความจริงว่า “เข้เอ๊ย ทำไมชีวิตมันยากขนาดนี้วะ!”
เรื่องนี่คงไม่ต้องเล่า คิดว่าทุกคนเจอกันหมด
มาหนักจัดๆตอนทนไม่ไหวกับชีวิตแบบพนักงานประจำ (ก็ระบบมันสร้างไว้ให้ทำงานประจำ ออกมากันก็ยากเซ่!!)
ผมออกมาทำหลายอย่างมากเลย ขายประกัน ขายรองเท้ามือสอง ขายเสื้อผ้าเด็ก รายได้มากกว่าตอนกินเงินเดือน2เท่า แต่ไม่เคยมีเดือนไหนชนเดือนเลย
วันที่ทำให้ผมตัดสินใจกลับบ้าน คือลูกสาวไม่สบาย ตัวร้อนมาก แล้วไม่มีเงินพาไปหาหมอ ไม่มีจริงๆ คือเก็บเศษเหรียญซื้อข้าวกินมาหลายมื้อแล้ว ได้แต่นั่งมองหน้าแฟนกับลูกสาวที่ร้องไห้ตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น โชคดีไปเจอกระปุกเหรียญของพี่ชายแฟน นับเหรียญได้มา 4-500 แล้วเอาไปหาหมอ
ณ จุดนั้นในหัวโคตร fuck up เลย คิดกะตัวเองตลอดว่า กุทำอะไรอยู่วะเนี่ยๆๆๆๆๆ
หอบลูกกะเมียกลับมาบ้าน ร้านที่ที่บ้านทำก็ไม่ใช่จะเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว เรายังมาเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าไปอีก
โชคดีที่กิจการขยับขยายไปได้ 2สาขา 3สาขา
งงใช่ไหม แล้วบิทคอย มันเกี่ยวอะไรวะ
เชื่อไหมว่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน จนถึงก่อนรู้จักบิทคอย แม้ว่าจะมีรายได้พอสมควรแล้วก็ไม่มีตอนวันไหนเลยที่รู้สึกว่าสบายใจ ปลอดภัยแล้ว
มันยังมีความกังวลตลอดเวลา ภาพวันที่นั่งมองหน้าแฟนกับลูกสาวที่ไม่สบายวันนั้นมันอยู่ในหัวผมอยู่ตลอด กลัวมากที่จะกลับไปเป็นแบบนั้นอีก
ถ้าวันนึงอยู่ดีๆก็ไม่มีคนมาซื้อขนมเราล่ะ ถ้าเดือนหน้ามันขายไม่ดีเท่าเดือนนี้ล่ะ ถ้าสาขาที่กำลังจะเปิดมันขายไม่ได้ล่ะ ทำเลตรงนี้มันจะขายได้มั้ย มันไม่มีความมั่นใจเลย หลายครั้งผมต้องพึ่งหมอดูนะ อะไรที่มันเพิ่มความมั่นใจเราได้ เราทำไปก่อน ผมเป็นคาทอลิก แต่หิ้งพระที่ร้านผมมีทุกสำนัก ไทย จีน เทพ มันแสดงให้ถึงความไม่มั่นใจเลยจริงๆ
คนทำน่าจะธุรกิจเข้าใจดี
พอผมรู้จักบิทคอย เข้าใจปรัชญาของมัน สิ่งแรกที่ผมได้เลยคือความรู้สึก secure
ตอนแรกแค่รู้สึกสบายใจแปลกๆ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง จนฟัง ALT TAB ของพี่ชิต ถึงได้เข้าใจมันจริงๆ
ความรู้สึกปลอดภัยมันเรื่องใหญ่มากนะ คุณทำเรื่องต่างๆด้วยความมั่นใจกับไม่มันใจ แอ๊คชั่นของคุณกับผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันเลยนะ
ปรัชญาบิตคอยบอกผมว่าที่ผ่านมาผมทำบางอย่างถูก แม้ว่าจะเป็นด้วยความบังเอิญ หรือสถานการณ์บีบบังคับก็เถอะ มันรู้ว่าอะไรกันแน่ที่ส่งเรามาได้ขนาดนี้
ผมขยายสาขาโดยไม่ใช้เงินแบงค์ แล้วแต่ละที่เราก็กล้าลงทุนกับมัน เราไม่มีการทำการตลาดมากมาย เพราะเรารู้ว่าว่าเมื่อเราสร้างvalue เราจะได้valueกลับมา มีแต่มาช้ามาเร็ว ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ
ผมเข้าใจกลไกตลาดเสรี แม้ในภาพใหญ่มันจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ในภาพเล็ก ผมยังเห็นมันทำงานได้ เข้าใจว่าทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เริ่มพยายามสร้างอินเซนทีฟในทุกระดับชั้นขององค์กร เน้นให้รางวัลไม่ใช้ทำโทษ
มันกลายเป็นองค์กรที่พนักงานรักกันนะ ไม่100%หรอก แต่ส่วนใหญ่ใช่ เพราะแต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกัน และมันส่งเสริมยอดขายร้าน
ผมสามารถทำตัวเป็นลูกพี่ใจดี เดินยิ้มไปยิ้มมา ไม่ตัองคอยมานั่งจับผิดว่าใครทำอะไรไม่ถูกต้อง เพราะกลไกมันจัดการของมันเองอยู่แล้ว ตัดปัญหาเรื่องคนไปได้ส่วนใหญ่ๆเลย ซึ่งคนเป็นผู้ประกอบการจะรู้ดีว่าเรื่องคนแทบจะเป็นปัญหาหลักของธุรกิจเลย
ค่าใช้จ่ายมันสูง กำไรมันน้อยนะ การสร้างองค์กรแบบนี้ คุณต้องหวังยั่งยืนเท่านั้น และช่วงแรกก็จะไปได้ช้ามากกกกก
ถ้าผมไม่เข้าใจปรัชญาของบิทคอย ไม่นานผมคงต้องใช้เงินแบงค์ ขายเฟรนด์ชาย ทำขนมราคาส่ง ให้คนอื่นมาวางฝากขาย หรือแม้แต่ขายสูตร(ราคาของPOWของแม่กับพ่อที่แลกไปมันควรเป็นเท่าไรว้า)
CPเคยขวนเราเข้าไปคุย ปั๊มน้ำมัน(ไม่ใช่เบอร์ใหญ่นะ)มาชวนเป็นพาร์ทเนอร์
มันมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้แล้วได้เงินเข้ามาทันที แต่เราไม่ทำ
ผมมีพนักงานประมาณ70กว่าคน ถ้าผมไม่เข้าใจทฤษฎีเกมส์ มันเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆมาควบคุมมากมาย แล้วไม่มีวันจบด้วย เลยเถิดไปถึงต้องหาคนมาช่วยคุมกฎ ซึ่งจะมีการเมืองภายในตามมาอย่างแน่นอน
ทุกวันผมขยายสาขาด้วยความคิดว่า พนักงานเราต้องเติบโต ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของครอบครัวผมเป็นหลักแบบเมื่อก่อน แต่เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้แทน
เมื่อผมมีความรู้สึก secure แล้ว ผมสามารถทำอะไรที่อยากทำได้อีกเยอะ
ผมเพิ่งได้ซื้อกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกในชีวิตตอนอายุ40 นั่งเล่นทั้งวันทั้งคืน สะใจมาก
ได้เริ่มกลับมาเขียนรูป ได้เล่นบาส
ผมสามารถสนับสนุนลูกๆให้เค้าทำอย่างที่อยากทำโดยไม่ต้องสนใจเรื่องผลการเรียนในระบบเป็นหลัก ล่าสุดลูกสาวผมเปิดบูธดูไพ่ยิปซีในงานโรงเรียน(ย้อนแย้งมาก นางเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์แบบเต็บขั้นเลยนะ)
ผมสามารถให้ลูกชายเรียนโรงเรียนทางเลือก โดยเป้าหมายเพียงเพื่อคนหาตัวเองให้เจอ ไม่ต้องสนใจเรื่องวุฒิการศึกษาเลย
น้องชายผมแทบจะพ่อบ้านเต็มตัว มีเวลาให้ลูกสาวสองคนแบบแทบจะ100% ลูกนึกคนภาพของหลานๆผมที่จะโตขึ้นมาซิ
พี่สาวผมไม่ต้องมาห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้าน สามารถทำงานที่เค้ารักได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่ตอนแรกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเราเกือบทั้งหมด เค้าเป็นคนรับผิดชอบ
แม่ผมที่ติสต์จัดสามารถอยากรังสรรค์ขนมอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทุกวันนี้ลูกๆอยากเจอต้องนัดล่วงหน้า เพราะกิจกรรมคุณมัทนาเยอะเหลือเกิน 5555
ญาติๆผมที่เกษียณแล้วแต่ไม่มีอะไรทำรวมถึงค่าใช้จ่ายไม่พอก็วนเวียนเข้ามาช่วยงานที่ร้าน
ครอบครัวของพนักงานของเราอีกล่ะ
คนที่เราเคยเล่าเรื่องปรัชญาของบิทคอยให้ฟังอีกล่ะ
ทั้งหมดนี้แค่องคาพยพของผมคนเดียวนะ
มันไม่เกินเลยใช่มั้ยที่ผมจะบอกว่า
“บิทคอยเปลี่ยนชีวิตผมและครอบครัว”
นี่ยังไม่พูดถึงความรู้สึก secure มันทำงานกับเรายังไงในระดับฮอร์โมนนะ มันไปมีผลไปถึงสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตเลยล่ะ
แล้วก็ทั้งหมดนี้แค่มิติเรื่องความ secure อย่างเดียวด้วย
ไม่แปลกที่ถ้าจะทำคลิปให้ความรู้ ตอนละเกือบจะ2ชม. เป็นร้อยตอนก็เล่าไม่หมด
ขอบคุณคนที่ทุ่มเทอธิบายเรื่องนี้ให้เราฟัง
//ขออภัยที่เล่าทีไรก็ยาวแล้วก็ส่วนตัวทุกที แต่รู้สึกว่าคำถามนี้ของnostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv ผมต้องตอบ แล้วต้องตอบให้เห็นภาพด้วย
หวังว่าคงจะมีใครได้ไอเดียจากเรื่องนี้บ้าง แม้จะคนเดียว แต่เชื่อว่าคงจะมี significant พอในระดับองคาพยพของเค้าครับ nostr:note15s839u8x4q4aathanak8lyamkx7mr36lmv8hwlcd8pmlmzwqe97qxq7ehq
ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ครับ เป็นบทความทรงคุณค่า เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในหลายแง่มุม
จากบทความ มีส่วนนึงที่ทำให้ผมสนใจอยากศึกษาหาข้อมูลต่อ เรื่องการบริหารองค์กรด้วย game theory ว่าเรากำหนดและประยุกต์ใช้งานมันยังไง รวมถึงผลกระทบที่เกิดแต่ละบุคคล จนถึงระดับองค์กร มันน่าสนใจมากครับ //อยากให้มี Alt+Tab ตอนนี้จังครับ
ตอน 99-103 นี่คุณภาพครับ
เงินเฟ้อปีละกี่เปอร์เซ็นต์กันนะ

มดยังรู้จักเก็บออม
คิดจะเทรดต้องมีวิชา
#Siamstr #ThaiNostrich
https://video.nostr.build/3355fc1c08f025401015601d0739ccdb3425d17c2d43b324b35d395580e99608.mp4
ตอนจบนี่จุกเลยครับ
เป็นแฟนคลับของทั้งหมอป็อปและหมอเอกครับ เห็นว่าบทความดีมีประโยชน์ อยากช่วยแชร์ให้ผู้คนใน Nostr ได้รับรู้ด้วยครับ จึงติด tag หมอป๊อปไป ขออภัยที่ทำให้สับสนครับ
แค่คนชื่อเหมือนเท่านั้นครับ ถ้าหมอป็อปมาจริงจะขอ Zap ⚡ แรง ๆ แบบจัดเต็มครับ
เป็นห่วงคุณหมอนะครับ หายไว ๆ ครับ
มันเกิดขึ้นแล้ว !!!!
Fiat Health เริ่มทำงาน
ข่าวใหญ่ในวงการสุขภาพสาย.......
เมื่อ 13 กันยายน 2023 เวลาประมาณ 17.00 เวลาประเทศไทย
yoube channel ของ Dr. Eric Berg ได้โพส video ใจความว่า ทาง YT แจ้งว่าข้อมูลของทาง channel ขัดต่อ Conventional Health Guildline จะทำการ ban channel
ซึ่ง หลายท่านอาจจะสงสัยว่าคือใคร
Dr. Eric Berg เป็นผู้เชี่ยญชาญทางด้านสุขภาพสาย Ketogenic ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ช่วยคนป่วยจากโรค NCDs (และจาก Fiatต่างๆ) มามากมาย
นี้คือสิ่งที่ผมพยายามมากๆในช่วงหลังๆมานี้ เพราะผมเชื่อว่าข้อมูลที่ อาจารย์ป๊อบ หมอทิม หมอบิ๊ก และอีกหลายท่านในสายนี้ หรือตัวผมเองที่พยายามเผยแพร่ มันอาจจะขัดต่อ ความเชื่อทางสุขภาพกระแสหลัก (Fiat Health)
ซึ่งผลลัพธ์จาก Fiat เราหลายๆคนก็คงเห็นแล้ว ถ้าเราเปิดใจที่จะยอมรับ ไม่ว่าโรคนี้ไม่มีทางหาย ทานยาตลอดชีวิต , ทำตามคำแนะนำแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นซักเท่าไหร่ แต่กับผลลัพธ์จากกลุ่มสุขภาพแบบพวกผม เราก็คงได้เห็นกันแล้วว่าช่วยเหลือผู้คนไปขนาดไหน โรคที่ว่าไม่มีทางหาย ก็หายได้ แถมไม่ต้องทานยาด้วย
ซึ่งต้องมีคนไม่ถูกใจสิ่งนี้แน่นอน (เจ้าของระบบ Fiat) และวันนี้ได้เริ่มเด่นชัดขึ้น
ใครที่จะศึกษาข้อมูลสุขภาพสายนี้ รีบศึกษานะครับ เพราะไม่รู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไป มันไม่จบที่ Dr. Eric Berg แน่นอน รวมถึง กลุ่มของพวกผมด้วย แล้วมันจะทำให้เราเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ฝากไว้ให้คิดนะครับ ไม่ใช่แค่ youtube นะครับ FB ,X( twitter) ก็เริ่มแล้วนะครับ จริงๆผมเคยโดนเตือนมาแล้วทุก Platform
ผมจึงมองว่า Nostr คือทางออกของเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นนี้
WTF.......... Fiat !!!!!
โพสต้นทาง https://www.facebook.com/fastingfatdentist/videos/691108279169008
#fastingfatdentist #health #nutrition #fiat
#siamstr
#bitcoin
#Thainostrich
การปิดกั้นและการแบนกำลังมากขึ้น จากผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากคนที่ทำตามความเชื่อทางสุขภาพกระแสหลัก
นี่คือเหตุผลที่คุณควรเริ่มออกจาก Centralized Social Media
และเข้าสู่ Decentralized Social Media
#Siamstr #Health
คนจากโลกเดิม น่าจะตามมายากอยู่ครับ
ด้วยการเข้าใช้งานของระบบ ที่ไม่เหมือนระบบโลกเดิม ทำให้ต้องเริ่มศึกษามากขึ้น และเมื่อศึกษามากขึ้นก็มีโอกาสที่จะออกจากโลกเดิมสูงขึ้นครับ
และหากตามมาได้ ก็อยู่ในสังคมใหม่ได้ค่อนข้างยากครับ เนื่องจากเขาจะคุยกับใครไม่รู้เรื่องนี่หล่ะครับ
