Avatar
Superearth
2185e3c3beb5a1c6761c4562f3849d558bc6fcfa8fb045c07370e488c45a759f
I am this world.
Replying to Avatar Jingjo

## รัฐสวัสดิการไก่🐓

ไก่ในเล้าหลังบ้านเป็นเพศเมียทั้งหมด เนื่องจากเราเลี้ยงเพื่อเป็นปสุสัตว์ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงสวยงามแก้เหงา แม้เราจะเลี้ยงปล่อยให้วิ่งเล่นคุ้ยเขี่ยรับแดดตามธรรมชาติของเขา แต่เราก็ล้อมรั้วจำกัดพื้นที่ และมอบ "เสรีภาพ" ให้ตามที่ central planner อย่างเราเห็นสมควร

พลเรือนไก่ทุกตัวแม้จะมีเจตจำนงเสรี (บางตัวบินหนีออกมาบ่อยมากจนต้องเสียเงินล้อมรั้วใหม่ให้สูงขึ้น) แต่ก็มีหน้าที่ชัดเจนในการสร้าง productivity เป็นไข่ให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่เราลงทุนไป และเชื่อผมเถอะ เมื่อท้องหิวมาก เมื่อผมเปิดประตูให้ออกมาสู่อิสรภาพ ไก่เกือบทั้งหมดไม่เดินออก แต่เลือกจะเดินกลับสู่คอกกินอาหารอันแสนสะดวกสบายภายในรั้วของรัฐไก่แห่งนี้

ผลประกอบการและกำไรที่ได้จากการ "อำนวยความสะดวก" ให้พลเรือนไก่มีที่นอนที่ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย มีที่วางไข่และที่เล่นที่เพียงพอ พร้อมมีน้้ำและอาหารเสิร์ฟถึงเล้าในลักษณะ "รัฐสวัสดิการ" ให้อย่างเท่าเทียมกันทุกตัว (เฉลี่ยกินวันละ 120 กรัม/ตัว) คือไก่ทุกตัวมีส่วนร่วมในการผลิตไข่รายวันได้อย่างเหมาะสมกับ time & energy ที่พวกมัน (และผม) ใช้ไปในแต่ละวัน

### ไก่ทุกตัวเท่าเทียม แต่ไก่บางตัวเท่าเทียมกว่า

เมื่อรัฐไก่ในระบอบสังคมนิยมดำเนินไปได้สักระยะ กลไกตลาดเสรี (เท่าที่อำนาจรัฐอนุญาต) ก็เกิดขึ้น มีไก่บางตัวแข็งแรงอ้วนท้วนสมบูรณ์หงอนแดงแปร๊ดยิ่งกว่าตราค้อนเคียว และมีบางตัวร่างกายไม่แข็งแรงเท่า จึงถูกไก่คุณนายเฉิดฉายทั้งหลายไล่จิกตีแย่งอาหาร จนสุดท้ายก็ยิ่งอ่อนแอและผอมโซลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งพอกินไม่เพียงพอ ไก่โซย่อมไม่สร้างผลผลิตไข่รายวัน

ผมจงใจปล่อยให้มันโดนจิกตีอยู่เช่นนั้น ไม่มีการมอบ "รัฐสวัสดิการ" อาหารพิเศษและคอกกินพิเศษที่ปลอดภัยให้แก่มัน

### แต่ทว่า Big Brother is watcing you.

รัฐไก่ของผมมีวงจรปิดเพื่อสอดส่องดูแล "ความปลอดภัย" ให้พลเรือน และมีผู้นำของฟาร์มที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายรัฐ และทำหน้าที่เป็น lender of last resort ควรช่วยเหลือรัฐไก่ทุกครั้งที่มีปัญหา (ให้เงินซ่อมรั้ว ให้กู้ยืมค่าอาหารไก่ ฯลฯ)

ผู้นำสูงสุดยกหูโทรสั่งการผมว่าให้ทำการ bail out ไก่โซดังกล่าวมาดูแลพิเศษในสุ่มนอกเล้า โดยให้มอบ "รัฐสวัสดิการไก่" ให้กับไก่ปวกเปียกตัวดังกล่าวเป็นที่พักที่ปลอดภัยในสุ่มที่มีทั้งคอนและแกลบให้คุ้ยเขี่ย มีหลังคาพลาสติกบังแดดลม และมีการจัดหาอาหารและน้ำสะอาดให้เป็นพิเศษ

การบริหารจัดการทรัพยากรจึงถูกบิดเบือน ปกติผมใช้เวลาดูแลไก่และเก็บผลผลิตไม่เกิน 20-30 นาทีต่อวัน กลายเป็นต้องเพิ่มมาอีกราว ๆ 2-3 นาทีในการบริการไก่โซดังกล่าว (และเวลาอีก 15 นาทีมาเขียนโน้ตนี้ถึงมัน)

รัฐไก่ที่มีพลเรือนทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพของมันมายาวนานตามขอบเขตเสรีภาพที่เรามอบให้ บัดนี้กลับมีอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดเสรีจนผิดเพี้ยน เพราะไก่โซดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพที่จะสร้าง productivity ใด ๆ ให้กับรัฐได้ เป็นชนชั้นกาฝากที่กัดกินและเบียดเบียนทรัพยากรไปอย่างไร้ประโยชน์

ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกสมองบ้องตื้นและขี้เกียจสันหลังยาว ที่เอาแต่เรียกร้องรัฐสวัสดิการ แทนที่จะคิดจัดการรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้เป็น

จบบทเรียน #รัฐไก่ สั้น ๆ จากหน้าเล้าไก่

สวัสดีครับ

#siamstr

#siamstrOG

Blue sky ไม่ดียังไงบ้าง 🥴

Replying to Avatar PJB

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่ง(ทน)..เพราะร่างกายเราออกแบบมาแบบนั้น

วันนี้อยากลองเขียนอะไรยาวๆ ดูบ้าง แต่ถ้าเขียนแต่เรื่อง Bitcoin ก็ดูจะน่าเบื่อไปเพราะมีคนเขียนเยอะแล้ว เลยลองเลือกเรื่องที่ตัวเองสนใจและชอบอยู่แล้ว แบบน่าจะไม่ fiat มาขยายความต่อละกัน

ทำไมเราถึงเกิดมาเพื่อวิ่งระยะไกล?

เอาแบบสั้นๆก็มีข้อได้เปรียบ 4 อย่างที่ต่างจากสัตว์อื่นๆ

1. สรีระของเท้า

2. การระบายความร้อนด้วยเหงื่อ

3. สรีระของศีรษะ ที่เป็นอิสระจากไหล่และตัว

4. ก้นขนาดใหญ่ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักวิ่ง

ถ้าแบบยาวๆก็เชิญตามอ่านด้านล่าง

ก่อนอื่นคงต้องไปย้อนดูก่อนว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ครองโลกอย่างทุกวันนี้

ย้อนกลับไปประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ถ้าถามนักวิทยาศาสตร์ว่า อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์ที่ต่างไปจากลิงอื่นทั่วไป

คำตอบที่เชื่อกันมากในช่วงเวลานั้นคือ

วิวัฒนาการของสมองที่ใหญ่นักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังวิ่งช้ากว่าชิมแปนซีทั่วๆไป

ยังไม่นับว่า มนุษย์ไม่สามารถปีนป่ายต้นไม้ได้เหมือนลิงอื่นๆ

ดังนั้นเหมือนว่าสมองจะเป็นอวัยวะเดียวที่ทำให้มนุษย์เอาชนะลิงอื่นๆได้ฉลาดขึ้นกว่าลิงอื่น

สำหรับเหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก

เพราะร่างกายของมนุษย์นั้นถือได้ว่า อ่อนแอมากๆเมื่อเทียบกับลิงอื่นๆ

เรามีปากและขากรรไกรที่กัดได้ไม่แรง มนุษย์ที่แข็งแรงที่สุดในโลกไม่สามารถเทียบกำลังกับกอริลล่าทั่วๆไปได้

นักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังวิ่งช้ากว่าชิมแปนซีทั่วๆไป

ยังไม่นับว่า มนุษย์ไม่สามารถปีนป่ายต้นไม้ได้เหมือนลิงอื่นๆ

ดังนั้นเหมือนว่าสมองจะเป็นอวัยวะเดียวที่ทำให้มนุษย์เอาชนะลิงอื่นๆได้

แต่ต่อมาเมื่อมีการค้นพบฟอสซิลของลิงที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆก็พบว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์แยกสายวิวัฒนาการมาจากลิงอื่นๆนั้น

ไม่ใช่สมอง .... แต่เป็นการเดินสองขา

ทำไมเราถึงวิ่งระยะไกลได้ดี??

1. สรีระของเท้า

เมื่อประมาณ 7-10 ล้านปีที่แล้ว ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิเฉลี่ยมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่องหลายล้านปี ทำให้ป่าที่บรรพบุรุษเราอาศัยอยู่หดเล็กลง

เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของเราน่าจะเป็นลิงที่ปกติอาศัยอยู่ชายขอบของป่า ดังนั้นเมื่อป่าหดเล็กลง บรรพบุรุษของเราจึงถูกบีบให้ลงมาเดินหากินบนพื้นดินในทุ่งหญ้า

การเดินสองขา ถือเป็นจุดเปลี่ยนแรก ที่ทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่ไม่ใช่จุดเปลี่ยนเดียว ความอดอยากถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่ง เช่นกันที่ทำให้บรรพบุรุษ Homo จำเป็นต้องกิน ซากสัตว์ จากในทุ่งหญ้า จากแต่เดิมที่กินแค่ผลไม้และแมลงตัวเล็กๆ

การวิวัฒนาการกินไขสันหลังสัตว์ ส่งผลต่อวิวัฒนาการการของมนุษย์อย่างมากเพราะ มีพลังงานสูง และสารอาหารสำคัญมาก ถ้าเทียบสมัยนี้ก็คงเป็น super food ของยุคนั้น

เมื่อบรรพบุรุษเราต้องเดินหากินสองขามากขึ้น

เท้าจึงวิวัฒนาการมาให้เหมาะกับการเดินมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆที่เกิดขึ้นกับเท้า มีอยู่สองอย่างด้วยกัน

หนึ่ง คือ นิ้วเท้าของมนุษย์สั้นลง เพราะนิ้วที่สั้นจะทำให้เดินได้มีประสิทธิภาพกว่า ต่างไปจากนิ้วมือที่ยาวซึ่งช่วยให้จับหรือกำสิ่งต่างๆได้ดี

หัวแม่เท้าเปลี่ยนมามีความยาวเท่ากับนิ้วเท้าอื่นๆ และเป็นพระเอกในการรับน้ำหนักร่างกายระหว่างที่เราเดิน เพราะน้ำหนักตัวเปลี่ยนมาตกเข้าใกล้แกนกลางลำตัวมากขึ้น ทำให้บรรพบุรุษเราเดินได้นิ่ง ต่างจากลิงที่น้ำหนักตัวจะตกไปฝั่งนิ้วก้อย เวลาเดินจึงตัวเอียงไปทางซ้ายทีขวาที

สองคือ กระดูกเท้าของบรรพบุรุษเราเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า arch หรือโค้งเกิดขึ้น ซึ่งกระดูกเท้าร่วมกับกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะผูกและเรียงตัวกันเหมือนคันธนูที่วางคว่ำโดยโค้งของคันธนูหันขึ้นด้านบน เวลาเดินแต่ละก้าวน้ำหนักจะถูกกดลง บนโค้งนี้ ทำให้โค้งถูกดัดให้เหยียดตรงขึ้นและพร้อมจะดีดกลับเมื่อแรงกดถูกย้ายไปที่เท้าอีกข้าง

อยากจะให้เริ่มต้นโดยการให้ลองคลำที่ฝ่าเท้าตัวเองก่อน

จะเห็นว่าเท้าของคนเราไม่ได้แบนราบ แต่มีส่วนที่โค้งที่พอจะเห็นและคลำได้

Arch แรก (อาร์ค) ที่เห็นได้ชัดสุดคือ โค้งจากหัวแม่เท้าไปที่ส้นเท้า

แต่เท้าเรายังมีโค้งอื่นอีก โค้งที่มองด้วยตาไม่ชัด แต่จะเห็นได้จากการถ่ายภาพ x-ray

Arch ที่สองคือ โค้งจากนิ้วก้อยเท้าไปที่ส้นเท้า

Arch ที่สามคือ โค้งจากซ้ายไปขวาของเท้า

Arch ทั้งสามของเท้าจึงทำหน้าที่เหมือนสปริง ที่คอยช่วยผ่อนแรงเราขณะเดิน โดยจะแปลงหรือรีไซเคิลน้ำหนักร่างกายเราออกมาเป็นแรงดีดที่ทำให้เราเดินได้สบายขึ้นอย่างด้วยกัน

โดยปกติเมื่อ arch ของเราทำงานได้ดีเราจะไม่เห็นว่า arch เหล่านี้ทำงานมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราไปเดินหรือวิ่งบนทรายซึ่งทำให้ระบบสปริงเหล่านี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ เราจะเห็นว่ากำลังที่ต้องใช้เพื่อเดินจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก

เมื่อมนุษย์เดินและวิ่งบนสองขาได้มั่นคงและเร็วขึ้น วิถีการหากินก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากการเดินหรือยืนเพื่อเด็ดผลไม้ ก็มาสู่การเดินไปตามทุ่งหญ้าหรือวิ่งตามนกแร้ง เพื่อหาซากสัตว์อื่นที่สัตว์อย่างสิงโตหรือหมาไนกินเหลือทิ้งไว้

หรืออาจจะสรุปแบบง่ายๆได้ว่า หลังจากที่บรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มเดินและวิ่งสองขา ก็สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ (ในแง่ของการให้พลังงาน) มากขึ้น ต่อมาเมื่อใช้ไฟ้ฟ้าทำอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารวิวัฒนาการเล็กลงได้ พลังงานที่ประหยัดขึ้นนี้ จึงสามารถนำไปเลี้ยงสมองที่วิวัฒนาการใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้

โดยการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนโดมิโนล้มต่อกันเป็นทอดๆนี้ ถือได้ว่าเริ่มต้นขึ้นมาจากการวิวัฒนาการของเท้า นำไปสู่ปัจจัยที่ 2

2. การระบายความร้อน (เหงื่อ)

คนยุคที่มีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่า แค่การเดินเพื่อให้มีอาหารพอกิน มีน้ำพอดื่ม โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะเดินประมาณ 10 กิโลเมตรต่อวัน ส่วนผู้ชายจะเดินประมาณ 14 กิโลเมตรต่อวัน แล้วไม่ได้เดินตัวเปล่า แต่มักจะแบกของ หรืออุ้มลูกไว้ด้วย

การล่าสัตว์ในยุคนี้นั้น มนุษย์จะใช้วิธีแก่รอย วิ่งไล่บี้ ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ลดละ แรก ๆ สัตว์ที่ถูกล่าจะวิ่งหนีเมื่อมนุษย์วิ่งเข้าไปใกล้ แต่การคอยวิ่งไล่ตามไปเรื่อย ๆ จะทำให้สัตว์มีเวลาพักไม่เพียงพอที่จะระบายความร้อนออกจากร่างกาย จนถึงจุดหนึ่ง สัตว์นั้นจะไม่สามารถวิ่งหนีต่อไปได้ ทำให้มนุษย์สามารถที่จะเดินเข้าไปสังหารโดยที่สัตว์นั้นไม่สามารถที่จะขยับตัวหนีไปได้

เพราะสัตว์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต้องใช้วิธี อ้าปากหายใจหอบ ๆ ซึ่งจะทำได้ไม่ดีขณะที่กำลังวิ่งอยู่ โดยจะวิ่งได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วจำเป็นต้องหยุดพัก เมื่อร่างกายของสัตว์จะร้อนเกินไป (overheat)

วิธีการล่าสัตว์แบบนี้มีชื่อเรียกว่า persistence hunting ซึ่งคนที่ยังมีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่าในปัจจุบัน ในหลายทวีปก็ยังใช้วิธีนี้ในการล่าสัตว์

คำถามคือ ทำไมมนุษย์จึงวิ่งได้ทนกว่าสัตว์ชนิดอื่น?

คำตอบคือ เพราะเรามีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก และสามารถทำงานได้ตลอดเวลาแม้แต่ขณะที่กำลังวิ่ง เพราะมนุษย์เราระบายความร้อนด้วย .... เหงื่อ นั้นเอง

ปกติเมื่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของเราทำงานมากขึ้น อุณหภูมิในแกนกลางของร่างกายก็จะร้อนขึ้น แต่เลือดจะพาความร้อนนั้นไหลไปสู่ผิวหนัง เมื่อเราเหงื่อออก น้ำเหงื่อที่ระเหยออกไปจากผิวหนังจะดึงความร้อนจากผิวหนังออกไปด้วย ทำให้ผิวหนังของเราเย็นลง ดังนั้นความร้อนจากเส้นเลือด (ฝอย) ก็จะถูกส่งไปที่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น แล้วเลือดที่เย็นก็จะวนไปรับความร้อนจากแกนกลางของร่างกายเพื่อวนมาระบายออกที่ผิวหนังได้อีกรอบ และเพราะมนุษย์ไม่มีขนเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ เราจึงระบายความร้อนได้เหงื่อได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น แต่มนุษย์ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีต่อมเหงื่อมากที่สุดในโลก

3. สรีระของศีรษะ ที่เป็นอิสระจากไหล่และตัว

นอกเหนือไปจากต่อมเหงื่อทีมีมากแล้ว ร่างกายมนุษย์ยังมีการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราต่างไปจากลิงอื่น และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้เป็นลิงที่วิ่งได้ทน ตัวอย่างเช่น ในลิงชิมแปนซี หรือลิงที่ต้องปีนป่ายตามต้นไม้ บริเวณของกะโหลก คอ และหลังจะค่อนข้างเชื่อมติดกัน ทำให้ลิงดูเหมือนคอสั้น และเหมือนยักไหล่ค้างไว้ตลอดเวลา ซึ่งลักษณะนี้จะช่วยให้บริเวณหัวของลิงมั่นคงไม่โคลงเคลงไปมาระหว่างโหนไปตามกิ่งไม้ แต่ศรีษะของมนุษย์จะเป็นอิสระจากไหล่และลำตัวค่อนข้างมาก

ทำให้เวลาวิ่งด้วยความเร็ว เราสามารถแกว่งแขน หมุนตัวซ้ายขวา (ตามจังหวะการแกว่งแขน) ได้โดยที่ศรีษะไม่หมุนไปมาตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ศรีษะของเราก็ต้องมีอะไรยึดไว้เพื่อให้ศรีษะไม่โคลงไปมาขณะที่วิ่ง 
ถ้าคลึงบริเวณท้ายทอยเราจะพบตุ่มกระดูกอยู่ ตุ่มนี้เป็นที่เกาะของเส้นเอ็นที่ชื่อว่า nuchal ligament ซึ่งจะทำหน้าที่ยึดศรีษะของเรากับกระดูกคอ ทำให้เวลาเราวิ่งศรีษะของเราจะมั่นคงไม่โยกเยกไปมา สายตาจึงจับจ้องไปข้างหน้าได้ เส้นเอ็นนี้จะพบในสัตว์ที่ต้องวิ่งเร็ว เช่น หมา ม้า อูฐ แต่จะไม่พบในสัตว์ที่ไม่ค่อยวิ่ง เช่น หมู ชิมแปนซี

เมื่อศึกษาฟอสซิลของบรรพบุรุษมนุษย์ พบว่าเส้นเอ็นนี้เริ่มพบในบรรพบุรุษของเราเมื่อประมาณ 2-3 ล้านปีที่แล้ว ทำให้เชื่อว่า ช่วงเวลานั้นบรรพบุรุษของเราคงจะเริ่มวิ่งมากขึ้น จึงวิวัฒนาการมีเส้นเอ็นนี้เกิดขึ้น

4. ก้นขนาดใหญ่ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักวิ่ง

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิ่งเร็วทั้งหลายจะมีหางไว้เพื่อช่วยการทรงตัวเมื่อเปลี่ยนทิศทางขณะที่กำลังวิ่งด้วยความเร็ว

แม้ว่ามนุษย์จะไม่มีหางแต่เรามีกล้ามเนื้อก้นที่ใหญ่กว่าลิงอื่น ๆ มาก กล้ามเนื้อก้นนี้มีความจำเป็นต่อการเดินไม่มากนัก แต่จะทำงานมากเมื่อเราออกวิ่ง ซึ่งบอกใบ้ว่า บรรพบุรุษของเราน่าจะเป็นนักวิ่ง เราจึงมีก้นที่ใหญ่เช่นนี้

และทั้งหมดนี้ก็เป็นบางส่วนของหลักฐานที่บอกใบ้ให้เรารู้ว่า ร่างกายของเราออกแบบมาเพื่อให้เป็นลิงที่วิ่งทน

ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้เป็นสัตว์ที่วิ่งได้ไกลมาก ๆ แต่ถ้าถามว่าวิ่งได้ไกลแค่ไหน คำตอบจริง ๆ คือ ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เรารู้ว่าร่างกายของมนุษย์มีความสามารถที่ยืดหยุ่นสูงมาก หมายความว่า ในคนที่ได้รับการฝึกฝนมาดี ก็สามารถที่จะวิ่งระยะไกล ๆ ได้มาก

ถ้าจะพูดว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา

หรือเราเกิดมาเพื่อวิ่ง สิ่งนี้ก็ไม่น่าจะผิด

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่ง(ทน)..

เพราะร่างกายเราออกแบบมาแบบนั้น นั้นเอง

วันนี้คุณไปวิ่งหรือยัง?

#siamstr

#running

#history

#science

#health

ข้อมูลอ้างอิงต้นฉบับไปตามอ่านได้

https://www.blockdit.com/posts/60584b741a28c00c22e528d0

https://www.blockdit.com/posts/605d880fb286300c4f728f38

จะว่าไปในหลายๆระบบของร่ายกายคนเรามันเจ๋งกว่าสัตว์อื่นๆเยอะเลยนะ ทั้งทีบางทีมันดูด้อยกว่าแต่มันก็มีความสมเหตุสมผลในการทำงานของมัน

nostr:nevent1qqsr55uvjuh3qnyvhydc5ms7rmcshh49hrte2332k5qwm6v3prsullgppamhxue69uhkummnw3ezumt0d5pzp90hhs6ardt94r875netl8k76vhsjwctu0wd232t27jgr90e6qdwqvzqqqqqqydytavm

น้ำพริกผักไทยๆหน่อยมื้อนี้

Replying to Avatar PIGROCK

เห็นคนเริ่มเข้ามาใช้ nostr เยอะขึ้น

ผมเลยขอแชร์เรื่องส่วนตัวให้ฟังครับ เผื่อมันจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้บ้าง(หวังว่านะ555)

ขอพาย้อนไปในปี ค.ศ.2009

ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปีที่ 5

ผมได้ยินเรื่อง bitcoin จากไอ้เผือกเพื่อนของผมเอง ในงานปาร์ตี้หน้าคณะ

มันอธิบายว่า bitcoin เป็นเงินแห่งอนาคต บลาๆๆ (ตอนนั้น bitcoin มีค่าเท่ากับ 0$)

ผมรีบแย้งไปทันทีว่า(ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า bitcoin คืออะไร) “มึงระวังโดนหลอกนะโว้ย แชร์ลูกโซ่แน่นอนแบบนี้”

ตัดภาพมาในปี ค.ศ.2013

ผมได้ยินเรื่อง bitcoin อีกครั้ง ตอนราคาของมันกำลังทำ all time high อยู่ที่ ~1200$/btc

และแน่นอนผมไม่ได้สนใจมันเลย และยังมองมันเป็นแชร์ลูกโซ่อยู่ดี

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ผมก็ได้ยินข่าวมันอีกครั้ง ตอนราคาของมันลงมาประมาณ 80% (~200$/btc)

จากยอดสูงสุด ผมรู้สึกเป็นห่วงไอ้เผือกอยู่ห่างๆ

ปี ค.ศ.2017

ผมได้ยินเรื่อง bitcoin อีกครั้ง ตอนราคาของมันกำลังทำ all time high อยู่ที่ ~14,000$/btc

"อีกแล้วหรือนี่ เมื่อไหร่แชร์ลูกโซ่นี้มันจะหมดไปเสียที” ผมคิดในใจ

ปี ค.ศ.2019

โควิดเกิดขึ้นบนโลก ผมทั้งสับสน ทั้งหดหู่ และกลัวคนในครอบครัวของผมติดเชื้อโดยเฉพาะ ป๊า แม่ และ ลูก

ปี ค.ศ.2021

ความกลัวโควิดสงบลง ผมได้เจอกับพี่ป้ำ(เจ้าของtoffee cake chonburi) เราได้คุยเรื่อง bitcoin กัน

ผมแปลกใจมากที่ เรื่องที่แกเล่าไม่ได้เน้นไปที่ราคาของมัน แต่เน้นไปที่เรื่องประวัติศาสตร์การเงิน และ เรื่องการทำงานของโปรแกรม bitcoin แรกๆผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ลึกๆยังรู้สึกว่าแกถูกสะกดจิตมาด้วยซ้ำ

เพราะเรื่องที่แกเล่า มันต่างออกไปจากที่โรงเรียนเคยสอนผมมามาก หลังจากนั้นไม่กี่วันแกก็ให้คลิปผมมาฟังคลิปนึง https://www.youtube.com/watch?v=LjC3DeNdWvg&t=2447s

หลังจากฟังคลิปจบ ผมเริ่มศึกษาเรื่อง “เงิน คืออะไร?” และ “bitcoin คืออะไร?” ทันที โดยมีพี่ป้ำคอยตอบปัญหาต่างๆที่ผมข้องใจให้ เช่น ก่อนหน้าที่จะมีเงินกระดาษ มนุษย์ใช้อะไรเป็นเงินมาบ้าง? ระบบการเงิน ณ ปัจจุบันทำงานอย่างไร? ใครเป็นเจ้าของบริษัท bitcoin? โจรก็สามารถใช้ฟอกเงินได้สิ? ถ้ารัฐบาลแบนละ มันจะไม่หมดค่าไปเลยหรอ? แล้ววิธีเก็บ bitcoin เองทำอย่างไร? SHA256 คืออะไร? ECDSA คืออะไร? Proof Of Work คืออะไร?...ฯลฯ

ผมหมกหมุ่นในการหาคำตอบของคำถามที่ว่า เงินคืออะไร? และหมกหมุ่นกับการใช้โปรแกรมบิตคอยน์ในส่วนต่างๆซ้ำไปซ้ำมา..ผ่านไป 1 ปี ความสงสัยทั้งหมดก็หมดไป แต่ความรู้ที่ต้องศึกษาเพิ่มยังมีอีกเยอะแยะมากมาย จนผมคิดว่าถึงวันที่ผมตาย ผมก็ยังศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับ bitcoin ได้ไม่หมด

ปี2022

ผมได้หลงรัก bitcoin ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ผมรู้ตัวดีว่าถ้ามีแค่ผมคนเดียวในครอบครัวที่รู้เรื่องของมัน

ถ้าอยู่ๆผมเกิดตายไป มันก็เท่ากับว่าผมไม่สามารถส่งต่อ bitcoin ให้ครอบครัวผมได้เลย

ผมหมั่นป้ายยาคนรอบข้างไปสักพัก

แต่การยัดเยียดบังคับให้คนที่ผมรักไปเรียนรู้ bitcoin

มันยิ่งกลับทำให้ผมเหมือนกับคนบ้า หรือพวกคลั่งลัทธิ

ผมจึงตัดสินใจหยุดกิจกรรมเหล่านั้นลง

และหันมาตั้งใจวาดรูปสักรูปหนึ่งที่สรุปเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเงิน

(เท่าที่ปัญญาผมมี)

เพื่อหวังแค่เพียงว่า สักวันนึงเมื่อคนที่ผมรักได้เผชิญหน้ากับรูปนี้

จะฉุกคิดเกี่ยวกับคำถามที่ว่า เงินคืออะไร?

#siamstr

กลับมาเล่นแล้วหลังจากห่างหายจากโซเชียลไปนาน

นอนเร็วแล้วนอนไม่หลับ ทำอย่างไรดี

I currently have a short film project. Do you have any interesting issues that will come into this story?

สวัสดีเช่นกันครับ ผมเอิร์ธนะครับ FC right shift ครับ✌️✌️

Replying to Avatar Right Shift

"นี่คือเรื่องราวของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ในไทย ที่ผมคิดว่ามันน่าตื่นเต้นกว่าที่ผมเคยคาดไว้ และดูเหมือนพวกเขาจะมีอนาคตที่ยาวไกลอย่างแน่นอน.."

~บันทึกโดย Koji Higashi บิตคอยเนอร์ญี่ปุ่นสุดเท่แห่ง Diamond Hands (หนึ่งในสปีกเกอร์ของงาน #BTC2023)

#ก่อนบินมางาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมเพิ่งไปเยือนกรุงเทพฯ และได้ไปร่วมงาน Bitcoin Thailand Conference 2023 มาหมาด ๆ เลยครับ งานบิตคอยน์ปีนี้ในเอเชียเริ่มตั้งแต่ที่เวียดนามตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา งานที่เวียดนามนั้นถือว่าดีมากในหลาย ๆ มิติ แต่งานในไทยสำหรับผมแล้วมันน่าตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อไม่แพ้กันเลย ผมจะสรุปประสบการณ์การเดินทางและความประทับใจครั้งนี้ให้ฟังนะครับ

จริง ๆ ตัวผมเองไปเยือนคอมมูนิตี้บิตคอยน์มาแล้วหลายประเทศในช่วงปี 2016-2017 ช่วงนั้นมีผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจบิตคอยน์ไม่ได้เยอะอะไร พวกเราก็ทำงานกันหนักมาตลอดเพื่อให้คนได้เข้าใจบิตคอยน์กันมากขึ้น แต่แล้วหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดในแต่ละประเทศ

เพราะเอาแค่ในเอเชียเอง แต่ก่อนเราไม่สามารถเรียกว่า “คอมมูนิตี้” ได้เลย เพราะมันเพิ่งเริ่มอยู่ในช่วงตั้งไข่ในหลาย ๆ ประเทศ (แถมยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ระหว่างทาง) แต่มาวันนี้พอได้เห็นหลายคนที่เคยทำงานหนักในการให้ความรู้ในระดับรากหญ้ามาก่อนกลายมาเป็นคนสำคัญในแวดวงบิตคอยน์ในแต่ละประเทศได้แล้ว ผมประทับใจจริง ๆ แล้วตอนนี้คอมมูนิตี้บิตคอยน์ก็มีความสนิทสนมและเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้คนมากมายที่ผมรู้จักมาตั้งแต่สมัยมันยังไม่มีคอมมูนิตี้เลยด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งที่ผมเคยสัมผัสมาตลอด และตอนนี้ผมจะพูดให้เห็นภาพว่างาน Bitcoin Thailand Conference นั้นเป็นอย่างไร และบรรยากาศของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ของไทยนั้นเป็นแบบไหน ไปฟังกันเลยครับ

...............

#คืนก่อนวันงาน

ก่อนวันงานอีเวนท์ บรรยากาศหลาย ๆ อย่างทำให้ผมกังวลพอสมควร

ผมได้ยินมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วว่าประเทศไทยจะมีงานบิตคอยน์ในเดือนกรกฎาคม แต่แทบไม่มีรายละเอียดหรือข้อมูลอะไรออกมาให้เราเห็นจนแทบจะวินาทีสุดท้ายก่อนวันงาน แต่ทำไมบัตรถึงขายหมดได้อย่างน่าฉงนนะ? มันดูมีความเร่งรีบและวุ่น ๆ พิกล ซึ่งทำให้ผมตอนนั้นกังวลมากว่างานจะออกมาเวิร์กหรือเปล่า?

แล้วผมก็ได้รับเชิญให้เป็นสปีกเกอร์ในงานนี้ แต่ผมแทบไม่รู้อะไรเลยว่าให้พูดเรื่องอะไรใน panel ไหน มารู้ข้อมูลเอาจริง ๆ ก็โค้งสุดท้ายแล้ว ผมก็นั่งคิดว่า เอ..จะพูดอะไรดีนะ แต่เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นปกติของงานบิตคอยน์นะ เพราะมันค่อนข้างสบาย ๆ เป็นกันเองอยู่แล้ว

ตอนแรกที่เห็นโปสเตอร์งานใบแรก ผมรู้สึกว่ามันมีความ “บิตค้อยน์ บิตคอยน์” แบบพิลึก ๆ ที่ผมอธิบายไม่ถูก มันรู้สึกมีความเป็นงานแบบไทย ๆ ที่ผมเองไม่ชิน เอ้อ! ผมไม่ได้ตำหนิหรือบอกว่ามันไม่ดีอะไรนะ อย่าเข้าใจผิด ฮ่าๆๆๆ

ยิ่งบวกกับบรรยากาศชิลล์ ๆ ของประเทศเขตร้อนชื้นแบบไทย ผมเริ่มมีความรู้สึกเหมือนแวะไปงานอีเวนท์ระหว่างพักร้อน จนกระทั่งผมได้เห็นตัวงานจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะตัวอีเวนท์ด้วยนะ แต่รวมถึงสถานที่จัดงานด้วย โอ้โห พวกเขาจัดงานได้ดีกว่าที่ผมคาดเยอะมาก แถมยังมีคนไทยหลายร้อยคนมารวมตัวกันในงานนี้ บรรยากาศมันสุดยอดมาก ๆ เหลือเชื่อสุด ๆ

ตึกที่จัดงานนี้คือทรู ดิจิทัล พาร์กที่ยังใหม่เอี่ยม สวยงาม และดูจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพท้องถิ่น

ทันทีที่ผมก้าวเข้าสู่หน้างาน ใบหน้าและชื่อของสปีกเกอร์แต่ละรายก็ฉายขึ้นบนเสาตระหง่านหน้าทางเข้า มันสร้างฟีลลิ่งสวยหรูเลอค่าให้กับอีเวนท์นี้มาก ๆ มันมอบบรรยากาศความ “พรีเมียม” ให้กับตัวงานในทันที

...............

#เนื้อหาในงาน

โดยรวมเนื้อหาในงานมีหลายส่วนที่คล้าย ๆ กับงานบิตคอยน์ที่อื่น ยังไม่ค่อยมีเนื้อหาระดับ advanced จนเกินไป ถ้าถามผมแค่เฉพาะในส่วนของเนื้อหาอย่างเดียว ผมยังมองว่างานที่เวียดนามที่เหมาะกับชาวต่างชาติในแวดวงบิตคอยน์มากกว่า ถือว่ามีเนื้อหาโดยรวมที่เต็มอิ่มกว่า

แต่เป็นเพราะผู้จัดงานในไทยตั้งใจทำเนื้อหาให้มือใหม่ที่สนใจบิตคอยน์เข้าถึงได้ง่ายกว่า ผมจำได้ว่ามีสปีกเกอร์ท่านนึงที่ขอถอนตัวกะทันหันในคืนก่อนวันงาน จน Kishin Kato ได้รับเลือกให้ขึ้นไปพูดแทนใน panel เรื่องทางด้านกฎหมาย (ผมไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ เห็นอีกทีคิชินคุงอยู่บนเวทีแล้ว! ฮ่าๆๆ) แต่ภาพรวมของงานผมคิดว่าพวกเขาจัดหัวข้อต่าง ๆ ได้หลากหลายลงตัวมาก โดยยึดหลักว่ามือใหม่ก็จะเข้าใจได้ง่ายด้วย

ตัวผมเองได้ถึงพูด 2 panel คือเรื่องคอมมูนิตี้ในเอเชียและเรื่องการทำ routing node ซึ่งผมพูดเอาไว้บนเวทีประมาณนี้ครับ :

.

1. แต่ละคอมมูนิตี้มีความต้องการไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องแยกให้ออกว่าข้อมูลความรู้แบบไหนที่จะเหมาะกับวัฒนธรรมของแต่ละคอมมูนิตี้และตลาดในประเทศนั้น

.

2. กิจกรรมให้ความรู้และงานอีเวนท์แบบนี้สำคัญเช่นกัน แต่มันยังไม่พอ เพราะในเอเชียเรานั้นมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาบิตคอยน์ค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้นำของคอมมูนิตี้ต่าง ๆ กลายเป็นคนสำคัญในการดึงเอาเรื่องธุรกิจเข้ามาในแวดวงบิตคอยน์ให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ ๆ ในวงการบิตคอยน์ ตัวผมเองคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดเช่นกัน

.

3. ส่วนเรื่องการทำ routing node ตอนนี้เหมือนว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดคอมมูนิตี้บิตคอยน์ในญี่ปุ่นเลยล่ะ แต่ความต้องการในด้านนี้ในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันอีก ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องนี้อย่างเดียวก็ได้ครับ

.

4. น่าจะเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำกำไรจากการ routing node ได้ แต่การทำ routing มีความน่าสนใจเพราะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และเพิ่มความเข้าใจด้านเทคนิคมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ๆ ในการได้งานทำในวงการบิตคอยน์ในอนาคต

.

5. สิ่งที่น่าสนใจในการทำ routing node คือตอนนี้ไลท์นิ่งกลายมาเป็นตัวเชื่อมระหว่างโปรโตคอล Nostr และโปรโตคอลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบิตคอยน์ไปแล้ว ซึ่งคอมมูนิตี้นักรันโหนดก็เป็นคนกระตุ้นให้เกิดการใช้งานไลท์นิ่งอย่างแพร่หลาย แปลว่าการทำ routing นี่แหละจะช่วยให้คนยิ่งใช้งานโปรโตคอลพวกนี้ และสร้างแรงจูงใจให้คนอยากใช้งานมันมากขึ้น

...............

#ขอบคุณคุณพิริยะ

บรรยากาศชุมชนบิตคอยน์ในไทยนั้นดีงามจริง ๆ มีคนไทยหลายร้อยคนมาร่วมงานนี้ เก้าอี้ทุกตัวเต็มเกือบตลอดเวลา ผมประทับใจสุด ๆ ที่ได้เห็นผู้คนตั้งใจฟังทุก panel บนเวทีตั้งแต่เช้าจนกระทั่งงานจบ คุณสงสัยใช่มั้ยล่ะว่าอะไรดึงดูดให้คนมางานกันล้นหลามขนาดนี้ คำตอบคือผู้ชายคนนี้ครับ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv ชายผู้เป็นหน้าเป็นตาของงานนี้ และสิ่งที่ดึงดูดผู้คนมางานนี้ก็คือผลงานบนยูทูบของเขา

ผมได้คุยและทำความรู้จักกับคุณพิริยะ (ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นชาวไทยเชื้อสายอเมริกัน!) พิริยะมีพื้นฐานการเป็นอาจารย์มาก่อน และใช้ความเชี่ยวชาญภาษาไทยและอังกฤษในการย่อยความรู้บิตคอยน์ให้คนไทยฟังผ่านช่องยูทูบของเขามาตั้งแต่ปี 2015 ช่องเดิมของเขาสร้างฐานผู้ติดตามได้มากกว่า 150,000 คน มันสุดยอดจริง ๆ ครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เมื่อเทียบกับช่องผมที่มีผู้ติดตามราว ๆ 18,000 คน เรียกได้ว่าต่างกันสิบเท่า ทั้งที่ช่องของเขาทำให้คนไทยดูเท่านั้น

นอกจากนี้การล่มสลายของเหรียญ altcoin อย่าง LUNA และกระดานเทรดอย่าง FTX เมื่อปีก่อน ก็ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันให้คนไทยโฟกัสไปที่บิตคอยน์มากขึ้น ผู้มาร่วมงานอีเวนท์นี้รู้จักเหตุการณ์ล่มสลายที่ผมอ้างถึง และหลายคนเป็นผู้ใช้งานบิตคอยน์ที่มีความรู้ความเข้าใจในระดับสูง พวกเขาสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับบิตคอยน์เท่านั้น ไม่สนเหรียญอื่น

เมื่อผมพิจารณาสิ่งที่คุณพิริยะพูดอย่างตรงไปตรงมา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันน่าสนใจมากเลยนะ ยิ่งพอเอาไปเทียบกับในญี่ปุ่น มันอาจจะฟังดูแรง แต่คนญี่ปุ่นอีกมากมายยังลงทุนในเหรียญ altcoin กลวง ๆ ทั้งที่เคยเจ๊งซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้ง แถมมีบางคนที่ไม่พอใจกับตลาดแต่มาหาที่ลงกับบิตคอยน์ (และบิตคอยเนอร์) เสียอย่างนั้น ผมเลยประทับใจมากที่คนไทยสนใจบิตคอยน์อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ (ผมไม่คุ้นเคยกับนิสัยคนไทยนัก ผมขอโทษหากผมเข้าใจอะไรผิดนะครับ)

นอกจากช่องยูทูบนั้นแล้ว คุณพิริยะยังเพิ่งก่อตั้งบริษัท Right Shift ซึ่งเป็นผู้จัดงาน Bitcoin Thailand Conference บริษัทของเขาผลิตคอนเทนต์ แปลหนังสือ จัดทำบทความ และจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เกี่ยวกับบิตคอยน์ให้กับคนไทย

เพื่อเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น มันคล้ายกับที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ในญี่ปุ่นผ่านช่องยูทูบของผมและผ่านบริษัท Diamond Hands (ที่ทำสื่อ, วิจัย, จัดอีเวนท์, สร้างคอมมูนิตี้ และพัฒนาบิตคอยน์) สิ่งที่คุณพิริยะทำเพื่อคนไทยนั้นเหมือนสิ่งที่พวกเรากำลังทำมาก ๆ

แถม Right Shift ยังมีตัวมาสคอตที่อาจจะเป็นคู่แข่งกับเจ้า “แบดเจอร์คุง” ของเราอีกด้วย! ฮ่าๆๆๆๆ ผมสัมผัสได้เลยว่ามันมีความพิเศษบางอย่าง (เพราะผมเองก็อยากมีสินค้าของเจ้าแบดเจอร์คุงเหมือนกัน…)

...............

#ประเทศไทยคือเป็นขุมพลังบิตคอยน์ที่ซ่อนกายอยู่ ?

จากจำนวนคนมาร่วมงานอีเวนท์จำนวนมหาศาล แทบทุกคนตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ไปจนถึงตั้งใจเต็มที่ในงาน Workshop วันที่ 2 ผมสัมผัสได้เลยว่าความสนใจบิตคอยน์ของคนไทยนั้นเป็นไปในลักษณะ bottom-up จำนวนคนไทยที่มาร่วมงานและสนใจบิตคอยน์ถือเป็นความได้เปรียบอย่างมากของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

แถมในไทยยังมีธุรกิจมากมายที่พร้อมให้บริการบิตคอยน์และไลท์นิ่ง ผมจะไม่ฟันธงในเรื่องคุณภาพของบริการนะครับ แต่เอาแค่ในแง่ของจำนวนที่เห็น แค่นี้ก็ล้ำหน้าแซงประเทศญี่ปุ่นไปไกลแล้ว เพราะแม้กิจกรรมให้ความรู้บิตคอยน์จะสำคัญ แต่การที่มีธุรกิจมากมายรับชำระด้วยไลก์นิ่งหรือมีสินค้าและบริการเกี่ยวกับไลท์นิ่งให้ใช้งานก็คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

อีกเรื่องที่สำคัญคือชาวต่างชาติในประเทศไทย เช่น ผู้ก่อตั้ง Umbrel ก็อาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีนักธุรกิจและนักพัฒนาชื่อดังอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน

เท่านั้นไม่พอ ชาวต่างชาติเหล่านี้และคนไทยเองดูจะเริ่มผสานเข้ากันเป็นอย่างดี ผมประทับใจมากที่ BOB Space กลายเป็นแหล่งรวมพลและพบปะกันระหว่างนักธุรกิจและนักพัฒนาบิตคอยน์ในกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้สำคัญจริง ๆ ในการเชื่อมธุรกิจท้องถิ่นกับกลุ่มคนจากต่างชาติเข้าด้วยกัน

ที่ญี่ปุ่นเองมีนักพัฒนาดัง ๆ อย่าง Nicola จาก BTCPayserver แต่ผมกลับรู้สึกว่าคอมมูนิตี้บิตคอยน์ที่ญี่ปุ่นยังเชื่อมกับนักพัฒนาไม่ติด เรียกว่าเทียบกับประเทศไทยไม่ได้เลยล่ะครับ มุมมองนี้ทำให้ผมยิ่งคิดว่าตลาดเมืองไทยนั้นมีศักยภาพและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่การจะเทียบให้เห็นความต่างระหว่างในญี่ปุ่นและไทยจะเป็นเรื่องที่ยาวจนเกินไป ผมขอพูดถึงประเด็นนี้ในภายหลังนะครับ

วงการบิตคอยน์ในไทยล้ำหน้าไปกว่าที่ผมคิด เพราะแต่ก่อนญี่ปุ่นอาจนำหน้าชาติอาเซียนในแง่มูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำนวนผู้ใช้งาน และความเข้าใจในบิตคอยน์ แต่ถ้าเราพอใจอยู่แค่นั้น ก็ไม่แปลกใจเลยครับถ้าเราจะตกเป็นฝ่ายตามหลังประเทศอื่น ๆ ฉะนั้นการรู้สึกถึงความวิกฤติบ้างเล็กน้อยอาจจะเป็นผลดีกับคอมมูนิตี้ในญี่ปุ่นเองทั้งหมดครับ

...............

#สรุปเรื่องจิปาถะที่ผมพบ

.

1. อาหารไทยอร่อยมาก แต่ของหวานไม่ค่อยอร่อย

โดยเฉพาะไอศกรีมทุเรียนที่ผมตั้งใจชิมด้วยความตื่นเต้น แต่สุดท้ายมันแย่เหลือเชื่อ ฮ่าๆๆๆ

.

2. ค่าครองชีพที่นี่ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้ออะไรบ้าง แต่ก็ยังถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น แต่ผมก็รู้สึกว่าราคาข้าวของแพงกว่าแต่ก่อนมาก ๆ อยู่ดีครับ

.

3. กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หลายสิ่งหลายอย่างมารวมตัวกันได้แบบพิลึกดี

กรุงเทพฯ มีชื่อเสียงเรื่องความอิสระ ทั้งในแง่ดีและแง่ไม่ดี และมันก็เป็นเมืองที่วุ่นวายใช้ได้ กรุงเทพฯ มีความน่าสนใจในแบบของมัน แต่ถ้าอยู่นานเกินไป คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ค่อยดีกับคุณเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ (ผมเจอป้ายร้านที่ใช้ชื่อได้สุดฮาเต็มเมืองไปหมดเลย)

.

4. เชียงใหม่น่าอยู่ดีนะ

มีนักพัฒนาและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับบิตคอยน์อาศัยที่เชียงใหม่หลายคนเดินทางมาร่วมงานอีเวนท์นี้ หลายคนตื่นเต้นมาก ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ผมเองก็อยากไปเยือนที่นั่นหนหน้าที่ผมบินมาไทย

.

5. เขาบอกว่าใช้จ่ายด้วยบิตคอยน์นั้นผิดกฎหมาย แต่ก็ทำได้แบบไร้ปัญหานะ

ในเชิงเทคนิคแล้วการใช้บิตคอยน์ซื้อของนั้นผิดกฎหมาย แต่มันก็เป็นวิธียอดฮิตเช่นกัน อย่างไรก็ตามไม่ค่อยมีร้านค้าทั่วไปที่รับชำระด้วยไลท์นิ่ง ส่วนร้านที่รับก็ทำเงียบ ๆ ของเขาเองด้วยท่าทีในแบบ “ไม่เป็นไรหรอกน่าพ่อหนุ่ม” ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยและมันเจ๋งมาก เพราะที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเคร่งเครียดเกินไป ผมอยากให้พวกเราชิลล์กว่านี้หน่อย

.

6. “กัญชา Adoption” เกิดก่อน “Bitcoin Adoption”

กัญชาเคยผิดกฎหมายในไทยมายาวนาน แต่ตอนนี้คุณมีร้านให้ดูดปุ๊นได้ทุกที่ เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ผมมากรุงเทพฯ ผมไม่เคยเห็นร้านอะไรพวกนี้เลย และผมจำได้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับกัญชานั้นรุนแรงมาก มาหนนี้เลยเซอร์ไพรส์จริง ๆ ครับ บิตคอยน์ดูจะแพ้กัญชาอยู่นะตอนนี้ ฮ่าๆๆๆ

---------------------------------

nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk จิงโจ้ไรท์ชิฟต์เรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นที่แปลเป็นอังกฤษด้วยการใช้คำสั่ง Prompt บน GPT สุดอลังการโดยคุณ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 Jakk Goodday ก่อนจะผ่านการตรวจความถูกต้องจาก nostr:npub17n53d53ql9seuxap52r6uckkvvf9nk0pg2v6ecpj7z9nnh8fwh2sl3j6ds Koji Higashi อีกครั้ง และมีแอดมินสมนึก ช่วยพิสูจน์อักษรภาษาไทย (ซับซ้อนดีแท้น้ออออ)

https://diamondhandscommunity.substack.com/p/e67

Why so many Japanese in nostr😅😅

I felt like I didn't sleep since I was born.

🥹