สะอึกไม่เท่าไหร่
เจอบางทีเห็นเด็กตั้งคำถามว่า
กูต้องส่งเงินให้พ่อแม่ด้วยเหรอ
การกตัญญูจำเป็นจริงเหรอ (แล้วยกตัวอย่างเมกา)
แบบนี้เป็นต้น
รู้สึกสะเทือนเหมือนกัน
แน่นอนว่า
จริงๆแล้วไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆจนกว่ากลุ่มคนจะให้ความหมายมัน
มันแค่เป็นเรื่องที่ทำแล้ว น่ารัก
เยส มันใช่ เห็นด้วย
ความสุขใดๆ สมัยเด็ก มันควรจะยืดยาวออกมาให้ไกลที่สุด
เพราะอีกไม่นาน สังคมแวดล้อม จะทำให้เค้าเริ่มสร้างตัวตนบางอย่าง
เพื่อ เสิร์ฟ สายตาของสังคมที่พร้อมจะวัดค่า ด้วยทุกอย่างที่นึกขึ้นได้
เสื้อผ้า ฐานะ คำพูด พ่อ แม่ บ้าน เงิน ต่างๆนาๆ ไม่จบไม่สิ้น
แล้วเด็กๆ โตมาก็จะโหนหา ความสงบในแบบของตัวเองต่อไป
มารู้สึกตัวอีกที คำว่าไร้เดียงสาก็ไม่มีอีกแล้ว แล้วเค้าก็จะชอบที่จะมองกลับไป
หาเด็กๆ รุ่นใหม่ที่ยัง น่ารักไร้เดียงสา สนุกสนาน อีกต่อหนึ่ง วนไป รุ่นต่อรุ่น
ถ่ายสวยครับ
"ผมชอบเด็กอย่างนึงคือเวลาเค้าสร้างPOWของเค้า เหมือนเค้าไม่ต้องพยายามอะไรเลย แค่ทำมันเป็นกิจวัตรประจำวันไปเรื่อยๆ อนาคตมันก็งอกเงยมีมูลค่าของมันขึ้นมาเอง" T.tukedsadatik
#siamstr
#หน้าตึงตอนพิมพ์
https://video.nostr.build/7f75880d4815317da414b8f89981179ae1ecb124ba8c3dde5086cab048de744c.mp4
Just do it. เนอะ
หลายครั้งผู้ใหญ่มักจะกังวลไปต่างๆนาๆ
แผ่ความกลัวใส่ไปเด็กโดยไม่รู้ตัว
ทำให้ เด็กๆ มีสี ที่ไม่ควรจะมี
ผมไม่ได้เล่น ผมเอาจริง
Peace mind.
ภาพแรกที่สมองเรานึกขึ้นมาได้
สถานที่ๆเราได้นั่งกับคนที่เรารัก และเค้ารักเรา
ภาพตรงนั้นมันมีอะไรอยู่บ้าง สะอาดและไม่เจอปน
สำหรับผมคือพื้นฐานทางจิตใจ
ที่ไร้ซึ่งการแต่งแต้มความหมายใดๆลงไป
มันเป็นมโนภาพที่ปราศจากการ วัดค่า
และการสร้างตัวตนตัวอื่นของเรา
เพราะที่ตรงนั้น มันไม่จำเป็นจะต้องมีค่าอะไรเลยสำหรับคนอื่นๆ
แค่มันมีค่าสำหรับเราก็พอ เป็นในแบบที่โลกเป็น ก็พอ....
ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ว่าโลกต้องการอะไรมากกว่านั้นจริงๆเหรอ
ในเมื่อบ่อยครั้งเราโหยหามัน
และถ้าเราจะต้องการอย่างอื่นมากกว่า ทำไมเรายังโหยหามัน
ขอบคุณต้นฉบับครับ #Siamstr
## ไม้บรรทัด ที่ไม่จำเป็นต้องมี
"เรารู้จักใครสักคนมากแค่ไหน.. รู้จักว่าเค้าเจออะไรมาทั้งชีวิตไหม? หากไม่รู้จักมากพอ แล้วเราไปวัดค่าเค้าทำไม?"

นอกจากเรื่องขนมปังแล้ว พี่เป็ด nostr:npub1ysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qjn54x4 ก็ยังมีเรื่อง "ไม้บรรทัด" มาให้คำแนะนำกับผมด้วย โน๊ตนี้ผมจะไม่ยืดเยื้อ เข้าเรื่องตรงๆ เลยดีกว่า..
บ่อยครั้งที่เรามัก "อยากให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราชอบ" ไม่ว่าจะเกิดจากความปรารถนาดีหรือหมั่นไส้ก็ตาม มันมักเกิดจากความคาดหวัง อยากให้เค้าดีขึ้น (ตามมุมมองของเรา) บลา บลา บลา...
ทำไมต้องอยากให้เค้าดี?
ทำไมเราถึงอยากให้เค้าทิ้งตัวตนบางอย่าง?
ทำไมเราอยากให้เค้าเป็นแบบที่เราชอบ?
ถามตัวเองวนไปวนมา..
เราอยากให้ใครบางคน ละทิ้งตัวตนหรือเปลี่ยนแปลงบางอย่าง... คำถามคือ ถ้าเราไม่พูดกับเขาตรงๆ เขาจะรู้สึกไหม? มันเป็นเราที่กลายเป็นทุกข์เพราะมัวแต่คาดหวัง ในขณะที่เขาอาจไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเลย..
การพูดกับใครตรงๆ แบบนี้ บางทีมันก็ดูรุนแรงเกินไปหน่อย สุดท้ายเรามักจะไม่ได้พูด ได้แต่แอบคาดหวังอยู่ในใจ
ลองพิจารณา Deep down ลงไป..
การที่เราอยากให้ใครสักคนเป็นไปในบางอย่าง มันหมายถึงอะไร?
มันหมายความว่า.. เรา.. ได้ "ตัดสิน" บางอย่างในตัวเขา "วัดค่า" เขาด้วย "ไม้บรรทัด" สักอันของเรา
เราวัดออกมาแล้วรู้สึกว่ามัน "สั้น" หรือ "ยาว" เกินไปเล็กน้อย เราเลยอยากให้เค้ามีการเปลี่ยนแปลง เพื่อเข้าสู่จุดที่พอดีตามเสกลใน "ไม้บรรทัดของเรา"
เราไม่มีทางรู้ได้จริงๆ หรอกว่า... ใครคนนั้น ทั้งชีวิตของเค้าต้องเจอกับอะไรมาบ้าง บางเรื่องเราอาจทึกทักไปเอง ไม่ได้เข้าใจเหตุและผลของสิ่งที่เขาพูด กระทำ หรือนึกคิด
แล้วเราไปวัดค่าเขาทำไม?
วัดค่าไม่พอ..
เราอาจเผลอไปลดคุณค่าของเขาด้วย
ผลเลยกลายเป็นว่า เรา "อยาก" ให้เค้าเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราชอบ แบบที่เราจะพึงพอใจ ทั้งที่บางเรื่อง มันอาจไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเราเลยด้วยซ้ำ..
สุดท้าย.. คนเราก็โดนขับเคลื่อนด้วยแค่คำว่า "อยาก" หรือ "ไม่อยาก" อะไร
ดังนั้น.. หากเราพยายามทำความเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เราก็แค่ปล่อยวางมันไว้ข้างๆ แทนที่เราจะต้องมาแบกความรู้สึกที่เกิดจากไม้บรรทัดของเราเอง..
ไม้บรรทัด ที่แท้จริงแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องมีมันก็ได้
จำเป็น หรือ ไม่จำเป็น ก็ยังสามารถแยกแยะได้อีก
ต่อให้เราคิดว่า มันไม่จำเป็นต้องวัดค่าใคร แต่ความอยากของเราก็อาจไม่ได้ลดลง ซึ่งก็ไม่เป็นไร เราแค่ต้องเคลียร์สมองตัวเองสักหน่อย..
เพื่อให้เราได้ "เป็นอิสระ" จากการวัดค่า ประเมินค่า ด้วยไม้บรรทัดของเราเอง.. ในเรื่องที่อาจไม่จำเป็น
ถ้ามันอดรนทนไม่ไหวจริงๆ เราคิดว่ามันสำคัญจริงๆ ก็จงดีแคลร์ความรู้สึกกับเค้าตรงๆ และก็ต้องยอมรับในผลที่จะตามมาเอง..
ขอบคุณพี่เป็ดที่มักจะแนะนำเรื่องดีๆ ให้ผมเสมอ
สำหรับผู้อ่าน เรื่องนี้ให้ข้อคิดอะไรกับเรา?
#siamstr #siamstrog
หมายเหตุ: ภาพประกอบ คือ Jakk 2015 สมัยแอ๊บแบ๊ว เห่อกล้องมือถือ และเมียก็ด่าว่าไม่เข้ากับหน้ามึงเท่าไหร่ เลิกทำเหอะตั้ม 555
เป็นจุดเริ่มต้นให้ผ่อนคลาย ก้าวหาการเป็นอิสระจากภาษาที่มันฝังแน่นในสมองเรา มองโลกในแบบที่โลกเป็น ชะลอการตัดสินประเมินค่า
จนหยุดมันได้ในที่สุด(เข้าใกล้สักนิดก็ยังดี)
การวัด ถ้าไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบ จะเผื่อ อะไรอีก
และเมื่อ เปรียบเทียบ เราจะลดคุณค่าของทั้งสองฝั่งลงไป เพราะจริงๆแล้ว มันมีคุณค่ามากของมันอยู่แล้ว
แค่ว่า ไม้บรรทัดของแต่ละคนนั้น เป็นเพียง มุมมองของเขา มันไม่ได้ผิดอะไร และเป็นธรรมชาติมากๆ
ชีวินี้จะสามารถหยุดประเมินค่าสิ่งใดๆได้หรือไม่ เพราะมันเกิดขึ้น ทุกลมหายใจ
การเลือกก็เช่นกัน....
เขียนได้ครบๆทุกความหมายที่คุยเลย สุดยอดมาก
Exit ให้ดูหน่อย 55
เห็นด้วยที่สุด ถ้ามันถูกเจาะรัวๆ มันจะปรับตัวยากมาก
เราแบ่งขนมปังให้กับคนที่หิว เขาจะรับมันไปกินอย่างดี แล้วขอบคุณเรา ทุกอย่างคือวาสนา เห็นด้วยทั้งหมดครับ
น้ำ ทำเส้นทางน้ำเป็นทางยาว เวียนวนไปทั่วๆพื้นที่จะดีมากครับ เก็บความชุ่มชื่นให้ดินได้ ไม่ควรกว้างมาก จะเมนเทนได้สะดวกครับ เอากว้างแค่ไม้เอื้อมถึง หรืออน้อยกว่านั้น จะออกแรงเมนเทนไม่ยาก
ส่วนอยากจะมีบ่อขนาดใหญ่มั้ยอันนี้แล้วแต่ชอบครับ
อวยไรกัน นั่นแจ๊คแค่จาม
“ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน จะไม่มีทางเข้าใจในคุณค่าของขนมปังที่ตั้มเคยให้…”

เรื่อง “ขนมปังกับปลาที่หิวโหย” เป็น Analogy อันลุ่มลึก ซึ่งครั้งหนึ่งพี่เป็ด nostr:npub1ysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qjn54x4 เคยได้ให้ไว้กับผม มันนานมาแล้ว.. นานจนผมก็จำแทบไม่ได้แล้วว่า ตอนที่ได้ฟังเรื่องนี้ครั้งแรกมันผ่านมากี่ปีแล้ว..
แต่ในฐานะผู้ที่มีปรารถนาในการเผยแพร่บิตคอยน์ มีความต้องการที่จะกระจายหลักการและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังอันทรงพลังของมัน ผมยึดถือแนวคิดเรื่องขนมปังเอาไว้ในใจมาโดยตลอด
แนวทางในการส่งต่อของผม แนวทางในการป้ายยาส้ม แนวทางในการประเมินศักยภาพของคนไข้ที่ควรได้รับยา (ส้ม) มันถูกยึดโยงเข้ากับเรื่องนี้ไว้อย่างแนบแน่น
แล้วขนมปังที่ว่ามันคืออะไร?
“ขนมปัง” ในที่นี้ เปรียบได้กับ “ยาส้ม”
มันคือองค์ความรู้ มันคือหนทาง มันคือความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ที่เราต้องการจะป้อนให้กับคนที่เรานั้นมีปรารถนาดีๆ กับเขา
ขนมปัง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องบิตคอยน์
มันอาจเป็นเรื่องการเรียน เป็นสัจธรรมการใช้ชีวิต เป็นทัศนคติ เป็นทักษะ เป็นประสบการณ์แง่คิด หรือเป็นโอกาส ฯลฯ
เป็นอะไรก็ได้ที่เรานั้นคิดว่า.. มันคงจะเป็นประโยชน์กับคนที่เราอยากจะป้อนให้
ในขณะที่ “ปลา” นั้นคือ “ผู้รับ”
หลักใหญ่ใจความของแนวคิดนี้ก็คือตัว “ปลา” ที่ว่านี่เอง..
“ปลาที่หิวโหย” จะเข้าใจในความหมายและคุณค่าของขนมปังที่เราได้หยิบยื่นให้
แต่ “ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน” มันก็จะยังกลืนกินขนมปังของเราเข้าไปได้อย่างเอร็ดอร่อย ..เพียงแต่มันจะยังไม่มีวันเข้าใจ “คุณค่าที่แท้จริง” ซึ่งแฝงอยู่ในขนมปังชิ้นนั้นๆ มันอาจยังไม่พร้อมด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง
ปลาที่อิ่มมาก่อนแล้ว กินสิ่งต่างๆ มาจนพุงกางแล้ว
เปรียบดัง “ผู้รับสาส์น” ที่ยังไม่ได้ตระหนักและเข้าใจถึง “Pain point” หรือ “ความเจ็บปวด” ที่จะพาไปสู่โซลูชั่น (ขนมปัง) ที่เราได้เตรียมไว้ให้
และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ได้ “Benefit” ในแบบที่เรานั้นคาดหวัง
พวกมันก็จะเพียงแค่คิดว่า.. กินๆ มันเข้าไปเถอะ ของฟรีจะไปคิดอะไรมาก ก็อร่อยดีนี่นา.. กินเข้าไปเพลินๆ
มันเหมือนกับคนที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ภายในโลกเฟียต คนที่ยังไม่เข้าใจหายนะของเงินเฟ้อ คนที่ยังคงเห็นแก่เวลา โหยหาผลตอบแทนระยะสั้น คนที่ยังดิ้นรนไล่ล่าความสำเร็จ ลาภ ยศ ชื่อเสียงแบบปลอมๆ คนที่ยังไม่ต่างอะไรกับน้ำเต็มแก้ว คนที่ยังสายตามืดบอด ฯลฯ
คนเหล่านี้ (ปลาที่อิ่มแล้ว) จะยังไม่แยแสในเจตนาดีๆ ที่เราต้องการจะส่งต่อให้กับเขา
บางคนอาจเมิน และเลือกที่จะไม่หยิบกินสักชิ้นเลยด้วยซ้ำ (ไม่เปิดรับ) ไม่ซาบซึ้ง ไม่คิดจะขอบคุณ หรือแย่ที่สุดก็คงจะรำคาญและหันมาด่าทอเรา…
เราทุกคนไม่ได้มีขนมปังกันมากพอ ขนมปังในมือของเราไม่ได้มีพร้อมสรรพสำหรับแจกให้คนทุกคน เปรียบได้กับ เวลา แรงกาย แรงใจ หรือความพยายามของเราที่คงจะมีอยู่อย่างจำกัด
อย่าเสียแรง เสียเวลา หยิบยื่นขนมปังให้กับปลาที่ยังไม่หิวโหย
อย่าหว่านขนมปังทั้งกำมือลงไปในน้ำ อย่าบิแบ่งขนมปังยื่นให้ใครไปทั่ว อย่าทำอะไรแค่เพียงเพราะเราอยากทำแต่กลับทำไปอย่างไร้แก่นสาร อย่าทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของเรานั้นสูญเปล่า
เราไม่จำเป็นจะต้องหว่าน เราไม่จำเป็นจะต้องออกไปเดินถนนร้องแรกแหกกระเชอ หรือป่าวประกาศให้ใครมาสนใจเรา
เราก็แค่เดินหน้าไปช้า ๆ และไม่ลืมที่จะค่อย ๆ หย่อนขนมปังของเราไปตามทางเรื่อย ๆ หย่อนมันไปตลอดทาง หย่อนมันไปจนทั่ว หย่อนให้กับปลาที่เราเห็นแน่แล้วว่าหิวโหย..
ปลาที่หิวโหย ปลาที่เข้าใจคุณค่าของขนมปังจะพากันแหวกว่ายมากลืนกิน ความรู้ที่เราสู้อุตส่าห์บากบั่นทำมา จะมีคนที่เข้าใจคุณค่าของมันมาหยิบกิน
นั่นต่างหากที่เราจะได้ช่วยเหลือคนที่เราควรจะช่วยเขากันจริงๆ
ผมถ่ายทอดหลักการและแนวคิดนี้ให้กับแก๊งค์ตี 4 ณ พัทยา ในห้วงท้ายๆ ก่อนที่เราจะจากลากันวันแรกของงาน #east101
การเอาแต่ยัดเยียด พยายามเกินความจำเป็นที่จะป้อนยาส้มให้ใครต่อใคร มันอยู่ในด้านตรงข้ามกับสิ่งที่ อ.พิริยะ เคยได้ทำมา ตรงข้ามกับแนวทางของพวกเรา Right Shift
แม้กระทั่งการ Toxic ก็ยังไม่ใช่แนวทางที่พวกเราคืดจะซื้อ
พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตา บอกบั่น ผลิต และวางขนมปังเอาไว้ตามที่ต่างๆ
และเราก็หวังว่า สักวันหนึ่ง ปลาที่หิวโหย จะตามมาหยิบมันไปกิน เพื่อให้พวกเขานั้น มีแรง มีพลังที่จะไปต่อ
วันหนึ่งพวกเขาที่เข้าใจในความหมายของขนมปังอย่างแท้จริงแล้ว จะเกินมาร่วมกับเรา ผลิตและป้อนขนมปังไปด้วยกัน
ส่งต่อมันไปยังคนปลาที่หิวโหยตัวถัดๆ ไป รุ่นถัดๆ ไป เพื่อ “Unfiat” ให้กับคนในรุ่นหลัง
“ปลาที่หิวโหย” คือปลาที่ตื่นรู้ คำ ๆ นี้อาจฟังดูน่าสลด น่าสงสาร น่าเห็นใจ
แต่เปล่าเลย.. พวกมันคือปลาที่ตาสว่าง เป็นปลาประเสิรฐที่ล้วนอยากจะมีอนาคตมี่ดีกว่า.. อยากจะเห็นสังคมและชีวิตของลูกหลานที่ดีกว่าพวกเขา..
มาป้อนขนมปังให้กับปลาที่หิวโหยด้วยกันเถอะครับ
#siamstr #siamstrog
เราก้าวผ่านบันไดแห่งชีวิต ก้าวขึ้นก้าวลง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น
.
เราได้อะไรในแต่ละก้าวนั้นสำคัญเท่ากับสิ่งที่เราพอจะนึกออกเท่านั้น
.
แต่การหันกลับไปขอบคุณบันไดแต่ละขั้นนั้น ต้องใช้ "ความกล้าหาญ"
กล้าหาญที่จะลดตัวตนลง แล้วมอบคุณค่าให้กับบันไดเพียงขั้นหนึ่งขั้นใด
เรียก "ความกตัญญู"
.
การ Declare ความรู้สึกนั้นสำคัญและตั้ม ไม่เคยมองข้าม บันไดแต่ละขั้น
ผมได้แต่ ภูมิใจ ขอบคุณ และชื่นชมยินดีกับวันนี้ของเค้า
#Siamstr
รู้ทันไปซะหมดทุกด้าน
แค่พูดไปสั้นๆว่า "ตั้มขนมปังพี่หมด" 555





