Under the Oak Tree by Siana Park
#siamstr
#nostr 
The end of the ball by Rogelio de Egusquiza (detail)
#siamstr
#nostr 
## ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory) หรือ MMT
ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (MMT) เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีการจัดการเงินของรัฐบาล โดยเชื่อว่า:
**1. รัฐบาลที่มีอำนาจอธิปไตย (Sovereign government) ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้จ่าย**
รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณ เพราะรัฐบาลสามารถสร้างเงินใหม่ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข
**2. การขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหา**
MMT มองว่าการขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่ รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังมีการเติบโต และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้
**3. เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่แก้ไขได้**
MMT เชื่อว่าเงินเฟ้อสามารถควบคุมได้โดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง
**ตัวอย่าง**
* ประเทศญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย (Quantitative Easing) มาเป็นเวลานาน โดยพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์อื่นๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะถดถอย
* สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (Fiscal stimulus) โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
**ข้อวิพากษ์วิจารณ์**
MMT เป็นทฤษฎีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลายประการ เช่น:
* ความเสี่ยงของเงินเฟ้อ: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ
* ภาระหนี้สิน: การกู้ยืมเงินจำนวนมากอาจสร้างภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลในอนาคต
* การสูญเสียความเชื่อมั่น: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงิน
**สรุป**
MMT เป็นทฤษฎีการเงินที่มี both ประเด็นที่สนับสนุนและคัดค้าน ยังมี debate กันอยู่ว่าทฤษฎีนี้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
**แหล่งข้อมูล**
* Modern Monetary Theory (MMT): [https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory](https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory)
* What is Modern Monetary Theory (MMT)?
* Modern Monetary Theory
#siamstr
#nostr
#fiat 
## มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) กับผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลง และราคาสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น
**อย่างไรก็ตาม มาตรการ QE มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินอย่างไม่เท่าเทียม** ดังนี้
**1. ผลต่อมูลค่าสินทรัพย์**
* **สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง**: ราคาหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ มักปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักคือ QE ทำให้เงินทุนมีราคาถูกและนักลงทุนมีแรงจูงใจในการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
* **สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ**: ราคาพันธบัตรรัฐบาล มักปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่การปรับตัวจะน้อยกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
**2. ผลต่อกลุ่มคน**
* **คนรวย**: มักมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนจน เมื่อราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าความมั่งคั่งของคนรวยจึงเพิ่มขึ้น
* **คนจน**: มักมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่าคนรวย เมื่อราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าความมั่งคั่งของคนจนอาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากเท่าคนรวย
**3. ความสัมพันธ์ที่ผิดสัดส่วน**
* การเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่เป็นผลมาจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบ
* คนรวยได้รับประโยชน์จาก QE มากกว่าคนจน ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น
**4. ตัวอย่าง**
* ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้มาตรการ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาด Nasdaq เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า
* ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ธนาคารกลางทั่วโลกใช้มาตรการ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
**5. ข้อควรระวัง**
* มาตรการ QE ไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
* การใช้ QE มากเกินไปอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ
* จำเป็นต้องมีการติดตามผลและประเมินผลของ QE อย่างใกล้ชิด
**สรุป:**
มาตรการ QE มีผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินอย่างไม่เท่าเทียม คนรวยมักได้รับประโยชน์มากกว่าคนจน ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องมีการใช้อย่างระมัดระวังและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
#siamstr
#nostr
#fiat 
เวลาที่อุตสาหกรรมหนึ่งๆ ล่มสลาย มันไม่ได้หายไปในพริบตา แต่มันจะค่อยๆ **ซบเซาลง** (shrink) **ฝ่อตัวลง** (shrivel) สุดท้ายเหลือผู้เล่นแค่ไม่กี่ราย (consolidate) กลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche) นึกภาพตามดูสิครับ เหมือนกับ...
* **ตะเกียงแก๊ส:** เคยเป็นที่นิยมมาก่อน แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ทำให้เหลือผู้ผลิตและผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม
* **แผ่นเสียงไวนิล:** ถึงแม้จะมีเสน่ห์ในแบบอนาล็อก แต่สู้ความสะดวกของดิจิตอลไม่ได้ ปัจจุบันเหลือแค่กลุ่มนักสะสมและนักฟัง
#siamstr
#nostr 
## ทำไมการเช่าบ้านและลงทุนใน Bitcoin อาจจะดีกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์
**1. สภาพคล่อง:** Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง หมายความว่าสามารถซื้อและขายได้ง่าย ต่างจากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายยากกว่าและใช้เวลานาน
**2. การกระจายความเสี่ยง:** Bitcoin เป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนใน Bitcoin ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของคุณ
**3. ศักยภาพในการเติบโต:** Bitcoin มีศักยภาพในการเติบโตสูง
**4. การควบคุม:** คุณเป็นเจ้าของ Bitcoin ของคุณเอง
**5. ต้นทุน:** ค่าธรรมเนียมในการซื้อ Bitcoin นั้นน้อยกว่าค่าธรรมเนียมในการซื้ออสังหาริมทรัพย์
**6. การเข้าถึง:** Bitcoin นั้นเข้าถึงได้ง่ายกว่าอสังหาริมทรัพย์
**7. ภาษี:** กฎหมายภาษีสำหรับ Bitcoin นั้นยังไม่ชัดเจน
**8. ความปลอดภัย:** Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
**ข้อควรพิจารณา:**
* Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงสูง
* กฎหมายภาษีสำหรับ Bitcoin นั้นยังไม่ชัดเจน
* Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
**สรุป:**
การเช่าบ้านและลงทุนใน Bitcoin นั้นอาจจะดีกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
#siamstr
#nostr
The Waterbearers, by Victor Renault des Graviers (detail)
#siamstr
#nostr 
#siamstr
#nostr 
Why not just print more money? 
#siamstr
#nostt
#siamstr
#nostr 
Ondines, Andoine Calbet.
#siamstr
#nostr 
## ระบบธนาคารสำรองเศษส่วน (Fractional Reserve Banking)
ระบบธนาคารสำรองเศษส่วนเป็นระบบที่ธนาคารพาณิชย์เก็บเงินสดสำรองไว้เพียงบางส่วนของเงินฝากทั้งหมดที่ได้รับจากลูกค้า ธนาคารจะนำเงินที่เหลือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือปล่อยสินเชื่อ เพื่อสร้างรายได้
**วิธีการทำงาน**
1. ลูกค้าฝากเงิน 100 บาท กับธนาคาร
2. ธนาคารเก็บเงินสดสำรองไว้ 10 บาท (อัตราส่วนสำรอง 10%)
3. ธนาคารนำเงิน 90 บาท ไปปล่อยสินเชื่อ
4. ผู้กู้ยืมนำเงิน 90 บาท ไปใช้จ่าย
5. เงิน 90 บาท ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ
**ข้อดี**
* กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ: ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจและบุคคล
* สร้างรายได้ให้กับธนาคาร: ธนาคารได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากและเงินกู้
* เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงิน: เงินฝากไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉยๆ แต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์
**ข้อเสีย**
* ความเสี่ยง: ธนาคารอาจสูญเสียเงินทุนสำรองหากผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้
* ภาวะเงินฝากไหลออก:
* ลูกค้าอาจแห่กันถอนเงินฝาก
* ธนาคารอาจไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายให้ลูกค้า
* วิกฤตทางการเงิน:
* ภาวะเงินฝากไหลออกอาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงิน
**ตัวอย่าง**
ธนาคาร A มีเงินฝาก 100 ล้านบาท ธนาคารเก็บเงินสดสำรองไว้ 10 ล้านบาท (อัตราส่วนสำรอง 10%) ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 90 ล้านบาท เงิน 90 ล้านบาท ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ
**สรุป**
ระบบธนาคารสำรองเศษส่วนเป็นระบบที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ธนาคารกลางจะกำหนดอัตราส่วนสำรองขั้นต่ำ เพื่อควบคุมจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์สามารถนำไปลงทุน
**แหล่งข้อมูล**
#siamstr
#nostr 
## เวทมนตร์ของธนาคารกลาง
**บทความนี้กล่าวถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของธนาคารกลางในการควบคุมระบบการเงิน**
**จุดเริ่มต้นของเวทมนตร์:**
* ราชวงศ์สจ๊วตต้องการฟื้นฟูนิกายคาทอลิก
* พระเจ้าเจมส์ที่ 2 เป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ศัตรูของดัตช์
* วิลเลียมที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์ ยินดีใช้ประโยชน์จากอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารของอังกฤษ
* แต่พระองค์ต้องการเงิน
**การกำเนิดธนาคารแห่งอังกฤษ:**
* กลุ่มนายธนาคาร นำโดยวิลเลียม เพเทอร์สัน ให้กู้เงิน 1.2 ล้านปอนด์แก่ วิลเลียมที่ 3
* แลกกับสิทธิในการก่อตั้งธนาคารแห่งอังกฤษและออกธนบัตร
* การเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ ทำให้ธนบัตรเหล่านี้เป็นที่ยอมรับ
**เวทมนตร์คืออะไร:**
* การรวมกลุ่มกับรัฐเพื่อทำให้สกุลเงินเป็นที่ยอมรับ
* เริ่มต้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล ผู้นำเริ่มนำรูปตัวเองลงบนเหรียญ
* แสดงอำนาจและทำให้ผู้คนยอมรับเหรียญ
* ตัวอย่าง: เหรียญนกฮูกเอเธนส์ เหรียญเดนาเรียสโรมัน เหรียญเบแซนต์ไบแซนไทน์
**ดาบสองคม:**
* เหรียญยุคแรกทำจากโลหะมีค่า
* กษัตริย์บางองค์ลดคุณภาพเหรียญเพื่อหาเงิน
* กำหนดให้เหรียญมีมูลค่า 10 หน่วย แต่มีโลหะมีค่าเพียง 8 หน่วย
**บทสรุป:**
* ธนาคารกลางมีพลังอันยิ่งใหญ่
* ควบคุมระบบการเงินผ่านสกุลเงิน
* เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างรัฐและธนาคาร
* พลังนี้มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี
**ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม:**
* ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน
* ธนาคารกลางสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อควบคุมเศรษฐกิจ
* การใช้อำนาจของธนาคารกลางอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง
**แหล่งข้อมูล:**
* Wikipedia: ธนาคารกลาง
* Bank for International Settlements: The Magic of Central Banking
**หมายเหตุ:**
#siamstr
#nostr 
#siamstr
#nostr 
ระบบค่าเงินคงที่ (fixed exchange rate system) และระบบค่าเงินลอยตัว (floating exchange rate system)
ยกตัวอย่าง:
ระบบค่าเงินคงที่: จีนเป็นประเทศที่ใช้ระบบค่าเงินคงที่ โดยรัฐบาลจีนกำหนดให้เงินหยวนมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่กับดอลลาร์สหรัฐ
ระบบค่าเงินลอยตัว: ไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบค่าเงินลอยตัว โดยค่าเงินบาทจะผันผวนตามกลไกตลาด
ข้อดีและข้อเสีย:
ระบบค่าเงินคงที่:
ข้อดี:
ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ช่วยให้การค้าขายระหว่างประเทศสะดวกขึ้น
ข้อเสีย:
รัฐบาลต้องสูญเสียการควบคุมนโยบายการเงิน
ภาคธุรกิจอาจเผชิญความเสี่ยงจากการปรับค่าเงิน
ระบบค่าเงินลอยตัว:
ข้อดี:
รัฐบาลสามารถควบคุมนโยบายการเงินได้
ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนได้
ข้อเสีย: * *
สรุป:
ระบบค่าเงินคงที่และระบบค่าเงินลอยตัวมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ละประเทศควรเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของตน
#siamstr
#nostr 
## ระบบเบรตตันวูดส์: จุดจบ
ระบบนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งปี 1971 สหรัฐอเมริกาประกาศหยุดแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พยายามแก้ไขโดยสร้างสกุลเงินสำรองใหม่ (SDR) ขึ้นมาทดแทนเงินดอลลาร์ แต่แรงกดดันต่อระบบก็ยังมีอยู่
สาเหตุหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติเทขายเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินมาร์กเยอรมนีและเงินเยนญี่ปุ่นแทน เพราะเงินดอลลาร์แลกเป็นทองคำไม่ได้แล้ว
นี่ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบเบรตตันวูดส์ก่อตั้งขึ้นตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นย่ำแย่ ตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกาที่เข้มแข็ง พอเยอรมนีและญี่ปุ่นฟื้นตัว (โดยเฉพาะเยอรมนี) อัตราแลกเปลี่ยนของพวกเขาก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง เงินมาร์กเยอรมนีและเงินกิลเดอร์ดัตช์ปรับค่าขึ้นในปี 1961 แต่ก็ไม่เพียงพอ
ในปี 1969 มีการปรับค่าเงินมาร์กอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี สหรัฐอเมริกาในฐานะเสาหลักของระบบจึงต้องยึดมั่นกับมาตรฐานทองคำแบบดั้งเดิม แต่การเมืองอเมริกันไม่ต้องการใช้นโยบายที่เข้มงวดในประเทศ เพราะกลัวจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง
ในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ตัดสินใจระงับการแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ และเพิ่มภาษีนำเข้า 10% เพื่อกดดันให้ประเทศอื่นปรับค่าเงินของตัวเอง ต่อมาในปีเดียวกัน ข้อตกลงสมิธโซเนียน (Smithsonian Agreement) ได้ลดค่าเงินดอลลาร์ (ดันราคาทองคำขึ้นไปเป็น 38 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และอนุญาตให้ประเทศอื่นมีสกุลเงินที่ผันผวนได้เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
#siamstr
#nostr
#bitcoin 
If someone asks you why #Bitcoin is going up, show them this chart
ภาพนี้แสดงกราฟแสดงยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิรายปีของรัฐบาลทั่วโลกต่อหนี้สินของพวกเขา กราฟนี้มาจากบทความของ Wall Street Journal titled "The $2 Trillion Interest Bill That's Hitting Governments"
กราฟแสดงให้เห็นว่ายอดชำระดอกเบี้ยสุทธิรายปีของรัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2023 ยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
มีหลายปัจจัยที่ขับเคลื่อนแนวโน้มนี้ ปัจจัยหนึ่งคือหนี้สินของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลทั่วโลกกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตนในช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-19 หนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นนี้หมายความว่ารัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งคืออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยในหนี้สินที่มีอยู่มากขึ้น
แนวโน้มนี้มีผลกระทบหลายประการต่อรัฐบาล ประการแรก หมายความว่ารัฐบาลมีเงินน้อยลงที่จะใช้จ่ายสำหรับสิ่งอื่น ๆ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการป้องกันประเทศ ประการที่สอง หมายความว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นภาษีหรือลดการใช้จ่าย
ผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายเพิ่มเติม
บทความ Wall Street Journal อธิบายว่าค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ทำให้แผนการใช้จ่ายเพิ่มเติมในหลายประเทศมีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลหลายแห่งกำลังวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ยากต่อการหาเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายเหล่านี้
- กราฟนี้แสดงยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิ หมายความว่าเป็นจำนวนเงินที่รัฐบาลจ่ายในดอกเบี้ยหลังจากหักรายได้จากดอกเบี้ยที่พวกเขาได้รับจากการลงทุน
- กราฟนี้ไม่ได้รวมถึงหนี้สินของภาคเอกชน หนี้สินภาคเอกชนก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และสิ่งนี้ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน
แหล่งที่มา
- The $2 Trillion Interest Bill That's Hitting Governments:
#siamstr
#nostr 