Avatar
L.SUVANN
2bfc8bf7711b426bdebcd295cc459300a0a0d8bd918b3572ba98a34f2671a2ae

หาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ระบุว่า “ไม่มีเวลาที่สมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว”

มนุษย์แต่ละคน เหมือนจะมีมาตรฐานเวลาของตนเอง ขึ้นอยู่กับ สถานที่ ที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง และความเร็วที่เคลื่อที่เร็วเท่าใด…

ดังนั้นการพิจารณา เวลา (อดีต ปัจจุบัน อนาคต)

การเป็นผู้สังเกต จึง ใช้ความเป็นปัจเจกล้วนๆ ในการสังเกต

เมื่อรู้แบบนี้แล้วการเกิดขึ้นซ้ำๆ ตามธรรมชาติ หรือ แม้แต่การ เกิดขึ้น-ตั่งอยู่-ดับไป มันก็คงจะ ให้คุณค่าและความหมายโดยตัวปัจเจก หรือผู้สังเกต เป็นลักษณะปัจจัตตัง

สิ่งที่น่าแปลกคือ บัณฑิตท่านใด ทุกครั้งที่พิจารณา เรื่อง”เวลา” มักจะกระทบกระเทือน เห็นตามไตรลักษณ์ เสมอ…

……

อวิชชา 8

1) ไม่รู้จักทุกข์

2) ไม่รู้จักสมุทัย

3)ไม่รู้จักนิโรธ

4) ไม่รู้จักมรรค

5) ความไม่รู้อดีต

6) ความไม่รู้อนาคต

7) ความไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

8) ความไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

หรือเพราะพิจารณา”เวลา” แล้ว พอให้รู้

อดีต รู้เหตุ ของกองทุกข์

ปัจจุบัน รู้ชัดถึงกองทุกข์

อนาคต รู้จักสภาวะพ้นทุกข์

#siamstr

Replying to Avatar Naphat09

ขอบคุณครับ🙏 พอดีช่วงนี้กำลังศึกษา วิษณุสหัสรนาม แล้วมันมีอยู่ 22 โศลกที่อธิบายว่าทำแล้วได้อะไร วิธีคิดก็คล้ายๆกันเลยอย่างที่คาด หากว่าตามปรัชญาสางขยะ(สาง-ขะ-ยะ)มนุษย์ประกอบจากปุรุษะ และ ประกฤติ

ปุรุษะ(The witnessing consciousness)

ประกฤติ(root of creation)

ประกฤติ คือ ธาตุของพระเจ้าในจักรวาลประกอบสร้างเป็นทุกสิ่งรูปธรรมในจักรวาลที่เรียกว่า พรหมัน อ่านว่า พรัม-มัน (คนละอย่างกับพระพรหม) พรหมันเป็นเหมือนกับพระเจ้าของฝั่ง islamic เป็นนามธรรม ไม่ปรากฏรูปร่าง

ปุรุษะ คือ จิตของเราที่ปล่อยไปตามประกฤติ

หากประกฤติของเราคือ พรหมันที่ก่อสร้างเป็นร่างกายมนุษย์ แล้วร่างกายบอกอยากกินน้ำตาลแล้วเราปล่อยใจไปกินตามร่างกายสั่ง นั่นคือปุรุษะที่ยังไม่ถูกขัดเกลา

การขัดเกลาปุรุษะทำได้ด้วยการฝึกชญาณโยคะ อย่างการสวดสหัสรนาม สวดภควัตคีตาหรือนั่งสมาธิ ฝึกจิตเพื่อเข้าถึงพระเจ้าที่อยู่ในกายเรา เพื่อบรรลุโมกขษะ หากบรรลุในขณะที่ยังมีชีวิตเรียกว่า ชีวันมุกติ(ไม่รู้ความหมายเดียวกับอรหันต์มั้ย) เมื่อตายไปจะได้กลับคืนสู่พระเจ้า กลับคืนสู่พรหมัน สู่ปรมาตมัน สู่ศรีริน เรียกว่า วิเทวันมุกติ

หากทำไม่ได้ในชีวิตนี้ก็จะติดอยู่ในสังสาระเวียนว่ายตายเกิดกันใหม่ #siamstr

ขออนุญาตแสดงความเห็น ครับ 🙏🏼

โมกขษะ ถ้าเทียบเคียง น่าจะเป็นอารมณ์อรูปฌาน ๔

แนว สมถะที่เน้นการน้อมจิต ตามจุด จักระ ต่างๆ เพื่อเป็นอุบายให้ จิตให้ใจ “สงบ” พบเจออุเบกขารมณ์

แต่ยังไม่ใช้ ”ทางพ้นทุกข์” ขออริยสาวก (อรหัน)

ซึ่งผมใช้พระสูตร ที่เกี่ยวข้องกับ “อาฬารดาบส กับ อุททกดาบส “ อ้างประกอบความเห็นครับ

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

การเวียนว่ายตายเกิด กับ eternal Recurrence ไม่เหมือนกัน เพราะแนวคิด eternal recurrence เป็นของตะวันตกครับ

ประเด็นที่ผมบอกก็คือ การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หรือ การกล่าวออกมา ในรูปแบบนั้น มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจะไม่เกิด eternal recurrence ประเด็นข้อโต้แย้งของหลักศาสนาที่นำไปสู่ นิพพาน จึงเป็น controversial พอๆกัน กับหลัก ปรัชญา

แต่หลักปรัชญา มันว่าด้วยการทำ thought experiment ต่างๆ ส่วนศาสนามันคือความเชื่อ

สิ่งที่ผมจะสื่อผมกล่าวไปในบทความแทบทั้งหมดแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองไร้สาระกับคนที่แยกระบบหนึ่งกับสอง ของ action ไม่ออก แล้ว บอกให้คนอื่นใช้ระบบ ที่มีสติเยอะๆ ซึ่งการทำงานแม่งก็ต่างกัน

ในทางโลกแห่งความเป็นจริงยังไงระบบ expression มันแสดงออกได้ชัดกว่า การใช้เวลาเพื่อตั้งสติ และ ไอ้สติที่ท่านพูดมาแม่งคือความเพ้อเจ้อของ ไอ้พวกเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุม จิตใจ รวมถึงร่างกายได้ตอนที่ขาดสติ

ผมคงไม่เถียงว่าการเจริญสติเป็นอีกกลไกที่ผมยังเชื่อว่ามันทำให้คนสามารถ expression ได้ดียิ่งขึ้น แต่หากท่านลองเล่นเกม+3 ขึ้นไป ท่านก็จะพบว่าท่านนั้นดำเนินชีวิตท่ามกลางความไร้สติ ตลอด เวลา

ขอบพระคุณสำหรับ ความเมตตา แลกเปลี่ยนเยี่ยง มิตรเช่นเคย

เห็นธรรม ทุกครั้งที่แลกเปลี่ยน จริงๆ

🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ผมเกิด ความสงสัย ใน วัฏสงสาร และ eternal recurrence จึงขอคำชี้แนะเพิ่มเติมตามที่ไล่เรียงกันมาเรื่อยๆครับ

ขออภัยที่ไม่ชี้ให้เห็น 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ขอโอกาส

หาก การคลายกำหนัด เป็น อานิสงส์ ของการเจริญสติ จริง

มันคงจะเหมือน ตื่น,รู้สึกตัว, สว่าง

ส่วนความละเอียดของความ”รู้”

สุดแล้วแต่เหตุปัจจัย ของแต่ละท่านที่ทำไว้ในโดยอุบายไม่แยบคลาย ครับ

บางท่านอาจจะ ละอายใจ อันเพราะเหตุของการเกิดความเข้าใจในธาตุ (ดินน้ำลมไฟ) มากขึ้น

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

นิพพาน จาก พุทธทาสภิกขุ สินะ ต้องเข้าใจว่าบริบทที่พุทธทาสพูดมันมีส่วนถูกเพราะมันแกะจาก สิ่งที่เรียกว่าการดับอาการเกิดกิเลส ส่วนการดับสูญที่เอามาใช้ในรูปแบบของการดับสูญของจิตวิญญาณ ซึ่งไอ้การดับสูญของจิตวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้าเอ่ยใน Lore ที่เรียนกันก็คนละบริบทกับ นิพพาน ที่แปลว่าเย็น ดังนั้นเราหยิบยกเพียงบริบทของพุทธทาสมาไม่ได้

อันนี้ จากการตีความเรื่องการตายและขันข์ 5

“ที่เรียกว่าตายนั้นก็คือขันธ์ ๕ แตกทำลาย แต่เมื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ครั้นขันธ์ ๕ แตกทำลาย ทำไมจึงกล่าวว่าพระอรหันต์ตายสูญ แต่ว่าท่านก็ไม่ได้เฉลยว่า เมื่อไม่ตายสูญแล้วเป็นอย่างไร แต่ว่าได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้โดยอุปมา ว่าเหมือนอย่างไฟที่ต้องลมพัดดับไป หรือว่าไฟที่สิ้นเชื้อดับไป อันไฟนั้นเมื่อมีเชื้อก็ติดขึ้นมาอีก และเมื่อสิ้นเชื้อก็ดับ และเมื่อไม่มีเชื้อที่จะก่อให้เกิดไฟขึ้นอีก ไฟก็ไม่เกิด แต่ว่าไฟนั้นก็ไม่ควรจะกล่าวว่าสูญ เพราะเมื่อมีเชื้อไฟก็เกิดขึ้นอีก หากไม่มีเชื้อไฟจึงจะไม่เกิดขึ้นมาอีก พระอรหันต์นั้นสิ้นกิเลสซึ่งเป็นเชื้อให้เกิดแล้ว ยกตัณหาขึ้นมาเป็นข้อแสดง ก็คือสิ้นตัณหาแล้ว สิ้นเชื้อที่ให้เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่เกิดอีก แต่ก็ไม่สูญ พิจารณาดูเทียบกับธาตุไฟ เทียบกับไฟดังที่กล่าวมานั้น ตัวธาตุไฟนั้นไม่สูญ คือหมายถึงตัวธาตุที่เป็นธาตุแท้ เมื่อไม่มีเชื้อก็ไม่ติดเป็นไฟขึ้นอีก แต่ว่าธาตุที่เป็นธาตุแท้นั้นก็ไม่ปรากฏ เมื่อเป็นดั่งนี้ พระอรหันต์จึงไม่มีวิญญาณ เมื่อท่านดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ไม่มีวิญญาณที่จะท่องเที่ยวอยู่ เมื่อมีวิญญาณที่ยังท่องเที่ยวอยู่ ก็แสดงว่ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังต้องถือภพถือชาติ คือเกิดในภพชาติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ดังได้มีเรื่องที่เล่าว่า เมื่อพระอรหันต์บางรูปท่านดับขันธ์ปรินิพพาน มารได้ค้นหาวิญญาณของท่าน ว่าวิญญาณของท่านไปในที่ไหน แต่ก็ไม่สามารถจะพบวิญญาณของพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่ามารไม่สามารถจะพบวิญญาณของพระอรหันต์ได้ ก็เช่นเดียวกับไม่สามารถที่จะพบรอยต่างๆ เช่นรอยมือรอยเท้าในอากาศได้ เพราะท่านไม่เกิดเป็นอะไรอีก และก็มีแสดงว่า เมื่อดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ก็พ้นสมมติบัญญัติ พ้นทางของถ้อยคำ ที่จะพูดถึงอีกต่อไปว่าเป็นอะไร”

พอดีอ่านแล้วเกิดความสงสัย จากการตีความ

แล้วตอน พระสัมมาสัมพุทธะ หรือ ปัจเจกพุทธะ หรือแม้แต่ อริยะสาวก ตรัส(รู้) นี้ยังไม่เข้าถึง “นิพาน” หรอครับ?

ให้ความรู้สึกเหมือน นิพาน ต้องรอวัดกัน ตอนขันธ์5 ดับแตกแยกกันไป แล้วไปวัดมีวิญญาณมั้ย

หรือตอน เป็นๆ มันสามารถตายจากบุคคลธรรมเป็นอริยะบุคลได้ 🤔

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Eternal Recurrence - กาลเวลาเวลาซึ่งกำเนิดซ้ำชั่วนิรันดร์

-Friedrich Nietzsche-

ผมอยากนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งมนุษย์ยังไม่สามารถค้นพบหรือพบเจอกับมันได้ ถือว่าเป็น อภิปรัชญา(Metaphysics) ที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ซึ่งล่วงรู้ หรือ แม้แต่เป็นการใช้โจมตีศาสนาคริสต์ซึ่งได้อภิปรายโดย ฟรีดริช นีทเช่

สิ่งนี้คืออะไร กัน ผมจะมาให้คำตอบ

Eternal Recurrence หรือ เราจะใช้ภาษาที่มันยาวเหยียดในภาษาไทย คือ การกำเนิดซ้ำชั่วนิรันดร์ เป็นแนวความคิดของอารยธรรมกรีกโบราณ ซึ่งพูดถึงเส้นแบ่งของการเวลาซึ่งจะกำเนิดซ้ำอีกครั้ง

ในศาสนาพุทธเราเชื่อกันว่า การกำเนิดซ้ำในที่นี้เราจะได้เป็นสัตว์อื่น หรือ การเกิดตามผลบุญที่เราได้ทำตามศาสนาผี ซึ่งไทยเราเอาเหตุและผลตามนิทานปรัมปรา มาอ้างอิง ถึงความเชื่อนี้

ส่วนความเชื่อของพระพุทธเจ้าเชื่อว่าตัวเองจะเป็นนิพพานและแหลกสลายไปตามท้องเรื่อง โดยเส้นแบ่งระหว่างเวลาอยู่ที่การยับยั้งชั่งใจทางจิตวิญญาณ

ทางศาสนาคริสเตียนเชื่อว่าพวกเค้าจะต้องชำระบาปให้ครบก่อนแล้วจะได้ไปอยู่ในทรวงสวรรค์ ต่อหน้าพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งเหตุผลคร่าวๆที่ผมอธิบายคือเรื่องที่ว่านี่แหละครับ มันคือการที่นิทเช่ใช้โจมตีศาสนาแต่ละศาสนา แต่ศาสนาคริสต์อาจจะหนักหน่อยตรงที่พวกเค้าพยายามเอาขอบเขตมนุษย์ไปกำหนดศีลธรรม ดังนั้นจะไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ว่า การเล่นกับศาสนาของโดสโตยเยฟสกี กับเป็นผลงานที่ถูกใจนิทเช่มากกว่า นักเขียนวรรณกรรมท่านอื่น เพราะนิทเช่ไม่ได้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า แต่เชื่อว่า “การมีอยู่ของพระเจ้ามันสะท้อนการมีอยู่ของมนุษย์และความเชื่อของพวกเค้า” ไม่ว่าจะเป็นทั้งชุมชนมุสลิมและคริสเตียน หรือแม้กระทั่งยิว

Eternal Recurrence คือการแสดงออกของเส้นเวลาที่เป็น Linear เส้นตรงเพื่อย้อนกลับมาเพื่อแสดงว่า การกำเนิดคือการตาย และ การตายคือการกำเนิดอีกครั้ง พอเรามองโลกและมุมมองกลับมาด้านนี้เราก็จะพบว่า แม้กระทั่งเสรีภาพเองก็เป็นต้นเหตุของปัญหา

ซึ่งตัวนิทเช่เองได้นำเอาเหตุและผลบางประการไปใช้เพื่อโจมตีลัทธิสุญนิยม ที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่ศึกษางานเขียนนิทเช่จะค้นพบว่างานของเค้าคือคำเตือนต่อโลกไปนี้ มากกว่าแนวคิดการสร้างศีลธรรมขึ้นมาใหม่

ทีนี้ทุกคนคงจะเคยสงสัยว่าลัทธิสุญนิยมมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

สุญนิยมคือความว่างเปล่าที่มนุษย์สร้างมันขึ้นมาจากเอกภาพของพวกเค้า ปัญหานี้มักเกิดกับกษัตริย์ในยุคอดีตในการตัดสินใจทำอะไรโง่ๆลงไป ดังนั้นเราจะพบว่ากษัตริย์ที่เป็นมหาราช หรือ องค์จักพรรดิที่มีชื่อเสียง มักจะแสดง ความต้องการ การไขว่คว้า มา มากกว่า การนิ่งเฉยๆ

ลองจินตนาการว่าคุณล่วงรู้ถึงอดีตแต่กลับไปแก้ไม่ได้ และคุณไม่ล่วงรู้ว่าอนาคตคุณจะเป็นเช่นไร แต่สิ่งที่คุณจะพบเจอแน่ๆหลังการสูญสิ้นคือการที่คุณเกิดเป็นตัวคุณอีกครั้ง และคุณพบเจออดีตที่คุณเคยพบ อีกครั้งสิ แค่คิดก็พบเจอกับความทุกข์แล้วสินะ…

การวิจารณ์ระบอบเสรีนิยม ของนิทเช่เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และ ผมมองว่ามันยิ่งใหญ่ พอๆที่จะบอกให้เราละทิ้งแม้กระทั่งเจตจำนงเสรีของมนุษย์หรือ free will

#siamstr

🙏🏼🙏🏼🙏🏼ขออนุญาตถามเพิ่มเติม

นิพาน และการแหลกสลาย ที่ว่าหมายถึงอะไรครับ

รบกัน, ขัดแย้งกัน, ด่ากัน, เอาชนะกัน

เป็นผลของ

ความอิจฉา(หมั่น) และ ความตะหนี่(หวง)

ซึ่งก็เป็นผลของ

การกระสบ ในสิ่งอันเป็นที่รัก และ สิ่งอันไม่เป็นที่รัก

เห็นยัง ความรัก ก็เป็นทุกข์

เพราะรู้, เห็น ไปตามธรรม มันก็พอจะ ใช้ชีวิตอยู่ได้ แบบเบาๆ โล่งๆ ได้เหมือนกันนะ

ไม่ต้อง ซ้าย-ขวา

ไป ตรงๆ

#siamstr

Replying to Avatar pango

#CDCTalk ep 15:

มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า..

อาการย้ำคิดย้ำทำ

แก้ที่เหตุ นั่นคือ *จิต* ของทุกคน

ขั้นแรก (แก้อาการของจิต = *เจตสิก*) เอาสิ่งที่เราย้ำคิดย้ำทำออกไป คือต้องเอาสิ่งอื่นเข้ามาใส่ เจตสิกเกิดพร้อมกับจิต และดับพร้อมกับจิต แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

สิ่งที่เราใส่เข้าไปแทน คือ *ความสุข* ที่พิเศษและไม่มีเพราะ ความสุขที่ประกอบด้วยปัญญา สิ่งนี้ High กว่าใช้เห็ดซะอีก เราจะไปย้ำที่ความสุขแทน แล้วเราค่อยไปแก้ไม่ให้ย้ำต่อไป

วิธีแก้การย้ำคิดย้ำทำ หมกหมุ่น

ด้วยการฝึก *เมตตา* นึกถึงตัวเอง ปรารถนาให้ตัวเองมีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ต้องฝึกแม้เริ่มจากทางอ้อม คือ การไปหาพระ (ผู้มีเมตตาสูง) เราจะมีแต่ความปรารถนาจะให้ อยากเห็นคนอื่นมีความสุข คนไม่เบียดเบียนกัน

เราจะเริ่มให้ หรือ เหตุของ *ทาน* ทานที่มีเมตตา จึงถือเป็นทานบารมี ให้ทานโดยความบริสุทธิ์ใจ เริ่มเข้าวัดบ่อยขึ้น รู้สึกมีความสุข เกิดอานิสงค์ของทาน ความสุขที่มี จะรู้สึกสุขมากขึ้นไปอีก ซึ่งมีทั้งวัตถุทานและสังฆทาน การให้ทาน ผู้ให้ทานต้องมีศีล จนไปถึง *อภัยทาน* (ทานสูงที่สุด เกิดเป็น *ศีล*) คือ ความไม่มีภัย ชีวิตนี้จะไม่เบียดเบียนใครอีก

ต้องแยกการถือศีลแบบควายถือ กับ ศีลที่เกิดจากทานบารมี มันแตกต่างกัน ศีลจากทานบารมี คือ มี *เจตตา* ที่จะไม่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต เกิดอินทรียสังวรศีล และสังวรเรื่องอื่นๆ ต่อไป เราจะไม่สร้างภัยต่อใคร เกิดความไม่เดือดเนื้อร้อนใจในชีวิต เกิดความ *ปราโมทย์ ปิติ* (อิ่มใจ) เกิดความสงบระงับ คือ *ความสุขที่ไม่เพราะ*

และเกิด *สมาธิ* ตามมา เห็นหลายอย่างที่เกิดขึ้น มันถูกต้องแล้วที่เกิดแบบนั้น ไม่เกิดความปารถนาให้สิ่งใดสิ่งนึงไปเป็นอีกสิ่งนึง (ไม่อยากให้เป็ดเป็นไก่ และ ไก่เป็นเป็ด) ทุกอย่างไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็เสื่อมไป ไม่มีอะไรตั้งอยู่ตลอดไป ไม่ได้มีอะไรมีแก่นสารเท่าๆ กัน เราเกิดความพอใจ เราจะเสพความสุขที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ

การฝึกกรรมฐานในเด็ก เพื่อแก้โรคย้ำคิดย้ำทำ ต้องเริ่มจากพ่อแม่ทำได้ก่อน (ลูกเห็นตัวอย่าง) ไม่ใช่ให้กินยา (นั่นคือการแก้ที่ผล)

# สรุป #

เมตตา > ทาน > ศีล > ปราโมทย์ > ปิติ > ความสุข > สมาธิ > เห็นความเป็นอย่างนั้นเองของสิ่งทั้งหลาย

สาธุ 🙏

#siamstr

เริ่มต้นที่ การรู้ตัว รู้จิต รู้วาระ รู้สภาพของมันสักหน่อย พอรู้จักดี มันจึงเอาสิ่งอื่นมาแทนได้

สาธุ

Replying to Avatar Ratthapoom WPD

อันนี้ก็เคยได้ยินมานะครับ

ไอ้เรื่องเข็มหักเนี่ย

แต่ก็ยังไม่เคยเห็นจัง ๆ ซักที

.

ถามว่ามีผลมั้ย

ก็อาจจะส่งผลได้แหล่ะครับ

.

แต่กรณีของ Glock เนี่ย

ที่น่าสนใจจริง ๆ

คือกรณีหน้าสไลด์แตกกรณี

ดรายไฟร์ โดยไม่มีกระสุนรับครับ

สาเหตุเกิดจากการที่แรงเฉื่อยของเข็ม

จะส่งแรงไปที่บ่าเข็มไปกระแทกกับ

ผนังอุโมงค์ในห้องเข็ม ซึ่งบางมาก

ซึ่งมีกรณีแตกทั้งในไทยและต่างประเทศครับ

ซึ่งในต่างประเทศเนี่ยการเปลี่ยนเคลมสไลด์

มันไม่ได้ยากเย็นเท่าเมืองไทยครับ

แม้จะไม่เกิดขึ้นทุกกระบอก

แต่ก็เกิดขึ้นได้ครับ

.

ซึ่ง อ.วิทยา

แห่ง GT Shooting ครูของผมเนี่ย

แกก็จะมีการผลิตเข็มพิเศษขึ้นมา

เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ 100%

พอมาถึงตรงนี้

ก็จะมีดราม่าในวงการปืนเลย

ว่าแกเป็นใครมารู้ดีกว่าวิศวกร Glock

บางคนก็ด่าแกสาดเสียเทเสีย

ว่าแกขายความกลัวมาหลอกขายของคน

แต่หากศึกษาโครงสร้างของปืนจริง ๆ

ก็เป็นตามที่อาจารย์แกบอกเลยครับ

มันปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันชัดเจนจริง ๆ

แค่โอกาสที่จะเกิดขึ้นมันน้อยมากเท่านั้น

.

สรุป

ถ้าจะกลัวเข็มหักเพราะดรายไฟร์

กลัวหน้าสไลด์แตกดีกว่าครับ

ผมเคยปรึกษานายตำรวจท่านหนึ่ง

แกบอกว่า ยิงแห้งไปเลย

ถ้บเข็มหักเดี๋ยวเขาซื้อเข็มให้ใหม่

เขาซ้อมมาเป็นพันเป็นหมื่น

ไม่เห็นจะหักซักที

.

#Siamgunstr

เรื่องเข็ม ผมคิดเล่นๆ อาจเป็นเพราะ เค้าเล่าเค้าลือกันสนุกๆ “เวลาทำงาน” จะเปลี่ยนกัน ครับ

อาจจะอีกสาเหตุนึง ที่โดนสาดเสีย 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

Replying to Avatar Ratthapoom WPD

อันนี้ก็เคยได้ยินมานะครับ

ไอ้เรื่องเข็มหักเนี่ย

แต่ก็ยังไม่เคยเห็นจัง ๆ ซักที

.

ถามว่ามีผลมั้ย

ก็อาจจะส่งผลได้แหล่ะครับ

.

แต่กรณีของ Glock เนี่ย

ที่น่าสนใจจริง ๆ

คือกรณีหน้าสไลด์แตกกรณี

ดรายไฟร์ โดยไม่มีกระสุนรับครับ

สาเหตุเกิดจากการที่แรงเฉื่อยของเข็ม

จะส่งแรงไปที่บ่าเข็มไปกระแทกกับ

ผนังอุโมงค์ในห้องเข็ม ซึ่งบางมาก

ซึ่งมีกรณีแตกทั้งในไทยและต่างประเทศครับ

ซึ่งในต่างประเทศเนี่ยการเปลี่ยนเคลมสไลด์

มันไม่ได้ยากเย็นเท่าเมืองไทยครับ

แม้จะไม่เกิดขึ้นทุกกระบอก

แต่ก็เกิดขึ้นได้ครับ

.

ซึ่ง อ.วิทยา

แห่ง GT Shooting ครูของผมเนี่ย

แกก็จะมีการผลิตเข็มพิเศษขึ้นมา

เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ 100%

พอมาถึงตรงนี้

ก็จะมีดราม่าในวงการปืนเลย

ว่าแกเป็นใครมารู้ดีกว่าวิศวกร Glock

บางคนก็ด่าแกสาดเสียเทเสีย

ว่าแกขายความกลัวมาหลอกขายของคน

แต่หากศึกษาโครงสร้างของปืนจริง ๆ

ก็เป็นตามที่อาจารย์แกบอกเลยครับ

มันปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันชัดเจนจริง ๆ

แค่โอกาสที่จะเกิดขึ้นมันน้อยมากเท่านั้น

.

สรุป

ถ้าจะกลัวเข็มหักเพราะดรายไฟร์

กลัวหน้าสไลด์แตกดีกว่าครับ

ผมเคยปรึกษานายตำรวจท่านหนึ่ง

แกบอกว่า ยิงแห้งไปเลย

ถ้บเข็มหักเดี๋ยวเขาซื้อเข็มให้ใหม่

เขาซ้อมมาเป็นพันเป็นหมื่น

ไม่เห็นจะหักซักที

.

#Siamgunstr

🙏🏼🙏🏼🙏🏼 กลัว สไลดกัดมือ น่าจะดีสุดแล้ว ครับตอนนี้ ขอพระคุณครับพี่