Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าทำงานเป็นแอร์โฮสเตส

เห็นว่าดาจิมมีปัญหาเรื่องโน้ตยาวๆ จะถูกมิ้วท์โดยอัตโนเกีย

โอ้โห mute ตัวเองอีกตะหาก เท่สุดๆ

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ประเทศไทยไม่มีวันเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางของทุนนิยมหรือตลาดเสรีแบบเต็มรูปแบบหากไม่มีบิทคอยน์…

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น…

รัฐศาสตร์หรือการปกครองในรูปแบบกษัตริย์นิยมในวัฏจักรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้นแตกต่างออกไปจาก ประเทศโซนยุโรป ออสเตรีย ฮังกรารี หรือ ลิกเทนสไตน์ ตามประวัติศาสตร์ ฮีโร่ หรือ บุคคลที่น่ายกย่องนั้นมีแนวคิดการรวมชาติเป็นหนึ่งมากกว่า แย่งชิงอาณาเขตซึ่งกันและกัน

ภูมิภาคที่สมดุลย์ของฤดูกาล สามารถที่จะระบุฤดูเก็บเกี่ยวหรือผลผลิต ผ่านการจัดการได้ดี และ เป็นเหตุผลว่าทำไม เหล่าฮีโร่จึงทรยศเราได้ในบางครั้ง

(เหตุผลที่สิงคโปรค์ผลักดันนโยบายการค้าเสรีได้เพราะ ภูมิรัฐศาสตร์ของเค้ามีจุดที่ตั้งติดทะเล และ เป็นประเทศใหม่ที่แยกตัวออกมาจากมาเลเซีย โดยที่ผู้นำเผด็จการคาบประชาธิปไตยสามารถนำชาติมารวมกับตลาดได้อย่างดี ((State Capitalism)))

เราจะเห็นว่าหลังการปฏิวัติ 2475 ชาวไทยหรือชาวสยามเดิมนั้นมุ่งเน้นไปทางด้านปัจจัยทางสังคม ความเท่าเทียม และ การปลดปล่อยตัวเองจากโซ่ตรวนของกษัตริย์ โดยพวกที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า ซึ่งพวกคนหัวก้าวหน้านั้นประสิทธิประสาทวิชาส่วนใหญ่มาจาก ฝรั่งเศส อังกฤษ เสียเป็นส่วนใหญ่

การก่อตั้งเทคโนแครตรุ่นแรกจากนายป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ไทย ซึ่งนายป๋วยนั้นศึกษาที่ London School of Ecnomic ซึ่งมีแนวคิดผสมของกลุ่มลัทธิ Fabian Socialism เป็นหลัก

หรือโครงสร้างสมัยนายปรีดี พนมยงศ์ที่ศึกษาที่ฝรั่งเศสที่เป็นประเทศที่มีการปฏิวัติแรกๆของโลก ตั้งแต่นายพลนโปเลียนที่ตั้งตนเป็นกษัตริย์

หลังจากการปฏิวัติมา 1 ครั้ง เราก็ยังจะสังเกตเห็นการรัฐบาลจากชนชั้นนำ ร่วม 13 ครั้ง

ทำไมชนชั้นนำในไทยกลายเป็นกลุ่มทุนนิยมสามาน และ คอมมิวนิส

หลังจากการปฏิวัติ ณ ขณะเวลานั้น ทุนทรัพย์ที่ติดอยู่ใต้ร่มเงาของกษัตริย์เสียกว่า 70%ของประเทศ อีก 30% มีเพียงคนจีนที่ทำมาค้าขายเป็น และ กลุ่มข้าราชบริพารของกลุ่มก้อนกษัตริย์ การจัดสรรค์พระคลังเริ่มแปลเปลี่ยนไปสู่การจัดการของรัฐบาล และ บริหารสู่พวกพ้องกันเอง

นโยบายเล็กๆน้อย ที่คณะปฏิวัติได้ทำ อาจจะไม่มีผลมากนัก แต่ปรียบเสมือนดาบสองคมของพวกมองการใกล้

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง นายป๋วยที่ได้ขึ้นขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติ ได้เริ่มก่อตั้งกลุ้มก้อนของ “ปัญญาชน” คนรุ่นใหม่ ในตอนนั้นขึ้นมา (Technocrat) เป็นองค์กรณ์ ที่มีแนวคิดด้วยเจตนารมณ์ที่ดี แต่จุดประสงค์ของพวกเค้าคือการนำพาชาติเป็นหลัก

การอนุมัตินโยบายต่างๆ หรือ การที่รัฐนั้น ต้องมาก่อนตลาด ประเทศชาติสำคัญกว่า ตลาด ทำให้ผู้คนนั้นวิ่งเข้าหาสิ่งที่เรียกว่าอำนาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขุนนาง และ เครือญาติของกษัตริย์ ที่กอบโกยรายได้หลังสงคราม

การเพิ่มอำนาจให้ธนาคารกลางและผู้ที่มีอภิสิทธิในการเข้าถึงเงินชั้นต่ำ รวมถึงตัวกษัตริย์เองในสมัยนั้น ถือเป็นเรื่องที่เลวร้าย เพราะความมั่งคั่งมาพร้อมกับการถวิลหาทรัพยากรณ์ที่มั่นคงกว่า

ใช่แล้วครับ ที่ดิน ไม่นานหลังจากนั้นนายป๋วยก็โดนข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม

ประเทศไทยที่ผลิตเงินเพื่อรวมชาติสมัยใหม่ ( ไทยบาท ) มีนโยบายหลักๆ คือการอยู่ใต้บังคับบัญชาของสหรัฐ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพหลังจากการแพ้สงครามอันโง่เง่าของนายป.พิบูลสงคราม

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ในแง่ของสังคมนั้นถูกจดจำโดยประชาชน ประชาชนผู้ซึ่งมีความเครียดแค้นจากความยากจน ประชาชนผู้ที่พ่ายแพ้ต่อภาวะเงินเฟ้อในยุคนั้น

พวกเค้าซึ่งรู้ดีว่า ทุนนิยม อยู่คนละฝ่ายกับพวกเค้า และ คอมมิวนิสต์ อุดมการณ์ ที่จะปลดปล่อยะวกเค้าให้เท่ากัน การกระชากหน้ากากของกษัตริย์จอมปลอม นั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่าอำนาจทางทหารที่จักวรรดิอเมริกาทิ้งไว้ สักวันหนึ่งพวกเค้าจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับประชาชน

……………………

หลังจากความวุ่นวายทุกๆ สี่ปี การเปลี่ยนแปลงมาถึงในปี 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลาย และไทย ณ ขณะนั้นได้ตกลงสงบศึกจากทุกสมรภูมิ สงครามเวียดนาม สงครามที่ลาวแปลเปลี่ยนไปเป็น สงครามการค้า ในรัฐสมัยของ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ โดยการนำเอาคณะการทำงานของตัวเองเข้าไปมีสิทธิมีเสียงในการบริหาร(เทคโนแครตรุ่นตลาดเสรี)

ตลาดเสรีเริ่มทำงาน จนวิกฤติต้มยำกุ้งเข้ามา(เรื่องนี้ไปหาอ่านเอา)

ในมุมมองของอิสรชนนิยมนั้นมองว่า boom and bust cycle นั่นเกิดขึ้นได้ตลอดและเป็นธรรมชาติที่เราไม่เคยได้รู้จักในตลาดเสรีระดับมหภาค ถึงแม้เรื่องนี้จะมีผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียผลประโยชน์ในโลก แต่คือ ปัญหาหลักของ Modern State ณ ยุคนั้น

จนบุคคลที่ชื่อ ”ทักษิณ ชิณวัตร“ เข้ามา

ตัวคุณทักษิณเติบโตจากการเป็นตำรวจสายวิชาการ และก็เป็นอีกคนที่โตมากับเส้นสายหรือระบบทุนนิยมสามานไทยมาเนิ่นนาน

การบริหารงาน การกล้าลงทุนหรือความรอบรู้แบบเชื้อจีน ทำให้การไต่เต้าของเค้าขึ้นมามีอำนาจทางธุรกิจนั้นทำได้อย่างน่าทึ่ง

มือนึงที่เป็นข้าราชการตำรวจ มือนึงที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจสามาน อะไรจะหอมหวานขนาดนั้น

ด้วยแนวคิดหรือนโยบายเสรีนิยมใหม่เข้ามา การบริหารงานหลังจากปลดหนี้ คือขนมกรุบ

รัฐไปควบคู่กับตลาด เราจึงได้เห็นนโยบายที่ซื้ิอใจคนจนอย่างฝั่งซ้าย อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค(ที่เป็น Market Faillure) ในตอนนั้น นโยบายกอบทุนหมู่บ้าน(เหมือนเอาเงินไปแจกสมัยนี้)

ซึ่งสิ่งที่รัฐที่บริหารงานเหมือน CEOแบบนี้ มันประคองประเทศไปได้เรื่อยๆ และ ท้องถิ่นก็โตขึ้นมาได้เพราะรัฐบาลมีฝีมือในการดีลการค้ากับต่างประเทศ

และความชิบหายก็มาเยือน

ผู้พ่ายแพ้คือกษัตริย์และเหล่าทุนใหญ่ที่เกาะกินประเทศ

เนื่องด้วยความเป็นชาตินิยมที่กษัตริย์ปกครอง มันขายต่างประเทศไม่ได้ คนเค้าไม่ซื้อ ใครเค้าจะซื้อแบรนด์ของสิริกิต หากชาวบ้านมีฝีมือและไอเดียร์จากชุมชนมากกว่า

เมื่อฉันแพ้ในตลาด แต่ฉันจะชนะในความเป็นชาติ

ม๊อบชาตินิยมจึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมขบวนการประชาธิปไตย และสงครามสีเสื้อ

ผู้แพ้ที่แท้จริงคือ ชิณวัตร และแน่นอนทุกอย่างเริ่มพังลงหลังการขึ้นมาของนายกหน้าม้า

นโยบายแก้ปัญหาที่สายเกินไปสำหรับโลกยุคโลกาภิวัฒน์ หลังเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มีหรือ ที่รัฐบาลจะไม่ออกนโยบายแจกเงิน ตามการแก้ปัญหาของเคนส์เชี่ยน

นายอภิสิทแจกเช็ค 2,000 ชุดนักเรียนฟรี จนเกิดการฮั้วกันระหว่างนายทุนและโรงเรียนรัฐ

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปรับโครงสร้างและแทรกแซงธุรกิจ ทุกอย่าง จนตลาดพัง

นี่มันเข้าแก๊ปชาวชาตินิยม ชัดๆ

เพราะเราบอกแล้ว globalization มันไม่ดี การขายความเป็นชาตินิยม จนการขายเสรีภาพให้ทหารเริ่มเข้ามา ในขณะที่ตัวผู้นำการประท้วงก็ดำเนินธุรกิจภายใต้เงากษัตริย์

ทุนสามานเริ่มผงาด แต่โลกาภิวัฒน์ที่แท้จริงคือ Social Media หาใช่ฉันทามตินั่นไม่

ขบวนการฝ่ายซ้ายและคอมมิวนิสต์อดีตกาลนั้นเริ่มทำลายสังคมผ่านการตั้งคำถาม ด้านเสรีภาพ การตายของกษัตริย์ชาตินิยมที่แข็งแกร่งสู่กษัตริย์ที่มีพฤติกรรมเลวทราม

ปัญญาชนที่สั่งสมประสบการณ์เริ่มลุกฮือ และ พร้อมที่จะต่อสู้กับอำนาจนิยม ขาดแต่เพียงอาวุธเท่านั้น

ซึ่งเหล่าประชาชนเหล่านี้ก็ถูกปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่นโดยปัญญาชนยุคก่อน หรือ ยุค 6 ตุลาคม นั่นเอง

เมื่อคุณฆ่าศัตรูผู้สร้างให้เกิดความสงบขึ้นตาย ความชิบหายนั้นก็มาในทันที

การเปลี่ยนสังคมภายใต้แล้วคิด Neo-Marxism ของอันโตนิโอ กรัมซี่ นั้นได้ผล

เราไม่ต้องการอีกแล้วทุนนิยม เราต้องการความเท่าเทียม เหมือนชาติตะวันตก และการถืออำนาจนำตามฉบับกรัมซี่ ได้ก่อให้เกิดพรรคที่เรียกตัวเองว่าเป็นเสรีนิยมขึ้นมา

การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหล่าทุนสามานไม่สามารถเอาชนะได้นอกจากเป็นพวกเดียวกันกับพวกใหม่เริ่มเกิดขึ้น

บทบาทของรัฐและตลาดเริ่มแปลเปลี่ยน ไปเป็นรัฐกับประชาชน เพื่อสร้างการเสรีภาพและสภาวะแวดล้อมจอมปลอม

เมื่อบทบาทเป็นแบบนี้เราจึงพบว่า ตัวของรัฐเองที่ต้องเล่นบทอนุรักษ์นิยมเทียม ซึ่งต้องสู้กับฝ่ายสังคมนิยม ในปัจจุบัน

ซึ่งเมื่อสภาพแวดล้อมเป็นแบบนี้ เราก็พอเข้าใจว่า ในประเทศเรานั้นหนีไม่พ้นเงื้อมมือของสองพวกนี้(หากอเมริกาพ่ายแพ้สงครามครั้งนี้) ก็ไร้ซึ่งอำนาจส่วนเกินหรือการควบคุมทหารภายในประเทศเรา และ ประเทศก็จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของอีกฝั่ง

หากเรามองดีๆ สงครามในต่างประเทศก็เหมือนรอปล่อยชนวน เหตุให้เกิด และ การที่ รัฐบาลนี้อยู่นานเท่าไหร่ การสร้างสภาวะแวดล้อมทางความเกลียดชังก็ยิ่งมากเท่านั้น ไม่ต่างกับลุงตู่ ผู้โง่เขลา

บิทคอยน์สำหรับผมนั้นมีค่าที่สุดในมุมมองนี้ และผมจะกอดมันไว้จนกว่าจะมีทางออกใหม่ ผมไม่สามารถให้เสรีภาพที่เรียกว่าการถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายใต้การกำกับและดูแลของรัฐไหนได้ด้วยซ้ำ แม้แต่บ้านที่ผมอยู่ว่ามันถูกยึดไปได้ทุกเมื่อ

เสรีภาพที่ถูกพรากไปในยุคเผด็จการทหาร และ สิทธิในการพูดกำลังจะถูกพรากไปในอนาคต เราจะปล่อยให้ลูกของเรา สังคมของเราอยู่ไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่คิด ไม่สอนองคผืความรู้เหล่านี้ให้พวกเค้าได้อย่างไร

หากหลักเสรีภาพที่เรายึดมั่นคือการถือสิทธิ์ครองทรัพสินย์ หรือ แม้แต่การรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง นี่ต่างหากคือสิ่งที่มนุษย์ควรมีในการกระการตัดสินใจสักอย่าง

Core value of Bitcoin is Anarcho-Capitalism นี่คือเสรีภาพของฝั่งปัจเจกชน นอกเหนือจากสิทธิ์ในการปกป้องดูแลตนเอง

ศีลธรรมและจริยธรรมนั้นควรก่อกำเนิดจากผู้ที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การเป็นลูกแกะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนเกิดศีลธรรมหมู่

#siamstr

โอ้โห สวยยยยยย แต่งงนิดนึงเท่ขนาดนี้ทำไมยังไม่มีเมียก็ไม่รู้

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า พลาด!!!

#Siamstr

ขอบคุณจากใจครับ ที่คอยแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ที่ล้ำค่า ผมคอยเรียนรู้ จดจำและนำมันมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตมาสม่ำเสมอ และคอยย้ำเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ากูจะไม่ทำตาม ขอบพระคุณอีกครั้งครับ

ผมก็ติดตามมานานไม่แพ้คุณ จ็อบส์ บรรจบ ดูดู๊ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับฉันได้ จำขึ้นใจเลย

Replying to Avatar Mr.Note

หนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson 668 หน้าเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ผมอ่านนานที่สุด😅 แต่ทรงคุณค่าที่สุด…Steve Jobs เป็นผู้เปลี่ยนโลกคนหนึ่ง ได้สร้างนวัตกรรมให้กับโลกใบนี้

จากธุกิจเล็กๆในโรงรถ—> บ. Apple--> บ. Pixar—> บมจ. Apple

ชิ้นงานจาก Apple Computer—> Macintosh—> NeXT—> Toy Story—> iMac—> IPhone—> iPad

ผมเรียนรู้ ได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ ขอเอามาแชร์นะครับ

ด้านการทำงาน

- Jobs ทำงานโดยมี Passion ในสิ่งที่ทำอย่างแรงกล้า ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จถ้าเราตั้งใจที่จะทำ!!

- ทุกงานที่ทำ Jobs จะ Focus on Target จะระบุวันเปิดตัวของชิ้นงานและบอกทีมงานเสมอ มันส่งผลให้ทีมงานมีเป้าหมายร่วมกัน

- Jobs มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์เป็นคน 2 บุคลิก อารมณ์ขึ้นง่ายลงง่าย ด่าใครด่าทันที บางครั้งก็อ่อนไหว ชื่นชมคนจนออกนอกหน้าส่งผลให้คนลาออกเยอะ..แต่คนที่อยู่กับ Jobs ได้ยาวนาน เค้าเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับ Jobs และสร้างผลงานที่ยาวนานไปร่วมกับ Jobs..เราเลือกหัวหน้าไม่ได้ แต่เราปรับตัวกับหัวหน้างานได้ และใช้หัวหน้างานทำงานได้เสมอ

- Jobs ให้ความสำคัญในการเปิดตัวชิ้นงานมากๆ ใส่ใจแบบละเอียดสุดๆ แม้กระทั่ง เขียนสคลิปเอง, มุมแสง, ผ้าปูโต๊ะ,ทีวีจิใหญ่ด้านหลัง, ขนาดเวที, เสียงเพลงตอนที่จะเปิดผ้าคลุมชิ้นงาน ฯลฯ โดยเหตุผลที่ว่า การเปิดตัวชิ้นงานแค่1-2 ชม. ถ้าทำไม่ดีมันอาจจะทำลายสิ่งที่เราทำมาเป็นปีได้ทันที แต่ถ้าทำดีมันจะส่งผลให้เราจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

ด้านการใช้ชีวิต

-Jobs เกิดมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อม โดนทิ้งตั้งแต่เด็ก แล้วถูกส่งให้เป็นลูกบุญธรรม ส่งผลให้ Jobs มีปมด้อยในใจ ไม่ไว้ใจใครและอารมณ์รุนแรง แต่สุดท้าย Jobs ก็ทำตัวเองเหมือนกับที่พ่อแม่ Jobs ทำ คือ Job ก็ทิ้งลูกสาวที่เกิดกับภรรยาคนแรก เหมือนกัน…เรื่องนี้สอนเราว่า เราต้องมีลูกเมื่อพร้อม!!!

-Jobs บ้าทำงานมากๆ ไม่ดูแลตัวเอง พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยออกกำลังกายและกินแต่มังสวิรัติ สุดท้ายก็เป็นมะเร็งและเสียชีวิตในวัย 55 ปี…ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ กินเนื้อบ้าง ผักบ้าง ผลไม้บ้าง สร้างสมดุลให้มากที่สุด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

-Jobs มีวิธีให้อารมณ์รุนแรงลดลงคือ การนั่งสมาธิ จะทำให้เค้าจิตใจสงบและสามารถลุยงานต่อได้..Jobs นับศาสนาพุทธ เพราะ ศาสนาพุทธคือ สอนหลักการที่เป็นธรรมชาติ

…ก็ประมาณนี้ครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้😅 อะไรดีลองเอาไปใช้ อะไรไม่ดีอย่าทำตาม😁 คงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ❤️ #siamstr

ผมผู้อยากนอนเกาไข่แล้วมีกินมีใช้ในรัฐสวัสดิการ ไม่ถูกใจสิ่งนี้

Replying to Avatar Jakk Goodday

เนื่องจากตัวผมนั้นเรียนรู้ ตระหนักรู้หลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวผมเองเป็นส่วนใหญ่ จากประสบการณ์ส่วนตัว จากความผิดพลาด ฯลฯ หากเป็น "เรื่องคน" ผมจึงให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า "Mentality" เป็นหลัก

ส่วนทักษะหรือความรู้นั้น มันเรียนทันกันได้ ฝึกกันได้ในภายหลัง ซึ่งนอกจากต้องใช้เวลาสักหน่อยแล้ว พวกเขาก็จะได้รับโอกาสในการแสดง POW ไปในตัวด้วย

ต่อให้ผมต้อง "นำ" ผมก็ไม่ชอบบังคับขู่เข็ญหรือออกคำสั่ง แสดงกล้ามดากกับใครพร่ำเพื่อ ต้นทุนที่ดีทางด้านความรู้สึกนึกคิดและจิตใจนั้น จะทำงานร่วมกับผมได้ง่าย หากเป็นภาษาฟุตบอล เราจะเรียกมันว่า "Team Chemistry"

ดังนั้น.. เมื่อมีโอกาสต้องคัดสรร คัดกรอง หรือเลือกเฟ้นผ่านการสัมภาษณ์หรือค้นหา ผมมักจะให้ความสำคัญกับการสำรวจ "Personality & Mindset" ของคนเป็นเรื่องหลัก สิ่งนี้เป็นพลังแฝงที่ส่งให้คนกลายเป็นพระเจ้าได้เลย (เวอร์ไปนิด)

ชุดความคิดและทัศนคติที่ดีจะช่วยพัฒนาคนกากให้เป็นคนเก่ง เปลี่ยนคนเจ็บให้สามารถฮีลตัวเองได้ นอกจากนี้พวกเขายังสร้างเครือข่ายพลังบวกกันขึ้นมาเองได้อีกด้วย เพราะต่างคนต่างก็ส่งต่อคุณค่าด้านดีไปสู่กันและกัน

เคมีที่แตกต่าง เพียงหนึ่งเดียว สามารถทำลายยอดเขาหิมาลัยได้ราวกับหิมะถล่ม เป็นม้าโทรจันที่ไม่ควรเปิดประตูเอาเข้าเมือง ซ้ำยังเติมภาระที่ไม่จำเป็นให้กับคนอื่น ๆ ในทีมด้วย บ่อนทำลายองค์กรจากภายใน

ซึ่งถ้ารู้แบบนั้นเราจะเลือกเขามาทำไม?

เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่า "เคมี" เข้ากันกับทีมได้ (ผมไม่ได้กำลังหมายความแค่เพียง Right Shift นะครับ) เราก็เริ่มให้เวทีกับเขาได้แสดงศักยภาพของตัวเอง

ส่วนตัวผมมีวิธีที่จะรู้ว่าใครมีต้นทุนทักษะอะไรประมาณไหน ผมจะเสริมแค่บางอย่างเพื่อพาพวกเขาไปสู่เป้าหมาย หรือไม่ก็ทำตามไอเดียของคนที่มีศักยภาพสูงกว่าเรา คำว่าลงเรือลำเดียวกันและช่วยกันพายก็คงไม่เกินเลยนัก ใครถนัดตรงไหนก็ควรได้ทำหน้าที่นั้น

คนที่ทัศนคติดีและเคมีเข้ากัน พวกเขาเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ไม่ยาก และสิ่งนี้จะไม่เคยเป็นปัญหาเลยสำหรับเรา เพราะวัฒนธรรมองค์กรที่ดีควรมาจากผลรวมของแต่ละปัจเจก ผ่านการหารือแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การกำหนดกฏเกณฑ์และทึกทักเอาเองของคนเป็นนาย

พวกเขาจะออกแบบมันร่วมกันเองเพื่อพาทั้งทีมไปสู่ความสำเร็จ เพื่อพาตัวเองให้อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างผาสุก และเราต้องเข้าใจว่า Culture คือสิ่งที่วิวัฒน์ตัวเองได้ Cult ที่ดีไม่ควรถูกเรียกว่ามาจากพวกไดโนเสาร์

เราพานพบเพื่อลาจากกันในวันหนึ่ง..

เรื่องธรรมดาและเป็นสัจธรรมที่มักจะเกิดขึ้นกับทุกกิจการ มีคนเวียนเข้า-เวียนออกซึ่งถูกขับเคลื่อนจากเหตุและผลนานัปการ ไม่มีตำราเล่มไหนให้คำแนะนำกับเราได้ดีพอในเรื่องพวกนี้

เมือมันไม่มีเราจึงต้องเขียนขึ้นมาเอง..

ผมอาจโชคดีที่ทั้งชีวิตที่พบกับคนมาหลายประเภท หลากหลายวรรณะและอาชีพ ทั้งหมดนั้นยังไม่สำคัญกับการ "เข้าใจตัวเราเอง"

เราสามารถวิเคราะห์ตัวเองได้ว่า เราให้ Royalty กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันเพราะอะไร เราเลือกจะเปลี่ยนอนาคตหรือฝากมันไว้กับองค์กรไหนสักแห่งมันเกิดจากอะไร เราจากลา ตัดพ้อ อยากหนี ภูมิใจ ฯลฯ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร?

มนุษย์ถึงแม้นจะแตกต่างกัน แต่รากเหง้าของพวกเราก็แทบไม่ผิดแผกไปจากกันสักเท่าไหร่นัก

เมื่อผมเข้าใจแรงผลักดันและแรงจูงใจของคนในแต่ละด้าน มันช่วยให้ผมสามารถค่อย ๆ ออกแบบ "งานที่ใคร ๆ ก็อยากทำ" ขึ้นมาได้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการหาตรงกลางระหว่างองค์กรและคตในทีม จุดที่ทุก ๆ คนจะมีผลประโยชน์และความสุขร่วมกัน

บางคนเรียกว่ามันว่า ทฤษฎีเกม แต่ผมจะไม่เรียกแบบนั้น ผมอยากตีกรอบมันให้กว้างออกไปอีก ผมจะขออธิบายมันใหม่ว่า มันมาจาก "Spontaneous order" ที่ส่งผลให้เกิด "Collective outcome" ที่ดันเข้ากันได้ดักับ "Self interest" ของแต่คน..

สัมพันธ์ภาพที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องพึ่งจิตวิทยาหรือสาลิกาลิ้นทอง มันพึ่งหัวใจและความสามารถในการฟังของเราเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม.. มันจะมีวันที่เราคงต้องพลัดพราก ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร เราไม่ได้มีหน้าที่มานั่งจ่อมจมหรือคร่ำครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น.. การเสียคนสำคัญไปอาจมีอาณุภาพทำลายองค์กรได้อย่างรุนแรง แต่เราต้องไม่ลืมว่าอาณุภาพของมันยังแรงได้ไม่ถึงครึ่งของ "Prepared mind"

ด้วยสิ่งที่ผมได้ทำการสาธยายไปแล้วทั้งหมด.. สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับค่อนข้างแน่คือ "ความรัก" ซึ่งเป็นสิ่งที่จะปกปักรักษาเราไว้จากความผิดหวัง ความรักที่คน ๆ หนึ่งมอบให้องค์กรนั้น มันทำให้เขายอมได้ที่จะส่งต่อคุณค่าในตัวเองไปสู่คน ๆ อื่น

แม้เขาจะรู้ว่าอนาคตของตัวเองมันอยู่ที่อื่น ไม่ใช่ที่เรา แต่เพราะความรัก มันจะทำให้เขา "ไม่อยากทำร้ายเรา" ไม่อยากให้การจากลาของตัวเขาเองมาสร้างปัญหาให้กับบ้านหลังเก่าของตัวเอง เขาจะทำทุกอย่าง เตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ระบบจะ Decentralized เพียงพอและไม่มี Single point of failure

การฝึกฝนคนรุ่นใหม่ การส่งต่อทักษะและประสบการณ์ขะเกิดขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องมีใครร้องขอ เพื่อให้แน่ใจว่า ต่อให้เฟืองหายไป 1 ชิ้น เครื่องยนต์จะยังขับเคลื่อนต่อไปได้ดี และแน่นอนว่า การจากลาแบบมี Testimonial คือสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็ปรารถนาจะสัมผัสมัน

เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าผู้นำยังไม่เชี่ยวชาญในการ "คัดคนที่ใจ"

ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับ และอวยพรส่งให้เพื่อนของเรามีอนาคตที่ดี คุณจะทำอะไรได้หากเขาส่งต่อ Legacy ทุกอย่างให้คนข้างหลังแล้ว คนดีจะไมอยากทิ้งขี้ไว้ให้คุณ

คุณจะไม่ถามผมว่า "คนดี" แยกแยะยังไง ถ้าคุณเข้าใจ Low time preference คุณมีเวลามากพอให้ตัวเองได้สำรวจใครสักคน จนกระทั่ง Verify เขาได้ว่าไม่น่าใช่ คนพาล

ผมพยายามเขียนในมุมที่พี่ปั้มไม่ได้เมนชั่นถึง เพื่อให้การส่งต่อคุณค่าในเรื่อง "Man management" ของโน๊ตนี้ได้มีอรรถรสมากขึ้น.. เรื่องนี้มักไม่ใช่สิ่งที่ผมมองว่ามันจะสร้างปัญหา กลับกัน.. ผมคิดว่ามันคือความท้าทาย

ผมเป็นพวกเบื่อง่าย หน่ายเร็ว และไม่ชอบอะไรที่จำเจ ความท้าทายทำให้ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวย ผมรู้สึกดีเสมอเวลาที่เจอกับเรื่องพวกนี้ เพราะถ้าผมข้ามมันไปได้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าผมจะกลายเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะถ้าความท้าทายกำลังสร้างปัญหาให้กับคุณ คุณอาจไม่ใช่คนที่ผมจะสนใจตั้งแต่ต้นอยู่แล้วล่ะ..

ขอบคุณพี่ปั้มที่จุดประกายหัวข้อดีๆ ให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนกัน ผมอยากเรียนรู้จากประสบการณ์และมุมมองของท่าน ๆ อื่น ๆ ใน #Siamstr #SiamstrOG เหมือนกันนะครับ

อุ่ย

อันนี้ง่วงหรือคันหำ

ความเป็น professional ในอาชีพที่ทำมันไม่มีน่ะครับ

ภาพลักษณ์มันกินไม่ได้ สะอาดสะอ้านแล้วยังไง? มันไม่ได้เงินเพิ่มนิ

รถเก่ารถใหม่ก็ขับหาเงินได้ จะเช่ารถรุ่นใหม่แอร์เย็น ๆ เบาะไม่ขาด ช่วงลางดี ๆ ให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ๆ ไปทำไม ในเมื่อเช่ารถเก่าต้นทุนถูกกว่า เช่าขับได้เงินเหลือเยอะกว่า มิเตอร์ก็วิ่งเท่ากันกับรถใหม่ จะเสียต้นทุนแพง ๆ ไปทำไม?

พวกเขามองเห็นแค่ตัวเงิน เงินมันต้องมาก่อน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

เขาไม่เข้าใจว่าอาชีพของเขามีเกียรติมากแค่ไหน และบริบทในทางสังคมพวกเขามีส่วนร่วมมากแค่ไหนที่มากกว่าการขับรถส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

ถ้าไม่มีพวกเขา คนที่ต้องไปทำงานแต่ไม่มีรถส่วนตัวก็จะไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ และเมื่อคนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ พวกเขาที่ขับรถก็จะไม่มีอาชีพแท็กซี่ด้วยเหมือนกัน

การขับรถส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เป็นการสร้างการ productivity ทั้งทางตรง และทางอ้อมให้กับระบบ งานที่จะเกิดขึ้นอาศัยบุคคลหลาย ๆ บุคคล อาชีพหลาย ๆ อาชีพ มาร่วมกันทำในหน้าที่ต่าง ๆ ของตนเอง

พวกเขาไม่คิดไปไกลเกินจำนวนเงินที่ได้รับหรอกครับ ไม่ว่าจะด้วยตัวเขาเองเป็นคนแบบนั้น หรือถูกระบบเบี้ยว ๆ นี่ทำให้เป็น

ถ้าเป็นคนที่ต้องเช้ารถขับ ต้นทุนคือค่าเช่ารถ ค่าแก็ส และเวลาที่อู่รถจำกัดไว้ หมดเวลาวิ่งรถถึงขาดทุนก็ต้องเอารถไปคืน ส่งรถช้าก็จะถูกปรับเงินเพิ่ม ขาดทุนแบบทีวีคูณขึ้นไปอีก

จะทำ ๆ ไม เมื่อรู้ว่าแค่ช่วงที่เวลาเริ่มเดินหลังการเช่ารถก็เกิดการขาดทุนแล้ว ไปทำอาชีพอื่นไม่ดีกว่าหรอ อันนี้ไม่รู้คำตอบจริง ๆ (ไม่กล้าถามพวกเขาด้วย 555)

เทียบกันกับเมื่อตอนไปที่สิงคโปร์ แท็กซี่ที่นั้นมีแต่รถใหม่ คนขับสุภาพ สะอาดสะอ้าน จอดเฉพาะจุดที่ให้จอด เรียกแท็กซี่จากจุดจอด หรือจากแอพฯ เท่านั้น มันคนละเรื่องกับบ้านเราเลย ภาพลักษณ์มันดีมาก ๆ มันเหมาะสมกับเมืองที่สะอาดสะอ้าน ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย และที่สำคัญ ถึงระบบการโดยสารบ้านเขาจะมีให้เลือกหลากหลายทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้าใต้ดิน ที่บัตรใบเดียวหรือ travel card ใบเดียวก็ไปได้ทุกที (โคตรสะดวก) ก็ยังคงมีคนเลือกที่จะนั่งรถแท็กซี่ที่มีค่าใช้จ่ายแพงกว่า (ก็มันดีอะ)

หลายครั้งเลยที่นั่งแท็กซี่บ้านเราแล้วมักจะได้ยินคำพูดที่ว่า

“รับชาวต่างชาติดีกว่า โดยเฉพาะงานที่ไปไกล ๆ อย่าง สนามบินสุวรรณภูมิไปพัทยา เพราะวิ่งรถรอบเดียวก็กำไรแล้วเมื่อหักต้นทุนค่ารถกับเวลาที่ใช้วิ่ง ดีกว่ามาวิ่งรถระยะสั้น ที่ไม่รู้ว่าส่งผู้โดยสารคนนี้แล้ว อีกคนจะขึ้นตอนไหน จะไปที่ไหน และมันคุ้มกับเวลามั้ย

ตรงไหนผู้โดยสารโบกแล้วรู้ว่าที่จะไปรถมันติด ถ้ารับขึ้นก็เตรียมตัวขาดทุนได้เลย หรือจุดจอดรับคนตามห้างที่ต้องเข้าคิวรอจอดรับ ถ้าตอนไหนผู้โดยสารเรียกไปที่ใกล้ ๆ ก็เสียเวลาฟรี ๆ เลย แทนที่รอนานแล้วจะได้ไปที่ไกล ๆ 35 - 45 บาททำไมไม่เรียกวิน? ”

ปล. กรณีรถเช่าขับ ดูเหมือน “เงิน” กับ “เวลา” จะสำคัญกับพวกเขามาก, ถ้าขึ้นคันไหนที่เป็นรถของตัวเองเอามาวิ่งจะไม่ค่อยเจอแบบนี้ อันนี้ประสบการณ์ส่วนตัว + กับที่เคยคุยระหว่างนั่งแท็กซี่นะครับ

ปล.2 รบ. ไหนก็แก้ไม่ได้ เรื่องพวกนี้ต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก (สิงคโปร์ คนวัยรุ่น ๆ ขับรถแท็กซี่กันเยอะเลยนะ มันเป็นอาชีพหนึ่งที่มีเกียรติ) และอีกส่วนก็เป็นเพราะเงินที่รัฐผลิตออกมามันเยอะเกิน จนระบบมันพังแบบนี้นั้นแหละ คนถึงสนใจแต่จะหาเงินให้มากพอ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็จะไม่มีวันที่ใครจะมีเงินได้มากพอ

#siamstr

อ่านไปอ่านมาเริ่มไม่แน่ใจว่าด่าวงการแท็กซี่ หรือด่ารัฐสวัสดิการ

ผมเลยตัดสินใจซื้อแท็กซี่ขับเองเลย ผมจบให้ๆ