Avatar
Mr.Note
44427551db3a68b5c25c88bfa6237b742c15f3370de26a73dceeb5e46fae5e17
BTC is Digital Gold⚡️🧡 BTC is the Nuclear of Finance☢️💰 Stay Humble and Stack Sats🔑💰

GM #siamstr ทักทายกันตอนเช้าเช่นเคย เริ่มทำงานต้องดื่มกาแฟปลุกพลังล่ะครับ😁…ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันจันทร์ เช้ามาท้องฟ้าครึ้มเลย ดูแลสุขสุขภาพกันด้วยนะครับ❤️

“เราไม่ได้กำหนดอนาคต แต่เรากำหนดนิสัย และนิสัยจะเป็นตัวกำหนดอนาคต“….F.Matthias Alexander

Replying to Avatar satuser

ถ้ามีความรู้การเบื้องต้นเกี่ยวกับการพยาบาลเด็กก็ประหยัดค่าประกันไปได้เยอะเลยครับ

(ทางนี้แม่น้องเป็นพยาบาลเด็ก OPD มาก่อน เลยเห็นสาเหตุของเด็กป่วยมาเยอะ จึงต้องฉีดไว้บ้าง)

แต่วัคซีนที่สมุดวัคซีนแนะนำหรือบังคับให้ฉีดก็ฉีดตามระบบ “สาธารณสุข” กันไป ไม่ตึง ไม่เก็บครบ , บวกกับดูแลตามอาการด้วย เลยแทบจะไม่ได้พาลูกเข้าโรงพยาบาลเลย

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เหมือนการสกัดไฟไม่ให้ลุกลามจนเกินเลย + กับเสริมแสงแดด อาหาร วิตามินแร่ธาตุที่เพียงพอและการออกกำลังกาย ก็ช่วยให้เด็กๆฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น

ปล.อย่างวัคซีน RSV มือเท้าปาก ไข้เลือดออก หรือวัคซีนที่มาใหม่ๆ ก็ไม่ได้ฉีดครับ ใช้การดูแลตามอาการเอา เพราะเชื้อโรคไวรัสเหล่านี้จะมาทุกปีตามฤดู แต่จะฉีดพวกวัคซีนตับอักเสบเอ ไว้ครับ , ขอบคุณครับ 😀🙏

พิมพ์ไปไม่ได้อ่านข้อความด้านบน ท่านกายแนวเดียวกับผมเลย555

ผมว่าวัคซีนสำหรับฉีดตามเล่มสีชมพู(ติดตัวมาจาก รพ.ตอนเกิด)ตอนเด็กๆ ก็พอ และบางครั้งมีตามที่โรงเรียน เช่น มะเร็งปากมดลูก ก็แล้วแต่พ่อแม่ว่าจะให้ฉีดไหม..มันไม่ได้เยอะตามที่คุยกันเลย😅 ป่วยก็รักษาตามอาการผมว่า ได้ภูมิต้านทานมากกว่าอีกนะครับ ส่วนประกันของเด็กก็แต่กำลังแต่ละคนครับ ของผมก็ทำไว้ 1-3 หมื่นต่อปีก็พอ..เพราะตอนนี้ป่วยทีก็แพงเอาเรื่องครับ ถือว่าซื้อประกันความเสี่ยงครับ🙂