Avatar
₿itoshi420 ⚡🌱
6235bddb13cccc6d9391360cbea841958f04dc5206d7ce11c2dfdb40e9e47c43
“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เมื่อสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป”
Replying to Avatar Riina

ทำไมผู้คนถึงยอมรับทองคำ

ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า ทองคำนั้นเป็นโลหะมีค่า ที่ใครๆต่างก็ยอมรับ ผู้คนมากมายยินดีนำพลังงานและเวลาของพวกเขานั้นไปเก็บไว้ในทองคำ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันโดยมิได้นัดหมายว่าทองคำนั้นมีค่า และคนส่วนมากก็มองว่าทองคำนั้นมีค่า โดยไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำว่า…ทำไม

บ้างก็ให้เหตุผลว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวเอง ทองคำนั้นราคาแพงขึ้นเสมอ ทองคำนั้นสามารถนำไปทำเครื่องประดับได้ พูดง่ายๆว่า จริงๆแล้ว ทุกคนต่างยอมรับทองคำโดยที่หลายคนก็ไม่ได้เข้าใจเหตุผลที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำว่า ทำไมทองคำถึงมีค่า แต่ที่ทุกคนมองว่ามันมีค่า เป็นเพราะใครๆ ต่างก็ยอมรับทองคำต่างหาก

ธาตุพื้นฐานทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักนั้น มีจำนวนทั้งหมด 118ธาตุ เมื่อเราตัดธาตุที่มีสถานะเป็นแก๊สออก ตัดธาตุจำพวกโลหะอัลคาไลออกเพราะความไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัดธาตุกัมมันตรังสีออกเพราะไม่เสถียรและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ก็จะเหลือตัวเลือกไม่มากนัก สำหรับธาตุที่มีความเสถียรสูง ไม่ได้อยู่ในสถานะก๊าซ และไม่ใช่ธาตุกัมมันตรังสี ดังนั้นทองคำเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 118ธาตุพื้นฐาน

ด้วยคุณสมบัติหลายประการของทองคำ

- คุณสมบัติที่ทนทานต่อการสึกกร่อน(ไม่เป็นสนิม) ไม่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

- ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เนื่องจากทองคำมีความอ่อนและเหนียวสูง สามารถขึ้นรูปได้ง่าย ซึ่งต่างจากอัญมณี จุดหลอมเหลวของทองคำที่อุณหภูมิ 1,064°C สามารถหลอมทองคำให้เป็นของเหลวและนำทองกลับมาขึ้นรูปและใช้ได้อีกตามต้องการ

- ความหายากแบบพอดีๆ(หาไม่ยากเกินไปและหาไม่ง่ายเกินไป) แต่ก็หายากพอที่จะทำให้คนที่มีทักษะทางด้านต่างๆ เลือกที่จะไม่ขุดทองและเลือกที่จะไปทำงานของตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าได้ง่ายกว่าการขุดทอง

ทองคำนั้นหายาก ทั้งยังตกน้ำก็ไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ วางทิ้งไว้ก็ไม่เป็นสนิม ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แทบจะทำให้ทองคำนั้นเป็นอมตะ เพราะทองคำนั้นจะมีมวลเท่าเดิมอยู่เสมอ ทองคำนั้นจึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นสิ่งที่สามารถเก็บไว้และส่งต่อผ่านกาลเวลาไปยังคนรุ่นต่อไปได้โดยไม่เสื่อมสลายไป

สรุปที่ทองคำนั้นมีค่า เพราะคุณสมบัติของธาตุ ที่ทำให้ทองคำนั้นเหมาะสมที่จะถูกนำมาใช้เป็นเงิน เงินจะมีค่าจริงๆก็ต่อเมื่อสามารถนำไปแลกทรัพยากรได้ และการจะนำไปแลกทรัพยากรได้ ผู้ที่รับแลกนั้นต้องยอมรับทองคำ

เมื่อเราทราบคุณสมบัติของทองคำแล้ว แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนเริ่มต้นให้คุณค่าแก่ทองคำจนกลายเป็นที่ยอมรับ ใครกันที่ควรจะเห็นคุณค่าของทองคำแบบรู้ได้ด้วยตนเอง รู้แบบไม่ต้องมีใครมาบอก ใครกันที่ทำให้ผู้คนที่ไม่เข้าใจในทองคำด้วยซ้ำ หันมายอมรับทองคำโดยที่พวกเขาไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ ใครกันที่จะทำเช่นนั้นได้

ลองนึกย้อนกลับไปในอดีตกาล เศรษฐีในยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักเงินนั้น ไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะ แต่คือคนที่มีทรัพยากรเหลือเฟือ และการจะมีทรัพยากรเหลือเฟือได้นั้น คนๆนั้นต้องแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะแข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า อดทนมากกว่า ค้นพบเร็วกว่า รวบรวมผู้คนได้เยอะกว่า ซึ่งมันทำให้เขามีทรัพยากรมากกว่า และตามมาด้วยอำนาจที่มากกว่า

พวกเขามีทรัพยากรมากมายเท่าที่อำนาจของเขาจะครอบครองไหว ทั้งแผ่นดิน ผืนน้ำ สิ่งต่างๆล้วนกินไม่หมดและใช้ไม่ทัน แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ ถึงบางอย่างจะเก็บเอาไว้ได้ แต่ก็เก็บได้ไม่นาน ทรัพยากรต่างๆที่แม้จะใช้หรือไม่ใช้ วันนึงก็จะสลายไปอยู่ดี ตัดไม้เก็บไว้ใช้ ใช้ไม่ทันไม้ก็ผุ จะผลิตเก็บเป็นอาวุธอุปกรณ์ต่างๆ วางทิ้งไว้สนิมก็กัดกิน ผลไม้ อาหาร หรือข้าวสารต่างๆ ถ้ากินไม่ทันก็เน่าเสีย เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วมหรือไฟไหม้ทรัพยากรต่างๆเหล่านี้ก็จะสูญไป ไม่เหลืออะไรเลย ปัญหาหนักใจของคนรวย คือมีทรัพยากรมากมาย แต่จะเก็บไว้ให้อยู่ได้ตลอดไปยังไงดี

ลองนึกภาพว่า เมื่อเศรษฐีได้พบกับคุณสมบัติที่พิเศษของทองคำและเมื่อเขาเข้าใจในความเป็นอมตะของมัน แน่นอนว่าเขาพร้อมที่จะครอบครองมัน แต่แล้วใครล่ะจะหาแร่ทองคำนี้มาให้เขา

ไม่ยาก…

ใครก็ตามที่หาแร่สีทองนี้มาให้เศรษฐี เขาก็ยินดีจะแบ่งปันอาหารและสิ่งต่างๆให้ ของที่เขากินไม่หมด ของที่เขาใช้ไม่ทัน ทรัพยากรที่เขามีอยู่มากมาย

เท่านี้ก็เพียงพอ ที่จะทำให้ผู้คนนั้น ยอมนำเวลาที่พวกเขามี ไปตามหาแร่สีทอง ถึงแม้มันจะกินไม่ได้ นำมาสร้างบ้านก็ไม่ได้ เอามาใส่แทนเสื้อผ้าก็ไม่ได้ มันไม่ได้ใกล้เคียงกับปัจจัยสี่เลยแม้แต่น้อย แต่… มันใช้แลกสิ่งต่างๆจากเศรษฐีได้ พวกเขาไม่รู้หรอกว่า เศรษฐีจะเอาแร่สีทองนี้ไปทำอะไร แต่ในเวลานี้เขายอมรับมันและทุกคนต่างก็ยอมรับมัน เพราะมันสามารถนำไปแลกสิ่งต่างๆที่พวกเขาต้องการได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านคิดเหมือนกันไหม ว่าจริงๆแล้ว บางทีช่วงเวลาแห่งการยอมรับอะไรบางอย่าง(Adoption) มันไม่ได้ต้องรอให้ทุกคนบนโลก หรือคนส่วนมากนั้นเข้าใจมันทั้งหมดหรอก

อะไรก็ตามที่คุณสมบัติของมันนั้นพร้อมด้วยตัวมันเองแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่ร่ำรวยทรัพยากรนั้นให้การยอมรับ ในไม่ช้าผู้คนต่างก็จะยอมรับ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเข้าใจมัน แต่เป็นเพราะมันสามารถนำไปแลกทรัพยากรที่มีค่าจากผู้ที่มีอำนาจได้

ในบรรดาผู้คนทั้งหมด คนที่จะเข้าใจในเรื่องของ Store of value ที่สุด ดูจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากชนชั้นอีลิทหรือบรรดาเหล่าเศรษฐี ก็เพราะพวกเขานี่แหละ ที่เป็นกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด มีมากจนล้น และพวกเขาต้องการที่เก็บ เก็บแบบใดก็ได้ที่ใช้ต้นทุนในการเก็บน้อยที่สุด ขนย้ายได้ง่ายที่สุด นำมาใช้ได้ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด ถูกขโมยหรือถูกยึดได้ยากที่สุด ไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ไม่สูญหายไปพร้อมกับภัยพิบัติ

แน่นอนว่าในอดีต ทองคำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอนต่างหาก การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอ การคัดเลือกทางธรรมชาติในแต่ละยุคก็คงจะมีความแตกต่างกันออกไป และในวันนี้ทองคำไม่ใช่ตัวเลือกเดียวอีกต่อไป

โลกของเรามีสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติของการเป็นเงินที่ดี มีความสามารถในการเป็นที่เก็บรักษามูลค่า(Store of value)ที่เหนือกว่าทองคำ และเป็นหน่วยวัดได้(Unit of acount)ที่ดีกว่าเงินกระดาษ และมีความพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน(Medium of exchange)ที่ดีที่สุด ถึงแม้จะจับต้องไม่ได้ในแบบรูปธรรม แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง และที่สำคัญคือไม่มีใครที่มีอำนาจควบคุมหรือบังคับมันได้เลย

หากเศรษฐีคนใดในวันนี้ที่ยังไม่เข้าใจในคุณสมบัติของเงินที่ดี ความมั่งคั่งของพวกเขา จะต้องถูกเคลื่อนย้ายไปสู่มือของบรรดาเหล่าหัวกะทิ ที่บางคนอาจจะไม่ใช่คนร่ำรวยในวันนี้ แต่บรรดาหัวกะทิเหล่านั้นจะกลายเป็นบรรพบุรุษของเหล่าเศรษฐีในยุคถัดไป

#siamstr

Hold!!.... 🥰⚡🌱

มีเงิน fiat ในมือเยอะไม่ได้ใจมันสั่น

แต่พอ All in #Bitcoin ทีไรรู้สึกว่าลมมันเย็น... 😂⚡🌱 ขอให้มีความสุขนะครับทุกคน

#Siamstr #Meme

ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันครับ.. วันนี้ยิงมาสองรอบละทั้งวันยังได้อ่ะค่าบแบบนี้

สวัสดีครับ..ท่านผู้เจริญ 🌱☺️

ความมั่นคงทางด้านอาหารนั้นสร้างได้

#การเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ

ปราชญ์แห่งยุคสมัยผู้ล่วงลับท่านหนึ่ง

ได้กล่าวเอาไว้ว่า…

“ตำรานั้นอยู่ในธรรมชาติ ผู้ใดค้นหาเจอผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชนะ “

ปลาในแม่น้ำไม่มีใครให้อาหารเม็ดมัน มันก็ยังเติบโต หมูป่าที่อยู่ในป่า ก็ไม่มีใครให้อาหารมัน มันก็ยังเติบโต ไก่ป่าก็เช่นกัน

ถ้าเราเข้าใจและตีโจทย์ข้อนี้ออก

การเลี้ยงไก่ไว้เป็นแหล่งอาหารเพื่อความมั่นคง

ขั้นพื้นฐานของชีวิต จะเป็นเรื่องง่ายทันที

- ที่อยู่อาศัย

- แหล่งน้ำ

- แหล่งอาหาร

สามปัจจัยหลักๆ ในการที่จะทำให้การเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ กลายเป็นเรื่องง่าย

* ไก่ที่สวน ไม่มีเล้า ไม่มีโรง ไก่ที่สวนใช้ต้นไม้เป็นที่หลับนอนหลบแดดหลบฝน ออกไข่ฟักไข่ตามก่อกล้วย ก่อไผ่ พุ่มไม้ กอหญ้า

* ไก่ที่สวนเน้นให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ เมื่อเรามีป่า มีต้นไม้ ไม่ใช้สารเคมี ในสวนเราจะมีแมลงต่างๆมากมาย เป็นแหล่งอาหารให้ไก่ได้คุ้ยเขี่ยหากินตามธรรมชาติ ทั้งผลไม้บ้าน ผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นและเมล็ดหญ้า ก็เป็นแหล่งอาหารของไก่เช่นกัน

* มีปัญหา สุนัขมากัดไก่ไหม ไม่มีเลย เพราะไก่ที่เลี้ยงเป็นสายพันธุ์ที่บินขึ้นต้นไม่เก่ง นอนบนต้นไม้อยู่แล้ว และที่สวนเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าสวนด้วย สุนัขข้างนอกจะไม่กล้าเข้ามาในสวน

* ให้อาหารเสริมบางเล็กน้อย พวกเมล็ดข้าวโพด อาจให้วันละครั้งช่วงเย็นก็ได้ พอได้ให้มันเชื่อง จะได้จับมาย่างได้ง่ายๆหน่อย แต่ส่วนใหญาไก่ในสวนไม่ค่อยได้ให้อาหารเสริมเลย พื้นที่แหล่งอาหารเพียงพอกับจำนวนไก่

* ถ้าต้นไม้ไม่เหมาะสมให้ไก่หลับนอน ก็สร้างโรงเรือนง่ายๆก็ได้ บังแดดบังฝน แต่ไม่ควรปิดทึบ ควรปล่อยโล่งๆ เผื่อเวลามีงูเหลือม มีตัวเงินตัวทองเข้ามา ไก่จะได้บินหนีได้

* เมื่อคิดจะเลี้ยงไก่ อย่าคิดถึงกรงตับ อย่ากักขังไก่ ควรปล่อยให้เขาให้วิ่งเล่นคุ้ยเขี่ยหากินตามธรรมชาติ

* หากพื้นที่ไม่กว้างมาก ก็ลดจำนวนไก่ลง และเพิ่มอาหารเสริมให้ไก่ได้ตามความเหมาะสม

* ไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติกับไข่ไก่ที่เลี้ยงกรงตับแบบแออัด คุณภาพต่างกันมากมาย คุณภาพของเนื้อไก่ก็เช่นกัน

เมื่อเข้าใจหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ

แล้วธรรมชาติจะทำงานแทนเรา

ว่าแล้วก็ขอตัวไปย่างไก่ทำกับแกล้มก่อนดีกว่า

อยากเป็นนักย่างไก่ในตำนาน….

#siamstr

ใครเข้าใจกฎของธรรมชาติชีวิตจะสุขขึ้นมาก..🌱

Replying to Rattawit027

"ชีวิตฟรีแลนซ์มันไม่ง่าย มันเรียลโคตร"

ขอเขียนเรื่องนี้บันทึกไว้กับตัวเองหน่อย

น้าแน้ก/แอ๊ด ในวัยใกล้จะ 40

.

ตั้งแต่ตั้งใจว่าจะเอาดีในการเป็นฟรีแลนซ์ เริ่มทำบริษัท

จนได้จดบริษัท

.

ตั้งแต่วันสุดท้ายที่ เป็นพนักงานประจำ น่าจะช่วงประมาณ ปี 60

ในตำแหน่งงานคนคุมงาน ตอนนั้นไซท์จบ เราก็ตัดสินใจว่าไม่ทำต่อแล้ว

เลยหยุดออกมาเป็นฟรีแลนซ์ เต็มตัว ตอนแรกที่มาเริ่มทำฟรีแลนซ์

สองสามเดือนแรกที่ทำงาน จะเป็นการรับงานจิปาถะ ไม่มีแนวทางชัดเจน

เรียกได้ว่า มีอะไรให้ทำก็ทำหมด ตัดโมเดล เขียนแบบ เมชเชอร์ คอนเซาท์คุมงานก่อสร้าง

.

เดือนแรกหลังจากเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกได้เลย ว่าใช่เลย

"นี่แหละทางของกู" แม่งโคตรเจ๋ง

ทุกอย่างแม่งขึ้นอยู่กับตัวมึง มึงทำงานน้อยมึงก็ได้เงินน้อย มึงทำงานมากมึงก็ได้เงินมาก มึงนั่งไถฟีตรูดเฟสบุ๊คไปเปื่อยๆ ยังไงมึงก็ไม่ได้เงินเพิ่ม ถ้ามึงแยกแยะไม่ได้ว่าลูกค้าคนไหนโอเค คนไหนให้เกียรติเรา คนไหนต้องการมาเอาเปรียบเรา มึงมองพลาดมึงก็เจ็บเอง แล้วจังหวะไม่มีจะแดก มึงจะอดจะทนยื้อไปจนถึงสิ้นเดือน ยังไงมึงก็ไม่มีเงินเข้ามา 5555

.

ตอนนั้นแม่งเหมือนคอร์สเร่งรัด เหมือนมึงโดนถีบลงกลางทะเล คือมึงต้องรอดให้ได้สถานเดียว ช่วงแรกๆ กับการเป็นฟรีแลนซ์คือการลองผิดลองถูก ทำงานมันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่าจ้างก็ต่อรองอะไรไม่ได้มาก และด้วยความที่เราเป็นคนง่ายๆสบายๆ เค้าจ้างเท่าไหร่ก็เอา งานจึงมีมาก เหนื่อยแต่ยังลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ได้พี่น้องๆส่งงานมาให้ทำอยู่เรื่อย ใช่เลยเราเจอทั้งประสบการณ์ดีร้าย โดนชิ่ง ไม่จ่าย หรือพี่บางคนเราเสนอราคาไป เค้าบอกเลยมึงคิดราคามาน้อยไป พร้อมกับบวกเงินค่าจ้างมาให้เพิ่มเกือบ 2 เท่า

.

ช่วงแรกเราเป็นคนเกรงใจคน กลัวว่าจะคิดราคาเค้าแพงไป จึงเป็นข้อเสียในการชอบกดราคาตัวเองทั้งที่เค้ายังไม่ได้ต่อ ช่วงนั้นลุ่มๆดอนๆจริงๆ

ช่วงแรก ผมมาประเมิณตัวเอง อิมเมจที่ทุกคนนึกถึงผมมันจะประมาณว่า

.

"งานหนัก งานเร่ง งานใช้แรงงาน งานแบกหาม งานขอแรง งานฟรี งานค่าจ้างน้อย งานลุย" คนจะนึกถึงผมก่อนเลย อาทิเช่น ใครจะย้ายห้อง ย้ายหอ ผมนี่มือ 1 ไปทุกที่ จัดให้อย่างเนี๊ยบสบายใจ 5555 อันนี้ไม่ได้รู้สึกไม่ดีนะ เพราะเราก็ยินดีช่วยจริงๆ

.

ทีนี้พอเป็นฟรีแลนซ์ เรื่องแรกเลยที่ผมต้องเร่งเคี่ยวกรำคือ

"การมองคน ให้ขาด" ช่วงแรกต้องฝึกฝนเรื่องนี้อย่างมาก ว่าคนที่เข้ามาจ้างงานเราเค้าเป็นคนแบบไหน แฟร์มั้ย ให้คุณค่าของงานเรารึเปล่า

ต้องฝึกฝนอย่างมาก เพราะมันเจ็บมาเยอะจริงๆ

จริงๆทุกวันนี้ก็ยัง มองคนไม่ขาดมากนัก แต่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมากโข เชื่อเถอะ

ตอนแรกต้องฝึก เวลาเข้าไปคุยกับเค้าครั้งแรกต้องมองให้ออกให้ได้ว่าคนนี้แฟร์มั้ย เพราะบางทีรับทำงานไปแล้ว เราต้องมาเสียสุขภาพจิตกับคนๆนี้ไปอีกเป็นปี หร์ออาจจะหลายปีก็ได้

เพราะถ้าครั้งนี้มองพลาด ต้องกลับมาประเมิณว่าพลาดเพราะอะไร ครั้งหน้าต้องไม่พลาดอีก แต่มันก็ยังพลาดในเรื่องใหม่ๆอยู่เสมอ

.

แล้วก็อีกอย่างที่สำคัญมาก คือต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือที่ผมใช้แล้วเวิร์คมากคือ "การเก็บมัดจำ" 5555 อาจเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผม มันยากจริงๆ คือว่า ใช้วิธีว่า ทำพอร์ตให้ดี ให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรได้ จ้างเราเค้าจะได้อะไร แล้วต้องเก็บมัดจำ ถ้าไม่จ่ายมัดจำไม่เริ่มงานเด็ดขาด 555 แค่นี้ก็พอประเมิณได้ในความแฟร์ของเค้า ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก แต่กว่าจะผมจะก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ไม่ง่ายเลย

.

ทีนี้ปัญหาอีกเรื่องคือ การเป็นฟรีแลนซ์ ที่งานอะไรมึงก็รับหมด อิมเมจมันไม่ชัด งานเลยเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เช่นสมมุติ นึกหาคนเขียนแบบเคลียแบบให้ หน้าโมแม่งจะลอยขึ้นมาเลย

ทีนี้ผมก็มาคิดว่ากูทำอะไรได้ดีวะ เลยตัดสินใจสโคปงานตัวเองเหลือแค่ 2 อย่าง คืองานคอนเซาท์งานก่อสร้างแบบฟรีแลนซ์ กับงานเมชเชอร์

เราตัดงานอื่นออกหมดแล้วเหลือรับงานแค่ 2 อย่างงี้จริงๆ ทีนี้ดีขึ้นมาก

พออิมเมจชัดเวลามีงานพวกนี้ คนก็กริ๊งกร๊างมาหา

.

ในช่วงแรกที่คนยังไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้เราทำงานอะไร ตอนนั้นเรียกได้ว่าดีดดิ้นขั้นสุด ต้องทำหลายๆอย่างที่ฝืนตัวเอง พยายามออกไปงาน แนะนำตัวเอง ตามที่เค้าสมาคมกัน ตามที่ๆพี่ๆสถาปนิกเค้ารวมตัวกัน เออแต่แม่งได้ผลหว่ะ เข้าใจเลยคำว่า "อย่าอายทำกิน" เลยพอมีงานเข้าต่อเนื่อง

.

อีกอย่างที่ต้องปรับคือ อิมเมจ "อิมเมจ งานหนัก งานฟรี งานเหนื่อย" ต้องใช้เวลาอย่างมากที่จะปรับ อิมเมจพวกนี้ ใช้เวลาพิสูจน์เรื่อยๆ ค่อยๆกล้าเสนอราคา เทคนิกก็คือ สมมุติวันนี้เรารับงานประมาณนี้อยู่ 20,000 บาท ทำไปทำมาค่ารถค่าราค่าแรงสุดท้ายเหมือนไม่ได้กำไรอะไรเลย ทีนี้สำหรับคนที่เคยจ้างเรา 20,000 เราก็ยังคิดราคานั้นอยู่ แต่คนที่เข้ามาใหม่ เราจะลองเสนอที่ 22,000 ถ้ายังมีคนจ้างอยู่แสดงว่า มันขึ้นได้อีก ครั้งหน้า ก็ขยับเป็น 25,000 ขยับไปเรื่อยๆจนมันจะมี ตัวเลขที่ เสนอไปแล้วมึงไม่ได้งานเลย ก็ขยับปรับลงมา แสดงว่าเนื้องานในตลาด มันจ่ายสูงสุดได้ราคานี้แหละ

.

แล้วเราทำงานคู่ขนานมาตลอด ระหว่างงานคอนเซาท์ก่อสร้าง กับงานเมชเชอร์ เราพบว่า งาน 2 อย่างนี้เราทำได้ แต่แม่งคนละโลกตรงข้ามกันเลย

งานคอนเซาท์แม่งต้องบริหารจัดการ วุ่นวายเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละวันมึงรับโทรศัพท์กันให้วุ่น ประณีประนอม รอบคอบ ใช้เอกสารจัดการงาน

ความเสียหายทุกอย่างแม่งมีราคา แล้วก็มีคนที่ต้องจ่าย ขึ้นอยู่กับว่าสรุปกันได้มั้ยว่าใครจะจ่าย เลยวุ่นวายปวดหัวมาก ใครที่ยังสนุกและสามารถทำงานคอนเซาท์ หรือเป็นผู้รับเหมาที่ดี ที่มีประสิทธิภาพได้ ผมเลยนับถือเค้ามาก คือมันยากแบบยากจริง คนพวกนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้เงินเยอะๆ แบบถ้าเจอดีๆซักคน มึงยกมือไหว้ท่วมหัวได้เลย ขอบคุณเค้ามากๆ คือคนทำดีๆมันหายากจริงๆ

.

ตัดสลับมาที่งานเมชเชอร์ เวลาผมเหยียบไปที่ไซท์ นั่นแหละสรรรค์ของผมเลย มีแค่ตัวผมกับบ้านร้างๆ ทำงานไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เซ็งอย่างมากก็กลิ่นขี้แมว ขี้ค้างคาว แต่มันโอเคกว่าปวดหัวกับคนเยอะ งานนี้อาจจะต้องจิตแข็งหน่อย เพราะบางหลังมันหลอนจริงๆ เข้าไปทุกไซท์ ผมไหว้งามๆก่อนเลย บอกเจ้าของบ้านเค้าจ้างผมมานะ เอ็นดูผมด้วย แล้วทุกไซท์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และอีกอย่างของงานเมชเชอร์ที่ผมชอบมาก คือแม่งเป็นงานที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก หรือเทสด้านความงามเกี่ยวข้อง 3.55 คือ 3.55 พี่จะเอายังไง หรือว่า วัดได้ 3.56 พี่จะให้ผมปัดมั้ย หรือเอาตัวเลขนั้นเลย คือพอมันเป็นตัวเลขแล้วมันเข้าใจง่าย ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีผิด มีถูกที่วัดได้ ชัดเจน นี่แหละสวรรค์ของผมเลย

.

อีกเรื่องพอมึงมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือเริ่มทำบริษัทแล้วก็ตาม วันเสาร์อาทิตย์มึงจะหายไป จริงๆมันพูดง่ายเรื่อง work life balance แต่ในทางปฏิบัติแล้วความเป็นฟรีแลนซ์มันทำยาก เค้าโทรมาวัศุกร์ค่ำๆ อยากได้ใบเสนอราคา ถ้ามึงรอจนวันจันทร์ถึงจะเริ่มทำให้เค้า งานอาจจะหลุดไปแล้ว ตอนนี้ผมเลยใช้วิธี เอาทุกอย่างมาหยำกันหมด อยากเที่ยวอยากพัก พักเลย ไม่ต้องรอวันเสาร์อาทิตย์ มีเศษเวลา มึงเที่ยวมึงพัก แต่สิ่งที่มันต้องแลกมาคือ กูต้องแบกโน๊ตบุ๊คไปทุกที่อ่ะ แบบจนหลังแอ่น ดูคอนเสิร์ตไปก็เปิดโน๊ตบุ๊ค ทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วย มันก็สนุกดี มันคือชีวิตในรูปแบบของมึงง่ะ แล้วมึงจะรู้ว่าอะไรจำเป็นต้องติดตัว หังปลั๊ก 3 ตา ที่ต้องแปลงไปเสียบปลั๊ก 2 ขาเพราะร้านทั่วไปแม่งไม่มี ปลั๊ก 3 รูให้เสียบ โทรศัพท์ที่อินเตอร์เน็ตค่อนข้างเสถียร แล้วโน่นนี่นั่นอีกมากมาย สกิลการหาร้านกาแฟที่จะพอมีปลั๊กให้มึงเสียบ มีที่ให้มึงนั่งทำงานได้

.

เรื่องนี้เลยมาแชร์ให้ฟัง เป็นฟรีแลนซ์ ชีวิตมันเรีบลจริงๆ

หวังว่าทุกท่านที่เดินทางนี้อยู่จะรอดไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

*ภาพประกอบก็คือที่นั่งทำงานวันนี้ เพราะทุกๆที่คืออฟฟิตครับ

ขอให้โชคดี กับหนทางของตัวเองนะครับ

อิทธิบาท 4 "หนทางสู่ความสำเร็จสมปรารถนา"

เป็นหลักธรรมที่ประกอบด้วยหลักคุณธรรม 4 ประการ ได้แก่:

- ฉันทะ หมายถึง ความรัก พอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่ทำ

- วิริยะ หมายถึง ความพากเพียรและความขยันอย่างต่อเนื่อง

- จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ มุ่งมั่น และรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ

- วิมังสา หมายถึง ความตระหนักไตร่ตรองถึงเหตุและผลด้วยปัญญา

ธรรมะ คือ ความจริงของธรรมชาติ 🌱

# จิต มโน วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา

-บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๔/๒๓๐.

ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง คลายกำหนัดได้บ้าง หลุดพ้นได้บ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดีของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ เพราะเหตุนั้นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จึงเบื่อหน่ายได้บ้าง คลายกำหนัดได้บ้าง หลุดพ้นได้บ้าง ในร่างกายนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า **จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง** {๑} ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะหลุดพ้น จากสิ่งนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกกันว่า จิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ได้รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ได้ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้มาตลอดกาลช้านาน เพราะเหตุนั้นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

> ๑. พระไตรปิฎกฉบับหลวง ได้แปลบทนี้ว่า แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง. -ผู้รวบรวม

จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะหลุดพ้นในสิ่งที่เรียกกันว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้นได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ โดยความเป็นตัวตนยังดีกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตัวตนไม่ดีเลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เกินกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง ก็ยังมีปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวันตลอดคืน.

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนวานร เมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่จับเดิม เหนี่ยวกิ่งอื่นอีก เช่นนี้เรื่อยๆ ไป ภิกษุทั้งหลาย ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่เรียกกันว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวันตลอดคืน.

***************************************

#ธรรมะ #พุทธวจน #เปิดทำที่ถูกปิด #คำสอนตถาคต #วันนี้วันดีมีธรรมมาฝาก #Bitcoin #Nostr #Siamstr

***************************************

ไม่มีแล้ว...( จิต , มโน , วิญญาณ) เป็นธรรมชาติที่เข้าไปรับรู้ขัน 5 (คือ สัมผัสทั้ง 5 ที่ประกอบด้วย [ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ] )

Replying to ExchThai

เปิดเทอมใหม่ ภาคเรียนที่ 2/2566

ผมไม่เคยกระตือรือร้นอย่างนี้มาก่อน ผมขอสอนตามภาระกิจ โดยไม่ต้องมีใครมาประกบคู่ วิชาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่มากเกินไป เพราะผมมีภาระกิจอื่นค่อนข้างมากโข ผมต้องการสอนในคาบแรกของทุกวัน เพื่อจะให้เด็กๆ มาเจอกับผมก่อนในทุกๆ วัน ผม่ไม่อาจสอนได้ตลอดวันแน่ๆ แต่ผมเชื่อว่า ในคาบแรก เด็กๆ จะต้องได้รับพลังบวกอันมากมายมหาศาลของผมในขณะนี้ ให้เขาได้เบิกบานก่อนในตอนเช้า เพื่อที่เขาจะได้ไปเจอครูคนอื่นๆ ที่มีทั้งบวกและลบ ที่เราไม่อาจรู้ได้

ผมสอนในกลุ่มสาระการงานฯ วิชา เศรษฐกิจพอเพียง และอาชีพท้องถิ่น (ผมเลือกที่จะเปลี่ยนหลักสูตรทันที เพราะนี่เป็นวิชาเพิ่มเติม) ผมสอนนักเรียนชั้น ม.4-6 ทุกห้อง ผมเลือกสอนเด็กโต เพราะเขาจะมีเวลาอยู่กับผมแค่ถึง ม.6 นักเรียน ม.ปลาย ผมมีชั้นละ 1 ห้อง ไม่ต้องกังวล ผมสอนแค่ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผมวางแผนไว้ตลอดช่วงปิดเทอมไว้แล้ว ว่าจะสอนอะไร หึหึหึ

1 พ.ย. 2566 วันเปิดภาคเรียนที่ผมรอคอยก็มาถึง คาบแรกวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผมสอน ผมเริ่มด้วยเรื่องของ "เงิน" ในทันที 55 ผมไม่ต้องทำสื่อการสอนเรื่องนี้ เพราะในโลกของทุ่งม่วง โลกของบิตคอยเนอร์ นั้นมีเต็มไปหมด จนผมใช้เวลาค่อนข้างมากที่ต้องเลือกสื่อเพื่อเริ่ม "ป้ายยา" สุดท้ายหวยก็ไปออกที่คลิปๆ นึง ของสาวน้อยแสนสวยแห่งไรท์ชิพ น้องนิ่ม นั่นเอง แต่ผมเลือกที่เปิดคลิปเพียง 20 วินาที โดยยังไม่เริ่มเรื่องของบิทคอยล์ โดยคลิปเป็นระยะๆ เพื่ออธิบายเสริมเพิ่มเติม เช่น ประวัติการใช้ เปลือกหอย วัว หินราย ทองคำ และ เงินเฟียต เด็กๆ มีท่าทีสนใจอย่างมาก จนเวลา 1 ชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว .. สำเร็จ..

https://youtube.com/shorts/PN1LSra_uac?si=qEy54mI8MOEd15Ia

#siamstr

สุดยอดครับ... ☺️🌱🥰 พอเขาเกิดความสงสัย เขาจะตั้งคำถาม พอเขาตั้งคำถามเขาจะหาคำตอบ พอหาคำตอบเขาจะเจอบิทคอยน์เอง