Avatar
A Ant Mod
6bb0df16779fe915ce218cd65d20fc31cc6ab20af4cfbface0c20eb419640a4c

ขอบคุณครับพี่พง ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยครับ ก็ว่าอยู่ว่าทำไมเค้าถึงชอบเชียร์กองเปิดใหม่จังเลย บางกองนโยบายและสินทรัพย์ที่ไปลงทุนก็ไม่ค่อยต่างจากกองเดิมเท่าไหร่ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

แล้วมันมีกองทุนเก่าที่เค้าปล่อยทิ้งแบบไม่สนใจด้วยมั้ยครับพี่พง

Replying to Avatar Pong 🟠

ลงทุนยังไงให้ชนะเงินเฟ้อ

ผมมีสองรูปมาให้ดู

ทั้งสองรูป condition เดียวกันคือ

สามปีแรก กำไร 10%

ปีที่สี่ ขาดทุน 5%

แต่รูปแรก ไม่เติมพอร์ตเลย

ส่วนรูปที่สอง เติมพอร์ต ด้วยจำนวนเงินเดียวกันกีบปีแรก ก็คือ 100 บาท

เห็นชัดเลยว่า ลงทุนยังไงก็ไม่ชนะเงินเฟ้อ if ในสี่ปี คุณต้องพลาดซักปีแหละเพราะตลาดต้องมีลงบ้าง พลาดปุ๊บ คุณแพ้เลย แต่ถ้าคุณเก่งมาก คุณก็จะไม่แพ้ ถ้าคุณเก่ง สอนผมด้วย 😂 😂 อยากเก่งบ้างอะ

ส่วนรูปสอง เดิมเงินตลอด ต่อใด้พลาด เงินคุณก็ยังชนะเงินเฟ้ออยู่ ดังนั้นความสำคัญคือเงินออม แต่ถ้าคุณลงทุนแล้วชนะตลาดก็คือคุณได้เปรียบมากๆ

แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจ เติมพอร์ตเถอะครับ จะพอร์ตออม พอร์ตลงทุน เติมมันให้หมด

แล้วชีวิตคุณจะโชคดีมีสุขอย่างสง่างาม

#Siamstr

- ในความเป็นจริง พอร์ทกองทุนผมที่เติมเท่ากันทุกเดือนตั้งแต่เริ่ม2021 ตอนนี้บวกอยู่ 0.5%

- เทียบกับอีกพอร์ทที่ เติมในบิตคอยเท่าๆกันผลตอบแทนแม่งคนละโลกเลย

- พูดถึงแล้วก็เศร้านะครับพี่พง🥲

Replying to Avatar Panai Lawasut

ประเทศไทยแม่งมีแค่ 8 เดือน

กิจการหลายๆกิจการ มีโปรดักส์หรือบริการที่มีความเป็น seasonal มีช่วงที่ขายดีขายไม่ดีคล้ายๆกันในแต่ละปี เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่เราต้องเก็บสถิติยอดขายตลอดทั้งปี อย่างน้อย 2-3 ปี เราถึงจะเริ่มเห็นความเป็น seasonal ของโปรดักส์ของเรา

เพื่อที่จะคาดเดาความต้องการของตลาดที่จะมีผลไปถึงเรื่องการเตรียมพร้อมของวัตถุดิบและกำลังการผลิต ซึ่งสำคัญมากกกก (เรื่องความเป็นซีซั่นนอลนั้น ถ้าดูที่มาที่ไปกันลึกๆจะพบว่าแม่งอย่างเฟียต)

การเก็บสถิติของกิจการนั้นเป็น POW ต้องใช้เวลาและเร่งไม่ได้

ธุรกิจที่มีอายุมากกว่าจะมีความได้เปรียบคู่แข่งที่เพิ่งเริ่มต้นมาแค่ปีสองปีโดยปริยายอยู่แล้ว เพราะจะมีความสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและกำลังผลิตได้ใกล้เคียงความต้องการตลาด นี่ยังไม่รวมถึงธุรกิจที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่เป็น black swan มาอย่างโควิด กิจการเหล่านั้นค่อนข้างยั่งยืนและแข็งแกร่งมาก

และมันจะพันไปถึง seasonal ของสินค้าและบริการของบรรดา supplier ใน supply chain ของเราด้วย

ในร้านของผม วัตถุดิบจำพวก เม็ดมะม่วง แป้ง เนย มักที่จะมีช่วงนึงในปีที่ชอบขาดตลาด เราจำเป็นต้องรู้ซีซั่นของมัน เพื่อจะวางแผนได้

แต่ยังไงซะกิจการสเกลประมาณผมค่อนข้าง suffer ในเรื่องนี้

เราใหญ่เกินกว่าร้านค้าส่งในจังหวัดจะสต๊อกสินค้าให้เราได้ แต่เราก็เล็กเกินกว่าที่โรงงานผู้ผลิตจะมาดูแล หากจะมีของขนาดตลาดโรงงานผู้ผลิตมักเลือกที่จะรักษาลูกค้ารายใหญ่ๆของเค้าไว้ก่อนเป็นธรรมดา ส่วนเราต้องยอมไปวิ่งหาซื้อของแพงตามร้านค้าส่งที่ก็ไม่ค่อยจะอยากขายให้เราอยู่ดี เพราะถือว่าเราเป็นพวกลูกค้าฉาบฉวย

เรื่องพวกนี้ผมเข้าใจดีเป็นกลไกธรรมดาของตลาด สิ่งไหนสต๊อกล่วงหน้าได้ก่อนดีไป บางอย่างสต๊อกไม่ได้ก็ต้องว่าไปตามสภาพ

แต่ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือสินค้าประเภท“คน” โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่พนักงานของเรา

ในช่วง 5-6 ปีมานี้ ผมมีทั้งเพิ่มสาขา รีโนเวท และย้ายร้าน รวมๆแล้วเกือบ 10 ไซส์งาน เป็นที่รู้กันดีว่า คนงานก่อสร้างจะปล่อยเกียร์ว่าตั้งแต่ ต้นเดือน ธันวาคม ถึงแม้ว่าวันหยุดจริงๆจะแค่ช่วง 4-5 วันตอนปลายเดือน แล้วพอเดือนมกรา ก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมาทำงานกันตั้งแต่ต้นเดือนด้วย ถ้าโชคดีหน่อย อาจจะมากันช่วงกลางเดือน แต่ก็ยังคงจะเกียร์ว่างอยู่ จะทำงานกันจริงๆอาจต้องรอถึงเดือนกุมภา แล้วทุกครั้งที่คนงานกลับบ้าน อย่าได้คาดหวังว่าจะกลับมาทำงานกันครบทุกคน

แล้วพอเดือนเมษา ก็เริ่มเกียร์ว่างกันตั้งแต่ต้นเดือนใหม่อีกแล้ว และในช่วง กุมภา-มีนา progress งานก็ไม่ค่อยจะคืบหน้ากันเท่าไหร่อีกด้วย

เอาเข้าจริงผมนับเวลาทำงานจริงๆของบ้านเราได้ 8 เดือนเท่านั้นเอง พวกพี่ทำงานกันเป็น seasonal หรือวะนี่ แต่ค่าใช้จ่ายมันมีทุกวันนะเว้ย..อยู่กันได้ยังไงนี่ ฉันไม่เข้าใจ!!

งานก่อสร้างที่ร้านของผม ไม่มีงานไหนเลยที่ส่งงานกันในช่วงธันวา-เมษา เรื่องนี้ค่อนข้างส่งผลหนักนะ

ถ้างานโปรเจค 6 เดือน แล้วบังเอิญไปเริ่มงานก่อนเดือนธันวา ไม่ว่าผู้รับเหมาจะมีเทคนิคการก่อสร้างรวดเร็วขนาดไหน ผมบวกเวลาเพิ่มไปล่วงหน้าเลยเป็น โปรเจค 10 เดือน

ลามไปถึง ผมจำเป็นต้องทำสัญญาเช่าที่ และทำแบบดีไซน์รวมไปถึงขออนุญาตก่อสร้างให้เสร็จภายในช่วงก่อนเดือน 4 เพราะถ้าได้เริ่มงานเดือน 5 คือมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าช้ากว่านั้นคือเข้าหน้าฝน จะมีปัญหากะงานฐานราก และถ้าช้ากว่านั้นอีก schedule งานจะไปชนเดือน 12 อีกจนได้

แต่บางทีเราควบคุมจังหวะที่จะมีทำเลที่โอเคเข้ามาไม่ได้ ถ้ามีแล้วก็ต้องเอาไว้ก่อน ทำให้เราต้องจ่ายค่าเช่าไปเฉยๆโดยที่ยังทำอะไรไม่ได้ ถือเป็นราคาค่าโอกาส อย่างที่สาขาศรีราชา ผมจ่ายค่าเช่าฟรีไป 1 ปีเต็มๆ

และเมื่อไหร่ที่เรามีเรื่องเวลาเข้ามาบีบ ทุกๆอย่างจะแพงเสมอ (ตัวอย่างเช่นใบอนุญาตเป็นต้น 55555)

ถ้าผมไม่ออสเตรียน ถ้าผมใช้เงินแบงค์ ทุกอย่างคงอยู่บนความเร่งรีบและความเครียดตลอดเวลา การตัดสินใจบนสภาวะแบบนั้น คงจะไม่ออกมาดีแน่นอน

#Siamstr

ปล.รูป progress งาน 1 เดือน ในช่วงเมษายน ได้ footing มา ฉันก็ประทับใจแล้ว 🥰

ปล.2 ผู้รับเหมาผมโอเคมากนะ เป็นผู้รับเหมาคู่บุญเลย แต่เรื่องคนงานพี่เค้าเองก็ยังจัดการไม่ได้

ปล3.ผมไม่มีสัญญาเรื่องค่าปรับหากงานล่าช้า แต่เพื่อเทรดออฟกับเรื่องอื่นที่ผมมองว่าคุ้มค่ากว่า และต้องออสเตรียนเท่านั้นนะถึงทำได้

ขอบคุณที่แชร์มุมมองและบทเรียนต่างๆของการเป็นผู้ประกอบการครับ เมื่อก่อนผมได้เรียนรู้จากพ่อผมมาบ้างแล้ว โชคดีที่พี่ป้ำแชร์มุมมองที่แตกต่างกันให้ผมได้ศึกษาด้วย

ถ้าเราย่างเนื้อตอนเช้าแล้วเอาไปกินตอนเที่ยงมันจะเหนียวมั้ย ผมอยากลองดูแต่ไม่กล้ากลัวแดกไม่ได้ 555

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **เรียบง่าย.. แต่ทรงพลัง**

“วันนี้นายแฮปปี้ไหม?”

เชื่อว่ามีหลายคนที่ถูกผมถามแบบนี้ในงานฮาล์ฟวิ่งปาร์ตี้ที่พึ่งพ้นผ่านไป..

มันเป็นคำถามง่ายๆ แต่อาจสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนๆ ได้พอสมควร ก็ในเมื่อคนถามคือตัวผมที่มักจะจริงจังในทุกๆ เรื่อง แทนที่ผมจะถามคำถามชวนสมองหวาน แต่ผมกลับถามเกี่ยวกับ “ความสุข” ในงานบิตคอยน์..

ความสุข การเชื่อมต่อ และอารมณ์…

ทำไมผมจึงเลือกจะถามไปในลักษณะนั้น?

สำหรับผม.. มันเป็นการช่วยเปิดประตูสู่บทสนทนาที่มีความหมายและเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างชุมชนที่แน่นแฟ้นและเข้าใจกันและกันได้ดียิ่งขึ้น มันช่วยให้ผู้คนรู้สึกว่ากำลังถูกเชิญชวนให้แบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว ทำให้ชุมชนมีพื้นฐานทางอารมณ์ที่แข็งแรงมากขึ้น..

เป้าหมายของทุกมีตอัพแท้จริงแล้วก็คือการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างบุคคลในโลกจริง

ในโลกที่การสื่อสารมักจะเกิดขึ้นผ่านสื่อดิจิทัลและทางออนไลน์ ชุมชนที่เข้มแข็ง ควรจะถูกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงและตรงไปตรงมา ผมอยากมีส่วนในการโปรโมทความเป็นมนุษย์ในโลกดิจิทัลให้มากขึ้น มากกว่าแค่แสดงบทบาทเข้าหากัน

ความตั้งใจนี้.. มันสะท้อนถึงค่านิยมและปรัชญา (ในตัวผมเอง) ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความสุขมากเท่ากับที่ผมให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางการเงินและเทคโนโลยี ผมจึงเลือกจะยิงคำถามเกี่ยวกับความสุขส่วนบุคคล สร้างโอกาสให้ผู้คนได้พิจารณาและสำรวจความต้องการ ความคาดหวังในชีวิตของตัวเอง

เพราะผมมักจะเห็นว่าการสำรวจตนเองเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็มักเลือกจะมองข้ามความสำคัญของมันไป

เพราะผมเชื่อว่า.. กว่าใครๆ จะเดินมาเจอตัวผมในงาน..

พวกคุณก็คงคุยกันเรื่องบิตคอยน์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ จนเมื่อยปากแล้วใช่ไหมล่ะ?

ดังนั้น.. แทนที่ผมจะยิงคำถามสร้างความกดดันหรือลงลึกในเรื่องใดๆ ผมเลือกจะเปิดพื้นที่ให้กับการสื่อสารที่มาจากใจและการสร้างสัมพันธ์ที่แท้จริง (ไม่ได้บอกว่าการเลือกของผมดีกว่า ถูกต้องกว่า การเลือกของคนอื่นๆ นะครับ มันก็แค่ Self interest ของปัจเจก)

ผมอยากให้พวกเขารู้สึกว่า.. พวกเขาได้รับการต้อนรับให้แสดงออกถึงความรู้สึกส่วนตัวและความคิดเห็น มีโอกาสพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่อาจไม่เคยมีโอกาสพูดถึงในบริบทอื่นๆ เชื่อมโยงประสบการณ์เข้าด้วยกัน และมันอาจนำไปสู่การค้นพบความเหมือนและความต่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน

นำไปสู่การสำรวจและการค้นพบองค์ประกอบต่างๆ ในชีวิตที่นำมาซึ่งความสุขหรือความท้าทาย หรือสิ่งที่นำพาหรือขวางกั้นพวกเขาจากความสุข ได้คิดถึงสิ่งที่พวกเขาทำและอาจจะทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนแนวทางในชีวิตได้ ทำให้เกิดการเข้าใจและความเอื้ออาทรต่อกันมากยิ่งขึ้นในสังคม

"วันนี้นายมีความสุขไหม?"

คำถามเดียวที่เผยให้เห็นความสุขอันลึกซึ้ง

ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300 คน ซึ่งหลายคนอาจเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกในโลกฟิสิคัล บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยโอกาสแห่งการสร้างมิตรภาพและพันธมิตรใหม่ๆ ผู้คนที่ล้วนมีความต่างได้มาพบและอยู่ปะปนกัน แบ่งปันเสียงหัวเราะ และพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ และอนาคตของบิตคอยน์

"วันนี้คุณมีความสุขไหม?"

คำถามที่เป็นหน้าต่างไปสู่จิตใจของผู้คน

ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือน ช่วยขมวดความคิดให้กับพวกเขา ว่าตลอดช่วงเวลาอันร้อนอบอ้าวซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกและข้อมูลที่ไหลผ่านตัวอยู่ตลอดเวลา ..สุดท้ายแล้วเขาพอใจกับมันหรือเปล่า?

มันกระตุ้นให้ผู้คนแบ่งปันมากกว่าเพียงแค่ความสนใจด้านมุมมองชีวิตหรือกลยุทธ์ลงทุนของพวกเขา มันชักชวนให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงความสุขส่วนตัว ของตัวเอง ของคนอื่นๆ ความพอใจ และสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมักจะถูกบดบังโดยการสนทนาที่เน้นเรื่องวัตถุมากกว่าในงานรวมตัวที่มีหัวข้อทางเทคโนโลยีเช่นนี้

พวกเราออกมารวมตัวกับคนมากมายเหล่านี้ทำไม.. พวกเราทำไปทำไมล่ะ?

ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพยายามอธิบายให้ยืดยาวไปทำไมกะอีแค่คำถามง่ายๆ สั้นๆ เพียงแค่นี้

แต่มันจริงๆ นะ.. ผมคิดมาก่อนแล้วว่าหากมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คำถามเดียวที่ผมอยากถามคือคำว่าอะไร..

ผมก็แค่ไม่อยากคิดไปเองว่ากิจกรรมมันจะออกมาดีหรือไม่ดี ผมก็แค่อยากฟังจากปากของทุกๆ คน อยากได้ฟังความรู้สึกของพวกเขา อยากเข้าใจพวกเขาให้มากขึ้น อยากใช้เวลาอันน้อยนิดให้คุ้มค่าที่สุดต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน (สาระค่อยไปคุยกันวันหลังก็ได้ ที่ไหนก็ได้)

ความรู้สึกถึงความสัมพันธ์จริงๆ มันจะเห็นและสัมผัสได้ในโลกจริง ไม่ใช่แค่เพียงสัมผัสจากการกอด.. แต่แววตาพวกเขาจะไม่อาจโกหกผมได้

ผมอยากแน่ใจว่าเราจะจากลากันด้วยความรู้สึกดีๆ ด้วยแววตาอันยิ้มแย้ม ..และผมก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นมา

ผมกำลังบอกกับพวกเขาว่า..

ไม่ว่าพวกนายจะอยู่ที่ไหน กับใคร หรือทำอะไร ไม่ว่าสิ่งที่สัมผัสอยู่คือเรื่องอะไร นายแค่ต้องถามตัวเองว่า.. นาย “มีความสุข” กับมันมากแค่ไหน?

เพราะมันสำคัญ.. นายเองก็รู้ว่ามันสำคัญยังไง

ลองถามคนรอบๆ ตัวนายดูสิ..

ในทุกๆ วัน ลองชวนให้พวกเขาสนใจกับการสำรวจเรื่องราวของตัวเอง ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ชวนให้พวกเขาละสมาธิจากเรื่องลบๆ ไร้สาระรอบๆ ตัว หันมาใส่ใจกับตัวเองให้มากขึ้น.. ลองถามดูครับ..

แล้วอย่าลืมถามตัวนายเองด้วยล่ะ

“วันนี้นายมีความสุขไหม?”

#siamstr

วันนั้นความสุขมันล้นจริงๆครับพี่ตั้ม

Replying to Avatar Jingjo

"ทางออกมันมีแค่ทางเดียวคือบิตคอยน์ ซึ่งหลาย ๆ คนก็ยังมองไม่ออก ไม่เข้าใจ หรือแม้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องรอให้ “รัฐอนุญาตก่อน” ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้ายังต้องก้มหัวให้อำนาจตรงกลางมาชี้นิ้วบอกเราว่าอะไรทำได้หรืออะไรทำไม่ได้ แล้วเราจะแก้ปัญหาหมักหมมที่เกิดจากอำนาจตรงกลางได้ยังไง?

หากเราอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย จุดจบของเรื่องนี้คือสงคราม เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นกับโลกใบนี้มาแล้ว 2 ครั้ง สถานการณ์โลกช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็คือจู่ ๆ ประเทศอังกฤษประกาศขอถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีของอเมริกาชูนโยบาย Make America Great Again จีนก็ย้ำชัดว่าต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีของชาวจีนซึ่งเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มาตลอดในอดีตกาล หรือปูตินเองก็ประกาศกร้าวว่ารัสเซียเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน พี่ชิตเชื่อว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแน่นอน แต่สภาวะกดดันมันทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จนดูเหมือนว่าโลกเรากำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในช่วงปี 1920-1930 ที่แต่ละประเทศเกิดความบ้าคลั่งในลัทธิชาตินิยมและผลักดันให้ผู้นำเหี้ย ๆ ได้รับความนิยม ผลสุดท้ายก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกครั้งที่ 2 หากพวกเราไม่ทำอะไรเลยและไม่เปลี่ยนอะไรเลย พี่ชิตเชื่อว่าโศกนาฏกรรมสงครามสเกลยิ่งใหญ่มาก ๆ กำลังมาเยือนโลกใบนี้อีกครั้ง"

~หนังสือพี่ชิต บทที่ 8 : เงินเฟ้อคือคดีอาญา

เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วสำหรับเล่มนี้ ที่เหลือคือรอพี่ชิตรีวิวครึ่งเล่มแรก และ approve โครงเล่มทั้งหมดที่เหลือ จะได้เดินหน้ากันต่อเต็มสูบให้เสร็จทันปีนี้ เอ้อ! อีกสองวันคลาสออนไลน์ของแกจะเริ่มแล้วนี่หว่า ตื่นเต้นวุ้ยยยยย ใครลงเรียนไปมั่ง ชูมือ

#siamstr

พร้อมลุยครับพี่ ต้อวเตรียมเครื่องดื่มให้พร้อมก่อนเรียนด้วย 555

Replying to Avatar Bosthai

ผมคิดว่าเด็กๆ ควรเรียนรู้เรื่องBitcoin ไม่ใช่เพราะแค่มันมีจำกัด มันช่วยเราต้านเงินเฟ้อ

แต่มันบทเรียนหลายๆ อย่าง และบทเรียนที่ว่าคือ "ทำไมหนูต้องทำงาน" , "ทำไมหนูต้องเก็บออม" และ "เวลาหนูมีจำกัด"

"ก็ถ้าหนูไม่ทำงาน ก็อดแตกตาeสิค่ะลูก"

เออจะตอบแบบนั้นก็ง่ายดี แต่ถ้าคิดในอีกมุม การที่เราทำงานและได้เงินมา มันต้อง Trade off 2 สิ่ง นั้นคือ "เวลา" และ "คุณค่า" ที่เราทำ

สมมุติลูกเราออกไปทำงานพนักงานเซเว่น ได้เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 เฉลี่ยต่อวันได้เงินวันละ 500 บาท นั้นหมายความว่า ลูกเราเสียเวลา 1 วัน และสร้างคุณค่า หรือ productivity ให้กับสังคมและได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงิน 500 บาท/วัน ถูกไหม?

ถ้าลูกเราอยากจะได้เงินมากกว่าเดิม เขาก็แค่พยายามสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิม ในเวลาที่เท่าเดิม อาจจะขยันทำ OT หรือจัดการร้านได้ดีจนได้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการ หรือออกไปทำงานอื่นที่ได้เงินเฉลี่ยมากกว่า 500 บาท/วัน

นี้คือจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา คือการออกไปสร้างคุณค่าแก่สังคม อาจจะสานต่อเส้นทาง Proof of Work ของครอบครัวเสียพวกเขาเสียสละเวลาทำมา หรือสร้างเส้นทางของตัวเองใหม่ตั้งแต่เริ่ม ไม่รู้แหละด้วยวิธีไหน แต่ถ้ามันเวิร์ค สังคมจะตอบแทนคุณคุณค่ากลับมา

"หนูเกิดมาเพื่อสร้างคุณค่าในแก่สังคมนะลูก"

และเงินไม่ใช่แค่เงิน แต่ : เงิน = เวลา+คุณค่า /// เรากำลังแลกเปลี่ยนคุณค่ากับคุณค่าด้วยกันในสังคม

ที่นี้ ถ้าลูกอยากจะได้ไอโฟนซักเครื่อง เอาไอโฟน 13 128GB ตีกลมๆ ขายตอนนี้ 20,000 บาท และเขายังทำงานที่เซเว่น แสดงว่าเขาก็ต้องเก็บเงิน หรือ เก็บ "เวลา+คุณค่า" จำนวน 40 วัน (เข้ เยอะวะ) เพื่อแลกไอโฟน 1 เครื่อง

แต่อย่าลืมว่า ระหว่างที่ลูกๆ เก็บเงินรอซื้อไอโฟน เขาอาจจะใช้เวลาเก็บจริงเกิน 4-5 เดือน++ และระหว่างนั้น "ตลาดเสรี" ก็กำลังทำงาน และกำลังพัฒนา productivity ให้แกสังคมมนุษย์

มนุษยชาติมันมีกิเลส มันขี้เบื่อ ขี้เกียจ เลยพัฒนา Productivity ให้ตัวเองสบายขึ้นอยู่เสมอ

ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่ลูกค้าเราเก็บ "เวลา+คุณค่า" เอาไว้ อยู่ดีๆ ไอโฟน 13 ราคาอาจจะลดลงด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ลดเหลือ 18,000 บาท (จากเดิมใช้เวลา 40 วัน ใช้แค่ 36วัน) หรือมีไอโฟน 16 ผลิตออกมา แล้วกดดันราคาไอโฟน 14 ให้เท่ากับไอโฟน 13 เพราะกำลังจะตกรุ่น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลพ่วงของกลไกลตลาดเสรีทั้งสิ้น

"กลายเป็นว่ายิ่งลูกของเรา Low Time มากเท่าไหร่ ยิ่งเก็บ เวลา+คุณค่านานเท่าไหร่ เขาจะจ่ายเวลา+คุณค่าที่เขาเก็บไว้ น้อยลงเพื่อครอบครองสิ่งของหรือบริการที่ดีกว่าเดิม"

ยิ่งลูกเก็บออม ชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งเติมเต็ม Self esteem , Self sufficient และ Self secure พวกเขาจะรู้ว่า "เวลา+คุณค่า" ของพวกเขา "มันมีความหมายจริงๆ" มันมี " Meaning of Life จริงๆ" ชีวิตพวกเขามันมีค่าจริงๆ การสร้างคุณค่าให้สังคมมันคุ้มจริงๆ

ยิ่งทำงานได้เงินเยอะ ก็เป็นการโชว์ให้สังคมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำคุณค่าให้สังคมสูง และมีเงินเก็บเยอะ ก็เป็นโชว์ว่าตัวเขาเป็นผู้เสียสละ ขยัน อดทน เก็บเยอะกว่าแดรก โดยเฉพาะยิ่งรายได้น้อยแต่เก็บออมเยอะ จะยิ่งน่านับถือมากๆ

- แต่เรื่อง Meaning of Life พวกนี้คุณปาทิ้งไปได้เลย หากลูกเราเอา เวลา+คุณค่า ไปเก็บในสิ่งที่มันไม่สามารถรักษาเวลา+คุณค่าของพวกเขาไว้ได้-

"เวลาหนูมีจำกัดนะลูก"

เราไม่รู้หรอกลูกเราจะมีอายุเท่าไหร่ อาจจะมีอายุในชีวิตนี้สัก 70 ปี ตีเป็นวันก็ 25,550 วัน กว่าจะทำงานจริงจังอาจจะอายุ 20 เหลืออีก 18,250 วัน

ทำงานเซเว่นมีเงินเก็บ 10,000 บาท เฉลี่ยก็ใช้เวลา20วัน แต่ดันทะลึ่งเอาไปปั่นสล็อต ติดพนัน เล่นฟิวเจอร์พอร์ตแตก และปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เล่นของพวกนี้แล้ว เดือนหน้าเก็บเงินใหม่

"ไม่ใช่นะหนู" ลูกเราเสียเวลาไป 20 วัน หรือ 0.07% ของเวลาทั้งหมดไปฟรีๆ และ 20 วันนั้นเอาคืนไม่ได้ ย้อนเวลาไปห้ามตัวเองไม่ได้ หรือจะยืดเวลาชีวิตตัวเองเป็น 70 ปี กับ 20 วัน ในอนาคตก็ไม่ได้ ถ้าชะตาฟ้ามันลิขิตไว้ให้ชีวิตต้องdedใน 70ปี

เพราะไอ้การที่เวลามีจำกัดเนี่ยแหละ ลูกเราจึงจะต้องคิดให้ดี ว่าจะเอาไปใช้กับอะไร หรือเก็บเวลาไว้ที่ไหน

ส่วนผม ที่อายุกำลังเข้าเลข 3 แล้ว อาจจะมาได้ครึ่งทาง กระสุนผมใช้ไปแล้วครึ่งแม็ค เหลืออีกครึ่ง ผมจะเอาเวลา+คุณค่า ของผมไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

"เวลาเรามีจำกัด จงเก็บมันในสิ่งที่จำกัดเหมือนเวลาเรา"

#siamstr

note นี้เปิดอัลติเลย เจ๋งมาก

Replying to Avatar Somnuke

การฟอกเงินมันผิดกฎหมายร้ายแรงนะครับ ห้ามทำเด็ดขาด มีแต่พวกชั่วเท่านั้นแหละที่กระทำ

ยกเว้นทำแบบถูกกฎหมาย ด้วยหลักการ "ฟอก จ่าย จบ" คุณก็สามารถทำแม่มได้ตลอดไป โดยยังคงสถานะเป็นคนดีย์แถมมีกำไรมหาศาล และธุรกิจนี้ margin ดีสุดๆ เพราะต้นทุนการทำธุรกิจ(ค่าปรับ) ต่ำมาก

ไปชมตัวอย่างความรุ่งเรืองของกิจการประเภทนี้กันครับ

J.P. Morgan:

ปี 2019:

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): ปรับ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC): ปรับ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ 1MDB

ปี 2020:

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา: ปรับ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ Petrobras

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งฮ่องกง (SFC): ปรับ 180 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

ปี 2021:

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC): ปรับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ Danske Bank

ปี 2022:

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC): ปรับ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

ปี 2023:

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): ปรับ 50 ล้านยูโร (ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

Deutsche Bank:

ปี 2019:

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): ปรับ 600 ล้านยูโร (ประมาณ 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา: ปรับ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ Russian Laundromat

ปี 2020:

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC): ปปรับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

ปี 2021:

ธนาคารกลางอังกฤษ (FCA): ปปรับ 77 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

ปี 2022:

สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC): ปปรับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีละเลยการป้องกันการฟอกเงิน

ปี 2023:

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา: ปรับ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ Danske Bank

#Siamstr

เรื่อง(ซัก)ฟอก อาจารย์ดิดิเย่ น่าจะเก่งที่สุดนะครับ 555

สุกี้เนื้อล้วนไม่ผัก สารอาหารเน้นๆโหดสัสจริงๆ

แค่ 9.4% ก็ขี้แตกแล้ว 5555

ขอบคุณที่แปลให้อ่านครับ ถ้าจะอ่านให้ต่อเนื่อง ผมต้องเริ่มอ่านตั้งแต่ digital gold เลยมั้ยครับ

สำหรับพี่เดชา หำ = เครื่องมือ รึป่าวครับ 5555